“ คิมหันต์ ? ” เสียงของใครบางคนเรียกให้เธอต้องหันไปมอง
“ ระ เรียว ? ” พอรู้ว่าเป็นใครเธอถึงอุทานชื่อของเขาออกมา
น้องชายต่างสายเลือดของเธอที่พยายามจะหลีกเลี่ยงมาตลอดดันมาทักเธออีกแล้วและแน่นอนว่าเด็กสาวเตรียมจะวิ่งหนีเหมือนเดิมทุกครั้ง แต่เสียงเรียกของน้องชายคนนี้ทำให้เธอต้องหยุดความคิดนั้นไว้
“ เราจะคุยกันดีๆบ้างไม่ได้เลยหรอ คิมหันต์ ” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
เขารู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่คนมีศักดิ์เป็นพี่สาวเอาแต่หลบหน้าเขาตลอดทั้งๆที่เมื่อก่อนยังไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆแท้ๆเชียว
“ ได้ งั้นตามมา ” เธอพูดพร้อมคว้ามือเด็กหนุ่มให้เดินตามเดินมายังหลังตึกเรียน
เรียวที่จู่ๆ โดนลากให้เดินตามไปก็ไม่ได้พูดอะไรแต่เขาแอบมองมือของคนตรงหน้าที่จับมือของเขาเอาไว้ มันทำให้เขารู้สึกคิดถึงความอบอุ่นของมือคู่นี้อย่างบอกไม่ถูก
หลังตึกเรียนในตอนกลางวันนั้นค่อนข้างจะคึกคักเพราะเป็นเวลาพักเที่ยงที่เด็กนักเรียนจะหากิจกรรมมาเล่นกันแต่พอเป็นเวลาเลิกเรียนสถานที่ตรงนี้จึงเป็นที่ลับตาผู้คนพอสมควร ซึ่งมันก็ตรงกับความต้องการของเด็กสาวที่ไม่อยากให้ใครเห็นเธอคุยกับเรียว
“ อะไรล่ะ ไม่ใช่ว่านายอยากให้ฉันทำเป็นไม่รู้จักตอนอยู่โรงเรียนไม่ใช่รึไง พ่อคนเป็นที่รัก ? ” เธอปล่อยมือของเด็กหนุ่มแทบจะทันทีก่อนจะมองหน้าเขาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
“ นั่นเธอคิดเองเออเองคนเดียวนะ ฉันไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นสักนิดเดียว ” เรียวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง มันไม่มีทางที่เขาจะอยากให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
“ เหอะ อย่าพูดให้ฉันขำเลยดีกว่า ทีเมื่อก่อนหลังจากตอนนั้น .. นายก็ไม่เคยสนใจฉันอีกเลยไม่ใช่รึไงกัน ?! ” คิมหันต์พอรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไปเธอก็ก้มหน้าหลบสายตาของเด็กหนุ่มที่กำลังจ้องมองเธอราวกับรอคำพูดอะไรสักอย่าง
“ ในตอนนี้ฉันยังบอกเธอไม่ได้หรอกนะ แต่ที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพื่อปกป้องเธอนะ ”
“ ความลับเยอะจังเลยเนอะ ทำไปเพื่อฉันหรอ ? งั้นไอ้การที่แม่ฉันไม่สนใจลูกตัวเองแต่ไปสนใจลูกนอกไส้อย่างนายนี่ก็ทำเพื่อฉันเหมือนกันใช่ไหม ? ”
“ มันไม่ใช่อย่างงั้นเลย แม่เธอน่ะรักเธอมากนะคิมหันต์ ทุกคนเขารักเธอกันทั้งนั้น ”
