ตอนที่ 94 ได้ลืมตาอ้าปากเสียที
หานชีเยวี่ยได้ยินเสียงเคาะประตู เธอจึงเงยหน้าขึ้นมอง ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นจัวจื้ออี้ ยุวชนหนุ่มที่เพิ่งเข้าเมืองไปพร้อมกับพวกเธอวันนี้นี่เอง ด้านหลังของจัวจื้ออี้ยังมียุวชนอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือเผิงเจิ้นเฉิง
วันนี้จัวจื้ออี้ได้ยินความนัยจากคำพูดของหานชีเยวี่ย ทั้งยังรู้ว่าฉู่เจี้ยนกั๋วจะมาอ่านหนังสือที่บ้านสกุลหานเป็นประจำ พอทานข้าวเย็นเสร็จ เขาก็รีบมาที่นี่ทันที ส่วนเผิงเจิ้นเฉิงนั้นบังเอิญเจอจัวจื้ออี้เข้า จึงตามมาด้วยอย่างฝืนๆ
เมื่อผู้นำชุมชนเห็นจัวจื้ออี้ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องที่ห่าวหลิงอวิ๋นก่อความวุ่นวายไว้ในวันนี้ สีหน้าจึงไม่สู้ดีนัก ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกว่ายุวชนเหล่านี้จะน่ารำคาญถึงเพียงนี้ ทำไมวันนี้มองแล้วถึงรู้สึกขวางหูขวางตาไปหมดก็ไม่รู้นะ?
เมื่อเห็นสีหน้าของผู้นำชุมชนเปลี่ยนไป จัวจื้ออี้ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย เขารู้ว่าผู้นำชุมชนกำลังพาลโกรธเคืองเขาไปด้วย แต่จะทำอย่างไรได้เล่า? การที่ผู้นำชุมชนโกรธเคืองก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว สุดท้ายก็เป็นความผิดของห่าวหลิงอวิ๋นอยู่ดีมิใช่หรือ หากเป็นชุมชนอื่นคงส่งตัวเธอกลับไป หรือไม่ก็ต้องเรียกประชุมที่ลานตากข้าวแล้ว
พูดถึงห่าวหลิงอวิ๋น ก่อนหน้านี้เขาก็แค่รู้สึกว่าเธอเป็นคนจุกจิกเล็กน้อย ทำไมตอนนี้หล่อนถึงดูเหมือนคนโง่เขลาเบาปัญญาไม่รู้สึกรู้สาอะไรขนาดนี้
“ผู้นำชุมชน คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ?” จัวจื้ออี้เดินเข้าไปทักทาย พร้อมกับกล่าวขอโทษผู้นำชุมชนอีกสองสามคำ
ง้างมือไม่ตบผู้ยิ้มตอบ ในเมื่อจั๋วจืออี้รู้สึกผิดแล้ว ผู้นำชุมชนเองก็ไม่อาจจะทำหน้าบึ้งตึงต่อไปได้ สุดท้ายก็เป็นความผิดของห่าวหลิงอวิ๋นไม่ใช่หรือ ไม่ใช่ยุวชนทุกคนที่ไม่ดีเสียหน่อย หานชีเยวี่ยพอจะเดาออกจากบทสนทนาของคนทั้งสองว่าผู้นำชุมชนคงมีเรื่องไม่ลงรอยกับยุวชนในวันนี้ แต่เรื่องนี้ก็ไม่แปลก ด้วยนิสัยแบบนั้นของห่าวหลิงอวิ๋น หากไม่มีเรื่องขัดแย้งกันสิถึงจะเรียกว่าแปลก ประเดี๋ยวเธอต้องเล่าเรื่องนี้ให้ป้าฟังเสียหน่อย
หานชีเยวี่ยค่อนข้างเข้าใจหยางชุนจือผู้เป็นป้าของเธอดี เธอจะไม่เข้าใจได้อย่างไร ป้าคิดอยากได้ลูกสะใภ้และอุ้มหลานชายมาโดยตลอด ตอนนี้พี่ใหญ่ต้องตั้งใจเรียน คงยังไม่แต่งงานในเร็วๆ นี้ เป้าหมายของป้าหยางจึงกลายเป็นพี่สามที่ได้งานทำแล้วอย่างแน่นอน
หากป้าถูกใจห่าวหลิงอวิ๋นขึ้นมา เรื่องคงจะยุ่งยากแล้ว
ห่าวหลิงอวิ๋นหน้าตาสะสวย แม้ว่าท่าทางอ่อนแอขี้โรคของเธออาจจะไม่ถูกใจใครนัก แต่ป้าใหญ่จะต้านความปรารถนาอยากได้หลานไหวหรือ เช่นนั้นก็พูดได้ไม่เต็มปากแล้ว
“สหายจัว ทำไมถึงมีเวลามาหาได้เล่า? ” หลังจากที่หานเซี่ยงหยางเห็นจัวจื้ออี้เข้า เขาก็วางหนังสือลงและเดินเข้ามาทักทาย
