ชิวเย่ว์กับชุนเถาต่างขานรับก่อนจะถอยออกไป
ครั้นชุนเถาถือกล่องอาหารเปล่าออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ใช้ผ้าเช็ดมุมปาก เงยหน้ามองเสิ่นอี๋เหวินกับซูฉินแล้วกล่าว “เมื่อครู่พวกเ้าว่าอะไรนะ”
เสิ่นอี๋เหวิน “…”
ซูฉิน “…”
กินขนมหมดแล้ว รางวัลก็ได้ไปแล้ว พวกนางยังจะพูดอะไรได้อีกเล่า!
เสิ่นอี๋เหวินขุ่นเคืองยิ่งนัก
พี่หญิงสามช่างรู้จักเอาใจเก่งเสียจริง!
นางกำลังจะบ่นต่ออีกสองสามคำ แต่ซูฉินกลับดึงแขนเสื้อไว้เสียก่อน
เสิ่นอี๋เหวินหันไปมองซูฉิน
ซูฉินกลับยิ้มละมุนเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรแล้วเ้าค่ะ ก่อนหน้านี้เป็พวกเราที่เข้าใจพี่หญิงสามผิดไป”
“อืม เป็พี่น้องกัน มีเื่อะไรก็พูดกันให้เข้าใจก็ดีแล้ว เพียงแต่…” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเงยหน้ามองซูฉิน “ฉินเอ๋อร์ ตอนรับเ้ามาอยู่ที่นี่ก็พูดไว้แล้วว่า ภายหน้าเ้าจะออกเรือนโดยมีจวนแม่ทัพเป็ครอบครัวฝ่ายมารดา แต่องค์ชายเจ็ดเป็ถึงองค์ชาย พวกเราทำได้เพียงแค่รอ เ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่”
“ฉินเอ๋อร์เข้าใจเ้าค่ะ” ซูฉินก้มหน้าเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นโบกมือกล่าว “เช่นนั้นพวกเ้าไปเถิด”
ทันทีที่ทั้งสองคนออกจากเรือนว่านโซ่ว เสิ่นอี๋เหวินก็เอ่ยอย่างอิจฉา “น้องสาว เ้าจะแต่งงานกับองค์ชายเจ็ดจริงหรือ”
เห็นเสิ่นอี๋เหวินอิจฉาเช่นนี้ ซูฉินก็ยิ่งปลาบปลื้ม อย่างน้อยคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็พิสูจน์ว่าพวกเขาจะไม่ขัดขวางนาง คงเป็เพราะเห็นเสิ่นม่านซูไม่เอาถ่านกระมัง
ทุกวันนี้เอาแต่หมกตัวอยู่ในครัว ลูกผู้ดีบ้านใดจะเป็เช่นนั้น!
ช่างเสียดายฐานะบุตรสาวภรรยาเอกแห่งจวนแม่ทัพของเสิ่นม่านซูเสียจริง!
ซูฉินรู้ดีว่าตนไม่มีบ้านมารดาที่แข็งแกร่ง แต่แล้วอย่างไรเล่า!
อย่างไรเสียองค์ชายเจ็ดก็มอบใจให้แก่นางแล้ว!
ในใจภาคภูมิอย่างยิ่ง ทว่ากลับไม่เผยสีหน้าออกมาเลยแม้แต่น้อย พวงแก้มแดงระเรื่อ เอ่ยเสียงเบา “ยังไม่ได้กำหนดแน่ชัด พี่หญิงสี่อย่าได้พูดมั่วเลยเ้าค่ะ”
เสิ่นอี๋เหวินก็รู้ว่าเื่นี้ยังไม่แน่นอน แต่ที่สามารถเหยียบเสิ่นม่านซูลงไปได้ อีกทั้งยังคว้าหัวใจองค์ชายเจ็ดมาได้ ไม่ว่าอย่างไรซูฉินก็นับว่าประสบความสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว!
นับว่าอยู่ห่างจากตำแหน่งชายาขององค์ชายเจ็ดไม่ไกล!
นางเป็เพียงหลานสาวตระกูลรองยังทำได้ถึงเพียงนี้ ส่วนตนแม้เป็บุตรสาวอนุ แต่อย่างไรก็เป็คนของจวนแม่ทัพ…
คิดมาถึงตรงนี้ เสิ่นอี๋เหวินก็รีบกอดแขนซูฉิน ก่อนจะเอ่ยชมไม่หยุด “ไม่เป็ไรหรอก นี่ก็แค่คำพูดส่วนตัวของพี่น้องเรา อีกอย่างน้องสาวดีเพียงนี้ องค์ชายเจ็ดต้องอยากรีบแต่งงานกับเ้าเป็แน่ แต่ที่ยังไม่มาตอนนี้ อาจเพราะเ้ายังอายุน้อยอยู่กระมัง”
กล่าวถึงเื่อายุ ซูฉินกับเสิ่นอี๋เหวินอายุใกล้เคียงกัน ปีนี้เพิ่งสิบสี่ปี อ่อนกว่าเสิ่นม่านซูหนึ่งปี ที่องค์ชายเจ็ดยังไม่รีบมาจวนแม่ทัพก็พอเข้าใจได้
ทว่าซูฉินมองเสิ่นอี๋เหวินที่ชมตนสารพัด บนใบหน้าฉายแววขวยเขิน แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ
ประจบประแจงถึงเพียงนี้ เกรงว่าคิดจะอาศัยนางแต่งเข้าจวนองค์ชายเจ็ดด้วยกระมัง!
