บทที่ 12 การกระทำที่อันตราย
ฉินหยวนลุกขึ้นยืน นางใช้มือปัดกระโปรงที่ยับย่นอยู่ให้เรียบร้อย แล้วกระซิบอะไรบางอย่างกับฉินซู จากนั้นจึงเดินตามองค์ชายหนิงเข้าไปในกระท่อมเล็ก ๆ ในสวนดอกเหมย
องค์ชายหนิงคุ้นเคยกับกระท่อมหลังนี้เป็อย่างดี พอเข้ามาข้างในก็หยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านทันที
“ในเมื่อเ้ามีเื่มาขอร้อง แล้วเ้าได้เตรียมสิ่งแลกเปลี่ยนมาด้วยหรือไม่?” องค์ชายหนิงรินชาใสจนเต็มถ้วย ก่อนจะจิบชานั้นเพียงเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามฉินหยวน
ฉินหยวนมองดูภายในห้องที่ดูธรรมดา ๆ แห่งนี้แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าองค์ชายผู้นี้มีนิสัยแปลกประหลาดขึ้นไปอีก “หม่อมฉันได้ยินมาว่าตอนนี้องค์ชายกำลังสืบเื่เกลือเถื่อนอยู่” ฉินหยวนจำเื่นี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเื่นี้เป็ประเด็นใหญ่โตยิ่งนัก
แล้วฉินจงเจิ้งก็มีส่วนพัวพันในเื่นี้ด้วย แต่เพราะฉินจงเจิ้งเ้าเล่ห์และมีไหวพริบ เขาจึงหลบหลีกจากตาข่ายที่องค์ชายหนิงกางเอาไว้ได้
อย่างที่คิดไว้จริง ๆ …
ทันทีที่องค์ชายหนิงได้ยินนางพูดถึงเื่เกลือเถื่อน เขาก็วางถ้วยน้ำชาในมือลงบนโต๊ะ เสียงถ้วยชากระทบโต๊ะดังขึ้นอย่างกะทันหันและภายในห้องนั้นเงียบสงบ
“เ้าไปได้ยินเื่นี้มาจากที่ใดกัน จากฉินจงเจิ้งหรือ? ข้าคิดว่าเขาคงไม่โง่พอที่จะไปบอกผู้หญิงคนหนึ่งหรอก” หลังจากองค์ชายหนิงพูดจบ
ร่างของเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ในพริบตามือเรียวยาวของเขาก็บีบคอของฉินหยวนไว้ “หรือไม่?! ข้าอาจจะได้คำตอบจากปากของเ้าก็ได้”
ฉินหยวนถูกเขาบีบคอจนหายใจลำบาก แต่นันย์ตาและใบหน้าของนางกลับไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย นางพยายามอย่างยากลำบากที่จะเอ่ยปากพูด “องค์ชายสามารถให้คนไปสืบดูเื่ราวของหม่อมฉันได้ ที่หม่อมฉันรู้เื่พวกนี้ ก็เพียงเพราะไม่อยากตายเท่านั้นเอง ข้ากลัวความตายเพคะ”
องค์ชายหนิงมองหญิงสาวตรงหน้าหรือควรจะเรียกว่าสาวน้อยดี?! ความทรงจำของเขากับนางดูเหมือนจะแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาปล่อยมือแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดนิ้วให้สะอาด มองฉินหยวนอย่างขบขันครู่หนึ่ง
“หม่อมฉันไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใด เพียงแค่อยากยืมอำนาจขององค์ชายใช้สักหน่อย ส่วนข้อต่อร้อง… ตราบเท่าที่หม่อมฉันทำได้ หม่อมฉันก็จะไม่หวั่นเกรงต่อไฟหรือน้ำร้อนอันใดเพคะ” ฉินหยวนรู้ว่านางไม่จำเป็ต้องพูดมากไปกว่านี้ต่อหน้าองค์ชายผู้นี้ นางเพียงแค่บอกความ้าของตนเองก็พอแล้ว
องค์ชายหนิงได้ฟังข้อเรียกร้องของนางแล้ว กลับยกยิ้มมุมปากขึ้นมา
ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับกำลังเปล่งประกายอยู่ “ตกลง ออกไปข้างนอกกันเถิด!”
