บทที่ 5 กระเรียนเริงระบำ
ฮวนหรงซดน้ำแกงลงท้องด้วยสีหน้าเลื่อนลอย นางทอดถอนลมหายใจออกมายาว ๆ ด้วยอาการเผลอไผลลืมตัว ยามนี้ในหัวของนางเอาแต่คิดหาวิธีรับมือกับมิ่งไป๋เจี๋ยสามีจอมเผด็จการ หลังพบว่ายังหย่าไม่ได้ ฮวนหรงจึงคิดว่าในเมื่อหย่าไม่ได้ ก็อยู่มันแบบนี้แหละ แต่! เฟยฮวนหรงจะไม่ยอมอยู่อย่างจืดจางเช่นเดิมอีกแล้ว เื่อะไรจะต้องอยู่อย่างอัดอั้นตันใจ มิสู้เริ่มจากตีสนิทกับมิ่งเสี่ยวเหมย เอาใจนาง เข้าหานาง ตามด้วยทำให้ไป๋เจี๋ยรู้สึกได้ว่าเฟยฮวนหรงคนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว และได้กลายเป็เฟยฮวนหรงที่ไป๋เจี๋ยสมควรที่จะหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ
หลังจากคิดได้อย่างนั้น ฮวนหรงจึงเงยหน้าขึ้น ตั้งใจพูดกับเสี่ยวเหมยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็มิตร น้ำเสียงของนางสุกใสเสนาะหูดังขึ้น “น้องหญิง…เสร็จมื้อเช้าพาข้าไปชมสวนดอกพุดซ้อนหลังจวนได้หรือไม่”
ฮวนหรงเริ่มจากตีสนิท พลางยื่นไมตรีให้มิ่งเสี่ยวเหมย ฮวนหรงเอาแต่คิดว่ายามนี้ตนเองทำถูกต้องและเหมาะสม คงลืมคิดไปกระมังว่าเคยข่มกันปานใด ดังนั้นไม่แปลกที่ในสายตาเสี่ยวเหมยจะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง น้องรองของบ้านรีบวางตะเกียบลงบนชามอาหารฉับพลัน คิ้วโก้งงดงามบนหน้านางขมวดมุ่นเข้าหากัน จนแทบจะเรียงเป็เส้นเดียวกัน น้ำเสียงกระฟัดกระเฟียดเปล่งออกมาทันที
“ผีเข้าหรือ! เรียกน้องหญิง น่าขนลุกยิ่งนัก”
“น้องหญิง” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ฮวนหรงยิ้มร่าเริงแล้วเรียกซ้ำ ไม่สนใจคำติฉิน
“เรียกข้าเสี่ยวเหมยอย่างเดิมเถอะ ขืนยังเรียกเช่นนี้อีก ข้าจะเย็บปากเ้าซะ!”
ปัง!
ฝ่ามือหยาบกระด้างของไป๋เจี๋ยตบลงบนโต๊ะอาหาร ยามเช้าควรจะเริ่มต้นด้วยรอยยิ้มถึงจะถูก เหตุใดถึงวุ่นวายจอแจรบกวนแก้วหู หลังจากทนฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่าเสี่ยวเหมยเป็ฝ่ายหยาบคายก่อน ทั้งที่ฮวนหรงเอ่ยวาจาชักชวนอย่างเป็มิตร
ด้านหนึ่งก็กลัดกลุ้มที่แต่งเฟยฮวนหรงได้วันเดียว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าก็ไม่น่าอภิรมย์สมดั่งใจเสียแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสมรสครั้งนี้เป็สมรสพระราชทาน จำเป็ต้องยืดเยื้อเวลาออกไปเพื่อรอจังหวะอันเหมาะสม จึงจะทำเื่หย่าได้ หากไป๋เจี๋ยไม่ได้ถือตราตั้งต้าเจียงจวิน และไม่ได้ถูกยกชูให้เป็วีรบุรุษแบบอย่าง เขาก็คงไม่รักหน้าถือตาปานฉะนี้
