ชีวิตในบ้านหลังหอคณิกาฮวาหงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายหยางเสียสามารถดูแลตัวเองได้ นางมีพี่เลี้ยงชื่อเสี่ยวชุนมาอยู่เป็เพื่อนก่อนจะเข้านอนในทุกคืนส่วนหยางเอ๋อร์จะกลับเข้าบ้านเมื่อยามโฉ่ว[1] ถึงตอนนั้นเด็กน้อยก็ได้นอนกอดผู้เป็แม่หลับอย่างเป็สุข
ชีวิตทุกวันช่างแสนสุขหยางเสียได้กินอิ่มนอนหลับ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าดีๆ สิ่งที่หยางเอ๋อร์ห้ามอย่างเดียวคือห้ามเข้าไปในส่วนของหอคณิกา เมื่อเดือนก่อนหญิงสาวได้พาหยางเสียไปเข้าเรียนยังสำนักศึกษาแห่งหนึ่งนางอยากให้ลูกมีความรู้อ่านออกเขียนได้ ตัวนางนั้นรู้หนังสือดีแต่ติดขัดเื่เวลาไม่ตรงกันส่วนใหญ่นั้นพอลูกตื่นก็ถึงเวลาที่นางหลับสนิท หยางเสียเป็เด็กรู้ความจึงไม่ทำตัวให้นางต้องลำบากนอกจากนี้ยังโชคดีที่มีเสี่ยวชุนคอยดูแลแทนนางอีกคน
ชีวิตในหอฮวาหงเป็สุขจริงแต่เมื่อห่างอกแม่ไปสู่โลกภายนอกแล้ว หยางเสียก็ได้เรียนรู้ถึงอีกด้านหนึ่งของจิตใจอันมืดบอดและคับแคบของมนุษย์ร่วมโลกซึ่งดูเหมือนว่ามันจะเลวร้ายกว่าตอนที่ยังเป็เด็กขอทานเร่ร่อนในตลาดเสียอีก
เื่นี้เริ่มต้นมาจากผู้ใหญ่บางคน
‘ท่านครูยอมให้เด็กจากหอนางโลมมาเรียนร่วมกับลูกของพวกข้าได้อย่างไร’
‘ท่านครูแน่ใจได้หรือว่าเด็กคนนี้จะไม่ชักจูงลูกหลานของข้าไปในทางที่เสื่อมเสีย’
‘แม่เป็นางคณิกา...โตขึ้นเด็กคนนี้ก็คงคุมสำนักนางโลมที่แม่มันทำงานอยู่นักเลงคุมสำนักจำเป็จะต้องมีความรู้ด้วยหรือไร’
คำพูดราวคมมีดกรีดลึกลงบนหัวใจดวงน้อย อยู่ในหอคณิกาแล้วอย่างไรยามนางอดอยาก ยามนางเ็ปปางตาย ก็ไม่เห็นว่าคนนอกหอคณิกาหน้าไหนจะยื่นมาช่วยเหลือคิดดังนั้นหยางเสียจึงย้อนกลับไป
‘พวกท่านเป็หมอดูรู้อนาคตหรือ ถึงเดาได้ว่าโตขึ้นข้าจะเป็ได้แค่นักเลงคุมหอฮวาหงลูกท่านป้าจะชั่วจะเลว แล้วข้าเกี่ยวอะไรด้วย ถ้าจะว่าข้าชักจูงพวกนั้นได้ ก็ต้องโทษพวกเขาด้วยที่โง่ให้ข้าจูงจมูกเอง’
เถียงไปแล้วผู้ใหญ่พวกนั้นก็สวนกลับ มาจากนรกแท้! และอีกสารพัดคำหยาบคายพรั่งพรูที่ฟังแล้วแสนจะเสียดแทงใจ คำต่อว่าต่อขานลามไปถึงท่านครูที่เริ่มทำหน้ากระอักกระอ่วนใจเื่เลยเถิดไปถึงหยางเอ๋อร์ในที่สุด หญิงสาวถูกท่านครูเรียกมาพบและจำต้องจ่ายเงินค่าเล่าเรียนให้ท่านครูเพิ่มอีกกระบุงโกยหยางเสียจึงได้เรียนรู้อีกหนึ่งเื่...ผู้ใหญ่บางคนนั้นเห็นแก่เงิน และมารดาจะไม่เดือดร้อนถ้านางรู้จักสงบปากสงบคำ
จากที่เคยรับมือกับบรรดาผู้ใหญ่ หยางเสียต้องหันมารับมือกับพวกเพื่อนร่วมชั้นแทนผู้ใหญ่เ่าั้สอนลูกของพวกนางว่าควรจัดการกับเด็กที่แปลกแยกอย่างไร
ถ้าเด็กถูกเพื่อนแกล้งบ่อยเข้าก็คงไม่อยากมาเรียน
แต่ดูเหมือนวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผลกับคนอย่างหยางเสีย
ใน่แรกนั้นเด็กหญิงในคราบเด็กชายกลับบ้านพร้อมแผลฟกช้ำเล็กน้อยหากการต่อสู้เป็แบบหนึ่งต่อหนึ่งกับคนที่ขนาดตัวเสมอกันนั้น หยางเสียสู้ได้ นางตัวสูงเมื่อเทียบกับเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ถ้าเทียบกับเด็กผู้ชายแล้ว นางรู้ตัวว่าตกเป็รองในเื่ความบอบบางของรูปร่าง
“เ้าเป็อะไร!” มารดาถามด้วยความใก่อนจะรีบหาหยูกยามาทาให้วุ่นเมื่อหยางเสียกลับจากสำนักศึกษาพร้อมรอยจ้ำตามแขนขา
“หกล้มขอรับ” ขืนบอกความจริง ผู้มีพระคุณคงได้ร้อนใจอีก
หากแต่รอยเก่ายังไม่ทันหายรอยใหม่ก็ผุดติดตัวกลับมาทุกวัน การหลบหน้ามารดาและสวมใส่เสื้อผ้าตัวโคร่งพอจะปิดบังได้ แต่ก็ปิดได้ไม่นานนัก
“อ้าว...รอยอะไรอีกล่ะนั่น!”
“ข้าตกต้นไม้...และพวกเพื่อนก็มักจะเล่นแรงไปหน่อยตามประสาเด็กผู้ชายน่ะขอรับ” หยางเสียให้เหตุผลฟังดูเข้าท่าที่สุด
แต่ไหนเลยสิ่งที่เกิดกับเด็กน้อยจะสามารถเล็ดลอดผ่านสายตาของคนอาบน้ำร้อนมาก่อนได้โดยเฉพาะกับคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็แม่ด้วยแล้ว
หยางเอ๋อร์ตัดสินใจไปซุ่มดูแถวสำนักศึกษาเวลาเลิกเรียนแล้วนางก็ได้เข้าใจเื่ราวทั้งหมด
“ไอ้ลูกนางโลม ไอ้ลูกเต่าตะพาบเหม็นเน่าพวกข้าเกลียดขี้หน้าเ้านัก”
หยางเอ๋อร์เห็นเด็กผู้ชายตัวผอมสูงตรงเข้าผลักไหล่ของหยางเสียนางเกือบจะถลันออกไปอยู่แล้ว แต่ลูกสาวนั้นว่องไวพอตัว หยางเสียผลักเด็กชายกลับออกไปจนฝ่ายนั้นถึงกับเซ
“ข้าก็เหม็นขี้หน้าเ้าเหมือนกันนั่นแหละคนอะไรแห้งเหมือนไม้คานหาบถังอาจม” ลูกสาวนางตอบโต้
“เ้ามันลูกนังคณิกาขายตัวไม่มีศักดิ์ศรี” คนถูกผลักไม่ลดละที่จะทำให้คนที่เขารังแกรู้สึกเ็ป
หยางเอ๋อร์เจ็บข้างในอก เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมสามารถเอ่ยวาจาทำร้ายอีกฝ่ายได้เจ็บขนาดนี้เชียวหรือ ที่ว่าสำนักศึกษาสร้างบัณฑิตนั้นคงไม่จริงเสมอไปกระมัง
“ไอ้ลูกเต่า! เป็นางโลมแล้วอย่างไร หนักส่วนไหนของเ้าถ้าหนักนักข้าจะจัดการให้มันเบาเอง” กำปั้นไวเท่าคำด่าหยางเสียออกหมัดสวนไปจนคนปากไม่ดีหน้าหงาย ก่อนล้มลงก้นจ้ำเบ้าคนหาเื่ก่อนร้องไห้จ้า เืสดๆ ไหลซึมจากมุมปาก
หยางเสียได้รู้วันนี้ว่าหมัดตัวเองก็หนักเอาการเด็กหญิงตั้งท่าเตรียมพร้อมรับการถูกรุมเพราะนอกจากเ้าแห้งที่กำลังร้องไห้ราวเด็กสามขวบอยู่ที่พื้นยังมีลูกน้องของมันอีกสองคนกำลังยืนตะลึงอ้าปากหวออยู่ ทุกวันที่นางมีรอยฟกช้ำดำเขียวกลับบ้านก็เพราะโดนพวกนี้เล่นทีเผลอนั่นเองบางครั้งก็เข้ามาทีละสอง แบบหมาหมู่รุมสามก็เคยโดนมาแล้วมีบางครั้งที่หยางเสียเห็นเพื่อนหลายคนอยากจะยื่นมือเข้าช่วย แต่ดูเหมือนทุกคนทำได้แค่อยากไม่มีใครอยากเดือดร้อนเพราะบิดาของเฉิงซีกังเป็เ้าของโรงรับจำนำรายใหญ่ แถมยังมีสายสัมพันธ์แแ่กับท่านเ้าเมืองอีกหลีกเลี่ยงการมีเื่กับลูกคนใหญ่คนโตเป็ข้อควรปฏิบัติเบื้องต้นของการเรียนที่สำนักศึกษาแห่งนี้เพราะค่าเล่าเรียนนั้นไม่ใช่น้อย
แต่คนที่รู้ดีว่ามารดาต้องจ่ายมากเป็สองเท่าก็หลบเื่เหล่านี้ไม่เคยพ้น ถ้าพวกมันรังแกแค่นาง นางก็ทนได้ แต่ถ้าเมื่อไรลามถึงแม่ผู้มีพระคุณแล้วอย่าหวังว่าเด็กหญิงจะก้มหัวให้
นางก่อเื่ใหญ่ขนาดนี้แล้ว จะมีหน้ากลับไปพบแม่ได้อย่างไร...
ขณะเด็กหญิงก้มหน้ากำลังคิดไม่ตก หยางเอ๋อร์รีบวิ่งเข้าขวางก่อนลูกสาวนางจะโดนรุมรังแกเสียงร้องไห้ของเด็กชายเรียกความสนใจจากท่านครูใหญ่และครูคนอื่นๆ
“เอาอีกแล้วนะหยางเสีย!” ท่านครูใหญ่ร้องเสียงเข้มพลางมองมายังนางคณิกาเลื่องชื่อ เช่นเดียวกับสายตานับสิบคู่ในบริเวณนั้น มันเป็สายตาหยามหยันที่บีบหัวในสองแม่ลูกยิ่งนัก
“ข้อขอโทษแทนลูกชายเ้าค่ะท่านครูส่วนเื่คุณชายเฉิง ข้าจะไปตกลงค่าเสียหายกับทางบ้านของคุณชายเอง” หยางเอ๋อร์โค้งคำนับต่อชายสูงวัย
แล้วหยางเอ๋อร์ก็พาหยางเสียกลับบ้านตลอดทางเด็กหญิงไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถามมารดาว่ามาได้อย่างไร แต่เห็นอาการเงียบของผู้เป็แม่แล้วหยางเสียก็นึกหวั่นใจว่านางคงจะโกรธมากเพราะตัวเองสร้างเื่เดือนร้อนไม่หยุดหย่อน
หยางเสียพยายามแข็งใจไม่ให้ร้องไห้ออกมาก่อนจะถึงบ้านไม่แน่วันนี้ที่นอนของอดีตเด็กไร้บ้านอาจเป็ตรอกข้างหอฮวาหงก็เป็ได้ เด็กหญิงข่มความรู้สึกเสียใจและไม่โทษใครเื่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะนางทำตัวเอง อย่างน้อยก็นับว่ายังโชคดีกว่าเด็กเร่ร่อนทั่วไปมากนักที่ได้มีโอกาสมีแม่และชีวิตที่ดี แม้มันเป็่เวลาสั้นๆ ก็ตาม
“ไหนดูซิ เจ็บตรงไหนบ้าง” หยางเอ๋อร์ถามหยางเสียทันทีที่อยู่กันเป็การส่วนตัวน้ำตาเด็กน้อยร่วงเผาะที่มารดาไม่ตำหนิสักคำ กลับมีแต่ความห่วงใยมอบให้
“ข้าขอโทษ...ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว” น้ำตาที่พยายามกลั้นไหลราวทำนบแตกหยางเอ๋อร์ดึงตัวลูกสาวเข้ามากอดมือลูบแผ่นหลังที่สั่นระริกพลางปลอบโยน
“เสี่ยวเสียของแม่ไม่ผิดเสียหน่อยแม่ดีใจมากรู้ไหมที่เ้าปกป้องแม่” หยางเอ๋อร์ใช้สองมือประคองข้างแก้มที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตาของลูกสาว“แต่แม่ไม่อยากให้เ้าชกต่อยกับคนอื่นอีก เ้าเจ็บที่ตัว แต่แม่เจ็บที่ใจเพราะแม่ปกป้องเ้าไม่ได้เลย” หญิงสาวยิ้มอ่อนโยนยิ่งพร้อมกับดึงตัวลูกสาวเข้ามากอดอีกครั้ง“ลูกรักของแม่คนดีอย่าได้ร้องไห้”
นางเฝ้าปลอบประโลมเด็กน้อยในอ้อมกอดพร้อมกล่าวขอบคุณ์ที่ดลใจให้หยางเสียยอมอยู่เป็ลูกของนาง
[1] ๐๑.๐๐ – ๐๓.๐๐ น.