23 1-2
ตอนที่ 25 อาวุธประจำตัวก็เสมือนตราประจำตัวของคนผู้นั้น
เหลิงหยุนเจียวแสยะยิ้มปราดหนึ่งเ็าสุดแสน น้ำเสียงที่แผดดังเป็คำตอบเย็นะเืดุจใบมีดอาบน้ำแข็ง
“ก็ลองเดาดูสิ”
“...”
เหลิงฉิวหวานกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ยังช่างยากลำบากนัก นางเพิ่งจากบ้านมาเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ไฉนพี่รองจึงได้มอบแส้อสรพิษเพลิงที่เป็อาวุธโปรดคู่กายให้แก่หญิงสวะที่นางเกลียดชังสุดหัวใจได้?
กระนั้นเอง หากพินิจวิเคราะห์จากลักษณะท่าทางที่ดูมั่นอกมั่นใจของเหลิงหยุนเจียวแล้ว เหลิงฉิวหวานก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ภายในใจกลับเพิ่มพูนน้ำหนักความน่าเชื่อถือต่อข้อสันนิฐานนี้มากขึ้น
สักครู่ต่อมา บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัด กลายเป็ความตึงเครียดอันหนักอึ้ง
เหลิงหยุนเจียวจ้องมองคนทั้งสามที่ถูกทำร้ายอย่างหนักจนเบ้าตาปูดบวมเป็สีเขียวด้วยดวงตาเขม็ง ต่อให้เรียกใช้คำว่า สภาพน่าสังเวช ยังเกรงว่าจะไม่เพียงพอด้วยซ้ำ
“โอ้ยยย โอ้ยยย โอ้ยยย...”
จำได้ว่าโม่เฉินหยวนเคยมอบโอสถห้ามเืเอาไว้ให้ระหว่างทางที่มา เหลิงหยุนเจียวจึงนำมันออกมาและจับปลายคางของพวกเขาทั้งสามเชิดขึ้น
“อ้าปากของพวกเ้าออก”
ทั้งสามไม่มีทางเลือกอื่นใด ทำได้เพียงจำใจอ้าปากปนความรู้สึกแปลกใจ เหลิงหยุนเจียวตบโอสถห้ามเืทั้งสามเม็ดเข้าปากของแต่ละคนอย่างรวดเร็ว
“พวกเ้าไปทำอะไรเข้าจึงได้ทำให้แม่นางเหลิงผู้นี้โกรธเกรี้ยวนักหนา?”
ทว่าก่อนที่เหลิงหยุนเจียวจะทันได้คำตอบอะไร เหลิงฉิวหวานก็ตะคอกเสียงดังโวยวายขึ้นแทรกด้วยความโกรธจัด
“นังสวะ! เดี๋ยวนี้กล้ายุ่มย่ามเื่ของข้าแล้วรึ?”
ได้ยินวาจาดูถูกเหยียดหยามเช่นนั้น เหลิงหยุนเจียวกลับมิได้รู้สึกร้อนใจเร่งรีบที่จะตอบ ทอดสายตาเหม่อมองไปทางเหลิงฉิวหวานที่กำลังพยุงตัวขึ้นโดยมีสาวรับใช้ช่วยอย่างงุ่มง่าม
สายลมเย็นพัดโชยอ่อน ยามรัตติกาลอากาศช่างสบายรื่นรมย์นัก
“ถูกต้อง ข้ากล้ากว่าที่เ้าคิดมาก”
ทว่าเหลิงหยุนเจียวยังกล่าวไม่จบดี นางก็ฉกฉวยจังหวะนี้ เร่งสะบัดข้อมือพลัน ตวัดแส้อสรพิษเพลิงในมือพุ่งผ่านห้วงอากาศประหนึ่งงูฉกเหยื่อ ทะลวงโจมตีเข้าใส่เหลิงฉิวหวานโดยมุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของนาง
“ปัง!!”
เสียงแส้เฆี่ยนปะทะชนผิวหน้าดังสนั่นหวั่นไหว การโจมตีครั้งนี้ทั้งรุนแรงและร้ายกาจเสียยิ่งกว่าก่อนหน้า ทำลายได้แม้กระทั่งบรรยากาศสงบเงียบของพงไพรยามค่ำคืนจนแตกกระเจิง ห้วงอากาศแหวกเป็สองซีกในชั่วพริบตาหนึ่ง
เหลิงฉิวหวานหงายหลังล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง กว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองและไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น นางก็รู้สึกได้ว่า ใบหน้าทั้งซีกของตนกำลังร้อนผ่าวแทบฉีกแยกออกจากกัน
และทันทีที่เลื่อนมือขึ้นแตะัั พลันรู้สึกปวดแสบสาหัสเจ็บสะท้านไปทั้งทรวงร่างเสมือนโดนไฟฟ้าดูด
“คุณหนูสาม!”
สาวรับใช้นางนั้นกรีดร้องลั่นแทบเสียสติ รีบวิ่งปรี่เข้าช่วยเหลือเหลิงฉิวหวานอีกครั้งหนึ่ง
แลเห็นธารเืสีแดงสดไหลอาบทั่วทั้งมือ รูม่านตาดำของเหลิงฉิวหวานพลันหดแคบเท่ารูเข็ม ส่งเสียงกรีดร้องระงมลั่นด้วยความเสียขวัญ
“ใบหน้าของข้า! ใบหน้าของข้า!! อ๊ากกก!!!”
