
สูรย์ยังไม่กลับจากฟาร์มหอยมุกฝากนายเกลี้ยงแวะมาบอกว่าจะกลับตอนค่ำ ส่วนปีวราก็ขลุกอยู่ในห้องโดยบอกกับมารดาว่าปวดศีรษะ อยากจะพักผ่อน และนายหัวก็ไม่กลับมาร่วมวงอาหารเหมือนทุกวันดังนั้นอาหารมื้อเย็นของวันนี้ จึงมีนางปราณีนั่งประจันหน้ากับคุณนายใหญ่ตามลำพัง
“ตาสูรย์ไปไหน”
คุณนายใหญ่ถามหาแต่บุตรชายเพราะรู้ว่าถามถึงสามีตนเองไปก็เปล่าประโยชน์ คงได้คำตอบเหมือนทุกเมื่อเชื่อวัน
“คุณสูรย์ให้นายเกลี้ยงมาบอกว่าวันนี้จะกลับค่ำค่ะไม่ต้องทำอาหารเย็นเผื่อ ส่วนนายหัว...ไม่ได้โทร.มาบอกค่ะ ว่าจะกลับมาตอนกี่โมง”
นางปราณีรายงานด้วยเสียงเรียบเรื่อยมีความยำเกรงต่อสตรีอีกคนที่มีอายุอานามมากว่าและมีอำนาจทั้งในและนอกบ้านเหนือกว่า
“แล้วลูกสาวเธอล่ะแม่ปราณี...วันนี้คิดจะแผลงฤทธิ์อะไรอีกถึงยังไม่ลงมากินข้าวเอาป่านนี้...เธอจะขึ้นไปตามเอง หรือว่าจะให้แม่นวลไปตามให้”
คุณนายใหญ่กำลังจะหันไปเรียกใช้เด็กหญิงที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างประตูนางปราณีก็ขัดขึ้นเสียก่อนว่า “ยายปีไม่ค่อยสบายค่ะคุณพี่ก็เลยไม่ได้ลงมากินมื้อเย็น แต่เดี๋ยวฉันว่าจะทำข้าวต้มขึ้นไปให้ลูกรอคุณพี่ทานข้าวเสร็จเรียบร้อยก่อน”
คุณนายของบ้านส่งเสียง ‘ฮึ’อยู่ในลำคอ ก่อนจะบ่นอย่างเคยปาก “ทั้งผัวทั้งลูกไม่มีใครคิดจะอยู่ติดบ้านติดช่องสักคน ให้มันได้อย่างนี้สิ”
ผู้พูดกำลังจะเรียกหาป้าสุดใจให้ตักข้าวเมื่อมองไม่เห็นตัว ก็เลยส่งเสียงหาเด็กหญิงแทน “นี่ป้าเราไปไหนกันได้เวลากินข้าวเย็นของฉันแล้ว ทำไมไม่รับใช้”
น้ำนวลตอบอ้อมแอ้มขณะที่หันไปทางประตูบ้าน “คือ...ว่า...มีแขกมาหาค่ะคุณนาย ป้าก็เลยออกไปต้อนรับ...นั่นไงคะ มาพอดี”
สิ้นคำเด็กสาวป้าสุดใจก็เดินนำหน้า ทั้งหอบหิ้วและลากกระเป๋าร่วมสิบใบพะรุงพะรังเข้ามาเดินหน้าเป็มัน พอเห็นหลานสาวก็ร้องเรียก “ยายนวลมาช่วยป้ายกกระเป๋าของคุณๆหน่อยสิป้าหนักจะแย่อยู่แล้ว”
เด็กสาวจึงยอบตัวผ่านกรอบประตูห้องรับประทานอาหารกุลีกุจอไปแบ่งสัมภาระจากป้าสุดใจ ยกเข้ามาวางไว้ตรงบริเวณโถงรับแขกด้านหน้า
คุณนายสาวิตรีเห็นว่ามีแขกมาขัดจังหวะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ว่าเป็ใคร ก็แสดงสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อยถอยเก้าอี้เกือบแรง แล้วก็ปรับสีหน้าจากที่บึ้งตึง เตรียมจะปั้นยิ้มเมื่อเดินผ่านกรอบประตูที่เชื่อมไปยังห้องรับแขก
แต่เมื่อแขกผู้นั้นเดินมาถึงประตูด้านนอกยืนอยู่ใต้โคมไฟที่กระจ่างแสง โดยมีฉากหลังนอกประตูเป็ท้องฟ้ายามโพล้เพล้ท่านก็แทบจะยืนผงะหงาย ด้วยไม่คิดว่าจะเจอหน้าค่าตาน้องสะใภ้ผู้นี้
