ตอนที่ 6
เมืองหยกม่วง
หลังจากเสวี่ยิได้รับโชควาสนา ตื่นขึ้นมาพร้อมร่างกายที่ถูกซ่อมสร้างใหม่ ตาซ้ายที่เคยถูกหินประหลาดกระแทกใส่หลุดลอกออก แถมดวงตาที่เคยสูญไปแล้วกลับมามองได้แจ่มชัดดุจเดิมอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นเสวี่ยิยังรู้สึกว่าร่างกายเืเนื้อแข็งแกร่งขึ้นกว่ากาลก่อนเสียด้วยซ้ำ
แต่ดูเหมือนว่าเสวี่ยิยังคงมีโชคดีอีกหนึ่งต่อ เพราะที่ด้านข้างของซากศพไร้ศีรษะมีกองสิ่งของหล่นกระจัดกระจายหลายสิบชิ้น แม้ส่วนใหญ่จะเป็เสื้อผ้า และของที่เสวี่ยิเห็นว่าไร้ประโยชน์ แต่ยังมีของที่น่าสนใจอยู่หลายชิ้นไม่ว่าจะเป็กระเป๋ามิติ ซึ่งเสวี่ยิไม่เคยใช้มาก่อน แม้ว่ามันจะจุไม่มากนัก แต่ก็ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก พร้อมด้วยขวดยาอีกสามใบ โดยหนึ่งขวดเป็ยาฟื้นอาการาเ็ ซึ่งเสวี่ยิจำได้ว่ายาชนิดนี้ แม้แต่ในตระกูลหย่งยังถือว่าล้ำค่า ส่วนอีกสองกระปุกที่เหลือเป็ยาที่ช่วยในการเร่งการฝึกฝนโดยขวดหนึ่งนั้น เสวี่ยิเคยเห็นลุงของเขานำออกมาใช้ มันคือยาเม็ดหยกเย็น ซึ่งใช้ในผู้ฝึกตนระดับลมปราณแรกธรรมชาติ หากจะให้เขานำมาใช้ในตอนนี้เลยก็ออกจะเสียของจนเกินไป แม้มันจะมีจำนวนถึงสิบเม็ดก็ตาม แต่เสวี่ยิก็เลือกที่จะเก็บมันยัดลงไปในกระเป๋ามิติ ส่วนอีกขวดหนึ่งเสวี่ยิไม่รู้ว่ามันคือยาอะไร และมันมีเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคือเ้ายาเม็ดนี้มันส่งกลิ่นหอมเผ็ดร้อนรุนแรงยิ่งกว่ายาเม็ดหยกเย็นเสียอีก เสวี่ยิจึงคาดว่าเ้ายาเม็ดนี้ต้องเป็ยาที่ล้ำค่าอย่างแน่นอน
เมื่อแจกแจงของที่ใช้ได้กับของที่ไร้ค่าแล้ว เสวี่ยิก็ไม่ลืมที่จะเดินไปรื้อค้นถุงเงินที่ติดอยู่กับซากศพ ก่อนจะขออโหสิกรรม และค้นหาศีรษะที่ตกหล่นในถ้ำ ให้มาอยู่ด้วยกันกับร่างของคนนิรนามแล้วจึงทำการกลบฝัง
เมื่อทุกอย่างถูกจัดการจนเสร็จสิ้นแล้ว เสวี่ยิจึงออกเดินทางมุ่งตะวันตกต่อไปยังเมืองหยกม่วง
.
.
.
