พริบตาเนื้อขนาดพอดีกินสามก้อนก็ร่วงหล่นลงมาจากร่างของหมูป่าเขาเดียวนางนำใบไม้ในมือซ้ายเข้ารับชิ้นเนื้ออย่างเหมาะเจาะ หันตัว เดินกลับมาส่งมันให้เฟอริน
เมื่อเฟอรินรับชิ้นเนื้อมาก็ส่งมันต่อให้ครานทันที
“ข้าถามนามของเ้าหน่อยได้หรือไม่”
ซาเนียมองเนื้อหมูป่าย่างในมือไม่นานก็วาดสายตาไปทางชิล
“จะรู้ไปทำไมเมื่ออิ่มท้องพวกเ้าก็ควรไปซะ”
ชิลกล่าวเฉยเมย พร้อมเดินไปยังหมูป่าเขาเดียวย่างสะบัดมือเรียกดาบสีฟ้าตัดเนื้อออกมาอีกชิ้น
“หึแค่พวกไร้หัวนอนปลายเท้า ท่านหญิงไม่จำเป็ต้องสนใจ”
ครานที่อยู่ด้านหลังซาเนียกล่าวด้วยท่าทางดูถูกมันไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม เนื่องจากทักษะดาบที่ชิลแสดงให้เห็นเมื่อครู่อย่างไรความปรปักษ์อันมากล้น ก็มิใช่สิ่งที่จะลบไปได้ง่ายๆ
“พวกเราเพียงอยากรู้นามผู้มีพระคุณที่แบ่งปันอาหารมื้อนี้ให้เท่านั้น”
โดยไร้ความสนใจถ้อยคำก่อนหน้าเฟอรินกล่าวขัด เหลือบตามองสหายปากสุนัขก่อนหันกลับมากล่าวถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็มิตร
ได้ยินดังนั้นั์ตาองุ่นจึงหรี่แคบเล็กน้อย
จู่ๆสถานการณ์อันหนักอึ้งก็เกิดขึ้นชั่วขณะคล้ายความสงบรอบกองไฟ มาพร้อมความอันตรายซ่อนอยู่กลายๆ
นี่ทำให้ เหงื่ออันเย็นเยียบผุดขึ้นบนหน้าผากเฟอรินทิ้ง่ค้าง กระอักกระอ่วนอยู่หลายนาที
“ชิล”
ไม่นาน เสียงค่อยก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในป่าหนาวแม้จะเป็คำกล่าวที่แลดูไม่เต็มใจนัก ทว่ามันกลับทำให้บรรยากาศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเฟอรินส่วนนี่คือซาเนียและนั่นคราน”
ไม่รอช้า เฟอรินเอ่ย ยิ้มปริ่มวาดมือไปทางซาเนียและต่อด้วยครานที่นั่งอยู่ด้านหลัง แอบลอบเอามือลูบอกเบาๆ อย่างไรดูเหมือนเขาจะดูถูกคนบ้ามากเกินไป
“หึ เฟอริน เ้าไม่จำเป็ต้องบอกนามข้ากับคนตายหรอก”
ครานพูดขึ้นพร้อมหัวเราะไอเย็นเผยให้เห็นในแววตาอันดุร้ายแม้จะหวั่นเกรงในทักษะดาบอันรวดเร็วของชิลอยู่หลายส่วนแต่มันก็ไม่คิดว่าจะแพ้หากสู้กันตรงๆ
“คะ.. คนตาย”
มุมปากเฟอรินกระตุกเผยยิ้มแหย หันมองซ้ายมองขวาพักหนึ่ง พอเห็นว่าสถานการณ์ของทั้งสองยังสงบดีจึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
‘ถือว่าข้าพยายามแล้ว’
และแล้วความเงียบก็กลับมาสู่กองไฟใจกลางป่าอีกครา
ซาเนียยังคงตั้งหน้าตั้งตาทานเนื้อหมูย่างอย่างเอร็ดอร่อย บอกเลยว่าในมือนางตอนนี้เป็ชิ้นที่ห้าแล้วและดูเหมือนจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อดูจากสีหน้าอันเปี่ยมสุขเดาได้เลยว่ารสชาติคงยอดเยี่ยมมากพอดู
