หมอ! โจเซฟกดปุ่มเรียกหมอทันทีหลังจากที่รอยตื้นขึ้นมาแล้วจำหน้าเขาไม่ได้ ถึงเขาจะดีใจก็เถอะที่รอยฟื้นขึ้นมาแล้วแต่การที่หลานของตัวเองจำหน้าเขาไม่ได้แบบนี้ก็ทำให้รู้สึกใจคอไม่ดีไปเหมือนกัน
หลังจากที่หมอมาตรวจเช็คอาการก็ได้แต่สับสนเพราะสภาพร่างกายของรอยเหมือนกับว่ากลับมาแข็งแรงปกติ ทั้งที่สภาพก่อนหน้านี้ยังอยู่ในอาการโคม่าอยู่เลย มันไม่มีทางที่ร่างกายของคนไข้ที่เป็โรคมานากัดกร่อนจะฟื้นฟูสภาพร่างกายได้รวดเร็วขนาดนี้
“เคสนี้หมอเองก็เพิ่งจะเคยพบครั้งแรกนี่แหละ คงต้องพักรักษาตัวที่นี่เพื่ออยู่ดูอาการหรือผลข้างเคียงของคนไข้ต่อไปหมอเองก็ยังบอกอะไรไม่ได้มาก”
รอยเองก็เอ๋อแดกเลยเพราะเพิ่งจะตื่นมาแบบงง ๆไม่รู้อะไรคืออะไร ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นตัวเองในความฝันแล้วว่านอนอยู่ตรงนี้ แต่เมื่อตื่นขึ้นมามันก็ดันลืมเหตุการณ์ที่อยู่ในความฝันไปจนหมด มาจำได้อีกทีก็ตอนนี้นี่แหละ
รอยมองหน้าโจเซฟอย่างสับสนแล้วนึกคิดในใจ
“เรามีลุงกับเขาด้วยเหรอ? ลุงหน้าตาแบบนี้เราไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยนะ ญาติฝั่งพ่อหรือฝั่งแม่กันล่ะเนี่ยเราจำไม่ได้จริง ๆนึกยังไงก็นึกไม่ออก”
อยู่ ๆรอยก็เกิดคิดไอเดียหนึ่งขึ้นมาได้ทันทีเพราะสถานการณ์มันช่างเป็ใจซะเหลือเกิน การที่เรามาโลกนี้โดยที่ไม่รู้อะไรอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ลองทำเป็คนความจำเสื่อมไปเลยล่ะ คนจะได้ไม่ต้องมาสงสัยในพฤติกรรมแปลก ๆของเราได้ที่อาจจะลืมตัวทำอะไรแปลก ๆเข้าสักวัน
“ว่าแต่คนที่ความจำเสื่อมมันเป็กันยังไงล่ะทีนี้ ไอเราเองก็ไม่รู้ซะด้วยซิ มันจะเป็เหมือนในละครที่เราเคยดูรึเปล่านะ?”
รอยที่ลืมตัวว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆก็พยายามลองทำวิธีต่าง ๆและนึกไปถึงใครคนหนึ่งในตัวละครที่เคยดู ตอนนั้นเองรอยก็ทำท่าทางเอ๋อเหรอแล้วปล่อยน้ำลายไหลยืดอย่างกับเด็กปัญญาอ่อนแล้วก็ได้แต่หัวเราะกับตัวเองไปและคิดว่านี่มันไม่ใช่แล้วมันคนปัญญาอ่อนชัด ๆเลย
โจเซฟกับหมอที่กำลังปรึกษากันอยู่ก็หันหน้ามองมาเห็นเข้าพอดี
โจเซฟเลยถามกับหมออย่างเป็กังวล
“นี่หมออาการของหลานผมมันปกติแล้วจริง ๆแน่นะ”
หมอที่มองดูรอยเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยแล้วหัวเราะแบบแปลก ๆก็ได้แต่ตอบกลับไปว่า
“เอ่อ...หมอว่าเราคงต้องตรวจเช็คสภาพสมองของคนไข้เพิ่มเติมอย่างละเอียดด้วยแล้ว”
หลังจากนั้นไม่นานเดนนี่เองก็เข้ามาเยี่ยมดูอาการของโจเซฟและสอบถามข้อมูลต่าง ๆ
“ผมมีเื่อยากจะถามเื่หนึ่งครับพี่ ไอคนที่พี่ฆ่าไปมันมีสัญลักษณ์หน้าไพ่อยู่บ้างรึเปล่า?”
