รดีซ่านทรวง

    ตอนที่ 14 ซื้อของด้วยกัน

    เมื่อรถกระบะหยุดจอดที่หน้าตลาด เขาและเธอลงจากรถ ดวงตาของเธอกวาดมองไปทั่วบริเวณอย่างสนอกสนใจ เพราะที่นี่เปรียบเสมือนบ้านใหม่ของเธอ แล้วก็ต้องเดินตามร่างสูงกำยำเข้าไปในร้านขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ฟังเขาสั่งซื้อของต่างๆ แล้วจู่ๆ ใบหน้าคร้ามหนวดของเขาก็หันมาทางเธอ“ใส่รองเท้าเบอร์อะไร”“สามสิบเจ็ดค่ะ”“บูตยางคู่หนึ่ง ขอสีเขียวนะ”ของชิ้นแรกจากสามี คือรองเท้าบูตยางที่เอาไว้ใส่ลงสวน ไม่ใช่ของที่มีค่าหรือมีความหมายอะไร เช่นดอกไม้หรือเครื่องประดับ แหวนแต่งงานก็ไม่มี ซึ่งเธอก็ไม่ได้หวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว“หมวกใบหนึ่งด้วย เอามาให้เมียผมใส่”“เมียเหรอ”“ใช่”“สวยนี่”เถ้าแก่ร้านที่รู้จักชายหนุ่มมานานมองเธอด้วยแววตาชื่นชม คนถูกมองเขินอยู่ไม่น้อย แล้วก็ต้องเดินตามร่างสูงกำยำเข้าไปในศูนย์โทรศัพท์ของเครือข่ายหนึ่ง เพราะเธอต้องการเบอร์ใหม่มาใช้งานแทนเบอร์เก่า เขาถามเธอทันทีที่หยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ที่หลังเคาน์เตอร์มีพนักงานคอยต้อนรับอยู่“เบอร์ที่ใช้อยู่จ่ายรายเดือนใช่ไหม”“ค่ะ”“เครือข่ายอะไร เราต้องยกเลิกการใช้บริการ”“ของ...”สามีเธอจัดการให้หมด ยกเลิกเบอร์เก่า ได้เบอร์ใหม่ และเขาก็ยังเป็นผู้จ่ายเงินค่าบริการให้เธอทุกเดือน เพราะเมียไม่มีรายได้ เนื่องจากไม่ได้ทำงานอนงค์นางเดินตามร่างสูงกำยำเข้าไปในตลาดอีก เขาเดินนำหน้าดุ่ยๆ ปล่อยให้เธอเดินตามหลัง แต่แล้วก็ถูกเขาดุขึ้นมาเสียอย่างนั้น“เดินเร็วๆ หน่อย”เธอจึงเร่งฝีเท้าเกือบเป็นวิ่งเข้าไปหาเขา หลังจากซื้อเนื้อหมูกับของแห้งต่างๆ ที่อยากได้ สามีเธอก็พามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าร้านแผงลอยขายเสื้อผ้า ใบหน้านวลแหงนหน้ามองเสื้อยืดที่ถูกแขวนอยู่บนราวเหนือศีรษะ แล้วก็ต้องหันหน้าไปมองเขา เพราะเขาส่งอะไรบางอย่างมาให้เธอ“เอานี่”“ผ้าถุงนี่คะ”“ใช่”“คะ? จะให้ใส่ผ้าถุงหรือ”“ใช่”เธอทำหน้าเหลอหลาขึ้นมาทันที คือต้องปรับตัวถึงขนาดนี้เลยหรือ จากใส่เดรสไปทำงานที่โรงเรียน เวลาอยู่บ้านก็ยังสวมกระโปรงอยู่ มีบางครั้งที่ใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงขายาว แต่นี่ต้องใส่ผ้าถุงอยู่บ้านจริงๆ หรือ แล้วเขาก็พูดขึ้นราวกับอ่านความคิดของเธอออก คงเป็นเพราะสีหน้ามึนๆ ของเธอ“เอาไว้ผลัดตอนจะอาบน้ำ”“ใส่ตอนอาบน้ำ?”“ใช่”“อ๋อค่ะ ไม่ต้องใส่ทั้งวันใช่ไหมคะ”เขาขมวดคิ้ว คงไม่คิดว่าเธอโง่หรอกนะ แต่ดูเหมือนว่าจะโง่จริงๆ เพราะว่ากว่าจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เธอต้องถามเขาก่อน แล้วเขาก็หันไปถามแม่ค้า เป็นคนจัดการอะไรๆ ให้เธออีกแล้ว“ขอแบบเย็บมาเรียบร้อยแล้วนะป้า จะได้ไม่ต้องไปจ้างใครเย็บ”“นี่...แล้วก็นี่...”“ซื้อห้าผืน”เธอยังคงยืนมึน พอเห็นเขาสั่งชุดนอนผ้าบางเท่านั้นแหละ เสียงใสดังขึ้นปฏิเสธในทันที“ไม่ต้องซื้อหรอกค่ะ ไม่ต้องซื้อ”“ไม่ชอบแบบนี้หรือไง”“เปล่าค่ะ”“แล้วทำไมไม่เอา”“เอ่อ ...”