เช่นเดียวกันครานและเฟอรินก็กำลังจมอยู่กับรสชาติอันน่าอัศจรรย์ของหมูป่าเขาเดียวจนลืมเลือนกาลเวลาทั้งคู่มิได้มีกระเพาะกว้างเท่าซาเนีย เป็ธรรมดาที่พวกมันจักค่อยๆกัดฉีกเนื้อทานทีละน้อย
หากได้ทานสิ่งนี้ควบคู่กับสุราเลิศรสคงเยี่ยมน่าดู
นั่นคือสิ่งที่พวกมันทั้งสองเห็นพ้องต้องกันโดยมิได้นัดหมาย
ไม่นานราตรีสีดำก็กลืนกิน่เวลาแห่งความสุขอันอิ่มท้องจนสิ้น
ทั้งสามอิ่มแล้วกินต่อไม่ไหวแล้ว ตอนนี้หากมิได้อยู่กลางป่า ต่างคนคงทิ้งตัวลงนอนโดยมิคิดอะไรให้มากความ
ยิ่งดึกยิ่งสงัดยิ่งดึกผืนฟ้ายิ่งดำมืด อย่างไรภายในความมืดมักเกิดสิ่งสวยงาม แสงจากหมู่ดาวส่องระยับทั่วฟ้าเปลวไฟจากกองไฟวูบไหวสว่างส่ายไปมา เหล่าแมลงตัวน้อยส่งเสียงเรไรให้ได้ยินทั่วทิศลมเบาบางพัดพาความหนาวเหน็บพาดผ่าน ใบหน้าอันนิ่งเฉยในเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนั์ตาสีองุ่นหรี่จ้องภาพด้านหน้า
ขณะนี้ร่างของหมูป่าเขาเดียวเหลือเพียงโครงกระดูกทิ้งไว้เท่านั้น...
“เมื่อพวกเ้าอิ่มท้องแล้วเหตุใดจึงไม่ไปเสีย”
ชิลหลี่ตายกมือขึ้นกอดอกเงียบๆ
“อิ่มเกินไปแล้วข้าไม่เคยกินเนื้อใดที่อร่อยถึงเพียงนี้มาก่อนเลย”
“แปลกมาก เหตุใดนื้อเ้าสัตว์อสูรนี่ถึงมีสีแดงแทนที่จะเป็สีม่วง”
“มันเป็เนื้อของหมูป่าเขาเดียว...สัตว์อสูริญญาเทาตนนี้มีเืเนื้อไม่ต่างจากสัตว์ทั่วไปทำให้พวกมันมักถูกล่าจากสมาคมนักล่าอยู่บ่อยครั้งพูดได้ว่าพวกมันนั้นมีราคาสูงมากหากนำไปขายให้กับภัตตาคารอาหาร”
ราวกับทั้งสามมองผ่านคำกล่าวชิลพวกมันเลือกที่จะคุยกันถึงความแปลกประหลาดของเนื้อหมูป่าเขาเดียวโดยทิ้งให้เด็กชายั์ตาองุ่นนั่งมองมาด้วยความเงียบเพียงลำพัง
ที่แปลกก็คือครานผู้มีความปฏิปักษ์กับชิลั้แ่ต้น กลับเลือกปล่อยผ่านคำพูดและเริ่มถกเถียงกับเหล่าสหายจากวังเมฆาสูญสิ้นต่อไป
“...”
โดยไม่คิดใส่ใจเมื่อเห็นทั้งสามารถกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ถึงทฤษฎีที่ทำให้หมูป่าเขาเดียวย่างมีรสชาติดีถึงเพียงนี้ชิลก็ตัดสินใจ หลับตานั่งนิ่ง ปรับลมหายใจรับพลังงาน์
ระหว่างทำสมาธิซึมซับพลังงานมีบาง่ที่เขาได้ยินเสียงะโอันใของครานและเฟอรินบ้างได้ยินเสียงอันแ่เบาจริงจังของซาเนียบ้างกระนั้นเสียงที่ทำให้ั์ตาสีองุ่นต้องเผลอเปิดขึ้นกลางคัน กลับมิใช่เสียงของทั้งสาม
โฮกกกก!!!!