“สัญลักษณ์หน้าไพ่?” โจเซฟทวนคำถามอีกครั้งและพยายามนึกอยู่
“ใช่พี่งั้นผมจะให้ดูรูปเป็ตัวอย่าง” เดนนี่ก็เอารูปของชายที่มีรอยสักที่แขนทั้งตัวเหมือนกับพวกมาเฟียมาให้ แต่ที่หว่างคิ้วด้านขวาของชายในรูปมีสัญลักษณ์หน้าไพ่ดอกจิกหมายเลข 9 สีดำสักไว้อยู่ ซึ่งถ้าดูผิวเผินก็จะไม่มีอะไรผิดปกติเพราะภาพชายตรงหน้าก็เป็คนมีรอยสักแทบจะทั้งตัวอยู่แล้ว มันก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรที่จะมีรอยสักที่หน้าของเขา
แต่เมื่อโจเซฟเพ่งมองดูอย่างชัด ๆและทำหน้าเหมือนกับนึกอะไรบางอย่างออก
“เดี๋ยวนะ!!...คนนี้มันเคยอยู่หน่วยสำรวจของเรามาก่อนไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่พี่ ตามที่หน่วยสำรวจของเราเคยบันทึกประวัติเอาไว้หมอนี่เป็บุคคลสูญหายเมื่อ 2 ปีที่แล้วกับภารกิจออกสำรวจในพื้นที่เขตแดนทะเลทรายทวีปยูเรเซีย เหตุการณ์นั้นคนในหน่อยของเราสูญหายกันไปหลายคน ทางหน่วยเองก็ออกตามหาแต่ไม่พบร่องรอยอะไรกับกลุ่มคนที่หายตัวไปเลย ภารกิจสำรวจเขตพื้นที่ทะเลทรายก็เลยถูกปัดตกไป ั้แ่นั้นมาเขตทะเลทรายนั้นก็กลายเป็เขตพื้นที่สีแดง”
“แต่อยู่ ๆเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหมอนี่ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ควบคุมสมาชิกองค์กรเมฆทมิฬโจมตีผู้บุกเบิกในเขตพื้นที่ป้อมปราการของประเทศเราและที่แปลกคือหมอนี่จำคนในหน่วยที่อยู่ในทีมของตัวเองไม่ได้เลยสักคน ถึงคนที่เป็น้องชายแท้ ๆของหมอนั่นไปโน้มน้าวเมื่อเราแจ้งข้อมูลไปว่าพบตัวพี่ชายของเขาแล้ว แต่พอน้องชายแท้ ๆของหมอนั่นไปหากลับจำหน้าไม่ได้และฆ่าเขาทิ้งทันทีอย่างเืเย็น”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคำถามที่นายถามตอนแรกเื่สัญลักษณ์หน้าไพ่ล่ะ?” โจเซฟที่ยังนึกไม่ออกก็ถามถึงเหตุผลกลับไป
“ที่ผมจะอธิบายให้พี่ฟังคือกลุ่มคนที่มีรอยสักรูปเมฆเป็เพียงแค่พวกอาชญากรธรรมดาที่เข้าร่วมกับองค์กรเมฆทมิฬสาขาย่อยเท่านั้น ส่วนพวกสมาชิกที่แท้จริงจะมีลำดับสัญลักษณ์หน้าไพ่กับตัวเลขไปตามลำดับขั้นั้แ่ 9 ถึง 1 ส่วนหัวหน้าใหญ่ที่แท้จริงของพวกมันจะมีแค่ 4 คนที่เป็คนควบคุมกลุ่มคนที่มีสัญลักษณ์หน้าไพ่เป็ โพดำ โพแดง ข้าวหลามตัด และดอกจิกซึ่งทั้ง 4 คนนี้ยังคงเป็ปริศนาและยังไม่เปิดเผยตัวเองออกมาให้ใครเห็นมาก่อนเลย”
โจเซฟได้แต่เอามือมากุมแขนตัวเองที่ขาดไป
“นี่นายจะบอกว่าไอพวกที่ฉันต่อสู้ด้วยมันเป็แค่พวกปลายแถวขององค์กรอย่างงั้นเหรอ”
เดนนี่พยักหน้าตอบรับ
“ใช่พี่ข้อมูลนี้เชื่อถือได้เพราะผมได้มาจากหน่วยข่าวกรองของเดอะคิวบ์เองเลย”
โจเซฟคิดได้แล้วว่าชายสวมแมสเองก็มีสัญลักษณ์หน้าไพ่ที่เดนนี่ว่าไว้เหมือนกัน
