ครั้งสุดท้ายที่หลิวชุนฮวาได้กินเนื้อ คือตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยหมั้นกับฟางเสียนจือ ตอนนั้นเธอได้ส่วนแบ่งเนื้อมายี่สิบกว่าจิน ทั้งคนในครอบครัวต่างก็อยากกินเนื้อ ไม่กี่วันก็พากันกินจนหมด
ทันทีที่เดินไปถึงหน้าบ้านเก่า เธอก็มองไปที่โต๊ะทันที แล้วก็เห็นชามไก่ตุ๋นกระเพาะหมูวางอยู่เต็มโต๊ะ นึกอยากจะเข้าไปคว้าขาไก่มากินเสียเดี๋ยวนั้น แต่ก็ต้องแสดงละครให้จบเสียก่อน
เธอจึงร้องไห้หนักกว่าเดิม “ไอ้เถ้าแก่ใจดำทางใต้! เจี้ยนกั๋วไปทำงานที่โรงงานของมันจนมือขาด แต่มันไม่ชดเชยอะไรให้เลย ไล่เขาออกมาเฉยๆ พวกเราทั้งครอบครัวต้องพึ่งเจี้ยนกั๋วเลี้ยงดู ตอนนี้เขามือขาดแล้วจะทำยังไง? ยังมีลูกอีกสามคนต้องไปโรงเรียน พ่อ แม่ พวกท่านจะทิ้งพวกเราไม่ได้นะ!”
พูดจบเธอก็จะก้าวข้ามธรณีประตูบ้านเก่า เสี่ยวจ๋ายจ๋ายก็วิ่งออกมาจากด้านข้าง และเห่าใส่เธอเสียงดัง
เสี่ยวจ๋ายจ๋ายโตเร็วมาก ตอนนี้สูงถึงเข่าของจิ่งเยี่ยนกุยแล้ว มันเผยกลิ่นอายน่ากลัว พอกระโจนเข้ามาก็ทำให้หลิวชุนฮวาต้องถอยหลัง ไม่กล้าเข้าไป
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินที่หลิวชุนฮวาพูดก็เพิ่งนึกได้ว่า ชาติที่แล้วมือของจิ่งเจี้ยนกั๋วก็ขาด แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะเป็นปีหน้า แสดงว่าการเกิดใหม่ของเธอทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ
เธอมองไปที่จิ่งเจี้ยนกั๋ว ก็เห็นว่ามือขวาของเขาพันด้วยผ้าพันแผล นิ้วและฝ่ามือไม่มีแล้ว ถูกตัดตรงข้อมือ
สีหน้าของจิ่งเจี้ยนกั๋วดูไม่ดีเลยดูซีดเซียว ร่างกายที่สูงใหญ่บึกบึนของเขาตอนนี้กลับโค้งงอเล็กน้อย ไม่มีท่าทีดุดันเหมือนตอนที่ด่าจิ่งเยี่ยนกุยเมื่อช่วงปิดเทอม
ถึงแม้หยางหว่านซิ่วจะไม่พอใจจิ่งเจี้ยนกั๋ว แต่ก็เป็นลูกชายของเธอ เมื่อเห็นจิ่งเจี้ยนกั๋วเป็นแบบนี้ก็รู้สึกสงสาร จึงรีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น
หลิวชุนฮวาปาดน้ำตา “แม่ ให้เจี้ยนกั๋วเข้าไปนั่งข้างในก่อนเถอะค่ะ”
หยางหว่านซิ่วคิดเล็กน้อย ลูกชายบาดเจ็บขนาดนี้ เธอจะทิ้งเขาไปไม่ได้ จึงให้จิ่งเจี้ยนกั๋วกับหลิวชุนฮวาเข้ามา
เสี่ยวจ๋ายจ๋ายเห็นพวกเขาเข้ามาก็วิ่งเข้าไปจะกัด แต่ถูกจิ่งเยี่ยนกุยเรียกมันกลับมา มันทำท่าทางเหมือนน้อยใจ เอาแต่ส่งเสียงร้องใส่จิ่งเยี่ยนกุย ด้วยสติปัญญาของมัน คงไม่เข้าใจความรู้สึกที่ซับซ้อนของมนุษย์
เมื่อก่อนจิ่งเยี่ยนกุยใช้มีดขวางไม่ให้หลิวชุนฮวาเข้ามาในบ้านได้ แต่วันนี้เธอทำแบบนั้นไม่ได้ เธอจึงรั้งเสี่ยวจ๋ายจ๋ายไว้ ก่อนจะยกชามไก่ตุ๋นหมูสามชั้นชามใหญ่ในห้องโถงเข้าไปในครัว
หลิวชุนฮวาที่กำลังร้องไห้และเตรียมจะเอื้อมมือไปคว้าขาไก่ก็ "... "