ทั่วผืนป่าพันิญญาเกิดการสั่นไหวฝูงนกตัวน้อยบินแตกรัง กระจายขึ้นบนท้องฟ้าอันมืดมิด ต่อให้ผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรก็สามารถฟังออกว่า นี่ต้องเป็เสียงคำรามของสัตว์อสูรขนาดั์เป็แน่
ซาเนีย คราน และเฟอรินลุกขึ้นยืนพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ใบหน้าทั้งสามปรากฏซึ่งร่องรอยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“เป็ไปได้อย่างไรนี่ยังไม่ถึงฤดูเหมันต์ เหตุใดมันถึงออกล่า!!!”
ครานพูดเสียงดังน้ำเสียงสั่นเครือแฝงไปด้วยความหวั่นเกรงเป็อย่างมาก
“พวกเราต้องรีบออกจากป่าแห่งนี้ให้เร็วที่สุด”
ซาเนียกล่าวพร้อมมองไปยังทิศทางที่เสียงคำรามดังขึ้นเหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นบนใบหน้าอันงดงาม
“ต่อให้เราเร่งความเร็วจนสุดความสามารถยังไงก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำสามวัน ข้าไม่มีความมั่นใจว่าจะหลบซ่อนมันพ้น”
เฟอรินพูดเสียงค่อยขมวดคิ้วเข้าหากันจนเป็ปม ท่าทางตึงเครียดแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด
แม้ทั้งสามเผยถึงความตื่นใราวกับโลกล่มสลาย ชิลกลับยังคงนั่งมองกองไฟอย่างใจเย็น
“เ้าหากยังไม่อยากกลายเป็ิญญาอยู่กลางป่า ก็ตามพวกเรามา”
ซาเนียจ้องมองชิลครานและเฟอรินเองต่างก็จ้องไปยังชิลเพื่อรอคำตอบจากเขาเช่นกัน
ความจริงครานนั้นไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้ชิลตามพวกเขามาสักเท่าใดแต่เมื่อมันเป็คำชวนจากปากเทพธิดาซาเนีย บวกกับมื้ออาหารเมื่อครู่ ก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องทำตามและปล่อยผ่านเื่ในหัวบ้าง
ยืนจ้องนิ่งค้างอยู่หลายนาทีไม่นานชิลก็ยกมือขึ้นโบกในท่าทางที่ราวกับไล่แมลง
“...”
ใบหน้าอันงดงามของเทพธิดา์กระตุกเล็กน้อยแม้จะรู้ถึงสัญญาณมือว่าไม่้าตามไป แต่นางกลับไม่สามารถทิ้งเขาได้ทันทีไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บางทีอาจมีความรู้สึกดีๆเกิดขึ้นเมื่อได้รับการแบ่งบันมื้ออาหารจึงคิดว่านี่คงถึงโอกาสตอบแทน
หรือไม่อาจเป็เพราะเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาสีองุ่น กลับมิพบเื่เลวร้ายอันใดนักอย่างไรเมื่อนางคิดกล่าวชักชวนอย่างไม่ยอมแพ้ ครานก็ยื่นมือเข้ามาจับไหล่ จ้องนิ่งมายังนางด้วยท่าทางจริงจังพร้อมส่ายหัว
เช่นกันเมื่อนางหันสายตาไปทางเฟอริน ก็เห็นเขาพยักหน้าลงเล็กน้อยเพื่อเป็การบอกให้ทำตาม
ด้วยเหตุผลง่ายๆที่ทุกคนรู้ดีนั่นก็คือ หากเสียเวลาไปมากกว่านี้ บางทีอาจสายเกินไปที่พวกเขาทั้งสามจะหลบหนี
แม้จะเป็ผู้มีพระคุณแม้จะถูกชะตา หรือไม่ถูกชะตา แน่นอนพวกเขาก็ต้องเลือกพรรคพวกตัวเองเป็อันดับแรก
มนุษย์จำต้องเห็นแก่ตัวบ้างเพื่อเอาตัวรอดในบางสถานการณ์
“โง่เง่า!!”