“ หยุดพูดเรื่องโกหกสักทีเถอะ พอที ฉันไม่อยากจะคุยกับนายแล้ว ไร้สาระชะมัด” เธอพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะวิ่งออกไปพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า
ถ้าคนที่บ้านสนใจฉันจริง ทำไมเขาถึงไม่โทรหาฉันเลยล่ะ ? แม้แต่ข้อความเดียวก็ไม่มี มีแต่นายที่คอยพูดให้ฉันมโนไปเองทั้งนั้นแหละ
เด็กผมสีดำได้แต่มองตามหลังของเด็กสาวที่ค่อยๆวิ่งออกห่างไปเรื่อยๆ ถึงเขาจะรู้สึกไม่ดีที่ต้องปิดบังเธอแต่ทั้งหมดนี่ทำไปก็เพราะไม่อยากให้คิมหันต์ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องอันตรายและไม่อยากให้เธอข้องเกี่ยวกับสิ่งชั่วร้ายพวกนั้น
เขาได้แต่ภาวนาว่าสักวันเธอจะเข้าใจในสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมด
ณ ทางเดินเชื่อมตึกภายในโรงเรียน
“ เฮ้อ ให้ตายสิ คุยกับหมอนั่นทีไรต้องทะเลาะกันทุกทีเลยสิ ” เจ้าของผมสีน้ำตาลที่รู้สึกว่าวิ่งหนีเจ้าน้องชายต่างสายเลือดมาไกลพอสมควรแล้วก็ลงไปนั่งกับพื้นโดยไม่กลัวว่ากระโปรงตัวเองจะเลอะแล้วค่อยเอนหลังพิงกับกำแพงปูนสีขาว
ใจจริงเด็กสาวไม่ได้อยากจะทะเลาะหรือพูดประชดประชันใส่สักนิด แต่พอได้คุยกับเรียวทีไรความอัดอั้นในอดีตเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ชอบแล่นเข้ามาในหัวตลอดจนทำให้เธอต้องเผลอพูดจาทำร้ายเด็กหนุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือเหตุผลที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงเขามาโดยตลอด
“ ฮือ ฮือ ” เสียงร้องไห้ปริศนาของผู้หญิงดังขึ้นมาจากด้านขวาของคิมหันต์
เอ๊ะ เสียงร้องไห้ ? ของใครกันน่ะ ? ฉันไม่ได้ร้องสักหน่อย
เจ้าตัวรู้สึกว่าเสียงมันใกล้มากเลยตัดสินใจค่อยๆหันไปดูทางด้านขวาของตน ก่อนจะพบว่าเป็นเด็กนักเรียนปี 1 เหมือนกันเพราะว่าจุดวงกลมที่ปักอยู่บนอกมีเพียงแค่สี่จุดเท่ากับเธอกำลังก้มหน้าก้มตาร้องไห้อยู่
แต่ไม่ทันใดเธอก็ต้องร้องกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจเพราะดันเหลือบไปเห็นว่าเด็กสาวที่นั่งร้องไห้นั้นไม่มีขา
“ กะ กรี๊ด อุ้บ ! ” ขณะที่เธอกำลังจะแผดเสียงร้องออกมาอย่างเต็มที่นั้นมือของใครบางคนก็มาปิดปากเธอไว้
“ ชู่ว หยุดแหกปากได้แล้ว ยัยบื้อ ” ไพลินกระซิบกับเพื่อนสาวของเธอ
คิมหันต์พอเห็นว่าเป็นใครเธอก็พยักหน้าตกลง เจ้าของดวงตาสีเขียวน้ำทะเลเมื่อเห็นว่าคนที่เขาปิดปากหยุดสติแตกเธอก็ปล่อยให้ปากของเด็กสาวเป็นอิสระ
“ ตะ แต่นั่นมันเทอร์เรอร์ไม่ใช่หรอ ?”
“ ใช่ที่ไหนล่ะ ดูดีๆสิ ยัยโง่ ” คราวนี้เป็นซูซาคุที่โผล่มาจากด้านหลังพูดขึ้นเตือนให้เด็กสาวพิจารณาวิญญาณตรงหน้าให้ดี
โผล่มาจากไหนของเขาเนี่ย ?
