เพียงมีภาพตัดกระดาษสีแดงประดับหน้าต่างบ้านพักยุวชนก็ดูสดใสแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ยามที่พวกเขาช่วยกันติดกระดาษลายหน้าต่างและคำอวยพรซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงก็มาร่วมแรงร่วมใจด้วยไม่ห่าง
ครั้นถึงคราจัดงานเลี้ยงมงคลนอกจากซูเจียวเจียวแล้ว ป้าหวัง ป้าลู่ จางเหม่ยจวี๋ และหลี่จิ้งเซียนก็ยังมาช่วยจัดเตรียมสำรับจนเต็มโต๊ะใหญ่ถึงสองตัว
เดิมทีจ้าวอวี้เฟินคิดว่าคงมีคนไม่มากแต่กลับกลายเป็นว่าต้องจัดโต๊ะถึงสองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งสำหรับชาวยุวชนและอีกโต๊ะสำหรับป้าหวัง ป้าลู่ จางเหม่ยจวี๋ และหลี่จิ้งเซียน
เป็นเพราะหลี่จิ้งเซียนกับจ้าวอวี้เฟินต่างก็เป็นศิษย์ของซูเจียวเจียวจึงได้สนิทสนมกันไปโดยปริยาย พวกเธอจึงถูกเชิญให้มาร่วมงานด้วยกัน
ลานบ้านพักยุวชนคึกคักไปด้วยผู้คนจนกระทั่งเกือบสี่ทุ่มผู้คนจึงเริ่มทยอยกันแยกย้ายกลับไป
เซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวจูงมือกันเดินกลับบ้านไปตามทางสายเปลี่ยวสายลมยามค่ำคืนพัดโชยมาปะทะกาย
ลมหนาวในเดือนสิบสองเย็นเยียบแต่ซูเจียวเจียวรู้สึกอบอุ่นทั่วสรรพางค์กายเพราะจิบเหล้าข้าวไปไม่น้อยใบหน้าขาวนวลจึงแต้มด้วยสีแดงเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“มาเถอะ ผมจะแบกคุณกลับบ้าน” เซียวหยวนหมิงก้าวไปข้างหน้าแล้วย่อตัวลงตรงหน้าซูเจียวเจียว
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนราวสายน้ำที่หลั่งรินผสานกับเสียงลมยามค่ำคืน ร่วงหล่นสู่โสตประสาทของซูเจียวเจียวราวกับเสียงดนตรีที่ชวนมึนเมา
ซูเจียวเจียวหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วโผเข้ากอดแผ่นหลังของเซียวหยวนหมิง “ดีเลยค่ะ”
เซียวหยวนหมิงแบกเธอขึ้นหลังแล้วค่อยๆ เดินไปตามทางชนบทเบื้องหน้า ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงนวลตาขับไล่ความมืดมิดให้เจือจางลงไปได้ไม่น้อย
ซูเจียวเจียวซบอยู่บนแผ่นหลังของเขารู้สึกได้ถึงความกว้างขวางและอบอุ่น ราวกับเป็นปราการที่แข็งแกร่งให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่งยวด ราวกับว่าเพียงแค่มีเขาอยู่ข้างกายเธอก็ไม่จำเป็นต้องหวาดหวั่นสิ่งใดอีก
ซูเจียวเจียวยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วรำพึงออกมาแผ่วเบา “อาหมิง ฉันดีใจจริงๆที่ได้พบคุณ”
เซียวหยวนหมิงหัวเราะ“เจียวเจียวคนซื่อการได้พบคุณต่างหากคือความโชคดีที่สุดในชีวิตของผม”
“ไม่… ไม่ใช่หรอกค่ะ” ดวงตาของซูเจียวเจียวแดงก่ำน้ำเสียงพลันสั่นเครือ “ฉันไม่ดีเลยฉันไม่ได้ดีอย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ…”
ชาติที่แล้วเธอมันโง่เขลาเหลือเกินเพียงเพราะไม่ยอมรับการถูกครอบครัวทอดทิ้งและเนรเทศออกไปชนบทจึงได้แต่หมกมุ่นอยู่กับการกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นถึงความเก่งกาจของตนแต่กลับละเลยคนข้างกายไปอย่างสิ้นเชิง
หากฟ้าดินไม่ประทานโอกาสให้ซูเจียวเจียวได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งละก็เธอคงไม่มีโอกาสชดเชยให้เขาเลย
เมื่อเซียวหยวนหมิงได้ยินเสียงสั่นเครือของซูเจียวเจียวก็รีบวางเธอลงทันที มองดวงตาสีแดงก่ำของเธอที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาเม็ดใส
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของซูเจียวเจียวอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยถาม“เกิดอะไรขึ้นหรือ เจียวเจียว?”