ซาเนียสบถดัง ก่อนหันตัวพุ่งหายเข้าไปในป่า
ครานและเฟอรินเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าให้กัน เคลื่อนพลังงาน์ พุ่งตามนางไป...
รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าชิลเขายังคงนั่งมองกองไฟโดยไม่คิดขยับไปไหนน้ำเสียงอันเรียบเฉยดังขึ้นท่ามกลางแสงอันมัวซัว
“จะตื่นตระหนกทำไมกับแค่สัตว์อสูริญญาเทาชั้นสูงตัวเดียว...”
.
.
ความเงียบสงบยามค่ำคืนคือสิ่งอันเป็สัญญาณบ่งบอกถึงการหลับใหล ของสัตว์อสูรตัวน้อยผู้ฝึกรากฐานที่เดินทางในป่า หรือแม้แต่เหล่าผู้คนในเมืองใหญ่ทว่าเสียงอันดังก้องของต้นไม้ที่หักโค่น พร้อมกับผืนแผ่นดินที่ยุบตัวได้ทำลายความเงียบทั้งหมดบนผืนป่าพันิญญา
แน่นอนมันคือสิ่งที่ย้ำเตือนถึงความใหญ่โต และความอันตรายของผู้มาเยือน
ตุ๊บ~
เสียงฝ่าเท้าขนาดั์กระทบผืนหญ้าดังกังวานทั่วทิศต้นไม้ใหญ่ที่ไม่แข็งแรงพอต่างหักโค่นกันถ้วนหน้าทิ้งไว้เพียงเศษซากไม้ระเกะระกะตามแนวทางที่มันพาดผ่าน
เพียงก้าวหนึ่งจะต้องเกิดการะเืของผืนแผ่นดินพร้อมกับรอยเท้าขนาดั์ที่ประทับทิ้งไว้บนพื้นดิน
ชิลที่นั่งอยู่หน้ากองไฟส่งััจิติญญาแผ่เป็วงกว้าง จึงรับรู้ว่าทิศทางที่สัตว์อสูรตนนี้มุ่งหน้าไปเป็ทางเดียวกับที่ซาเนียและพรรคพวกของนางพึ่งจะวิ่งออกไปเมื่อครู่
‘ยิ่งพยายามหนีหายนะมากเท่าไหร่ มิพ้นต้องพบเจอหายนะมากเท่านั้น’
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวสะอาดสักพักนัยนตาสีองุ่นก็หลับลง พร้อมส่ายหัว
‘แมงเม่ารู้ตัวว่าต้องหลงเข้ากองไฟ จึงคิดพยายามหลบหนีแต่หารู้ไม่ว่ากองไฟมีชีวิต และไล่ตามพวกมันไป’
เขาหัวเราะแห้ง วาดมือหยิบกิ่งไม้โยนเข้าสุมไฟ
.
.
“บ้าเอ้ย!!เหตุใดมันถึงมุ่งมาทางนี้!!”
ครานพูดอย่างหัวเสียเขาไม่เข้าใจความคิดอสูรตนนี้ เหตุใดมันถึงเลือกตามพวกเขามาแทนที่จะไปจู่โจมชิลที่มีแสงสว่างจากกองไฟ อันเป็ตัวล่อสายตาชั้นดี
“บางทีพวกเราอาจแค่โชคร้าย”
เฟอรินกล่าวเสียงสั่นดวงตาปรากฏความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ
ขณะนั้นซาเนียที่วิ่งนำหน้าจู่ๆก็เร่งความเร็วอย่างฉุกละหุก พริบตาร่างในผ้าบางสีขาวได้เลือนหายราวกับิญญา
“...”
