สวนหน้าห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นของบุปผชาติอ่อนๆ ม่านหมอกเปิดทางให้แก่แสงจันทร์สาดส่อง
ภายในเขตปกครองที่สอง ณ. จวนตระกูลหยาง ห้องนอนของหยางหยางนั้น อยู่ในบรรยากาศและทิวทัศน์เป็นหนึ่งไม่มีสอง มองหน้าต่างทางซ้ายเห็นดวงจันทร์กลมโต เพียงเอื้อมมือก็สัมผัสถึง มองหน้าต่างทางขวาเห็นหมู่บุปผาที่ถูกปลูกไว้เรียงราย
ยามดึกสงัด ค่ำคืนแรกของหยางหลี่หยางในจวนตระกูลหยาง เป็นคืนแรกที่มันได้นอนบนเตียงนุ่มๆ ได้นอนในห้องอุ่นๆ หากแต่หลี่หยางหาได้หลับตาลงเหมือนที่ควรเป็น มันยังคงคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับมันตอนนี้
‘แต่งงานหรือ?? จะเป็นไปได้อย่างไร?? เราไม่ใช่หยางหยางที่พวกเขาพูดถึงกัน และวิญญาณของเราก็ไม่ได้เข้ามาในร่างของหยางหยางผู้นั้นเหมือนนิยายในหนังสือด้วยซ้ำ ตัวตนของหยางหยางยังคงมีอยู่จริง แถมหยางหยางผู้นั้นอาจใช้ชีวิตอยู่ที่ใดสักที่ หากวันหนึ่งเขากลับมา และเรายังสวมรอยเป็นเขาอยู่ หลอกลวงตระกูลใหญ่แบบนี้ ทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย ถ้าเราหายดี การหนีไปจากที่นี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ใช่แล้วหนีไปดีที่สุด...’ หยางหลี่หยางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างหนัก มันทำได้แต่ถอนหายใจออกมาเป็นระยะๆ
ขณะที่แสงจันทราถูกหมู่เมฆลักพาเป็นระยะๆ เงาแสงสีทองอ่อนๆหายเข้าไปในความมืด หยางหลี่หยางได้ยินเสียงฝีเท้าเหมือนมีคนกำลังเดินเข้ามา“ใครกันมาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้??”
‘สำหรับฐานะลูกหลานตระกูลใหญ่ ไม่น่าจะมีใครมารบกวนเวลาพักผ่อนกลางดึกได้นี่นา’จู่ๆในหัวพลันคิดถึงเรื่องร้ายกอปรกับเรื่องของหยางหยางตัวจริง‘ระ...หรือว่า หยางหยางผู้นี้!! เมื่อครั้งผู้หญิงที่ชื่อหมิงจิวก็ทีหนึ่งแล้ว เจ้าสร้างศัตรูไปทั่วงั้นหรือ???’ คิดดังนั้น หยางหลี่หยางมองไปที่หน้าประตูด้วยแววตาลุ้นระทึก
ไม่นานนัก ได้ปรากฏเงาร่างสีดำเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของหลี่หยางเต้นไม่เป็นจังหวะ หากมือสังหารเข้ามาในเวลานี้ละก็ มันที่ยังไม่สามารถขยับตัวได้ หมดสิทธิ์ที่จะเอาชีวิตรอดแน่นอน
หัวใจของหลี่หยางเต้นอย่างรวดเร็ว มันกลั้นลมหายใจอย่างลืมตัว เมื่อได้ยินเสียงของฝ่ามือทาบไปที่กลอนประตู จากนั้นเสียงกระซิบกระซาบของหญิงสาวลอยแว่วออกมา “นายน้อย ขอข้าเข้าไปได้หรือ??”
ดวงตาของหยางหลี่หยางหรี่แคบ “สะ...เสียงของผู้หญิง” เมื่อความตกใจค่อยๆคลายลง หลี่หยางจึงคิดถึงเหตุผลได้มากกว่าความคิดฟุ้งซ่าน ‘จริงสินะ ภายในจวนตระกูลหยางที่ใหญ่โตและเข้มแข็งจะมีมือสังหารรอบเข้ามาในยามวิกาลได้อย่างไร แล้วเมื่อครู่เขาเรียกเราว่านายน้อย’ จากนั้นหยางหลี่หยางตะโกนกลับไป “นั้นใคร มาหาข้าในยามดึกเช่นนี้ด้วยเรื่องใด??”