ซูเจียวเจียวพยายามสูดจมูกน้ำเสียงปนสะอื้น “ฉันไม่เป็นไรค่ะแค่คิดถึงคุณเท่านั้นเอง”
พูดจบเธอก็โผเข้ากอดเขา
เซียวหยวนหมิงกอดหญิงสาวแน่นๆด้วยความขบขัน “ผมก็อยู่ตรงหน้าคุณแล้วนี่ไงยังต้องคิดถึงผมอีกหรือ”
แม้ปีนี้จะยังคงมีเพียงเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวแค่สองคนแต่พวกเขาก็ฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ตามประเพณี ทั้งสองยังคงเตรียมอาหารแปดอย่างทั้งคาวหวาน และจัดจานผลไม้สวยงามไว้ด้วย
หลังปีใหม่ในวันที่สองของเดือนอ้าย เว่ยหงปิงกับจ้าวอวี้เฟินก็มาถึงเว่ยหงปิงถือตะกร้าหวายมาหนึ่งใบเพื่อมามอบของขวัญตอบแทน
จ้าวอวี้เฟินสวมเสื้อกันหนาวสีแดงสดผูกโบสีแดงบนศีรษะ ซึ่งเธอทำเองโดยเรียนรู้มาจากซูเจียวเจียว และก่อนออกจากบ้านเธอยังทาครีมบำรุงผิวพรรณที่ซื้อมาจากเซียวหยวนหมิงอีกด้วย
เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเช่นนี้พลังชีวิตของจ้าวอวี้เฟินก็เปลี่ยนไปทันทีบรรยากาศรอบตัวของเธอยังเปล่งประกายขึ้นอีกมาก
เว่ยหงปิงเองก็ดูสดใสและมีชีวิตชีวาเมื่อทั้งสองยืนอยู่ด้วยกันก็ดูเหมาะสมกันจริงๆ
“เจียวเจียว เซียวหยวนหมิง สุขสันต์วันตรุษจีนนะ” จ้าวอวี้เฟินทักทายด้วยรอยยิ้ม
ซูเจียวเจียวหยอกเย้า“หลังจากแต่งงานแล้ว สวยขึ้นเยอะเลยนะ”
จ้าวอวี้เฟินส่งสายตาค้อนวงโตให้ซูเจียวเจียวอย่างเอ็นดู“โธ่ อย่าพูดแบบนี้เลย ฉันอายจะแย่แล้ว” จากนั้นเธอก็ดึงซูเจียวเจียวเข้าไปในบ้านเพื่อคุยเรื่องส่วนตัวกัน
เหลือเพียงผู้ชายสองคนอยู่ในลานบ้านพูดคุยกันตามประสา
เว่ยหงปิงนำไข่สิบฟองเส้นบะหมี่อบแห้งสี่ห่อ และพุทราจีนหนึ่งห่อออกจากตะกร้า
เซียวหยวนหมิงกล่าวว่า“ไม่ต้องเอามาเยอะขนาดนี้หรอก แค่เส้นบะหมี่อบแห้งสองห่อก็พอแล้ว”
เว่ยหงปิงกล่าว“ต้องเอามาสิครับถ้วยเคลือบสองใบกับผ้าเช็ดตัวสองผืนที่คุณให้มานั้น มีค่ามากกว่าของพวกนี้มากเลยนะพวกเราเองก็ไม่มีของดีๆ อะไรให้ คุณสองคนอย่ารังเกียจเลยนะ”
หลังจากมอบของขวัญแล้วเว่ยหงปิงกับจ้าวอวี้เฟินก็ไม่ได้อยู่ต่อเพราะพวกเขายังต้องไปมอบของขวัญตอบแทนที่บ้านอื่นอีก
การมอบของขวัญตอบแทนคือการแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งงานซึ่งถือเป็นประเพณีการตอบแทนบุญคุณและยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมของของขวัญที่ได้รับมาเป็นการแสดงออกถึงมารยาทการตอบแทนที่งดงาม
ดังนั้นการตอบแทนของบ้านอื่นจึงไม่มากเท่านี้โดยให้เพียงเส้นบะหมี่อบแห้งสี่ห่อเท่านั้น
…
หลังปีใหม่ในวันที่หกของเดือนอ้าย เซียวหยวนซินก็พาหลิวหยวนหยวนมาพร้อมกับแจ้งเรื่องการสร้างบ้านหลังใหม่ให้เซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวทราบ
ซูเจียวเจียวเข้าใจการกระทำของเซียวหยวนซินเธอเห็นว่าช่วงนี้ไม่มีอะไรสำคัญเป็นพิเศษ จึงให้เซียวหยวนหมิงไปช่วยงานและยังเสนออีกว่าหากพวกเขาขาดเงิน ก็สามารถนำจากเธอและอาหมิงไปใช้ได้เลย