ครานและเฟอรินมองหน้ากันพวกมันรู้ว่าธิดา์นางนี้เต็มไปด้วยพร์ ไม่ว่าจะในด้านความรู้ รูปร่างหน้าตา หรือแม้แต่ระดับรากฐาน อย่างไรกลับมิคาดว่าความเร็วที่แท้จริงของนางจะมากมายเพียงนี้
กระนั้นคำว่าบุรุษมิอาจยอมแพ้สตรีโดยง่าย ทันทีพวกมันขับเคลื่อนพลังงาน์เร่งความเร็วพุ่งตามซาเนียไป
เส้นแสงสีขาวส่องสว่างกลางป่าแสงแรกนำหน้า อีกสองแสงตามหลัง อย่างไรก็ตามดูเหมือนแสงทั้งสองเส้น จักถูกแสงแรกทิ้งระยะห่างเรื่อยๆ
ระหว่างกำลังวิ่งด้วยความเร็วเหนืุ์แผ่นดินโดยรอบก็สั่นไหวสัตว์ขนาดเล็กเริ่มเกิดอาการแตกตื่นทำให้พวกมันวิ่งออกมาอย่างวุ่นวายไปทั่วผืนป่า เหล่านกบนต้นไม้ต่างพากันบินหนีออกจากพื้นที่ด้วยความตื่นกลัว
ปัจจุบันซาเนียยืนอยู่บนกิ่งไม้ทำการส่งััจิติญญาออกสำรวจพื้นที่โดยรอบจากระยะสูงนางพบว่ามีสัตว์อสูรขนาดั์กำลังวิ่งมาทิศทางที่พวกนางอยู่
แม้การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของมันจะเชื่องช้าแต่เมื่อเท้าขนาดั์ถูกยกก้าวครานึง กลับสามารถเทียบได้กับพวกนางก้าวเท้ามากกว่าร้อย
“หากเป็เช่นนี้ต่อไปไม่นานมันต้องตามทันแน่”
ซาเนียกล่าวขณะสายตาจับจ้องเส้นทางด้านหน้าโดยไม่หันไปมองครานและเฟอริน นางทำการเร่งพลังงาน์จนถึงขีดสุดก่อนพุ่งออกไปราวกับแสงเส้นหนึ่ง
“นี่...นางกำลังคิดทิ้งเรารึ!?”
เฟอรินกล่าวออกมาด้วยความตระหนกเหงื่อที่ไหลอยู่เต็มหน้า รับเข้ากับสายตาอันสิ้นหวังโดยไม่ตั้งใจเขาในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากคนตาย หากไม่สามารถหนีสัตว์อสูรั์ได้ทัน
“มิใช่!”
ครานกล่าวพร้อมกับเร่งพลัง์จนเกิดเป็ประกายสายฟ้าขึ้นล้อมรอบตัวเขาไว้
“นางทิ้งเ้าเพียงคนเดียว...”
ครานหัวเราะในลำคอ จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปราวกับสายฟ้าขนาดย่อมทิ้งไว้เพียงประกายสายฟ้าบิดตัวไปมาให้เห็นเล็กน้อย ก่อนสลายหายไปในอากาศต่อหน้าต่อตาเฟอริน
“!!?”
ด้วยความใเท้าของเฟอรินจึงตอบสนองผิดพลาด พันกัน และล้มลง...
ตุ้บบ!
หน้าของเขาทิ่มลงไปในดินจนมิดเมื่อเงยหน้าขึ้น ใบหน้าอันหล่อเหลาก็เต็มไปด้วยเศษดินเสียแล้ว
ตอนนี้แววตาเฟอรินแสดงออกโดยปราศจากสัญญาณชีวิตเขาเหมือนคนที่ตายไปแล้ว
“ฮะๆ...นี่ข้าต้องมาตายเช่นนี้รึ”
เฟอรินหัวเราะเสียงแห้งหากเป็ในเวลาปกติ เื่สะดุดขาตนเองล้มเช่นนี้ คงกลายเป็เื่ขบขัน ที่เมื่อพูดขึ้นก็จะสามารถเรียกเสียงหัวเราะให้ผู้คนรอบข้างได้เป็แน่แต่ในเวลานี้กลับกลายเป็เื่น่าเศร้าใจนัก
ราวกับยมทูตกำลังเรียกร้องหาิญญาอย่างรีบเร่งจู่ๆเงาขนาดั์ก็เข้าครอบคลุมทั่วผืนฟ้าอสูรขนาดั์โผล่ขึ้น้าตัวของเฟอรินบดบังแสงจากดวงจันทร์จนหมดสิ้นภายในใจเฟอรินตอนนี้รับรู้ได้ว่า ความตายได้มาเยือนเขาแล้ว...