บทที่ 27
เยี่ยมเยือน
เมิ่งอวิ๋นเสียงจ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย พลางแอบพูดประโยคหนึ่งในใจว่า หน้าตาของชายผู้นี้ช่างหล่อเหลายิ่งนัก เขารูปงามราวกับปีศาจจิ้งจอก
“ข้าแค่คิดถึงวันที่ข้าอยู่ที่เ้าสำราญราวเมามายในความฝันกับเ้า” ขณะที่จิ่งฮวากล่าวเช่นนี้ เขามองตรงไปยัง เมิ่งอวิ๋นเสียง คำพูดของเขาฟังดูไร้สาระ แต่ดวงตาของเขาดูจริงจังยิ่งนัก
เมิ่งอวิ๋นเสียงได้ยินเช่นนั้นก็มองหน้าเขา พลันทั้งสองก็สบสายตากัน เมิ่งอวิ๋นเสียงเขินอายเล็กน้อยด้วยเหตุผลบางอย่าง ดังนั้นนางจึงแสร้งไอแห้ง ๆ ออกมาและหลบสายตาจิ่งฮวา และแอบเตือนตัวเองว่าอย่าทำตัวไม่ดี
“เ้าก็เห็นว่าร่างกายของข้าไม่แข็งแรงและขาดพละกำลัง เมื่อถึง่เวลาสำคัญก็จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น” ทุกวันนี้เมิ่งอวิ๋นเสียงอยู่แต่ในตำหนักจนรู้สึกว่าตัวเองจะขึ้นราอยู่แล้ว นางคาดหวังทุกวันว่าจะมีใครสักคนมาช่วยให้นางออกไปได้ แต่เมื่อมีคนมา นางก็กลับล้มป่วยลงเสียได้
เวรกรรม เวรกรรม...
เมื่อจิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองเมิ่งอวิ๋นเสียงแล้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ใช่แล้ว อาเสียง ร่างกายของเ้าอ่อนแอนัก ผิวของเ้าซีดเกินไปเล็กน้อย คำพูดของเ้าไม่มีชีวิตชีวา และกระดูกในร่างกายก็อ่อนแอ ธรรมดาเกินไป หากเ้าเป็บุรุษ เ้าต้องพึ่งพาวิทยายุทธเพื่อฝึกฝนร่างกาย แต่น่าเสียดายที่เ้าเป็สตรี...”
เมิ่งอวิ๋นเสียงขมวดคิ้ว การฝึกวิทยายุทธเป็ทางเลือกที่ดี “พวกเ้าไม่อนุญาตให้สตรีฝึกวิทยายุทธหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้อาฮวาก็จ้องมองเมิ่งอวิ๋นเสียงชั่วขณะหนึ่ง แต่เมื่อเมิ่งอวิ๋นเสียงเห็นว่าจิ่งฮวาไม่ตอบ นางก็คิดว่าเขาได้ยินไม่ชัดจึงถามอีกครั้ง
จิ่งฮวากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ใช่ว่าไม่อนุญาต เมื่อเทียบกับอาณาจักรอื่นแล้ว ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านของอาณาจักรเราถือว่าเปิดกว้าง นอกจากนี้ยังมีสตรีที่ฝึกวิทยายุทธ แต่ปกติแล้วพวกนางมักจะเกิดในตระกูลที่ฝึกวิทยายุทธ สตรีจากครอบครัวสามัญไม่มีความคิดเช่นนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็กลอกตาที่มีน้ำตาคลอเบ้าและสูดจมูกที่อุดตันของนาง “ไม่เป็อะไร ข้า้าฝึก วิทยายุทธ”
ชิงหลัวที่ยืนอยู่ข้างนางใ เมื่อเห็นเ้านายของตนตัดสินใจอย่างกะทันหัน นางรีบกล่าวว่า “ไท่จื่อเฟย ไม่ได้แน่นอนเพคะ!”
“เหตุใดถึงไม่ได้?” เมิ่งอวิ๋นเสียงกลอกตา แม่สาวน้อยหนึ่งหมื่นปีคนนี้กล้าตัดสินใจท้าทายนางอีกครั้ง แต่นางจะไม่ปล่อยให้คนอื่นมาทำลายความตั้งใจได้
“ท่านคือไท่จื่อเฟย หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไปก็จะ...”
เมิ่งอวิ๋นเสียงโบกมือด้วยความรำคาญ “กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าไท่จื่อเฟยไม่สามารถฝึกศิลปะการต่อสู้ได้ ยิ่งกว่านั้นคือเ้าไม่เห็นหรือว่าไท่จื่อเฟยของเ้านอนซมอยู่บนเตียงด้วยความเจ็บป่วย เพียงเพราะเป็ไข้หวัดธรรมดา หากคราวหน้ายังเป็เช่นนี้อีกไท่จื่อเฟยของเ้าก็คงจะไม่รอดแน่ ข้าไม่้าถูกจารึกชื่อไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์ ว่าสาเหตุการตายของข้าคือเป็หวัด มันดูไม่สมศักดิ์ศรีเลยแม้แต่น้อย”
จิ่งฮวามองชิงหลัวและตกตะลึงกับการเกลี้ยกล่อมของเมิ่งอวิ๋นเสียง เขาหัวเราะออกมาดังลั่น แต่กลับใเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของเมิ่งอวิ๋นเสียง
สตรีผู้นี้้าให้ชื่อของตนถูกจารึกไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์ น่าสนใจ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก...
“แต่ว่า...” ชิงหลัวยังคงไม่้าให้ไท่จื่อเฟยละทิ้งชื่อเสียงของตน
จู่ ๆ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็โบกมือ “ไม่ต้องพยายามเกลี้ยกล่อมอีกต่อไป ข้าตัดสินใจแล้ว”
เมื่อพูดจบนางก็จามอีกครั้งและพูดคำนั้นขณะที่จมูกเป็สีแดง เมื่อจิ่งฮวามองนาง อารมณ์แปลก ๆ ก็ผุดขึ้นในหัวใจของเขา แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นเขาก็ส่ายหัวอย่างขบขัน
“หากอาเสียง้าฝึกวิทยายุทธ ข้าก็พอจะช่วยเลือกคนฝึกให้ได้” ความจริงเขา้าจะสอนนางเอง แต่เนื่องจากสถานะของเขา เขาจึงไม่สามารถเข้าออกจากตำหนักบูรพาได้ตามใจ้า คราวนี้เขาสามารถเข้ามาในตำหนักได้ก็เพราะเขามาหารือกับไท่จื่อ เขาจึงมีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมนาง