ตอนที่ 160 เยี่ยมคนป่วย
หานชีเยวี่ยกลับถึงหอพักตอนห้าทุ่มแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอนอนเหม่อมองเพดานบนเตียง แทนที่จะเข้าไปศึกษาหาความรู้ในมิติ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาและเสียงร้องไห้คร่ำครวญของเด็กหญิงตัวน้อยยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ทำให้เธอไม่สามารถสงบจิตสงบใจได้
รุ่งเช้า หานชีเยวี่ยตื่นแต่เช้า ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ตรงไปที่โรงอาหารของโรงงาน อาหารเช้าในโรงอาหารมีข้าวต้ม น้ำเต้าหู้ ซาลาเปา หมั่นโถว และผักดองเค็ม
หานชีเยวี่ยกินไปเล็กน้อย แล้วสั่งข้าวต้มใส่ถุงเพิ่มอีกหนึ่งถุง
“สหายเสี่ยวหาน ทำไมถึงสั่งเพิ่มอีกชุดล่ะ”
เสียงที่เอ่ยถามเป็นเสียงของเลขาตันต้วน ที่กำลังหาวไปพูดไป ดวงตาแดงก่ำบอกได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อคืนเขาคงไม่ได้นอน
“ฉันจะไปเยี่ยมเสี่ยวฮวาที่โรงพยาบาล คิดว่าเธอน่าจะตื่นแล้ว เลยเอาข้าวต้มไปให้เธอกินสักหน่อย”
หานชีเยวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งว่า เธอควรจะซื้ออะไรไปฝากอีกสามคนที่เฝ้าเสี่ยวฮวาด้วยหรือไม่ แต่เมื่อคิดไปคิดมา เธอก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้น
เลขาฯ ต้วนพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้เมื่อคืนผู้จัดการโรงงานจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ พอได้ยินว่าเป็นสหายหานชีเยวี่ยที่ช่วยเด็กไว้ ผู้จัดการก็ชมเธอใหญ่เลย”
“ใครเจอแบบนั้นก็ต้องช่วยอยู่แล้ว เด็กคนนั้น…”
หานชีเยวี่ยพูดไม่จบประโยคด้วยความสะเทือนใจ
“เช้านี้ฉันคงไม่มีเวลาไปเยี่ยมเสี่ยวฮวาหรอกค่ะ ไว้รอพักตอนช่วงบ่ายก่อน ฉันค่อยไปเยี่ยมเธอ”
ทั้งสองคุยกันเพียงสั้นๆ สองสามประโยค หานชีเยวี่ยก็ขอตัวลาไป บทสนทนาสั้นๆ ของคนสองคนนี้ เมื่อมองผ่านสายตาของคนอื่นในโรงงานแล้ว กลับดูมีความหมายแฝงอยู่
เมื่อคืนเรื่องที่หานชีเยวี่ยจัดการกับหลิวหงซิ่งแพร่สะพัดไปทั่วโรงงาน ใครที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็ส่งสายตาให้กันแต่ไม่กล้าพูดอะไร
เด็กสาวมาถึงโรงพยาบาล และหาห้องพักของเสี่ยวฮวาเจอได้อย่างง่ายดาย
เสี่ยวฮวาเพิ่งจะฟื้น เธอยังมีไข้อยู่ หมอบอกว่าวันนี้ไข้ต้องลด ถ้าไข้ไม่ลด เด็กอาจจะตกอยู่ในอันตราย
เด็กหญิงไม่เคยเจอหานชีเยวี่ยมาก่อน เมื่อเห็นหานชีเยวี่ย เธอก็จ้องมองด้วยแววตาหวาดกลัว เหมือนกวางน้อยที่ตื่นตระหนก
หานชีเยวี่ยสังเกตเห็นว่าเสี่ยวฮวาไม่ได้หวาดกลัวแค่เธอที่เป็นคนแปลกหน้า แต่เธอมีท่าทีระแวดระวังทุกคน
เด็กคนนี้คงได้รับบาดเจ็บทางจิตใจอย่างรุนแรง
“เสี่ยวฮวาจ๋า นี่คือป้าเสี่ยวหาน เจ้าหน้าที่คนใหม่ของโรงงานเรา เมื่อคืนป้าเป็นคนช่วยหนูไว้นะ”
ตอนที่หานชีเยวี่ยลงมือกับหลิวหงซิ่ง เสี่ยวฮวาสลบไปแล้ว เมื่อได้ยินหัวหน้าชุยแนะนำว่าหานชีเยวี่ยเป็นคนช่วยชีวิตเธอไว้ เสี่ยวฮวาก็แอบมองหานชีเยวี่ยด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว
“สหายเสี่ยวหาน มาแต่เช้าเลยนะ”
หานชีเยวี่ยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “หัวหน้าชุยเหนื่อยหน่อยนะ เมื่อคืนเป็นยังไงบ้างคะ?”
