บทที่ 18 แน่นอนว่าต้องให้อภัยข้าสิ
ใบหน้าของจวินเหวินเริ่มแดง เขาจึงเริ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ศิษย์น้อง เซวี่ยเทียนเจวี๋ยคงจะเกลียดพวกเราเข้ากระดูกดำแน่ ๆ!"
"ข้าไม่เป็ไรหรอก อย่างน้อยก็ยังมีวิธีรักษาชีวิตตัวเองได้ แต่ต่อไปเ้าก็อยู่แต่ในสำนักอย่างว่าง่ายเถิด อย่าได้ออกไปที่ใดเลย!"
"มิเช่นนั้นหากเ้าเผชิญหน้ากับมารร้ายหรือบริวารของมัน เ้าต้องตายแน่!"
เฟิ่งซีมองเขาด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
"ท่านมีวิธีรักษาชีวิตตัวเองหรือ? ท่านแน่ใจรึ?
หากครั้งนี้ไม่มีข้า หญ้าคงขึ้นปกคลุมหลุมศพของท่านไปแล้ว!"
จวินเหวิน "..."
"หากพูดเช่นนี้ เ้าจะเสียข้าไปจริง ๆ นะ!" จวินเหวินฝืนรักษาหน้าตัวเอง
"ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่สำนักเสวียนเทียนของพวกเรายากจนเกินไป! ศิษย์ผู้สืบทอดโดยตรงของสำนักใหญ่อีกสามแห่งมีวิธีป้องกันตัวมากมาย ทั้งยันต์ แผ่นค่ายกล วัตถุวิเศษนับไม่ถ้วน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยาวิเศษที่ช่วยชีวิตอีกมากมาย
ไม่เหมือนข้าที่มีหินิญญาแค่ไม่กี่ก้อน แล้วยังต้องใช้ทั้งหมดไปกับการเปิดใช้แท่นส่งตัวอีก"
เฟิ่งซียิ้มน้อย ๆ "ศิษย์พี่ห้า พวกเราใกล้จะรวยแล้ว! รอให้ขุดเหมืองหินิญญาชั้นเลิศออกมา พวกเราจะได้มีของดี ๆ ไว้ป้องกันตัวบ้าง!"
จวินเหวินตาเป็ประกาย "ใช่! ต่อไปพวกเราก็จะเป็คนรวยแล้ว!"
ทั้งสองคนจินตนาการถึงอนาคต ในดวงตาเต็มไปด้วย… รูปร่างของหินิญญา
"อ้อใช่ ศิษย์พี่ห้า มารร้ายผู้นั้นมีฐานะอะไรกันแน่? ดูเหมือนจะร้ายกาจนัก"
จวินเหวินกล่าวขึ้นทันทีว่า "มันเป็ผู้พิทักษ์าุโแห่งเผ่ามารโลหิต เคยสังหารผู้คนของพวกเราไปมากมาย อีกทั้งวิธีการก็โเี้ยิ่งนัก
ร้อยปีก่อน ไม่รู้ว่าเหตุใดมันถึงได้บุกเข้ามาในดินแดนของมนุษย์พวกเรา จนสี่สำนักใหญ่ต้องร่วมมือกันสังหารมัน
แต่ใครจะรู้ว่ามันกลับไม่ตาย"
เฟิ่งซีกะพริบตาปริบ ๆ หลังจากฟังจบ
"ศิษย์พี่ห้า ท่านคอยระวังให้ข้าด้วย ข้าจะไปสนทนาอย่างเป็มิตรกับมารเฒ่าสักหน่อย"
จวินเหวินงุนงงจนตั้งตัวไม่ถูก!
"ศิษย์น้อง เ้าพูดว่าอะไรนะ?"
"ข้าจะส่งสารไปถึงมารเฒ่าผู้นั้น อธิบายว่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็เพียงความเข้าใจผิด ต่อไปพวกเราจะเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีของเขาเหมือนเดิม พวกเราจะทุ่มเทสุดความสามารถเป็สายลับให้พวกมารต่อไป"
จวินเหวิน "...เ้าเสียสติไปแล้วหรือ?"
"ก่อนหน้านี้ข้าต้องแสร้งทำเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ตอนนี้หนีพ้นเงื้อมมือมารมาได้แล้ว เหตุใดยังต้องแสร้งทำอีก?"
เฟิ่งซีถอนหายใจแล้วกล่าว "ศิษย์พี่ห้า ท่านคิดว่าข้าอยากแสร้งทำหรือ? ข้าทำไปเพื่อสำนักเสวียนเทียนของพวกเรา เพื่อเผ่ามนุษย์ต่างหาก!"