จิ่งเยี่ยนกุยไม่สนใจหลิวชุนฮวาแม้แต่น้อย ใช้ข้ออ้างว่าเสี่ยวจ๋ายจ๋ายกำลังซนจึงพามันเข้าไปในครัวแล้วก็ปิดประตู เธอวิ่งเต้นมาทั้งวันจนรู้สึกหิว ตอนนี้ก็ไม่รอหยางหว่านซิ่ว จึงหยิบชามมาตักไก่ตุ๋นหมูสามชั้นใส่ชามอีกใบไปสองในสาม แล้วหาชามมาครอบไว้และเก็บไว้ในตู้
จิ่งเยี่ยนกุยตักข้าวมากินพร้อมกับเสี่ยวจ๋ายจ๋าย พลางฟังเสียงที่พูดคุยกันข้างนอก
มือของจิ่งเจี้ยนกั๋วขาด เพราะเขาดื่มเหล้าขณะที่ใช้เครื่องจักร เขาทำผิดกฎ ทางโรงงานจึงจ่ายแค่ค่ารักษาเล็กน้อยแล้วก็ไล่เขาออกจากโรงงาน
หลิวชุนฮวาเอาแต่ร้องห่มร้องไห้โวยวาย บอกว่าคงไร้หนทางใช้ชีวิตต่อไปแล้ว
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อารองจิ่งและอาสามจิ่งก็มาด้วย ทั้งสองคนโกรธมาก บอกว่าจะไปหาเถ้าแก่ที่ทางใต้เพื่อเอาเรื่อง
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าพวกเขาแค่พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้มีความกล้าที่จะไปจริงๆ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกรำคาญเรื่องที่จิ่งเจี้ยนกั๋วได้รับบาดเจ็บ เมื่อมือเขาขาด หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ก็คงจะไม่ทอดทิ้งเขา และเมื่อทิ้งไม่ได้ จิ่งเจี้ยนกั๋วก็จะต้องกลับมาเป็นภาระให้พ่อแม่เลี้ยงดูอีก
แล้วหยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้จะมีเงินอะไร? สุดท้ายก็ต้องมาขอเธอ
จิ่งเยี่ยนกุยคิดเรื่องนี้ในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคิดแผนการออกมาอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่หลิวชุนฮวาร้องไห้โวยวายอยู่นานก็พูดว่า “แม่ วันนี้มันดึกแล้ว หนูใจไม่ดี เลยไม่อยากทำกับข้าว ที่บ้านแม่ก็ทำอาหารไว้แล้ว ขอหนูกินที่บ้านแม่หน่อยได้ไหม?”
หยางหว่านซิ่วรู้ว่าหลิวชุนฮวาคิดอะไรอยู่ จึงหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “มือของเจี้ยนกั๋วขาด ไม่ใช่มือของแก แต่ละปีแกเอาข้าวเปลือกมาให้คนละสามร้อยจิน มันไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของพวกแกหรอก ไม่มีข้าวให้แกกิน กลับไปทำกินที่บ้านตัวเองซะ!”
พูดจบ อาสามจิ่งที่คิดจะกินข้าวฟรีก็รีบกลับไป เพราะเขาเคยพูดจาไม่ดีไว้ต่อหน้าคนแก่ทั้งสอง
อารองจิ่งเห็นอาสามจิ่งกลับไป ก็เลยกลับไปด้วย
ถึงแม้ทั้งสองจะสงสารจิ่งเจี้ยนกั๋ว แต่พอได้ยินว่าจิ่งเจี้ยนกั๋วตั้งใจจะให้หยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้เลี้ยงดู พวกเขาก็ไม่ค่อยพอใจเพราะเงินของพ่อแม่ ต่อให้ต้องแบ่งก็ต้องแบ่งให้พี่น้องทั้งสามคน
แต่จิ่งเจี้ยนกั๋วเพิ่งมือขาด พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไร คิดจะกลับไปดูสถานการณ์ก่อน
สีหน้าของหลิวชุนฮวาไม่สู้ดี แล้วก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง “แม่ เจี้ยนกั๋วได้รับบาดเจ็บ ร่างกายก็อ่อนแอ ต้องบำรุงเยอะๆ แต่ที่บ้านไม่มีเงินเลยค่ะ!”