อีกฝั่งของบานประตูนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวตอบ “นายน้อยท่านจำเสียงของไห่ถังคนนี้ไม่ได้แล้วหรือ??”
แน่นอนว่าหยางหลี่หยางไม่รู้จักสตรีที่ชื่อไห่ถัง จะเป็นใครในจวนหยาง มันก็ไม่รู้จัก!! “อะ...เอ่อ พอดีข้าไปออกรบ แล้วถูกทำลายที่ศีรษะ ความจำช่วงนี้เลยไม่ปะติดปะต่อกัน เจ้ากลับไปเถอะ ข้าอยากพัก....”
ยังไม่ทันที่หลี่หยางจะได้กล่าวจบประโยค กลอนประตูค่อยๆเลื่อนออก หญิงสาวที่อยู่อีกฝั่งของบานประตูก้าวเดินเข้ามาพร้อมความมืด เสมือนบรรยากาศเป็นใจ แสงจันทร์ที่หลบโฉมอยู่หลังหมู่เมฆาทอแสงลงมาที่ร่างของหญิงสาว เผยให้เห็นใบหน้าและรูปลักษณ์หญิงสาวในชุดลายลูกไม้สีเขียวอ่อน อายุประมาณยี่สิบปี นางมีผิวขาวดุจหยกแก้ว ริมฝีปากแดงสีกุหลาบดึงดูดสายตาแม้ยามไร้แสง จมูกโค้งสูงละเอียดละอ่อราวกับรูปปั้น ดวงตาเรียวรูปจันทร์เสี้ยว ใบหน้างดงาม หากบอกว่าแม่ทัพหญิงหมิงจิว ที่หลี่หยางพบคือความงดงามให้ผู้คนชื่นชม สตรีตรงหน้าก็คงเป็นความงดงามให้ผู้คนหลงใหล
“จะ...เจ้าเป็นสาวใช้???” หยางหลี่หยางถามย้ำอีกครั้ง น้ำลายอึกใหญ่กลืนลงคอเมื่อถูกรุกคืบจากอีกฝ่าย
หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถามใดๆ นางเพียงใช้ริมฝีปากสีแดงยกยิ้มขึ้น จากนั้นนิ้วมือเรียวงามเอื้อมไปดึงสายรัดที่ผูกเสื้อผ้าของตัวเองออก พริบตาเดียวชุดลูกไม้สีเขียวอ่อนกองลงไปอยู่ที่ปลายเท้า
ดวงตาของหยางหลี่หยางเปิดกว้างด้วยความตกใจ “ดะ...เดี๋ยวนะ!!! นั้นเจ้ากำลังทำอะไร???”
เสียงของหญิงสาวกระซิบกระซาบอย่างยั่วยวน “เหตุใดนายน้อยยังเรียกข้าว่า เจ้าอยู่อีก ข้าคือไห่ถังและเมื่อครู่ท่านถามข้าว่ากำลังทำอะไรนะหรือ??” ไห่ถังหยุดเสียงตรงนี้ นางเอื้อมมือขึ้นไปปลดสายเสื้อด้านในที่หลังคอของตัวเองออกจากร่าง “ข้าได้ยินมาว่า ท่านบาดเจ็บจากสงครามสองแขนสองขาหักจนไม่สามารถใช้งานได้ นับเวลาเดินทางจนถึงตอนนี้ก็คงนานกว่ายี่สิบวันแล้ว นายน้อยของข้าเป็นชาย จะทนไหวได้อย่างไร คืนนี้ขอให้ไห่ถังช่วยท่านเถอะนะ” สิ้นเสียงหญิงสาวรุกหนัก นางขึ้นไปอยู่บนเตียงเดียวกับหลี่หยาง เหลือเพียงผ้าน้อยที่ปิดบังส่วนลับทั้งบนและล่างเอาไว้ เพียงแค่กระตุกเบาๆ ความงดงามที่ชวนให้ผู้คนหลงไหลนางนี้ก็จะอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า
หยางหลี่หยางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ใจหนึ่งมันกำลังงุนงงว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับมันตอนนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็เกิดความสงสัยว่าภายใต้ผ้าน้อยที่ปิดเอาไว้ จะมีความงดงามน่าดูชมมากเพียงไหน!!!