ช่างไร้เดียงสาเสียจริง บุตรสาวอนุไร้ความสามารถไร้ความงามอย่างเ้า คิดว่าองค์ชายเจ็ดจะสนใจหรือ
สรุปแล้วสองพี่น้องภายนอกดูรักใคร่กลมเกลียว แต่แท้จริงต่างมีแผนในใจของตน
เวลานั้นเอง ไป๋จี๋เพิ่งกลับถึงจวนตระกูลไป๋ มือหนึ่งหิ้วกล่องอาหาร อีกมือหนึ่งหิ้วกรงนกพิราบ รอยยิ้มรอดตายยังไม่ทันเลือนหาย ก็เห็นเ้านายของตนยืนอยู่ด้วยสีหน้าสงบนิ่งดุจสายลมพัดผ่าน
“นะ…นายท่าน!”
ปฏิกิริยาแรกของไป๋จี๋คือรีบซ่อนกล่องอาหาร ทว่าด้วยลนลานเกินไป จึงกลายเป็ว่าเอากรงนกพิราบไปซ่อนไว้ด้านหลังแทน
ไป๋ซิวจิ่นกวาดตามอง เห็นกล่องอาหารคุ้นตา ั์ตาหงส์ก็สว่างวาบ “เ้าไปจวนแม่ทัพมา?”
ไป๋จี๋หัวเราะแห้ง กำลังจะอ้าปากพูด เ้านายของเขาก็เดินเข้ามาแล้วยื่นมือออกมาเสียก่อน
นิ้วยาวเรียวงาม มองแล้วชวนชื่นตายิ่งนัก แต่ไป๋จี๋กลับรู้สึกโดยสัญชาตญาณ ว่าหากเขาไม่ส่งกล่องอาหารให้ ชั่วพริบตาถัดมานิ้วเรียวนั้นต้องตบลงมาที่หน้าเขาเป็แน่…
ไป๋จี๋ทำหน้าเ็ปใจยิ่งนักก่อนจะยื่นกล่องอาหารออกไป
เดิมทีเขาคิดจะแอบหยิบกินสักสองสามชิ้นแล้วค่อยเอาไปให้พ่อครัวในห้องครัวได้เรียนรู้เสียหน่อย…
ไป๋ซิวจิ่นรับกล่องอาหารมา ก่อนจะหมุนตัวเดินช้าๆ ไม่รีบร้อน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็เอ่ยว่า “ยังไม่ตามมาอีก?”
ไป๋จี๋แววตาพลันเป็ประกาย!
หรือว่านายท่านเพิ่งค้นพบความจงรักภักดีของเขา จึงคิดจะแบ่งขนมให้เขาสักสองสามชิ้น?!
เมื่อวานขนมที่เย็นแล้วก็ยังอร่อยมาก วันนี้เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ขนมคงอร่อยกว่าเดิมเป็แน่!
ไป๋จี๋รีบวิ่งตามไป๋ซิวจิ่นเข้าไปด้านในอย่างกระตือรือร้น
ไป๋ซิวจิ่นวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะแล้วเดินไปล้างมือ
ไป๋จี๋แอบบ่นในใจ นายท่านช่างพิถีพิถันเสียจริง มือคู่หนึ่งต้องล้างตั้งหลายรอบ
ไป๋ซิวจิ่นล้างมือเสร็จแล้วค่อยๆ นั่งลง พอเปิดกล่องอาหารก็เห็นขนมชิ้นเล็กแบบเดียวกับเมื่อวานส่งกลิ่นหอมหวานจางๆ
ั์ตาที่ปกติเรียบสงบไร้คลื่น กลับมีประกายอ่อนโยนวาบผ่านไปชั่วขณะ เขาใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วกัดช้าๆ
ต้องยอมรับว่า คนหน้าตาดี แม้ยามกินก็ยังงดงามราวภาพวาด
แต่ไป๋จี๋กลับมองภาพนั้นอย่างน่าสงสาร
นายท่านไม่ให้เขากิน ทั้งยังให้เขายืนมองอีก…
ครั้งนี้มีขนมเพียงสิบกว่าชิ้นเท่านั้น
เพราะตั้งใจทำเป็ตัวอย่างให้พ่อครัวไปศึกษา ไป๋จี๋จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
ไม่สิ เขาคิดมากอยู่บ้าง เดิมทีตั้งใจจะแอบหยิบมากินสักสามสี่ชิ้น…
ทว่าเมื่อเห็นว่าบนจานเหลือเพียงชิ้นสุดท้าย ไป๋จี๋ก็สะดุ้งเฮือก รีบร้องเสียงดังว่า “นายท่าน! อย่านะขอรับ!”