หัวหน้าชุยส่ายหัว “โชคดีที่เด็กปลอดภัยและฟื้นขึ้นมาแล้ว หมอบอกว่าวันนี้ต้องรอดูอาการอีกวัน ถ้าไข้ลด ถึงจะพ้นขีดอันตราย”
“วันนี้ใครดูแลเสี่ยวฮวาล่ะคะ?” หานชีเยวี่ยนั่งลงข้างเตียง พูดคุยกับหัวหน้าชุยไปพลาง ช่วยพยุงเสี่ยวฮวาขึ้นมานั่งพิงเตียงไปพลาง
“ฉันว่าจะกลับไปรายงานผู้จัดการโรงงานก่อน ว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไงต่อดี!”
จนถึงตอนนี้ พ่อของเสี่ยวฮวาก็ยังไม่มา หัวหน้าชุยก็พอจะเดาออกว่าครอบครัวของเด็กมีท่าทีเป็นยังไง ขืนปล่อยให้พ่อของเด็กเป็นคนดูแล คงอยู่ได้ไม่เกินสามวันแน่
“เสี่ยวฮวา หิวไหม? พวกเรามากินข้าวกันก่อนดีกว่าไหมจ๊ะ?” หานชีเยวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดกับเด็กน้อยด้วยเสียงเบา
เสี่ยวฮวามองหานชีเยวี่ยด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“ฉันเอาข้าวต้มมาฝาก อร่อยนะ ฉันป้อนหนูดีไหม?”
“เธอช่างคิดจริงๆ อาหารโรงพยาบาลคงไม่อร่อยเท่าอาหารที่โรงงานหรอก”
ตอนที่หานชีเยวี่ยเปิดกล่องข้าวออกมา ทุกคนก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที พวกเธอนั่งเฝ้าเด็กมาทั้งคืน ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย
“สหายเสี่ยวหาน เธอช่วยดูแลเด็กแทนพวกเราแป๊บนึงนะ พวกเราจะไปกินข้าวก่อน”
ผู้หญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นลูบท้องพลางขอความเห็นจากหานชีเยวี่ย ตอนนี้ยังเช้าอยู่ หานชีเยวี่ยจึงตอบตกลง
“อีกเดี๋ยวฉันต้องไปทำงาน หัวหน้าชุย หาคนมาเปลี่ยนฉันก่อนแปดโมงสิบนาทีนะ”
ผู้หญิงสองคนนี้เฝ้าเด็กมาทั้งคืนแล้ว หานชีเยวี่ยคาดว่าโรงงานน่าจะจัดคนอื่นมาดูแลเสี่ยวฮวาแทน นี่แหละข้อดีของยุคนี้ ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน โรงงานคงไม่ส่งคนมาดูแลแบบนี้แน่
หัวหน้าชุยพูด “เธอวางใจเถอะ สหายเสี่ยวหาน ฉันจะไม่ให้เธอไปทำงานสายแน่”
เมื่อเห็นทั้งสามคนเดินออกจากห้องพักไปด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า หานชีเยวี่ยก็หันมาสนใจเด็กน้อยต่อ หลังจากที่ทุกคนออกไป เสี่ยวฮวาดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย
หานชีเยวี่ยรู้สึกแปลกใจ
ตามหลักแล้ว เสี่ยวฮวาน่าจะกลัวตัวเธอที่เป็นคนแปลกหน้ามากกว่า แต่ทำไมตอนที่อยู่กับเธอคนเดียว ถึงดูผ่อนคลายแบบนี้? ถึงจะสงสัย แต่หานชีเยวี่ยก็ฉลาดพอที่จะไม่ถามอะไร เมื่อเห็นเสี่ยวฮวาบิดนิ้วเล่น หานชีเยวี่ยก็พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“เสี่ยวฮวา อ้าปากสิ เดี๋ยวข้าวต้มเย็นแล้วไม่อร่อยนะ”
เสี่ยวฮวากลืนน้ำลายลงคอ เสียงท้องร้องดังขึ้น แต่เด็กน้อยก็ยังส่ายหัว
“ทำไมเสี่ยวฮวาถึงไม่อยากกินข้าวล่ะ” หานชีเยวี่ยยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่
“พี่สาว หนูไม่มีเงิน…”
คำพูดของเด็กทำให้หานชีเยวี่ยจุกในอก เด็กตัวแค่นี้ ทำไมถึงคิดว่าไม่มีเงินแล้วไม่กล้ากินข้าว? พ่อที่ไร้ความรับผิดชอบของเด็กคนนั้น ทำอะไรกับลูกกันแน่?