เมื่อไห่ถังเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้ขัดขืนการรุกเร้าของนาง มุมปากสีแดงของกุหลาบแย้มยิ้มอย่างพอใจ เรียวนิ้วทั้งห้าทาบไปที่อกของบุรุษก่อนจะล้วงเข้าไปถึงมัดกล้ามด้านใน ริมฝีปากที่แย้มยิ้ม กดลงที่ไปหน้าอกแตะของหลี่หยาง แตะสัมผัสผ่านลำคอและไปหยุดอยู่ที่ติ่งหูก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา“น่าเศร้าใช่ไหมละ? กับหยางหยางข้าต้องใช้วิธีนี้เพื่อแลกสิ่งที่ปรารถนา แต่หยางหยางผู้นั้นกลับไม่อยู่แล้ว กลายเป็นหยางหยางอีกคนหนึ่ง แล้วถ้ามีหยางหยางคนที่สาม คนที่สี่ขึ้นมาอีก ข้าต้องยอมยกกายให้พวกท่านเฉยชมหมดเลยงั้นรึ??”
คำพูดที่ดังออกมานั้น ทำให้ใบหน้าของหยางหลี่หยางแข็งค้าง ‘สะ...สาวใช้คนนี้ ระ...รู้ว่าเราเป็นตัวปลอม!!!” หลี่หยางรีบกล่าวออกด้วยความตกใจ ทว่ามันฉุกคิดขึ้นว่า 'ขนาดเพื่อนสนิทหรือปู่ยังไม่สงสัย แค่เพียงคำพูดของสาวใช้จะมีน้ำหนักมากพอได้อย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็ลองคุยดูก่อนแล้วกัน'“เรา...เอ่อ ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูด”
ไห่ถังได้ยินเช่นนั้น นางยังคงความสงบเอาไว้ ริมฝีปากที่แตะสัมผัสอยู่กับติ่งหู ค่อยๆเลื่อนต่ำลงมาที่คอ ครั้งนี้นางใช้สันจมูกที่โค้งงาม กดไปที่คอของหยางหลี่หยางและพ่นลมหายใจรดเบาๆ “ท่านไม่ควรตอบข้าว่าไม่เข้าใจ...แต่ควรถามข้าว่าต้องการสิ่งใดมากกว่า??”
ไห่ถังยังกล่าวต่อ “ข้ากับหยางหยางคนเก่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพราะเขาสัญญาว่าจะมอบให้ในสิ่งที่ข้าต้องการ แต่กับท่านตัวปลอม คำสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยความลับนี้คงเพียงพอที่จะให้ท่าน ทำตามที่ข้าต้องการได้”
แม้ว่าหยางหลี่หยางจะดูเป็นคนไม่รู้ความบนโลกที่ไม่รู้จักนี้ หากแต่ในเรื่องการเจรจาต่อรองมันก็ไม่ใช่ไก่อ่อนให้ใครข่มได้ง่ายๆ ถึงอย่างไรมันก็เคยมีชีวิตผ่านความเจริญขั้นสูงถึง40ปี มีหรือจะยอมให้การเจรจาถูกเด็กสาวที่อายุเพียง20ปีควบคุมเอาไว้
“ใช่ก็ดี แต่ถ้าไม่ใช่แล้วอย่างไร แม้แต่สหายสนิทหรือท่านปู่ยังไม่สงสัย เพียงแค่คำพูดของสาวใช้จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ละ??”