“พี่เซี่ยงหยาง ผมไม่มีธุระอะไรหรอกครับ แค่ทานข้าวเย็นเสร็จแล้วไม่มีอะไรทำ เลยมาเดินเล่นครับ”
ถึงแม้จัวจื้ออี้จะพูดแบบนั้น ทว่าสายตากลับเอาแต่จับจ้องไปที่คนกลุ่มหนึ่งที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แม้ว่าในลานบ้านจะมีคนอยู่มากมาย แต่ละคนที่กำลังเรียนหนังสือต่างก็ตั้งใจกันเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่แม้แต่จะเหลือบมามองทางนี้เลย ส่วนหานเซี่ยงหยาง ที่ออกมาคุยกับเขาก็เพราะจำเป็นสินะ
หานเซี่ยงหยางมองออกว่าจัวจื้ออี้คิดอะไรอยู่ เขาจึงยิ้มพร้อมพูดว่า “สหายจัว อยากจะมาเรียนพร้อมกับพวกเราหรือเปล่า? ”
จัวจื้ออี้กับคนในครอบครัวสกุลหานไม่ได้สนิทสนมกันมากมาย รู้จักกันเพียงผิวเผินเท่านั้น แม้ในใจจะคิดไว้มากมาย แต่พอมายืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ กลับไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากพูดอย่างไร ไม่คิดว่าหานเซี่ยงหยางจะพูดขึ้นมาก่อน จัวจื้ออี้จึงรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
“ได้เหรอครับ? ”
“ไม่ใช่ว่าไม่ได้ เพียงแต่ที่บ้านเราค่อนข้างเล็ก คนเยอะเกินไปก็คงจะนั่งไม่พอ”
หานชีเยวี่ยขมวดคิ้ว โต๊ะไม้ใหญ่ที่บ้านเพียงพอสำหรับทานข้าว แต่สำหรับการอ่านหนังสือเรียน ตอนนี้ก็ดูเหมือนจะพอได้อยู่ แต่ถ้าคนเยอะกว่านี้ก็คงจะรับไม่ไหวแล้ว เธอจึงมองไปที่ผู้นำชุมชนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
ผู้นำชุมชนกำลังคิดว่า ทำไมช่วงนี้คนถึงได้สนใจเรียนหนังสือกันนัก?
หลายปีมานี้ แทบจะไม่เคยมีบรรยากาศที่มีใจรักในการเรียนรู้แบบนี้มาก่อนเลย แม้กระทั่งในโรงเรียนก็ยังน้อยจนเกือบจะต้องปิดตัวลง แต่เขาดูแล้ว การตั้งใจเรียนก็เป็นเรื่องที่ไม่เลว หากคนหนุ่มสาวในชุมชนตั้งใจเรียนมากขึ้น ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน ดูอย่างชีเยวี่ยสิ นี่ไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีหรอกหรือ?
ทันใดนั้นผู้นำชุมชนก็เกิดความคิดขึ้นมา “หรือไม่อย่างนั้น เราจัดตั้งชั้นเรียนขึ้นมาเป็นอย่างไร?” คำพูดของผู้นำชุมชนตรงกับความคิดของหานชีเยวี่ยพอดี
“ผู้นำชุมชน ความคิดของคุณเยี่ยมมาก สมกับเป็นผู้นำชุมชนจริงๆ ค่ะ”
หานชีเยวี่ยรีบประจบประแจงทันที มีคำกล่าวที่ว่า ท่ามกลางร้อยพันคำพูด ย่อมไม่มีคำพูดใดจะดีไปกว่าคำยกยอ! ผู้นำชุมชนรู้สึกพึงพอใจเหลือเกิน ไอ๊หยา หานชีเยวี่ย เด็กคนนี้นี่ช่างพูดช่างจา ปากหวานเสียนี่กระไร
“เช่นนั้นเราก็จัดตั้งชั้นเรียนที่ห้องเรียนของโรงเรียนประถม พอทานข้าวเย็นเสร็จ ใครยินดีเรียนก็ไปเรียนที่ห้องเรียนได้” ผู้นำชุมชนไม่ได้คิดอะไรมาก จึงตัดสินใจเรื่องนี้ทันที
“ผู้นำชุมชนคะ เรื่องชั้นเรียนนี้ คุณต้องรายงานต่อเบื้องบน เพราะอย่างไรเสีย คงไม่สามารถจัดตั้งชั้นเรียนขึ้นมาลอยๆ ได้ ไม่งั้นเราให้เหตุผลว่า ให้ทุกคนมาเรียนรู้จิตวิญญาณความตั้งใจของชุมชนจากหนังสือพิมพ์ทุกคืนดีไหมคะ?”