แล้วเย็นวันนั้นสุธาสินีก็มาเยือนตามที่ตกลงกับนายหัวเอาไว้
“นี่เธอมาทำไมเอาตอนค่ำมืดแบบนี้ล่ะแม่สุแล้วนึกยังไงถึงได้ขนกระเป๋าเสื้อผ้ามาตั้งหลายใบทำยังกับว่าจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นี่สักเดือนสองเดือน”
ท่านพูดออกไปอย่างใจด้วยคิดว่าเมื่อสมภพผู้เป็น้องชาย ฆ่าตัวตายไปเมื่อครึ่งปีก่อนเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ท่านก็แทบไม่อยากจะนับญาติกับน้องสะใภ้ผู้นี้ เพราะเกรงว่าตนเองจะต้องเข้าไปพัวพันกับหนี้สินทั้งหมดที่ไม่อาจจะหาทางชดใช้ได้ ดังนั้นคุณนายใหญ่จึงแยกตัวไม่เคยติดต่อกลับไปหาน้องสะใภ้ผู้นี้อีกเลยนับั้แ่จัดการงานศพของน้องชายเรียบร้อย
จะว่าท่านเห็นแก่ตัว ใจจืดใจดำท่านก็ยอมล่ะ เพราะแต่แรกท่านก็ออกตัวชัดเจน ว่าไม่อยากเกี่ยวข้องกับสมภพเท่าไหร่นักเมื่อครั้งที่รายนั้นยังมีชีวิตอยู่ ท่านเองก็ไม่เคยเห็นหัวน้องชายจนแทบจะลืมไปแล้วว่าเคยคลานตามกันมาจากท้องพ่อท้องแม่เดียวกัน
ต่างคนต่างแต่งงานสร้างหลักปักฐานกับครอบครัวของตัวเอง ก็เลยแยกย้ายกันไปตามครรลอง มาพบปะกันบ้างก็เมื่อคุณนายใหญ่มีกิจธุระไปกรุงเทพฯ
แล้วมา่หลังก่อนที่เื่หนี้สินน้องชายจะปูด ท่านเกิดมีปากเสียงกับฝ่ายนั้นเพราะสมภพเข้ามาหยิบยืมเงินเป็ล้าน แล้วก็ทำเงียบเฉย...หายตัวไปไร้วี่แววท่านก็เลยขัดเคืองใจมานับแต่นั้น ดังนั้นเมื่อสมภพชิงไปปรโลกก่อนวัยอันควร ท่านจึงยกหนี้ติดค้างกันไปเสียเพื่อจะได้ไม่ต้องตามไปจองเวรกันในภพภูมิหน้า
แต่ไม่วายสุธาสินีผู้ยังมีชีวิตอยู่กับลูก ก็เข้ามาขอหยิบยืมเงิน ท่านเห็นแก่หลานชายหรอกถึงยอมให้เงินก้อนไปอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่หวังจะได้คืนด้วยซ้ำแต่อย่างว่าล่ะ...คนเราเมื่อจนตรอก และได้เงินมาโดยง่าย มีครั้งที่หนึ่งก็พลอยมีครั้งที่สองที่สามตามมา ท่านเห็นทีจะเป็เื่ยุ่งยากกลัวว่าจะต้องรับผิดชอบสุธาสินีไปตลอดชีวิต ท่านจึงตัดขาด ไม่อยากกลับไปติดต่อให้เสียเงินเสียทองเพิ่ม
เมื่อสามีถามไถ่ถึงน้องสะใภ้คุณนายใหญ่ก็ตัดบทเสียทุกครั้งไป จนตอนหลังไม่เห็นว่าสามีจะถามถึงก็เบาใจโดยไม่รู้เลยว่าที่สามีไม่ถามเอากับท่านเป็เพราะสามีลักลอบติดต่อกับฝ่ายนั้นด้วยตนเองเสียแล้ว
“คุณพี่ขา...ที่สุขนของมาวันนี้สุไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาขออาศัยคุณพี่แค่เดือนหรือสองเดือนหรอกนะคะแต่ว่าสุจะมาขออาศัยอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยต่างหาก”