ส่วนมารดาก็รีบออกจากจวนั้แ่เช้ามืด มุ่งหน้าสู่อารามหลวงเพื่อขอพร ไม่อยู่จวนรอให้สะใภ้คำนับน้ำชาดั่งครรลองที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาั้แ่โบราณ ไป๋เจี๋ยปวดหัวคิ้วมุ่นั้แ่เช้า เขาถอนหายใจยาว ๆ กำลังคิดว่าวันนี้จะต้องพบกับเื่วุ่นวายอันใดอีกหรือไม่ ทว่าระหว่างคิดไปเรื่อยเปื่อยก็เผลอเอื้อมมือไปคีบกุ้งผัดขิงดองลงที่ชามของเสี่ยวเหมยเพื่อให้นางอารมณ์เย็นลง
แน่นอนว่าเสี่ยวเหมยกลับมาอยู่ในทีท่าสงบเสงี่ยมสมดังใจ เสียแต่ว่าใบหน้างดงามของนางดันขยุกขยิกเย้ยหยัน ไป๋เจี๋ยเคลือบเห็นสีหน้าจืดเจื่อนของฮวนหรงโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงคิดว่าหากคีบอาหารให้เสี่ยวเหมยแค่คนเดียว เ้าเด็กไม่รู้ความอย่างนางก็จองหองเช่นนี้ เอาเถอะ! ฝืนใจคีบกุ้งให้ฮวนหรงสักชิ้น ปัญหานี้จะได้จบไป ว่าแล้วก็คีบกุ้งไปวางบนชามข้าวพูน ๆ ของฮวนหรง
เสี่ยวเหมยที่มีสีหน้ายโสหุบยิ้มลงทันที ด้านฮวนหรงนางก็มีใบหน้าจืดชืดเช่นเดียวกัน อันที่จริงนางควรดีใจมิใช่หรือ สีหน้าผิดหวังของนางเหล่านี้ใช่ว่าไป๋เจี๋ยไม่สังเกตเห็น แต่เขาคร้านจะใส่ใจ ขอเพียงบนโต๊ะอาหารสงบลงก็พอแล้ว ชายหนุ่มคีบข้าวคำโตเข้าปากอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้รีบกินรีบเสร็จ รีบปลีกตัวไปจากสองสตรีจอมร้ายกาจ
อิ่นจูที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นแล้วว่าท่านแม่ทัพคีบกุ้งให้คุณหนูเฟย จึงสาวเท้ามาใกล้ขึ้นแล้วสะกิดผู้เป็นายจากด้านหลัง พร้อมกล่าวเสียงประหม่าออกมาว่า “กินไม่ได้นะเ้าคะ ประเดี๋ยวอาเจียนมีผื่นจับไข้”
ฮวนหรงคล้ายหูดับไม่ได้ยินคำเตือน ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อุตส่าห์ยื่นไมตรีให้จะปฏิเสธได้อย่างไร นางยังคิดไปอีกว่า บางทีไป๋เจี๋ยอาจจะสำนึกได้แล้วก็ได้ ว่าเมื่อคืนปฏิบัติกับภรรยาของตัวเองป่าเถื่อนเกินไป ครั้นจะขอโทษก็กระดากปาก จึงขอโทษด้วยการยื่นไมตรีบนโต๊ะอาหาร เอาเถอะในเมื่อสามีมีน้ำใจฮวนหรงคนนี้ก็จะไม่หักหาญ
บนโต๊ะอาหารยามนี้สงบเงียบ... ไป๋เจี๋ยแทบไม่พูดอะไร ฮวนหรงจึงไม่รู้ว่ากุ้งตัวนี้หาใช่ไมตรี หากแต่คีบให้แบบส่งๆ เพื่อให้ปัญหายุติเท่านั้น ฮวนหรงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นมามองไป๋เจี๋ย แล้วยิ้มไปยังฝ่ายตรงข้าม พร้อมกับคีบกุ้งเข้าปาก เคี้ยวหนึ่งครั้งเนื้อกุ้งก็ถูกบดละเอียด น้ำกลมกล่อมจากตัวกุ้งแทรกซึมไปทั่วทุกอณูในช่องปาก ฮวนหรงรู้สึกว่าอาหารจานนี้รสชาติไม่เลวเชียวล่ะ
อั่ก!