“ถ้าฉันจำไม่ผิดนะ...คนที่ฉันสู้ด้วยมันมีสัญลักษณ์โพดำหมายเลข 7 อยู่ที่หลังมือข้างขวานายลองไปตรวจสอบเพื่อความแน่ใจได้เลย”
“จะไปตรวจสอบได้ยังไงล่ะพี่สภาพศพเละซะขนาดนั้น”
“จริงซินะฉันลืมไปเลย”
“ผมยังมีอีกเื่นะพี่ เื่นี้พ่อแม่ของรอยที่ไม่อยู่ผมก็เลยมาถามกับพี่เพราะเห็นว่าพี่เป็ผู้ปกครองของเด็กคนนั้นว่าจะให้เข้ามาเข้าโรงเรียนฝึกศิลปะการต่อสู้ที่ผมดูแลอยู่ดีรึเปล่า ไหนจะเื่ความปลอดภัยที่จะให้ไปอยู่โรงเรียนธรรมดาทั่วไปก็คงไม่ได้ ไหนจะเื่สุขภาพที่ไม่สู้ดีของเด็กนั่นอีก พี่ก็รู้ว่าศาสตร์การแพทย์ธรรมดารักษาเ้าหนูนั่นไม่ได้ทำไมพี่ไม่ลองให้อาจารย์ของผมลองหาวิธีรักษาดูล่ะว่ายังพอมีทางไหม”
โจเซฟเองก็ก้มหน้าคิดและตอบกลับไป “ฉันขอเวลาคิดอีกสัก 2-3 วันแล้วจะให้คำตอบเพราะหลานฉันยังความจำเสื่อมอยู่เลยไม่รู้ว่าจะสามารถเรียนรู้เหมือนกับเด็กทั่วไปได้หรือเปล่า”
เดนนี่เองได้ยินแบบนั้นก็ใไม่ใช่น้อยเพราะอาการความจำเสื่อมนี่ก็อาการหนักไม่ใช่น้อยเลย
“ครับพี่ผมเข้าใจแล้ว”
ทวีปยูเรเซียในต่างโลก ณ ดินแดนทะเลทรายแห่งหนึ่ง
ชายร่างกายสูงใหญ่สวมหน้ากากเหล็กสัญลักษณ์โพดำนั่งอยู่บัลลังก์ที่พิงหลังเป็รูปโพดำถามกับลูกน้องของเขาที่ก้มหัวกันอยู่ที่พื้นด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว
“หมายเลข 5 เกิดอะไรขึ้น มันก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะที่ฉันมอบภารกิจไปให้แกทำ”
ชายตัวผอมหัวรุงรังไม่ต่างจากรังนกเงยหน้าขึ้นมาตอบ แต่ก่อนที่ชายหัวรังนกกำลังจะพูดก็ถูกชายที่นั่งบนบัลลังก์พูดแทรกขึ้นมา
“แกก็รู้นะว่าฉัน้าคำตอบแบบไหน”
ชายหัวรังนกได้แต่เหงื่อตกและคิดทบทวนในสิ่งที่เขากำลังจะพูดไปอีกครั้ง
“ผมจะไปจัดการเื่นี้ด้วยตัวเองครับแล้วจะพาหมายเลข 6 8 9 ตามไปด้วย”
“ฉันให้เวลาแกไม่เกิน 7 วัน” ชายที่นั่งบนบัลลังก์ให้คำตอบแล้วก็ลุกเดินจากไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทุกคนที่มีหมายเลขตามที่ชายหัวรังนกพูดก็เงยหน้าขึ้นมาตอบ
“เข้าใจแล้วครับ/ค่ะ”
ทุกคนรอให้หัวหน้าของพวกเขาเดินจากไปแล้วค่อยลุกขึ้นมา
“แม้งเอ้ย! หมายเลข 7 มันทำบ้าอะไรอยู่วะงานแค่ลักพาตัวเด็กคนเดียวทำไมมันถึงได้ช้าอย่างนี้” ชายหัวรังนกกล่าวออกมาอย่างหัวเสียเพราะเป็เขาเองที่มอบหมายงานนี้ให้กับหมายเลข 7 ทำเพราะหมายเลข 7 ได้รับมอบหมายให้แฝงตัวอยู่ในประเทศ T ซึ่งอยู่ใกล้กับเป้าหมายที่สุด
หมายเลข 9 ที่เป็ผู้หญิงผมน้ำตาลสวมแว่นหนาเตอะพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้นกับหมายเลข 7 รึเปล่าถึงไม่ได้ติดต่อนายกลับมาแบบนี้?”