คุณนายใหญ่ยกมือทาบอกเสียงอุทานกลืนหายไปกับลำคอ ด้วยคาดไม่ถึงว่าจะถูกน้องสะใภ้ออกปากเช่นนี้ดังนั้นจึงรีบออกตัวเสียงแข็งอย่างชัดเจน
“เธอจะมาอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ยังไงล่ะแม่สุในเมื่อฉันเคยบอกเธอแล้วไง ว่าเงินก้อนนั้น ฉันจะให้เธอไว้ไปทำมาหากินเป็ก้อนสุดท้ายแล้วก่อนหน้านั้น ฉันก็ให้เธอไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่รวมถึงที่ผัวเธอโกงเงินฉันไปหน้าด้านๆนั่นด้วย”
คุณนายใหญ่ของขึ้น...เมื่อแตะต้องเื่ในอดีตนิดเดียวแต่สุธาสินีซึ่งเตรียมตัวมาอย่างดี รู้จักใช้วาทะในการพูด จึงก้าวมาถึงตัวอีกฝ่ายแล้วตรงเข้าเกาะแขนออดอ้อน ขอความเห็นใจ
“โธ่! คุณพี่จะใจร้ายใจดำกับสุกับหลานได้ลงคออย่างนั้นหรือคะในเมื่อคุณพี่ก็รู้ว่าตอนนี้สุเองก็ย่ำแย่ขนาดไหน จะกินจะอยู่ก็เป็เื่ลำบากลำพังเงินแค่ไม่กี่แสน สุตั้งตัวไม่ได้หรอกค่ะ...คุณพี่ก็รู้เ้าหนี้ของพี่ภพมีตั้งไม่รู้กี่เ้า ขายสมบัติที่มีทั้งหมด แล้วก็ยังใช้หนี้ไม่หมดส่วนทางธนาคารก็ขอประนอมหนี้ได้แค่ส่วนเดียวเท่านั้น เห็นไหมคะว่าสุเองก็หัวหมุนตัวเป็เกลียว ไม่ได้อยู่สุขสบายเลยสักนิดลำพังตัวสุคนเดียวก็ไม่เท่าไหร่ แต่ตาไป๋สิคะ กำลังกินกำลังโตนี่ก็เพิ่งเข้ามอปลาย ค่าใช้จ่ายมันก็สูง สุไม่ไหวจริงๆค่ะถึงได้ต้องมาพึ่งใบบุญคุณพี่ ยังไงก็เห็นใจตาไป๋เถอะนะคะ...ลูกของสุก็เป็หลานแท้ๆของคุณพี่”
สาวใหญ่ผู้นั้นมิได้สนใจเสียด้วยซ้ำว่าสิ่งที่พูดยืดยาว จะมีกี่คนในห้องรับรู้เพราะเป้าหมายการมาเยือนถึงถิ่นครั้งนี้ คือเธอกับลูก จะต้องได้อยู่ที่นี่อย่างถาวร
สุธาสินีรู้ดีว่าพี่สะใภ้เป็คนใจอ่อน...ในเื่ที่รันทด
ดังนั้นเมื่อเอาลูกชายขึ้นมาอ้างร้อยทั้งร้อยว่าคุณนายใหญ่ก็ต้องเห็นอกเห็นใจแล้วยอมอ่อนให้เธอกับลูกได้อยู่ที่นี่แน่นอน
“เธอนี่มันช่างตื๊อซะจริงเชียวเล่นมาซะดึกดื่นเอาป่านนี้ คงคิดมาถี่ถ้วนแล้วสินะว่าฉันไม่กล้าไล่ให้กลับไป...แล้วก็ขอทีเถอะ ทีหลังอย่าเอาเื่ตาไป๋ขึ้นมาอ้าง”
แม้นจะรำคาญใจไม่เชื่อลมปากน้องสะใภ้นักแต่ท่านก็ใจอ่อนอย่างที่อีกฝ่ายมองเห็นจุดอ่อนข้อนี้...ครั้นมองพินิจถี่ถ้วนถึงหน้าตาผิวพรรณ การแต่งกายของเธอ ท่านกลับเอะใจถึงเครื่องเพชรที่เ้าตัวสวมใส่อยู่
รู้สึกแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายมือของสุธาสินีมันแลดูคุ้นตาราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...แต่ยังไม่ทันใคร่ครวญให้กระจ่างแจ้งแก่ใจฝ่ายผู้อ่อนวัยกว่าก็ตรงเข้าประนมมืดจรดลงบนอก อย่างที่ถือว่าน่าเอ็นดูเหมือนอย่างที่ซ้อมให้แเีหน้ากระจกก่อนเดินทางมา