เมื่อได้ยินเขาตอบตกลง ฉินหยวนก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบา ๆ พอออกมา นางก็โค้งคำนับให้กับองค์ชายหนิงอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงปิดประตูกระท่อมหลังเล็กนั้น
ฉินหยวนรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็การเดิมพันที่ถูกต้อง หากไม่มีข้อตกลงเื่เกลือเถื่อน คงไม่มีทางที่องค์ชายหนิงจะยอมเสียเวลาให้กับนางแม้แต่นิดเดียว
หากไม่ใช่เพราะฉินจงเจิ้งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เกรงว่าองค์ชายหนิงจะไม่ยอมสนใจแม้แต่สาวน้อยจากตระกูลฉิน ฉินหยวนไม่คิดเลยว่าโอกาสนี้กลับเป็เพราะฉินจงเจิ้ง นางยืนอยู่นอกประตู ใบหน้าฉายรอยยิ้มเยาะ ก่อนจะหุบยิ้มแล้วเดินจากไป
“เหตุใดข่าวกรองของเราถึงรั่วไหลได้ง่ายเช่นนี้!!!” เสียงขององค์ชาย หนิงดังก้องไปทั่วบริเวณ ข้ารับใช้ทุกคนต่างคุกเข่าลงกับพื้นทันที
องครักษ์สวมชุดดำปิดบังใบหน้า เมื่อได้ยินคำพูดที่เหมือนจะเอ่ยถามแต่ก็ไม่เชิงว่าเป็คำถามขององค์ชายหนิง แต่ก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยแก้ต่าง เพราะเมื่อครู่พวกเขาก็ได้ยินเช่นกัน
เป็ไปได้อย่างไรที่สาวน้อยผู้นี้จะรู้ว่าองค์ชายหนิงกำลังสืบเื่เกลือเถื่อนอยู่
ความจริงแล้ว สิ่งที่องค์ชายหนิงพูดเมื่อสักครู่ เขาได้ยินมาจากฉินจงเจิ้ง ซึ่งนั้นเป็ข้อมูลเท็จ เื่ที่เขากำลังสืบเื่การลักลอบขนเกลือเถื่อน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้จะไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย
“ไปสืบเื่คุณหนูจากตระกูลฉินผู้นี้ดูว่าปกตินางติดต่อกับผู้ใดบ้าง” องค์ชายหนิงสั่งการ จากนั้นข้ารับใช้ต่างก็แยกย้ายกันไปทันที
ในขณะเดียวกัน แม่นมหลินซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ในห้อง เมื่อได้ยินชิงเหอเล่าเื่ที่เกิดขึ้น นางก็รู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ ไม่คิดเลยว่าที่สวนดอกเหมยจะเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นได้
“คุณหนูไปทำอะไรมาอีกแล้วนะ?” แม่นมหลินถอนหายใจด้วยความกังวล
ส่วนฉินซูกำลังยืนอยู่รอฉินหยวนอยู่ข้างนอก เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งก็เห็นฉินหยวนเดินมาเพียงลำพัง
“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว!” ฉินซูะโลงมาจากบันไดหิน วิ่งปรี่เข้ามาหาฉินหยวนราวกับสายลม จากนั้นก็โผเข้าไปในอ้อมกอดของฉินหยวนทันที
เมื่อแม่นมหลินและคนอื่น ๆ ได้ยินเสียงเรียกของฉินซู พวกนางก็รีบออกมาจากห้องในทันที
ทุกคนรู้สึกสงบใจลงในทันที…
ฉินหยวนยิ้มให้พวกนาง เมื่อเข้าไปในห้องแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็หายไป ดวงตาฉายแววเ็าออกมา “เื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ ข้าหวังว่าจะไม่มีใครล่วงรู้ พวกเ้าเข้าใจหรือไม่? อาซูก็เช่นกัน ถ้ามีใครถามเ้าถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวัด เ้าต้องบอกว่าไม่รู้”
แม่นมหลินและคนอื่น ๆ ย่อมรู้ดีว่าในวังหลวงนั้นยุ่งเหยิงยิ่งกว่าจวนตระกูลฉินเสียอีก หากเื่วันนี้ถูกเปิดเผยออกไป เกรงว่าพวกนางคงไม่พ้นโดนลงโทษ
ส่วนฉินซูเดิมทีก็เป็เด็กไร้เดียงสา อีกทั้งยังเชื่อฟังคำพูดของฉินหยวน จึงได้พยักหน้าอย่างว่าง่าย โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ
ฉินหยวนเห็นว่าพวกเขาเข้าใจดีแล้ว
สีหน้าของนางก็อ่อนโยนลง
“เอาละ พวกเราไปกินข้าวกันเถิด ยุ่งวุ่นวายมาทั้งวันพวกเ้าคงหิวแล้ว”
เมื่อฉินหยวนพูดเช่นนี้ ทุกคนในห้องต่างก็รู้สึกหิวขึ้นมาในทันที เพราะก่อนหน้านี้อยู่ในสภาวะตึงเครียดตลอด จึงไม่ได้สังเกต
“คุณหนู ท่านพักอยู่ในห้องเถิด ข้าจะไปยกอาหารมาให้เ้าค่ะ” หงอวี้ โค้งคำนับแล้วเดินออกไป
ไม่นานนัก หงอวี้ก็พาเณรน้อยมาวางอาหารบนโต๊ะสี่เหลี่ยม หลังจากนั้นฉินหยวนและฉินซูนั่งลงแล้ว ก็เชิญแม่นมหลินและคนอื่น ๆ มาร่วมทานอาหารด้วยกัน
“ไม่ต้องยืนแล้ว รีบกินให้เสร็จแล้วรีบกลับกันเถิด”
แม่นมหลินและคนอื่น ๆ ได้ยินฉินหยวนพูดเช่นนั้น ต่างก็กล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม จากนั้นก็เริ่มทานอาหาร
ทว่าระหว่างที่กำลังทานอาหารกันอยู่นั้น ก็มีคนเข้ามารบกวน…
ฉินหยวนเห็นคนที่เข้ามา นางก็วางตะเกียบในมือลง มองพวกเขาด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
“คุณหนู นายท่านให้พวกข้าพาท่านกลับไป ขออภัยด้วยขอรับ” ผู้ที่มาคือข้ารับใช้จากเรือนของฉินจงเจิ้ง
ฉินหยวนส่ายหน้าอย่างใจเย็น “ไม่เป็ไร พวกเ้าก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”
ข้ารับใช้ที่มาเห็นท่าทางของฉินหยวนแล้ว กลับรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
หลังจากที่ทุกคนลงมาจากเขา แม่นมหลินก็พยายามชวนคุยเพื่อที่จะล้วงถามข่าวคราว แต่คนเ่าั้ก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา
ยิ่งสถานการณ์เป็เช่นนี้ แม่นมหลินและคนอื่น ๆ ต่างก็ยิ่งคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา
ส่วนฉินหยวนยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม นางใช้มือข้างหนึ่งมาหนุนคาง มองทิวทัศน์ด้านนอกที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่วนมืออีกข้างนั้นถูกฉินซูกุมไว้แน่น