หานชีเยวี่ยกังวลว่าการจัดตั้งชั้นเรียนแบบนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหา จึงรีบหาเหตุผลที่ดีมาสนับสนุน
แค่บอกว่าจะเรียนรู้จิตวิญญาณความตั้งใจขององค์กร แค่นี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ว่าจะเอาไปพูดที่ไหนก็มีเหตุผลรองรับได้ เมื่อผู้นำชุมชนได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้าทันที “สมกับคนที่กำลังจะเป็นเจ้าหน้าที่ของสหคามจริงๆ ความตระหนักรู้ช่างแตกต่าง!”
เมื่อได้ยินคำชมของผู้นำชุมชน ทั้งจัวจื้ออี้และเผิงเจิ้นเฉิงต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา เผิงเจิ้นเฉิงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ส่วนจัวจื้ออี้ประหลาดใจที่วันนี้เพิ่งมีคนพูดว่างานของหานชีเยวี่ยถูกยกเลิกไปแล้วไม่ใช่หรือ?
ทำไมตอนนี้ผู้นำชุมชนถึงได้พูดว่าเธอกำลังจะเป็นเจ้าหน้าที่ของสหคามอีกเล่า?
“ผู้นำชุมชน สหายหานชีเยวี่ย…” ท้ายที่สุดจัวจื้ออี้ก็ถามออกมา
“วันนี้ไม่ใช่ว่าฉันพาสหายหานชีเยวี่ยไปรายงานตัวหรอกหรือ ตอนนี้เธอเป็นเจ้าหน้าที่ของสหคามแล้ว ช่วงนี้จะรับผิดชอบงานประสานงานระหว่างชุมชนเรา ชุมชนอื่นๆ และโรงงานทอฝ้าย”
ผู้นำชุมชนนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เรื่องของครอบครัวสกุลหานยังไม่ได้แพร่กระจายออกไป ถ้าข่าวแพร่ออกไปแล้ว ตอนนี้ลานบ้านครอบครัวสกุลหานคงแน่นขนัดเต็มไปด้วยผู้คนไม่น้อย จัวจื้ออี้ยมองหานชีเยวี่ย แล้วนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าห่าวหลิงอวิ๋นช่างโง่เขลาจริงๆ
หานชีเยวี่ยได้เข้าทำงานแล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผู้นำชุมชนมีท่าทีเช่นนั้นต่อเธอ
เพราะอย่างไรเสีย หานชีเยวี่ยก็เป็นคนของชุมชน แถมยังรับผิดชอบงานของชุมชนโดยเฉพาะ ผู้นำชุมชนจะไม่ดูแลเธอให้ดีได้อย่างไร? ช่างเถอะ เรื่องนี้ก็อย่าไปคิดมากเลย ต่อไปก็อยู่ห่างๆ ห่าวหลิงอวิ๋นก็พอแล้วจะได้ไม่ต้องโดนเธอลากไปซวยด้วยอีก
ผู้นำชุมชนกล่าวแสดงความยินดีกับครอบครัวสกุลหานอีกครั้ง และยังบอกว่าต่อไป ในชุมชนถวนเจี๋ยนี้ ครอบครัวสกุลหานจะเป็นหนึ่งในแกนนำหลักแล้ว มองดูผู้นำชุมชนผู้แสนสัตย์ซื่อและเรียบง่าย มาตอนนี้กลับพูดจาไพเราะเอาใจได้เป็นชุดๆ
หานชีเยวี่ยฟังจนเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว เธออยากจะถามจริงๆ ว่าผู้นำชุมชนชมเชยจริงๆ ไหมนะ? ส่วนย่าเฒ่าหานก็ยิ้มจนเห็นฟันขาวไม่เห็นลูกตาแล้ว ไม่แปลกใจที่คนโบราณมักพูดว่า สามสิบปีดูพ่อเลี้ยงลูก สามสิบปีดูลูกเลี้ยงพ่อ ลูกๆ ของบ้านเราโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว เด็กๆ ต่างก็มีความสามารถ ฐานะของครอบครัวสกุลหานในชุมชนก็จะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ แน่
ในที่สุดครอบครัวหานลืมตาอ้าปากได้เสียที!
ย่าเฒ่าหานนึกถึงวันคืนที่แสนยากลำบาก ต้องอดทนต่อสู้มานานหลายปี ก็ให้รู้สึกแสบตานัก รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลง น้ำตาเกือบจะไหลออกมารอมร่อ