“ขอบพระคุณคุณพี่มากนะคะ ที่กรุณาน้องกับลูก...ให้มาอยู่อาศัยที่นี่”
“ไม่ต้องมาขอบอกขอบใจให้มากความหรอกย่ะเพราะถ้าเธอมาอยู่ที่นี่จริง ก็ควรจะมีหน้าที่ทำงานด้วยไม่ใช่มานั่งๆนอนๆกินแรงคนอื่นไปวันๆ แต่ถ้าจะทำอะไรเดี๋ยวฉันจะปรึกษากับนายหัวก่อนแล้วจะบอกเธอทีหลัง”
ในที่สุดท่านก็ยังข่มอยู่ตามนิสัย...เพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องมีเส้นกั้นไว้มิให้สำแดงฤทธิ์มาลำเลิกเสมอตัวท่านได้
สุธาสินีได้แต่ข่มสีหน้าให้ยิ้มแย้มไม่มีร่องรอยของความไม่พอใจสักนิด
“แล้วนี่มาเอามืดค่ำป่านนี้ฉันก็ไม่ได้เตรียมห้องหับเอาไว้ให้ยังไงเดี๋ยวจะให้แม่สุดใจเขาไปทำความสะอาดให้พอนอนได้ละกันนะ”
“บ้านคุณพี่ออกจะกว้างขวางมีห้องแบ่งไว้ตั้งหลายห้อง...สุนอนห้องไหนก็ได้ค่ะ แต่ถ้าให้ดีแยกห้องของตาไป๋ต่างหากก็จะดีนะคะ เพราะว่าตอนนี้แกโตเป็หนุ่มแล้วขืนมาอยู่รวมกับแม่ เกรงว่ามันจะไม่งาม”
ถึงตอนนี้คุณนายใหญ่ก็หาเื่ข่มได้อีกคำรบ “ห้องหับที่บ้านนี้มันก็มีอยู่หลายห้องจริงนั่นล่ะแต่เธอก็อย่าลืมสิ ว่าที่นี่ก็มีคนอยู่ตั้งหลายคนแล้วตอนนี้ตาสูรย์ก็เพิ่งบินกลับมาจากนอกห้องข้างบนก็เลยไม่มีว่าง...ตอนนี้มีแต่ห้องข้างล่างว่างอยู่แค่สองห้องเธอกับลูกจะอยู่ได้ไหมล่ะ”
สุธาสินีได้ฟังแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่...นี่เท่ากับว่าคุณนายใหญ่จงใจวางเธอกับลูกไว้คนละชั้นแต่มีหรือที่เื่เท่าขี้ผง จะเป็อุปสรรคต่อสิ่งที่เธอตระเตรียมใจไว้แล้วดังนั้นจึงแสดงรอยยิ้มกลับไปอย่างปลื้มเปรม
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะคุณพี่...สุไม่เื่มากหรอก”
“แล้วนี่ตาไป๋ไปไหนซะล่ะ” คุณนายใหญ่มองหาหลานชาย แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนักหันหน้าไปสั่งป้าสุดใจแทน โดยไม่รอคำตอบจากน้องสะใภ้ “แม่สุดใจช่วยไปทำความสะอาดห้องที่อยู่ด้านหลังด้วยนะแล้วก็ให้แม่นวลช่วยยกกระเป๋าเข้าไปเก็บด้วยล่ะ”
คำสั่งคุณนายใหญ่ถือเป็เด็ดขาดภายในบ้านจากนั้นจึงเชิญชวนสุธาสินีให้ไปร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นโดยให้น้ำนวลไปตามหลานชายเข้ามา ระหว่างรอก็ตักข้าวทานไปพลางโดยที่บรรยากาศนั้นเงียบกริบ ผิดกับตอนที่พูดจาทักทายกันเมื่อครู่ลิบลับ
แม้แต่นางปราณีที่ไม่ได้พูดจาคำใดั้แ่แรกนั่งฟังอยู่ด้วยยังรู้สึกได้ว่าบัดนี้คลื่นใต้น้ำทะเลกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว
................................................................จบตอนที่ 10