นางรีบเงยหน้าสบตามองเหลิงหยุนเจียวอย่างไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาคู่นั่นดุร้ายราวกับสุนัขจิ้งจอก
“จะ-เ้า...เ้ากล้าจริงๆ เ้า....”
และเป็อีกครั้งที่สายตาของนางเหลือบมองแส้อสรพิษเพลิงในมือของเหลิงหยุนเจียวอีกครั้ง มาถึงตอนนี้ เหลิงฉิวหวานชักลังเลไม่กล้าที่จะพูดต่ออีกแล้ว
เหลิงฉิวหวานไม่รู้เลยว่าเกิดเื่บ้าอะไรขึ้นบ้างในจวนตระกูลเหลิง เช่นนั้นเอง นางจึงไม่กล้ายั่วยุล้ำเส้นเหลิงหยุนเจียวสุ่มสี่สุ่มห้าอีก
“ข้ายังกล้ามากกว่านี้ได้อีก”
เหลิงหยุนเจียวกระตุกริมฝีปากขึ้นโค้งเป็รอยยิ้มสวยงาม ประหนึ่งน้ำผึ้งอาบยาพิษที่มีกลิ่นหอมหวานน่าลิ้มลอง แต่มาพร้อมกับพิษร้ายถึงแก่ชีวิต
“หากเ้าคิดจะไปฟ้องท่านประมุข โปรดพึงสำนึกไว้หนึ่งเื่ เ้าควรรายงานไปว่าเ้าถูกแส้อสรพิษเพลิงเฆี่ยนลงโทษหาใช่ตัวข้าไม่”
เหลิงฉิวหวาน “...”
อาวุธประจำตัวก็เปรียบเสมือนตราประจำตัวของผู้เป็เ้าของ
คำกล่าวแต่ละประโยคของเหลิงหยุนเจียว ล้วนเชื่อมโยงไปถึงเหลิงเจียวเจียวอย่างไม่ต้องสงสัย จนทำเอาเหลิงฉิวหวานเริ่มตระหนักสงสัยในตัวเอง
นี่ข้าทำอะไรผิดไปหรือไม่? จึงทำให้พี่รองต้องมอบหมายให้นังสวะนี่มาลงโทษเฆี่ยนตีข้าเช่นนี้?
นางเป็เพียงบุตรีของนางบำเรอ จะให้ไปตั้งคำถามกับพี่รอง เหลิงฉิวหวานเองก็มิกล้าเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนในเมืองเฟิงหยวนต่างรู้กันทั้งสิ้นว่า ท่านประมุขรักใคร่เอ็นดูเหลิงเจียวเจียวมากเพียงใด
ต่อให้ไปฟ้องว่า เหลิงเจียวเจียวส่งนังสวะนี่มารังแกนาง มิว่ากรณีใด ท่านประมุขย่อมไม่มีทางเข้าข้างนางเป็แน่
เหลิงฉิวหวานยกฝ่ามือขึ้นทาบปิดใบหน้าครึ่งซีกของตนที่ได้รับาเ็สาหัส ธารเืสีแดงฉานไหลไปตามซอกนิ้วอาบเปื้อนไปทั่วทั้งฝ่ามือ นางกัดฟันแน่นจนกรามสั่นกระเพื่อมไม่หยุดเนื่องด้วยความเ็ปสุดบรรยาย ริมฝีปากเหือดแห้งซีดขาว
“มาคุยกันต่อเถิด”
เหลิงหยุนเจียวหันไปมองคนทั้งสามบนพื้นอีกครั้ง นางขมวดคิ้วแน่นกล่าวถามขึ้นว่า
“พวกเ้าไปทำอะไรให้คุณหนูเหลิงขุ่นเคืองใจเข้าอย่างนั้นรึ?”
เมื่อเห็นว่ามีใครบางคนเปิดใจรับฟัง หนึ่งในสามคนที่เป็ผู้หญิงก็ถึงกับร้องห่มร้องไห้ออกมา พยายามกล่าวอธิบายให้ฟังทั้งน้ำตา แต่กลับร้อนรนเกินไปจนฟังไม่ได้ภาษา
สุดท้ายจึงเป็ชายที่มีหนวดเคราเฟื้อมรับอาสาเล่าแทน เขากล่าวอธิบายให้ฟังโดยสังเขป
ปรากฏว่า พวกเขาทั้งสามกำลังช่วยกันปราบสัตว์อสูรระดับสองตัวหนึ่งอยู่ และกำลังจะเผด็จศึกจัดการมันได้แล้ว แต่จู่ๆเหลิงฉิวหวานที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ ก็พุ่งออกมาและแย่งปลิดชีพสัตว์อสูรตัวนั้นแทน
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังอ้างตัวอีกว่า ตนเองเป็ผู้ที่ปราบสัตว์อสูรระดับสองตัวนี้ได้ และไม่อนุญาตให้พวกเขาทั้งสามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมันอีกต่อไป
ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก เพราะพวกตนทั้งสามเสียแรงเสียทรัพยากรไปตั้งมากมายกว่าจะจับตายมันได้ จึงใช้ประโยชน์ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาโต้แย้งกันนั้น แอบย่องไปหยิบแกนอสูรออกมา แต่ก็ถูกเหลิงฉิวหวานจับได้
ทั้งสามคนจึงถูกเหลิงฉิวหวานทรมานเฆี่ยนตีอย่างที่เห็น