ตลอดระยะเวลาสามวันที่เสวี่ยิเดินเท้าฝ่าป่าอสูร เขาก็ไม่ลืมที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่งที่เคยร่ำเรียนมา แม้เคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่งจะไม่ได้ดีนัก แต่เพราะเป็เคล็ดวิชาลมปราณเพียงอย่างเดียวที่เสวี่ยิรู้จัก จึงทำให้เขาไม่มีทางเลือก แม้วิชาที่ฝึกฝนจะอ่อนด้อย แต่ด้วยร่างกายที่พิเศษของเสวี่ยิ ั้แ่ที่ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ระดับลมปราณของเสวี่ยิก็รุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ระยะเวลาสามวัน หลังจากที่เขาสามารถทะลวงเข้าสู่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 2 กล้ามเนื้อของเสวี่ยิก็แข็งแกร่งขึ้น จนเกือบจะเทียบเท่าก่อนที่เขาจะสูญเสียดวงตาเมื่อสามปีก่อนแล้ว แต่หากใช้เคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่งต่อไป แม้ว่าเสวี่ยิจะสามารถดูดซับลมปราณเข้าสู่กล้ามเนื้อได้อย่างรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก แต่เสวี่ยิก็อาจจะติดปัญหาเดิม ตรงขอบขั้นการทะลวงผ่านจากระดับลมปราณพื้นฐานขั้นที่ 2 ไปสู่ขั้นที่ 3 เพราะเคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่งนั้นไร้ซึ่งประสิทธิภาพจนเกินไป ไม่เช่นนั้นในอดีตของสกุลหย่งคงมีผู้คนในตระกูลที่สามารถทะลวงผ่านสู่ลมปราณระดับแรกธรรมชาติขั้นปลายได้บ้างแล้ว
แม้ตอนนี้ระดับลมปราณของเสวี่ยิ จะติดอยู่ที่ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 2 แต่นั้นก็เป็เงื่อนไขพื้นฐานในการเข้ารับการทดสอบของสำนักัฟ้า จึงทำให้เสวี่ยิไม่ได้เดือดร้อนใจกับเคล็ดวิชาลมปราณสกุลหย่งมากนัก เพราะยังไงหากเขาได้เข้าสำนักัฟ้า ก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้เคล็ดวิชาลมปราณที่สูงส่งมากยิ่งขึ้น นี่ยังไม่นับรวมทักษะยุทธ์ต่าง ๆ ที่สำนักใหญ่เอาไว้สำหรับเหล่าศิษย์ของตัวเองโดยเฉพาะ และด้วยร่างกายที่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์ของเสวี่ยิ หากได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมไม่ต่างจากพยัคฆ์ติดปีก และแน่นอนว่าตระกูลหย่งต้องสำนึกเสียใจที่ขับไล่เขาออกจากตระกูล
.
.
.
ในที่สุดกำแพงสูงก็ปรากฏต่อหน้าของเสวี่ยิ ขอบเขตปกครองของเมืองหยกม่วงนั้นกว้างใหญ่กว่าเมืองวิหคทองนับสิบเท่า และอีกสองเดือนข้างหน้าสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเมืองหยกม่วง สำนักัฟ้าจะเปิดการทดสอบเพื่อรับศิษย์ใหม่ประจำปี ผู้คนจากเมืองต่าง ๆ โดยรอบเมืองหยกม่วงจึงเดินทางมายังเมืองหยกม่วงอย่างคับคั่ง โดยเด็กหนุ่มมากความสามารถวัยั้แ่ 15 -18 ปี ที่เดินทางมาส่วนใหญ่ต่างมาเพื่อมุ่งหวังผ่านการทดสอบเข้าเป็ศิษย์สำนักัฟ้า โดยจุดมุ่งหมายหลัก ๆ ของพวกเขาก็คงหนีไม่พ้น เพื่อสร้างชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูล รวมถึงอำนาจ และความแข็งแกร่งที่จะได้รับจากการฝึกฝนในสำนักัฟ้า
ั้แ่เด็กเสวี่ยิไม่เคยออกจากเมืองวิหคทองมาก่อน เมื่อย่างเท้าสู่เมืองใหญ่เป็ครั้งแรก ก็ตื่นตาตื่นใจกับผู้คนหลากหลาย ที่ล้วนแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่หรูหรา รวมถึงร้านค้าแปลกตาจำนวนมาก แม้จะอยากเดินชมดูเมืองให้มากกว่านี้ แต่การหาที่พักนั้นจำเป็เร่งด่วน เสวี่ยิจึงตัดใจไม่เข้าร้านค้าต่าง ๆ ไปชมดู เพียงเลือกเข้าแต่โรงเตี๊ยมเพื่อขอเช่าห้องพัก แต่ดูเหมือนว่าใน่นี้ผู้คนต่างก็แย่งกันจับจองห้องพักดี ๆ ไปจนเต็มหมดแล้ว แถมราคาค่าเช่าก็ถีบตัวสูงจากเทศกาลทดสอบของสำนักัฟ้า ทำให้เสวี่ยิที่เดินค้นหาที่พักอยู่นานกลับไม่อาจพบห้องว่างแม้แต่ห้องเดียว
.