“พี่สาวให้หนูกิน ไม่คิดเงินหรอก”
“จริงเหรอคะ?” เสี่ยวฮวาถามด้วยดวงตากลมโตใสซื่อ
หานชีเยวี่ยมองเสี่ยวฮวา เธอก็เป็นเด็กที่น่ารักคนหนึ่ง
เด็กที่น่ารักแบบนี้ ถึงจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่หลิวหงซิ่งก็ไม่น่าจะทำร้ายเธอได้ลงคอนะ? หานชีเยวี่ยพูดปลอบโยนเสี่ยวฮวาด้วยรอยยิ้ม “จริงสิ บ่ายนี้เสี่ยวฮวาอยากกินอะไร พี่สาวจะซื้อมาให้ เสี่ยวฮวาอยากกินไข่ไหม?”
เมื่อได้ยินคำว่า “ไข่” ดวงตาของเสี่ยวฮวาก็เปล่งประกายขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก
“พี่สาว หนูไม่ได้กินไข่มานานแล้ว”
เสียงของเสี่ยวฮวาเบาลงเรื่อยๆ น้ำตาไหลรินลงมาอาบแก้มใสๆ
“เสี่ยวฮวาอย่าร้องสิ มีแผลอยู่บนหน้านะ น้ำตาเข้าไปจะแสบนะ” น้ำเสียงของหานชีเยวี่ยเริ่มสั่นเครือ
“หนูไม่เจ็บ ไม่เจ็บ พี่สาวอย่าร้องไห้”
เสี่ยวฮวาเห็นน้ำตาในดวงตาของหานชีเยวี่ย ก็กลับมาปลอบเธอแทน คนไข้คนอื่นๆ ในห้องเห็นภาพนี้ ต่างก็เงียบเสียงลง
“มากินข้าวต้มกันก่อนดีกว่าไหม?”
ในมิติของหานชีเยวี่ยมีไข่เยอะมาก แต่มันไม่ได้ต้มสุก ตอนนี้เธอก็ไม่สามารถออกไปหาเตาต้มไข่ได้ อีกอย่าง เสี่ยวฮวาเพิ่งฟื้น การกินอาหารเหลวๆ จะย่อยง่ายกว่า
เสี่ยวฮวาก็ยังคงเป็นเด็กคนหนึ่ง หลังจากที่ถูกหานชีเยวี่ยปลอบโยนอยู่พักใหญ่ ความหวาดระแวงในใจของเธอก็ค่อยๆ จางหายไป
หานชีเยวี่ยป้อนข้าวต้มให้เสี่ยวฮวาทีละคำๆ
พอกินไปได้ไม่กี่คำ เสี่ยวฮวาก็พูดขึ้นว่า “พี่สาว หนูอิ่มแล้ว!”
แต่หานชีเยวี่ยเห็นชัดเจนว่า ในแววตาของเด็กน้อยยังคงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่ออาหาร