เธอไม่กล้าใส่นะสิ เวลาอยู่ในห้องนอนด้วยกันสองคน มันถอดง่ายเกินไป แม้ว่าจะมีอะไรกันแล้ว แต่ก็ยังอายอยู่จนทำอะไรไม่ถูกปัณณวัตรจ่ายเงินซื้อมาสองชุดเสียอย่างนั้น คนถูกบังคับให้ใส่ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ แทนที่จะได้กางเกงยีนส์หรือไม่ก็กางเกงขายาว แต่นี่กลับได้ชุดนอนกับผ้าถุงมาแทน“อยากซื้อกางเกงยีนส์ค่ะ”เขาหันมามองหน้า ไม่ได้พูดอะไร นอกจากมองเท่านั้น แต่ทำให้เธอหายใจไม่ออก แถมต้องเสสายตาไปทางอื่น คนอะไรมีหน้าตาดุชะมัด“จะซื้อกางเกงยีนส์ต้องร้านโน้น”แม่ค้าร้านนี้ชี้นิ้วไปยังร้านโน้น เป็นร้านค้าแผงลอยเหมือนกัน แต่มีเสื้อผ้าที่ดูวัยรุ่นกว่า แล้วเสียงห้าวก็ดังขึ้น ก่อนที่ร่างสูงกำยำจะเดินนำหน้า มือใหญ่ของเขาหิ้วข้าวของต่างๆ ไปด้วย“ไปสิ”อนงค์นางเดินตามหลัง พอมองไปที่เขาแล้ว เธอก็ลอบถอนหายใจออกมา แต่สีหน้ากลับดูอ่อนโยน เพราะไม่ได้กลัวเขา แต่เกรงเท่านั้น“ซื้อสิ”เขาพยักพเยิดใบหน้าไปทางกองกางเกงยีนส์ มือบางจึงหยิบจับกางเกงยีนส์เลือกดู พร้อมกันนั้นก็พูดถามถึงไซซ์กับแม่ค้าไปด้วย พอได้กางเกงยีนส์มาสองตัว เธอก็เลือกเสื้อยืดที่แขวนอยู่บนราวเหนือศีรษะ“ขอดูตัวนี้หน่อยนะคะ ตัวนี้ด้วยค่ะ”เมื่อถึงตอนที่จะจ่ายเงิน เธอทำท่าจะเปิดกระเป๋าสตางค์เท่านั้น เสียงห้าวเข้มของคนข้างๆ ดังขึ้นมาทันที“จ่ายให้เอง”“ไม่ต้องหรอกค่ะ”สามีของเธอไม่ฟังเสียง ควักเงินออกมาจ่ายเรียบร้อย มือใหญ่แบรับเงินทอน แล้วเขาก็หิ้วข้าวของของเธอเดินนำออกไปก่อน“ขอบคุณนะคะ”“ขอบคุณอะไร ผัวเมียกัน”“ก็เกรงใจ”“เป็นผัว ก็ต้องดูแลเมีย และต้องดูแลลูกด้วย”เหมือนถูกหมัดกระแทกเข้าที่อกอย่างจัง ทั้งจุกและเสียด ขอบตาของอนงค์นางจึงร้อนผ่าวขึ้นมา ขณะมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เป็นสามี แล้วเขาก็พูดกับเธออีก โดยที่ไม่ได้หันมามองเธอ“แล้วอีกอย่างนะ”เธอเห็นเขาหยุดเดิน เพราะเธอไม่ได้เดินตามหลังเขาไป“ทำไมไม่เดินตามมา”เขาดุ แต่กลับทำให้เธอยิ้มออก มีสีหน้าอ่อนโยนขึ้นมา และก็เดินเข้าไปหา พลางกะพริบเปลือกตาไล่น้ำตาให้ไหลย้อนกลับไป“เมื่อกี้จะพูดอะไรหรือคะ”ปัณณวัตรเห็นปฏิกิริยาแปลกๆ ของคนตรงหน้า แต่ไม่ได้ถามอะไร หลังจากเลิกคิ้วด้วยความสงสัยอยู่ชั่วครู่ ก็วกกลับมาคุยเรื่องเดิมที่ยังค้างอยู่“เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด จะเป็นคนดูแล มันคือหน้าที่ของผัว และจะให้เงินทุกเดือนเอาไว้ใช้”“ค่ะ”“เย็นนี้ทำอะไรกิน”“อยากกินอะไรล่ะคะ น้ำพริกหรือเปล่า คุณตำเป็นไหม สอนฉันหน่อยสิ”“เรียกพี่เขม!” เขาขัดเสียงดุ“ค่ะ พี่เขม”“กลับบ้านกันเถอะนาง”“ค่ะ”อนงค์นางเดินตามหลัง ตอนแรกที่มาที่นี่ จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์ ข้างในอกหนักอึ้งราวกับถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับ แต่เพียงไม่กี่วันจริงๆ เขาเปลี่ยนแปลงเธอด้วยการดูแล พูดจาตรงๆ และทั้งห้าวและห้วน ทว่า...มันกลับทำให้ความทุกข์ในใจของเธอหายไป ข้างในอกเบาหวิว และวินาทีนี้...สมองของเธอไม่มีเรื่องของชีวานนท์และสิริวรรณอีกเลย