กล่าวถึงตรงนี้ไห่ถังค่อยๆไล่จมูกขึ้นไปถึงปลายคาง ริมฝีปากสัมผัสลงไปที่คางของหยางหลี่หยางเบาๆ กอปรกับร่างกายที่เกือบจะเปลือยเปล่าของหญิงสาว แม้จะอยู่ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ช่วงล่างของมันกลับแข็งแรงขึ้นผิดจากสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้า
“ดูเหมือนว่าหยางหยางคนนี้จะฉลาดกว่าคนก่อน” จากนั้นไห่ถังดึงตัวออกมาจากร่างของอีกฝ่าย แววตามองลงต่ำไปยังหว่างขา “และดูสมกับเป็นชายมากกว่าด้วยสิ” จากนั้นหญิงสาวได้บอกเล่าความจริงข้อหนึ่งออกมา “หยางหยางถูกสังหารต่อหน้าต่อตาข้า ไม่มีทางที่เขาจะฟื้นกลับคืนมาได้ นั้นเป็นคำตอบที่ทำให้ข้ามั่นใจว่า ท่านไม่ใช่หยางหยางตัวจริง”
สิ่งที่ออกจากปากของอีกฝ่าย ทำให้ดวงตาของหลี่หยางเปิดกว้างด้วยความตกใจ“เจ้าสมรู้ร่วมคิดสังหารหยางหยาง!!!”
ไห่ถังส่ายหน้าปฏิเสธ “ย่อมไม่ใช่ หากหยางหยางตายไป ความปรารถนาของข้าก็หายไปด้วยเหมือนกัน ไม่มีทางที่ข้าจะคิดร้ายต่อเขา” หญิงสาวเล่าย้อนความกลับไป “ข้ารู้สึกว่าพักหลังหยางหยางกำลังติดต่อกับใครบางคนอยู่ และกลางดึกคืนนั้นเขาได้ออกจากจวนตระกูลหยางโดยไม่ยอมให้ใครติดตามไปแม้แต่คนเดียวด้วยความสงสัยข้าจึงแอบตามเขาไป ข้าเห็นหยางหยางและชายชุดดำกำลังพูดคุยกันถึงบางสิ่งบางอย่างในโลกมายา เหมือนว่าพวกเขาจะขัดแย้งกัน ชายชุดดำได้ลงมือสังหารหยางหยางทันทีตัวข้ามีความจำเป็นที่ไม่สามารถบอกการตายของหยางหยางให้กับหน้าหน้าตระกูลรู้ได้ จึงฝังศพเขาเอาไว้ในที่ห่างไกลและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หยางหลี่หยางรู้สึกถึงความน่าสงสัยในตัวอีกฝ่าย แต่มันและหยางหยางก็ไม่เคยรู้จักกัน มันจึงยอมทิ้งความสงสัยบางส่วนไป ไม่โยนหินลงน้ำเพื่อทำให้น้ำขุ่นขึ้นจากนั้นมันเบี่ยงประเด็นกล่าวถึงออกความสงสัยหนึ่งขึ้น “โลกมายา? โลกมายาคือสิ่งใด??”
ไห่ถังตอบกลับ “ในเรื่องนี้ ท่านจะรู้ด้วยตัวเมื่อถึงวันเกิด20ปี ลูกหลานตระกูลใหญ่จะได้เข้าไปในโลกมายาก็ต่อเมื่อมีอายุครบ20ปี”
“ไม่สมเหตุสมผลไปหน่อยหรือไง?? เจ้าบอกว่าลูกหลานตระกูลใหญ่จะได้เข้าไปในโลกมายาได้ต้องมีอายุ20ปีขึ้นไป แล้วเหตุใดหยางหยางที่อายุเพียง19ปีถึงรู้จักโลกมายาได้??” แน่นอนว่าหลี่หยางไม่ได้เชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาเลย
ไห่ถังตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ “ลูกหลานตระกูลใหญ่ จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในโลกมายาเมื่อพร้อมด้วยอายุ20ปีก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เข้าไปในโลกมายาต้องมีอายุ20ปี ในโลกมายา ผู้คนสามารถตายได้2ครั้ง เมื่อครบ2ครั้งแล้วจะไม่สามารถกลับไปที่โลกมายาได้อีก คนที่ไม่สามารถเข้าโลกมายาได้ สถานะภายในโลกจริงจะตกต่ำถึงขีดสุด แม้เป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ก็จะถูกมองไม่ต่างจากขยะไร้ประโยชน์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงนี้ตระกูลใหญ่จึงกำหนดอายุที่เหมาะสมให้แก่ลูกหลาน การไปโลกมายาก็เหมือนการไปรบ พวกตระกูลใหญ่ไม่ยอมให้บุตรชายที่ยังเยาว์วัยไปออกรบอยู่แล้ว ส่วนคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าไปในโลกมายาตั้งแต่จำความได้ก็ไม่มีกฏใดห้ามไว้”
ได้ยินเช่นนั้นหลี่หยางใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่ ‘โลกมายาก็ดี การตายของหยางหยางก็ดี ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องวุ่นวาย ถ้าอาการหายดีแล้วข้าหนีไปเลยจะดีไหมนะ’ จากนั้นหยางหลี่หยางจ้องมองไปที่ใบหน้าของไห่ถัง อีกฝ่ายคงไม่ได้ใจดี มาหามันกลางดึกเพื่อจะป้อนข้อมูลสำคัญให้ฟรีๆแน่“พูดความต้องการออกมาเถอะ เจ้ามาหาข้าถึงที่นี่ คงไม่ใช่เพราะอยากเล่าเรื่องพวกนี้ให้ตัวปลอมเช่นข้าฟังหรอกจริงไหม??”