“ตามหลักแล้ว พวกเราที่เป็นชนรุ่นหลังไม่ควรคิดจะเอาเปรียบผู้อาวุโส แต่ถ้าพวกท่านไม่ดูแลพวกเรา พวกเราห้าคนในครอบครัวคงไม่มีทางรอดแล้วค่ะ!”
เธอยังคงเล็งไก่ตุ๋นกระเพาะหมูชามนั้น แล้วจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างต่อไป
แต่เดิมหยางหว่านซิ่วก็สงสารลูกชายอยู่แล้ว พอได้ยินหลิวชุนฮวาพูดเหมือนจะให้พวกเขาสองคนเลี้ยงดูครอบครัวจิ่งเจี้ยนกั๋ว ก็โมโหขึ้นมาทันที
เธอพยายามระงับอารมณ์ ถามจิ่งเจี้ยนกั๋วว่า “แกก็คิดจะให้พวกเราสองคนเลี้ยงพวกแกทั้งครอบครัวอย่างนั้นเหรอ?”
จิ่งเจี้ยนกั๋วฟังคำพูดของหลิวชุนฮวามาตลอด แต่หลังจากที่เขากลับมาหลิวชุนฮวาก็เอาแต่ด่าเขา แล้วก็พูดเรื่องที่ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยหาเงินได้มากมายแค่ไหน หยางหว่านซิ่วยังไปซื้อเนื้อจากร้านขายเนื้อในหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ ระหว่างที่เขามาก็คิดถึงแผนการนี้อยู่เหมือนกัน
เขาจึงพูดเบาๆ “แม่ หลังจากที่ผมมือขาดก็กลายเป็นคนพิการแล้ว ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อีก หลิวหยางยังเล็ก ส่วนเสี่ยวเยวี่ยกับชิวหงก็เรียนเก่ง ยังไงก็ต้องไปเรียนต่อมหาลัย เรื่องนี้พ่อกับแม่ต้องช่วยเราด้วยนะ”
หยางหว่านซิ่วพลันรู้สึกเศร้าใจจากในอก “แกหมายความว่าให้คนแก่เจ็ดสิบกว่าอย่างพวกเรามาเลี้ยงเมียอายุสี่สิบกว่าของแก แล้วก็ลูกๆ วัยรุ่นของแกงั้นเหรอ?”
จิ่งเจี้ยนกั๋วพยักหน้า หยางหว่านซิ่วก็ด่าทันที “แกเอาความกล้าจากไหนมาพูดแบบนี้! อย่าว่าแต่พวกเราแยกบ้านกันแล้วเลย ต่อให้ไม่แยกบ้านก็ไม่มีเหตุผลแบบนี้! เมื่อก่อนแกเลี้ยงเมียของแก เมียแกไม่ทำงานเราก็ไม่ว่าอะไร ตอนนี้แกไม่มีปัญญาเลี้ยงแล้ว ก็ให้หล่อนเลี้ยงแกสิ!”
“สรุปว่าเมียแกเป็นคนดีมีบุญต้องอยู่บ้านสบายๆ ส่วนฉันกับพ่อของแกคือทาสที่ต้องคอยรับใช้พวกแกอย่างนั้นเหรอ?”
“จิ่งเจี้ยนกั๋ว ฉันบอกแกไว้เลยนะ อย่าคิดจะมาเกาะฉันแค่เพราะฉันสงสารที่แกมือขาด เรื่องซวยๆ ของพวกแก ฉันจะไม่เข้าไปยุ่ง!”
หลิวชุนฮวาเริ่มร้องไห้ดังลั่นอยู่ในบ้านทันที “ตอนที่เจี้ยนกั๋วแต่งงานกับฉัน เขาสัญญาว่าฉันไม่ต้องทำงาน! พวกตระกูลจิ่งผิดคำพูด รังแกกันเกินไปแล้ว!”