ตะเกียบในมือไป๋ซิวจิ่นชะงักเล็กน้อย ั์ตาใสราวแก้วเคลือบเหลือบมองไป๋จี๋
คำพูดทั้งหมดของไป๋จี๋พลันติดอยู่ในลำคอทันที
ไป๋ซิวจิ่นค่อยๆ กินชิ้นสุดท้ายจนหมด จากนั้นจิบชาเล็กน้อยพลางหรี่ตา ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงเอ่ยว่า “พูดมาเถิด เกิดอะไรขึ้น”
ไป๋จี๋จะทำอย่างไรได้ นอกจากพูดความจริง
ใครใช้ให้นายท่านของเขาเก่งกาจนัก เพียงครู่เดียวก็จับประเด็นได้แล้ว…
หลังจากไป๋จี๋เล่าจบ ั์ตาของไป๋ซิวจิ่นก็เย็นวาบลงทันที “เมื่อคืนเ้าไปห้องหอของคุณหนูเสิ่นหรือ”
ไป๋จี๋ใจนรีบคุกเข่าลงเสียงดัง ‘ตุบ’ จากนั้นก็รีบอธิบายเหตุผลที่ไปจวนแม่ทัพทั้งหมด
เห็นสีหน้าสงบนิ่งอ่านอารมณ์ไม่ออกของนายท่าน ไป๋จี๋ก็ใจหายใจคว่ำ เขารีบกล่าวว่า “นายท่าน บ่าวไปจริง แต่เพิ่งเข้าไปในลานเรือน ก็ถูกสาวใช้ของคุณหนูเสิ่นตีจนหัวโน ต้องบอกเลยว่าสาวใช้นางนั้นแรงเยอะมากจริงๆ!”
ไป๋ซิวจิ่นเช็ดมุมปาก พลางมองไป๋จี๋อย่างสงบนิ่ง
ไป๋จี๋เพิ่งรู้ตัวว่าตนพูดออกทะเลไปแล้ว เขาตบปากตนเองทีหนึ่ง ก่อนรีบแก้ไขว่า “ตอนนั้นบ่าวพบคุณหนูที่โถงด้านนอก เอ่อ…จริงๆ แล้วก็ตรงหน้าประตู นายท่าน บ่าวเพียงร้อนใจจึงทำเช่นนั้น โชคดีที่คุณหนูเสิ่นไม่ได้ถือโทษ ทั้งยังมอบนกพิราบสื่อสารให้บ่าวอีกด้วย บอกว่าครั้งหน้าหากมีเื่ใด ให้ใช้นกพิราบส่งสารได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ภาพในหัวของไป๋ซิวจิ่นกลับเป็ภาพวันนั้นที่คุณหนูสามเสิ่นซึ่งใบหน้าซีดเผือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง อาเจียนทองคำออกมาหนึ่งก้อน…
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปยังกล่องอาหารอีกครั้ง
ไป๋จี๋รวบรวมความกล้าเอ่ยถาม “นายท่าน ทำอย่างไรกับนกพิราบตัวนี้ต่อดีขอรับ”
“ย่างเสีย”
“จริงหรือขอรับ”
ไป๋จี๋ดีใจจนหัวใจแทบออกมาะโโลดเต้น
นายท่านช่างรู้ใจเขายิ่งนัก!
ไป๋ซิวจิ่นมององครักษ์โง่ๆ ของตน พลางกล่าวเสียงเรียบ “เลี้ยงมันให้ดี หากขนหลุดแม้แต่เส้นเดียว ข้าจะหักเบี้ยหวัดเ้าหนึ่งเดือน”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นจากไป ทิ้งให้ไป๋จี๋ยืนเหม่อลอยอย่างสงสัยในชีวิตตนเอง
เขารู้สึกทันทีว่าตนเองสู้นกพิราบตัวหนึ่งไม่ได้เสียแล้ว…ไม่สิ เขาต้องไปนับดูให้รู้ว่านกพิราบตัวนั้นมีขนกี่เส้นกันแน่!
ทางด้านไป๋ซิวจิ่นกลับไปยังห้องหนังสือ สายตากวาดผ่านเทียบเชิญที่วางอยู่บนโต๊ะ
ไป๋จื่อรายงาน “นายท่าน นี่คือเทียบเชิญทั้งหมดที่เราได้รับหลังจากมาถึงที่นี่ มีทั้งจากสามสำนักหกกรม ส่วนฝั่งองค์ชายนั้นมีเพียงองค์ชายสิบที่ยังไม่ได้ส่งเทียบเชิญมาขอรับ”