"ขอเพียงได้รับความไว้วางใจจากมารเฒ่านั่น พวกเราก็จะได้รับข่าวสารจากฝ่ายมารเป็คนแรก นี่เป็ประโยชน์สำหรับมนุษย์ล้วน ๆ ไม่มีโทษแม้แต่น้อย!"
"ดังนั้นข้าจึงต้องแสร้งทำเช่นนี้ต่อไป"
"ศิษย์พี่ห้า เื่นี้ยิ่งมีคนรู้น้อยยิ่งดี ดังนั้นนอกจากท่านกับข้าแล้ว ห้ามบอกผู้ใดทั้งสิ้น"
"แม้แต่อาจารย์ก็ไม่ได้"
"มิใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจอาจารย์ แต่เพราะอาจารย์รักและห่วงใยพวกเรา จึงต้องขัดขวางพวกเราอย่างแน่นอน ดังนั้นต่อจากนี้มีเพียงพวกเราสองคนที่จะต้องร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน!
เพื่อสำนักเสวียนเทียน เพื่อเหล่ามนุษย์ พวกเราต้องอดทนแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้..."
เฟิ่งซีพูดจบ จวินเหวินรู้สึกเืในกายพลุ่งพล่านราวกับชะตากรรมของมนุษยชาติล้วนอยู่บนบ่าของพวกเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงสงบสติอารมณ์ลงได้
"ศิษย์น้อง พวกเราคิดได้ดีทีเดียว แต่สำคัญที่ว่ามารเฒ่าผู้นั้นจะเชื่อใจพวกเราหรือไม่?"
เพิ่งหลอกลวงผู้อื่นไป แล้วจะให้เขาเชื่อใจได้อย่างไร?
เฟิ่งซียิ้มจนตาหยี "ลองดูสักหน่อยก็จะรู้เอง!"
หลังจากพูดจบ นางก็ให้จวินเหวินคอยระวังภัย แล้วหยิบตราสัญลักษณ์ของเผ่ามารโลหิตที่เซวี่ยเทียนเจวี๋ยมอบให้ออกมา
“นายท่าน ข้าสมควรตายนับหมื่นครั้ง! เพื่อไม่ให้มนุษย์จับพิรุธได้ ข้าจึงตัดสินใจทำร้ายท่านเมื่อครู่นี้
ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านอย่างเต็มเปี่ยม รู้ว่าท่านต้องหนีรอดได้แน่นอน ถึงได้แสดงละครเช่นนี้ นี่คือกลอุบายที่เรียกว่าทำร้ายตัวเองเพื่อลวงศัตรู…”
ชั่วครู่หนึ่ง เสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของเซวี่ยเทียนเจวี๋ยดังออกมาจากตราสัญลักษณ์
"ไอ้เด็กบัดซบ เ้าคิดว่าข้าเป็คนโง่หรือไร?! กล้าหลอกลวงข้าถึงเพียงนี้ คอยดูเถอะ ข้าจะหลอมร่างเ้าให้กลายเป็หุ่นเชิด อยากตายก็ตายไม่ได้ อยากมีชีวิตก็มีชีวิตไม่ได้!"
เฟิ่งซีถอนหายใจ "นายท่าน ข้าทราบดีว่าท่านไม่พอใจในตัวข้า ไม่ว่าข้าจะพูดอะไรออกไปก็ล้วนไร้น้ำหนัก แต่ความจงรักภักดีของข้าที่มีต่อท่านนั้น ฟ้าดินเป็พยาน อย่าลืมว่าข้าได้สาบานต่อหน้าท่านไว้แล้ว!
อีกเพียงครึ่งเดือนกว่าดินแดนลับเทียนลวี่จะเปิด ข้าจะต้องหาทางให้สี่สำนักใหญ่เกิดความบาดหมางกัน เพื่อเป็ของกำนัลแสดงความจงรักภักดี"
ครู่ต่อมา เสียงอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังออกมาจากตราสัญลักษณ์ของเผ่ามารโลหิต "ดี ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"
เฟิ่งซีใช้จิตในการสื่อสาร ดังนั้นจวินเหวินจึงไม่รู้ว่าเซวี่ยเทียนเจวี๋ยพูดอะไร
เมื่อเห็น เฟิ่งซียิ้มพลางเก็บป้ายคำสั่ง เขาจึงรีบถามว่า "ศิษย์น้อง เขาว่าอย่างไรหรือ?"
เฟิ่งซียิ้มพลางกล่าวว่า "จะพูดอะไรได้อีกเล่า? เขาต้องให้อภัยข้าสิ! อีกอย่างสายลับที่เก่งกาจเช่นข้า หาได้ยากยิ่งนักในใต้หล้า!"