.
"หย่งคัง เ้าว่าไอ้เด็กคนนั้นมันดูคุ้น ๆ ไหม" หย่งฉีลูกพี่ลูกน้องของหย่งคัง ทั้งสองต่างเดินทางมายังเมืองหยกม่วงั้แ่สามเดือนก่อน เพื่อเตรียมตัวเข้าทดสอบเช่นกัน
"คนไหน"หย่งคังที่อายุมากกว่ามองไปตามนิ้วมือของหย่งฉี สายตาของมันก็ไล่ไปจนพบกับเสวี่ยิที่กำลังเดินผ่านเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง "นั่นมัน...เ้าสวะเสวี่ยินี่นา ถ้าข้าได้ข่าวมาไม่ผิด หลังจากที่มันโดนไล่ออกไปจากตระกูล แม่ของมันก็ป่วยหนักและตายไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน"
หย่งฉีพยักหน้ารับ "แล้วมันมาที่เมืองหยกม่วงทำไมกัน"
หย่งคังเผยสีหน้าชั่วร้าย "มันมาทำไมข้าไม่รู้ แต่ข้าไม่ชอบขี้หน้าเ้าสวะนี่มานานแล้ว เอายังงี้เดี๋ยวแกตามไปดู ว่าเ้าสวะนั่นมันมาทำอะไรที่นี่ ส่วนข้าจะเอาข่าวนี้ไปแจ้งให้กับพี่หย่งสือ ข้าเชื่อว่าสหายตระกูลหลี่ของท่านพี่ต้องอยากรู้ข่าวนี้อย่างแน่นอน" เอ่ยจบทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นพร้อม ๆ กันด้วยอารมณ์เบิกบานในความพินาศที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเสวี่ยิ
.
.
เสวี่ยิเดินหาห้องพักอยู่จนมืดค่ำ ในที่สุดเข้าก็พบกับห้องว่าง แม้ว่ามันจะเป็ห้องเก่าทรุดโทรม แถมยังอยู่ในเขตห่างไกลจากย่านความเจริญของเมือง แต่เสวี่ยิก็รู้สึกพอใจกับมันมาก เพราะเขาไม่ได้ถือสาเื่ความเก่าอยู่แล้ว ในเมื่อบ้านพักเดิมของเสวี่ยิภายนอกตระกูลหย่งยังย่ำแย่กว่านี้เสียอีก แถมราคาก็ไม่แพงมาก
เมื่อได้ที่พักเรียบร้อย เสวี่ยิก็พูดคุยเพื่อหาข่าวเกี่ยวกับการทดสอบของสำนักัฟ้า และทำให้เขารู้ว่าการรับสมัครเข้าร่วมทดสอบของสำนักัฟ้า นั้นจะจัดให้เข้าลงทะเบียนได้ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป รวมระยะเวลาสิบวัน แต่เพื่อความไม่ประมาท เสวี่ยิจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปสมัครั้แ่วันแรก ทำให้เมื่อกินอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้ออกไปเดินดูเมืองยามค่ำคืนตามที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก แต่เลือกที่จะฝึกลมปราณเงียบ ๆ อยู่ภายในห้องแทน