หลิวเฉิงเหว่ยเองก็จ้างคนงานหลายคนเริ่มต้นลงมือก่อสร้างตั้งแต่วันที่สี่ของเดือนอ้ายเมื่อเซียวหยวนหมิงไปถึงในวันที่หก พวกเขากำลังลงเสาเข็มพอดี
เมื่อหลายคนช่วยกันลงเสาเข็มเสร็จแล้วก็เริ่มผสมดินเพื่อทำอิฐดินเผา
ในขณะเดียวกันทางด้านของซูเจียวเจียวก็เริ่มงานก่อสร้างก่อนใคร เพื่อนบ้านได้ลงนามในสัญญาแล้วและโรงเรียนประถมแห่งใหม่ก็เริ่มดำเนินการก่อสร้างเช่นกัน
ฮั่วเจี้ยนจงสอนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งและสองเว่ยหงปิงสอนชั้นประถมศึกษาปีที่สามและสี่และยังมีครูยุวชนหญิงอีกคนหนึ่งที่สอนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งและสองนอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ครูหญิงอีกคนจากตัวอำเภอได้เดินทางมาถึงแล้ว
เมื่อซูเจียวเจียวเห็นครูหญิงคนนี้เธอก็ถึงกับตกใจ เพราะครูหญิงคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากอู๋เฟิ่งเสีย!
ซูเจียวเจียวไม่คาดคิดเลยว่าอู๋เฟิ่งเสียจะมาสอนหนังสือที่นี่
เนื่องจากโรงเรียนไม่มีหอพักอู๋เฟิ่งเสียจึงถูกจัดให้พักรวมกับชาวยุวชนคนอื่นๆ เพราะมีครูเพียงสี่คนจึงเลือกเว่ยหงปิงผู้ซึ่งมีอายุมากที่สุดและมีบุคลิกที่สุขุมให้เป็นครูใหญ่ซึ่งทำให้เว่ยหงปิงรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งราวกับไม่เคยคิดมาก่อนว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้เป็นครูใหญ่ที่กองผลิตฉางซิงแห่งนี้
สิ่งนี้ทำให้เว่ยหงปิงยิ่งทุ่มเทและอุตสาหะในการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้ว่านักเรียนทั้งสี่ระดับชั้นรวมกันจะมีเพียงเจ็ดสิบแปดสิบคนแต่เว่ยหงปิงก็ยังคงมีความกระตือรือร้นสูงมากเขาทุ่มเทกับการเตรียมการสอนจนดึกดื่นทุกคืน เพียงเพื่อหวังจะถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดที่เขามีให้กับนักเรียนเหล่านั้น
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพริบตาเดียวก็ย่างเข้าสู่เดือนสิบ
หัวใจของซูเจียวเจียวก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นเฉกเช่นเดียวกับชาวยุวชนนับไม่ถ้วนที่รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน
ชาวยุวชนเกือบทุกคนในแต่ละกองผลิตเมื่อได้รับข่าวว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาอีกครั้งในเดือนธันวาคมต่างก็ตื่นเต้นกันถ้วนหน้า พวกเขาต่างโห่ร้องด้วยความดีใจใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและความตื่นเต้น
เยี่ยมมาก!
ในที่สุดประเทศชาติก็กลับมาจัดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง!
ในที่สุดพวกเขาก็จะได้จากสถานที่แห่งนี้ไปเสียที!
ตราบใดที่พวกเขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้พวกเขาก็จะสามารถจากไปได้อย่างสมเกียรติ! เพื่อไล่ตามความฝันของตนเองชดเชยช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์ที่ขาดหายไป
พวกเขาสามารถสร้างสรรค์สิ่งยิ่งใหญ่บรรลุความทะเยอทะยานและอุดมการณ์ของตนเอง ไม่ใช่ถูกจองจำอยู่ในมุมเล็กๆของหมู่บ้านแห่งนี้ไปตลอดกาล