ไห่ถังยกยิ้ม “ข้าคิดไว้แล้ว ว่าท่านต้องฉลาดกว่าหยางหยาง เงื่อนไขของข้ามีเพียงอย่างเดียว ทำตามสัญญาที่หยางหยางคนก่อนให้ไว้กับข้า เพียงเท่านี้ท่านจะได้ใช้ชีวิตในฐานะหยางหยางไปตลอด”
หยางหลี่หยางถามกลับ “แล้วถ้าข้าตอบว่าไม่ละ??”
ไห่ถังส่ายหน้าเบาๆ “ถ้าท่านไม่ช่วยข้า ข้าก็ไม่สามารถช่วยท่านรักษาฐานะของหยางหยางได้อีก อย่าลืมนะว่า มีเพียงข้าที่สามารถชี้จุดฝั่งศพของหยางหยางได้”
ได้ยินเช่นนั้นในใจของหยางหลี่หยางคิด หญิงสาวนางนี้เป็นเหมือนดอกกุหลาบถึงจะงดงามมากเพียงใดแต่รอบตัวเต็มไปด้วยหนามแหลม เป็นประเภทที่อย่าเข้าไปใกล้ให้วุ่นวายจะดีที่สุด ‘แต่ถึงอย่างไร เวลานี้ตัวเลือกของเรามีแต่ต้องรับปากนางไปก่อน’ คิดได้เช่นนี้ หลี่หยางถามกลับ “บอกความปรารถนาให้ข้าฟัง”
ไห่ถังตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนา “ตามหาคัมภีร์วิญญาณของหวังเจาจินให้แก่ข้า”
“หวังเจาจิน?? ชื่อเหมือนกับ ปักษีตกนภา หวังเจาจินเลยแฮะ” หยางหลี่หยางพึมพำ
ไห่ถังพยักหน้าเน้นย้ำ “เจ้าเองก็ศึกษามาไม่น้อย ถูกต้องข้าต้องการคัมภีร์วิญญาณของสตรีที่ได้ชื่อว่า ปักษีตกนภา หวังเจาจิน”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหยางหลี่หยางเต็มไปด้วยอาการตะลึงงัน ‘ดะ..เดี๋ยวก่อนนะ!!! เหตุใดคนที่นี่ถึงรู้จักนางได้ละ???’ มันพยายามข่มความตกใจเอาไว้และกล่าวถามออกไป“แล้วหวังเจาจินคนนั้นอยู่ที่ไหน??” หากหวังเจาจินคนในประวัติศาสตร์มีตัวตนในโลกใบนี้ บางทีโลกที่มันกำลังอยู่อาจเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินจีน
ได้ยินเช่นนั้น ไห่ถังตอบกลับ “ที่ใดสักแห่งในโลกมายา”
แม้จะเป็นเพียงแสงเล็กๆ แต่สำหรับหยางหลี่หยางแล้ว นี้อาจเป็นเบาะแสที่ทำให้มันกลับไปยังยุคสมัยที่จากมาก็เป็นได้