“ อ่า จริงด้วย ดูไม่มีพิภัยอะไรเลย ปกติพวกเทอร์เรอร์ที่เจอก็ชอบพุ่งเข้ามาทำร้ายตลอดเลย แต่เด็กคนนี้ไม่แฮะ ” หลังจากลองทบทวนดูก็ทำให้คิมหันต์เห็นถึงความแตกต่างของวิญญาณตรงนี้ได้อย่างชัดเจน
“ ใช่แล้ว เธอคนนี้ไม่ใช่เทอร์เรอร์เป็นแค่วิญญาณธรรมดาที่ยังยึดติดอยู่กับโลกใบนี้ แต่ถ้าทิ้งไว้นานๆอาจะกลายเป็นพวกชั่วร้ายแบบเทอร์เรอร์ได้ ” ไพลินอธิบายให้ฟังก่อนจะพูดเสริมอีกว่า “ วิญญาณที่ไม่มีอันตรายแบบนี้แอปคอมมูนิตี้จะไม่แจ้งเตือนยังไงล่ะเพราะวิญญาณเหล่านี้อ่อนแอมากจนจับสัญญาณอะไรแทบไม่ได้สักอย่าง” พร้อมกับชูโทรศัพท์มือถือให้ดูว่าไม่มีแจ้งเตือนอะไรทังนั้น
“ แล้วเราจะต้องทำยังไงกับเด็กคนนี้หรอ ? ” คิมหันต์ถามด้วยความสงสัย
“ สวดส่งวิญาณยังไงล่ะ ถ้าอยากรู้ก็ดูยัยไพลินเป็นตัวอย่างซะสิ ” ซูซาคุพูดพร้อมกับชี้ไปยังคนผมบลอนด์ทองที่ยืนอยู่หน้าวิญญาณเด็กสาวตนนั้น
“ ฮือ ๆ ”
“ เอาล่ะ เลิกร้องไห้ได้แล้ว ” วิญญาณของเด็กสาวพอได้ยินเสียงของไพลินจากที่ก้มหน้าร้องไห้เธอก็ค่อยๆเงยหน้าอย่างช้าๆแล้วเสียงร้องไห้ของเธอก็เงียบลงไป
ใบหน้าของวิญญาณเด็กสาวนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลถลอกและรอยฟกช้ำ ดวงตาของเธอมองไพลินอย่างว่างเปล่าก่อนที่ปากจะขยับช้าๆว่า “ ช่วย .. ด้วย .. ทรมาณจัง ”
น้ำเสียงของเธอช่างแผ่วเบาและนิ่งเหมือนกับไม่มีความรู้สึก แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรคิมหันต์ถึงได้รู้สึกว่าวิญญาณดวงนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
ตอนนี้มีชีวิตอยู่คงจะทรมาณน่าดูเลยสินะ .. เธอคิดในใจ
“ นั่นแหละหน้าที่ของฉัน ” ไพลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งก่อนที่จะใช้มือของเธอสัมผัสกับหน้าผากของวิญญาณดวงนั้นพร้อมกับหลับตาและตั้งสมาธิ
จากนั้นรอบๆดวงวิญญาณค่อยๆเปล่งแสงออกมาพร้อมกับร่างกายของเธอที่ค่อยๆเริ่มสลายไปพร้อมกับแสงที่เปล่งออกมา แววตาของวิญญาณเด็กสาวกลับมามีชีวิตอีกครั้งเธอคลี่ยิ้มให้ไพลินอย่างมีความสุขก่อนจะเอ่ยเบาๆว่า “ ขอบคุณนะ ” และสลายหายไปในที่สุด
“ ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ” เธอกล่าวอวยพรให้กับวิญญาณของเด็กสายที่หายไปแล้ว
คิมหันต์ที่เห็นการกระทำของเพื่อนสาวมาตั้งแต่ต้นอดประหลาดใจไม่ได้เลยว่า เพื่อนของเธอคนนี้พอเอาจริงเอาจริงกับดูเป็นคนอบอุ่นและสุขุมคนหนึ่งเลยทีเดียวมันช่างแตกต่างจากเวลาปกติที่ชอบกวนประสาทเธอราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
อย่างน้อยเธอก็ได้เห็นว่าไพลินก็มีด้านแบบนี้ด้วยเหมือนกัน แอบดีใจเล็กๆนะเนี่ย