ชายแก่ผมขาวยืนถือไม้ค้ำเองก็สงสัย
“ปกติหมายเลข 7 ก็แจ้งกลับมาตลอดนะถึงแม้จะติดปัญหาอะไรอยู่ก็ตาม แต่แบบนี้ดูยังไงมันก็ไม่ปกติ”
“ฉันไม่สนหรอกว่าหมายเลข 7 จะเป็ตายร้ายดียังไง แต่หัวหน้าให้เวลามา 7 วันยังไงพวกเราก็ต้องจับเ้าเด็กนั่นกลับมาให้ได้” ชายหัวล้านมีรอยสักสัญลักษณ์โพดำหมายเลข 6 ที่หัวพูดออกไปด้วยท่าทีหงุดหงิดเพราะต้องมาทำงานที่ทำไม่สำเร็จของหมายเลข 5
ชายหัวรังนกมองไปที่กระดาษในมือของกลุ่มคนที่รับภารกิจลักพาตัวรอย
“ส่วนไอพวกที่หนีภารกิจแล้วไม่แจ้งข่าวอะไรกลับมาเลย ฉันจะตามฆ่าพวกมันเอง” ชายหัวรังนกขย้ำรูปภาพของคนทั้ง 5 ด้วยความโกรธ
กลับมาที่โรงพยาบาล
รอยที่ถูกตรวจสอบทั้งร่างกายและสภาพจิตก็ได้แต่โอดคราญด้วยความเหนื่อยล้า เพราะไม่คิดว่าตัวเขาที่ลองทำตัวปัญญาอ่อนเล่น ๆตอนนั้นจะทำให้เขาต้องมาลำบากอะไรขนาดนี้
โจเซฟที่นั่งอยู่ข้าง ๆด้วยหน้าตาที่เป็กังวลรอยเองก็อดนึกสงสารไม่ได้จริง ๆเพราะลุงคนนี้ดูท่าจะเป็ห่วงรอยเป็อย่างมากเล่นมาเฝ้าไข้ดูอาการของรอยทุกวันที่มีโอกาสมาเลย
รอยที่เห็นโจเซฟทำหน้าเศร้าก็เลยชวนคุยด้วย
“คุณเป็คนในครอบครัวของผมจริง ๆอย่างงั้นเหรอ?”
“ใช่ซิหลานนี่ไงรูปของหลานแล้วก็คนในครอบครัว” โจเซฟนำภาพที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลาออกมาให้รอยได้เห็น ซึ่งคนในรูปมีพ่อแม่กับลุงโจเซฟที่ให้รอยขี่หลังอยู่ในรูป ซึ่งโจเซฟก็พยายามเอารูปที่มีรอยกับคนในครอบครัวที่เก็บไว้ในโทรศัพท์ให้รอยดูทั้งหมดและเฝ้าดูรอยเลื่อนดูรูปภาพไปมาอย่างมีความหวังว่ารอยจะหวนนึกถึงความทรงจำ่เวลาเ่าั้ได้
รอยเองก็ดูรูปภาพั้แ่เด็กจนมาถึงปัจจุบันก็รู้ว่าลุงโจเซฟคนนี้แทบจะอยู่กับเขาทุก่เวลาของชีวิตของรอยเลย
ถึงรอยจะรู้สึกสงสารแต่เพราะเขาไม่มีความทรงจำอยู่จริง ๆก็ได้แต่ถอนหายใจเพราะไม่รู้จะปลอบลุงโจเซฟยังไงดี รอยเองที่อยู่ในโลกของเขาก็ไม่มีญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวเหลืออยู่เลยั้แ่เสียพ่อแม่ไปเขาใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวั้แ่นั้นเป็ต้นมา เลยทำให้รอยลืมความรู้สึกไปแล้วว่าการมีครอบครัวมันควรจะรู้สึกยังไง
รอยเพียงทำได้แต่ยื่นมือออกไปจับลุงโจเซฟด้วยความสงสารและพูดออกไปว่า
“ถึงผมจะจำอะไรไม่ได้แต่ในภาพเหล่านี้มันก็มีตัวผมอยู่จริง ๆ” รอยเงียบไปสักพักแล้วพูดสิ่งที่ใจอยากจะบอกออกไป
“เรามาสร้างความทรงจำร่วมกันอีกครั้งก็ไม่เห็นจะเป็อะไรเลยหนิครับคุณลุง”
รอยชี้ไปที่รูปของทั้งคู่แล้วหันไปถามกับลุงโจเซฟถึงแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วว่าทั้งคู่ออกไปหาวิธีที่จะรักษาโรคร้ายของตัวเขา
“ว่าแต่พ่อแม่ของผมพวกท่านไปไหนอย่างงั้นเหรอผมไม่เห็นพวกเขาเลยั้แ่ที่ฟื้นขึ้นมาเลย”
โจเซฟได้แต่นิ่งเงียบแล้วไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะมีหมอเปิดประตูมาขัดจังหว่ะไปซะก่อน
“คุณโจเซฟได้เวลาพักผ่อนแล้วครับ”
โจเซฟถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะหมอเข้ามาขัดจังหว่ะได้ถูกเวลาจริง ๆ โจเซฟรีบบอกลารอยแล้วเดินออกจากห้องไป ถึงแม้โจเซฟจะไม่ได้พูดไปแต่รอยก็อ่านความคิดในใจของเขาได้อยู่ดีว่า
“ทั้งคู่ไม่รู้จะเป็ตายร้ายดียังไงเพราะโดนองค์กรเมฆทมิฬหมายหัวอยู่”