จวินเหวิน "...เ้าพูดภาษาคนบ้างได้หรือไม่?"
เฟิ่งซีจึงเล่าเื่ราวทั้งหมดอย่างละเอียด
จวินเหวินกล่าว "...ไม่นะ เ้าถลำลึกเกินไปแล้วกระมัง? เ้าจะยุให้สี่สำนักใหญ่แตกคอกันจริง ๆ หรือ?"
เฟิ่งซีมองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดว่า "ศิษย์พี่ห้า ท่านช่วยใช้สมองคิดบ้างได้หรือไม่?"
"สี่สำนักใหญ่ก็ต่อสู้แย่งชิงกันมาตลอด จะต้องให้ข้าคอยยุยงด้วยหรือ?"
"อีกอย่างหนึ่ง เสินจื่อหลานคงจะเกลียดข้าจนเข้ากระดูกดำแล้ว ถึงตอนนั้นไม่ต้องให้ข้าทำอะไรเลย นางก็จะส่งกระบี่มาหาข้าเอง!"
จวินเหวิน "......"
แต่ก่อนนั้นเขาคิดว่าตัวเองฉลาด แต่พอได้พบกับศิษย์น้อง เขาก็เริ่มสงสัยว่าตนเองมีสมองอยู่หรือไม่?
เฟิ่งซีที่ยังคงวนเวียนอยู่กับเซวี่ยเทียนเจวี๋ย ไม่ใช่เพราะเื่ที่นางพูดว่าทำเพืุ่์หรอก นางแค่ทำเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้น
เฟิ่งซีผู้นี้ก็นะ จิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวมก็มีอยู่ แต่ว่า… ไม่มากนัก
ตอนนี้นางยังรักษาชีวิตตัวเองแทบไม่ไหว จะมีเวลาที่ไหนมาห่วงอนาคตของมนุษยชาติกัน?!
ตามที่จวินเหวินกล่าวไว้ เซวี่ยเทียนเจวี๋ยเป็ผู้พิทักษ์าุโของเผ่ามารโลหิต แสดงว่าคนแก่ผู้นี้ไม่เพียงมีพลังความสามารถ แต่ยังมีอำนาจอิทธิพลอีกด้วย
หากนางไม่ชดเชยความเสียหายเสียหน่อย เกรงว่าเผ่ามารโลหิตอาจจะออกคำสั่งไล่ล่านาง
ตอนนี้นางยังอ่อนแอเกินไป ไม่ควรสร้างศัตรูมากนัก
รอให้ถึงวันที่นางแข็งแกร่งเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันอีกที!
อีกด้านหนึ่ง เซียวไป่เต้าได้จัดการให้คนขุดค้นเหมืองชั้นที่สอง
เหตุผลนั้นมีน้ำหนักมาก เพราะเซวี่ยเทียนเจวี๋ยหลบซ่อนตัวอยู่ในนั้นมาตลอด บางทีอาจจะพบร่องรอยบางอย่าง แม้ว่าระหว่างการขุดค้นจะมีบางส่วนพังทลายลงมา แต่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพดี
จิตใจของเซียวไป่เต้าเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง เพราะไม่พบหินิญญาชั้นเลิศที่เฟิ่งซีกล่าวถึงแม้แต่น้อย แต่ด้วยความยืนกรานของเฟิ่งซี เซียวไป่เต้าจึงสั่งให้คนขุดค้นต่อไป
จนวันนี้มีความคืบหน้า ขณะที่ขุดเจาะในแนวนอนก็พบแร่หนัก แร่หนักมีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นคือสามารถกั้นพลังได้
เมื่อแกะแร่หนักออกก็รับรู้ได้ถึงพลังที่เข้มข้น
สมกับเป็แหล่งหินิญญาชั้นเลิศจริง ๆ!
สำนักเสวียนเทียนต่างพากันดีใจจนเกือบเสียสติ!
ได้ยินว่าตอนนั้นหัวหน้าทั้งสี่เขาถึงกับสลบไปเลย!
มีเพียงเซียวไป่เต้าเท่านั้นที่ยังคงสีหน้าปกติ
ผู้คนทั้งหลายต่างชื่นชมเ้าสำนักของตน "สมแล้วที่เป็เ้าสำนักของพวกเรา จิตใจมั่นคงดั่งหุบเหว ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด"
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ที่แท้เซียวไป่เต้านั้นไม่กล้าเชื่อสายตาตนเองเลยต่างหาก!
นี่เป็เหมืองหินิญญาชั้นเลิศจริงหรือ?
ลาภลอยจาก์ตกลงมาจริง ๆ หรือ?