เสียงฝ่ามือดังขึ้นมากะทันหัน น้ำเสียงลนลานดังตามมา “ขออภัยเ้าค่ะ”
เป็อิ่นจูที่ทุบกำปั้นไปที่แผ่นหลังส่วนบนที่ใกล้กับลำคอมากที่สุดของฮวนหรง ไป๋เจี๋ยรีบวางชามข้าวทันที ดวงตาที่มองมาที่อิ่นจูกรุ่นโกรธคล้ายจะเอาชีวิต ทั่วทั้งโถงอัดแน่นไปรังสีอำมหิต เพราะดูเหมือนว่าอาหารมื้อเช้าของวันนี้จะทนนั่งกินต่อไปไม่ไหวแล้ว ครั้นไป๋เจี๋ยเฉหน้าไปมอง ตั้งใจจะสั่งสอนสาวใช้ให้รู้มารยาท น้ำเสียงปราบปรามของเสี่ยวเหมยก็ดังแทรกขึ้นมา “พี่ใหญ่ใจเย็น ๆ เ้าค่ะ”
อิ่นจูอยู่ในภาวะกดดันแต่นางก็ยังตั้งท่าจะทุบไปที่แผ่นหลังของผู้เป็นายอีกครั้ง ฮวนหรงจึงรีบขย้อนเนื้อกุ้งออกมา แล้วหันไปชี้แจ้งแก่สามีด้วยแววตาจริงจังว่า “ข้าแพ้กุ้ง”
ด้านอิ่นจูเห็นนายหญิงคายเนื้อกุ้งออกมาแล้ว จึงผ่อนปรนท่าทางเ่าั้ลงแล้วคุกเข่าว่องไว ก้มหน้าต่ำประสานมือไว้ที่หน้าขาอย่างเจียมตัว แล้วเปล่งเสียงสั่นเครือออกมาว่า “อันที่จริงคุณหนูของบ่าวแพ้กุ้งเ้าค่ะ บ่าวสะกิดเตือนแล้ว แต่คุณหนูก็ยังจะกิน แค่ดูก็รู้ว่าคุณหนูของบ่าวไม่กล้าปฏิเสธของที่ท่านแม่ทัพให้ แม้จะเป็อันตรายกับตัวเองก็ตาม”
ได้ฟังคำพูดอย่างรู้ผิดจากปากอิ่นจู ไป๋เจี๋ยพลันโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ รีบร้อนคว้ามือไปััหัวไหล่ทั้งสองข้างของฮวนหรงแน่น แล้วตะเบ็งเสียงสาดหน้าว่า “นางสตรีโง่! หย่าไม่ได้ถึงขั้นจะรนหาที่ตายเพื่อให้หลุดพ้นงั้นหรือ! คิดหรือไม่ว่าหากเ้าเป็อะไรขึ้นมาจริง ๆ ผู้ที่ได้รับเคราะห์ก็คือข้าและสกุลมิ่ง ข้าขอออกคำสั่งว่า ตราบใดที่ยังเป็ฮูหยินของข้าอยู่ จงมีชีวิตต่อไปให้ดี”
ระหว่างที่สั่งสอนภรรยาอย่างยาวเหยียดต่อหน้าบ่าวไพร่และน้องสาว ผู้ใดได้เห็นก็คงพูดเป็เสียงเดียวกันว่าท่านแม่ทัพทำเกินกว่าเหตุ เื่เช่นนี้ค่อย ๆ พูดกันก็ได้ แต่ด้วยนิสัยหลงตัวเองของเฟยฮวนหรง เกรงว่าพูดเสียงนุ่มนวลอย่างห่วงใย รังแต่จะทำให้นางได้ใจและตามตอแยให้ไป๋เจี๋ยมากขึ้นไปอีก ท้ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเื่สาวไหมพันตัวเอง
**สาวไหมพันตัวเอง สำนวนจีนที่หมายถึง แส่หาเื่ / ก่อเื่วุ่นวาย**
แต่ความจริงแล้วมีหนึ่งคนที่ดูออก ว่าท่านแม่ทัพกำลังกระทำสิ่งที่ไม่ตรงกับใจ เพราะเวลาที่เขาไม่มั่นใจในตัวเอง มักจะถลึงตาแข็งตามด้วยกะพริบตาถี่ ๆ สามครั้ง ผิวเผินอาจจะดูเหมือนไม่ใส่ใจและเ็า แต่สายตาที่แข็งกระด้างของไป๋เจี๋ยล้วนพินิจพิเคราะห์ผิวพรรณของฮวนหรงอย่างละเอียดว่ามีผดแพ้ผุดขึ้นมาหรือไม่ ไป๋เจี๋ยปล่อยมือจากนางก็ยามที่มั่นใจว่านางไม่ได้เป็อะไรมาก
ขณะที่ไป๋เจี๋ยกำลังดุฮวนหรง จู่ ๆ สาวใช้นามว่า อู๋หวา ผู้ที่ฮวนหรงรู้จักดีและอยากพบหน้าฉะตาก็ปรากฏตัวขึ้น โดยที่เสียงกังวานของนางนำมาก่อน “คุณชายเ้าคะ คนของวังหลวงมาเยี่ยมเยือน”
อู๋หวาในยามนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน แววตาและสีหน้าของนางมาดหมายมาที่ฮูหยินคนใหม่ คล้ายจะผูกมิตรหรืออย่างไรไม่สามารถเดาได้ ในสายตาฮวนหรงที่มองไปก็ไม่ได้ว่าชื่นชอบนางนัก เพราะวันนี้เห็นนางเป็แค่สาวใช้ธรรมดา ภายภาคหน้าก็จะต้องกลายเป็สาวใช้อุ่นเตียงของท่านแม่ทัพ
แต่แน่นอนว่าฮวนหรงได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นางจะคุมกำเนิดอู๋หวาคนนี้ไปพร้อมกันเสียเลย แต่แล้วฮวนหรงก็ต้องชะงักงันตาแทบถลนจากเบ้า เมื่อเหลือบไปเห็นถุงหอมหนึ่งใบ ประดับด้วยด้ายสีแดงเป็ลวดลายกระเรียนเริงระบำ ห้อยอยู่ที่เอวของสาวใช้อย่างอู๋หวา