ตอนที่122 อย่าเป็นอะไรนะเหยาเหยา
ระหว่างที่อู๋หมิงปิงเดินลงจากลานประลองเขาตั้งใจเดินทับเส้นทางที่อู๋หมิงฟ่งกำลังก้าวขึ้นบนลานประลองเพื่อรับการทดสอบในลำดับที่เก้าก่อนที่จะโน้มตัวเหมือนเสียหลักและเข้าโอบกอดอู๋หมิงฟ่งพร้อมพูดให้กำลังใจอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“ทำให้ดีนะ.....ผมเป็นกำลังใจให้”
จากนั้นเขาคลายอ้อมกอดแล้วเดินตรงไปยืนข้างๆณิชาด้วยใบหน้าเรียบเฉยคล้ายกับไม่ได้รับรู้การกระทำก่อนหน้าของตนสักนิด
ณิชายิ้มมุมปากให้กับการกระทำเจ้าเล่ห์ของพี่ชายเพราะเธอเหลือบมองเห็นชัดเจนว่าเขาแอบหยิบหินหยกจากกระเป๋าของฝ่ายหญิงในขณะที่อีกฝ่ายกำลังตกตะลึงในคำพูดคล้ายกับให้กำลังใจจากฝ่ายชาย
“อ๊ะ! ศิษย์พี่สาม....”
อู๋หมิงฟ่งตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึงว่าชายที่ตนแอบหลงรักจะปราดเข้ามาโอบกอดพร้อมกับพูดให้กำลังใจเช่นนี้เธอเดินขึ้นลานประลองด้วยอาการใจลอยเล็กน้อยพร้อมกับมีใบหน้าสีแดงก่ำอย่างมีความสุขโดยไม่ได้คิดระแวงในการกระทำของฝ่ายชายแม้แต่น้อย
อู๋หมิงปิงนำหินหยกที่ขโมยมาจากอู๋หมิงฟ่งขณะที่เขาทำท่าโอบกอดให้กำลังใจอีกฝ่ายเขานำไปวางข้างลานประลองในตำแหน่งที่เหลือบมองเห็นการกระทำของฝ่ายหญิงโดยมีณิชาช่วยขยับตัวไปยืนบังการกระทำของเขาด้วยความเข้าใจแผนการของพี่ชายซึ่งเธอเข้าใจแต่แรกแล้ว
เมื่ออู๋หมิงฟ่งเริ่มการทดสอบในด่านแรกซึ่งเธอพบกับด่านวายุพิฆาตเข้าพอดี เธออุทานด้วยความตื่นตกใจในความรุนแรงของพายุที่เกินจากความคาดหมาย
“ฮะ! ทำไมด่านวายุพิฆาตช่างรุนแรงนัก?”
จากผลการวางหินหยกของอู๋หมิงปิงนั้นส่งผลให้พลังของวายุพิฆาตรุนแรงกว่าเดิมสองเท่าตัวเป็นผลให้อู๋หมิงฟ่งต้องเค้นพลังออกมาสร้างเกราะป้องกันพายุที่กลายเป็นใบมีดแหลมคมตวัดตัดเสื้อผ้าและร่างกายตนอยู่อย่างหนักหน่วง
อย่างไรก็ตามอู๋หมิงฟ่งไม่ยินยอมที่จะพ่ายแพ้ในด่านแรกเธอไม่คิดว่าการที่มองดูอยู่ด้านนอกจะไม่สามารถประเมินความรุนแรงของพายุได้เช่นนี้สร้างความงุนงงให้กับเธอเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ได้! ฉันจะพ่ายแพ้ตั้งแต่ด่านแรกไม่ได้ฉันต้องอดทนให้ถึงที่สุด”
อู๋หมิงฟ่งพึมพำอย่างไม่ยอมแพ้เธอพยายามเค้นพลังออกมาต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์ด้วยใจที่มุ่งมั่นที่จะได้เป็นคนรับภารกิจจากอาจารย์ความแข็งแกร่งของอู๋หมิงฟ่งส่งผลให้เธอประสบความสำเร็จในการยืนหยัดอยู่จนครบเวลา
ด่านต่อไปเธอพบเข้ากับวารีพิฆาตที่หนักหน่วงกว่าปกติโดยอู๋หมิงฟ่งพบว่าตนเองไม่สามารถสร้างเกราะป้องกันพลังน้ำที่กลายเป็นมีดเฉือนร่างกายตนเองรวมทั้งเกิดหลุมน้ำวนที่พยายามดูดกลืนร่างตนได้อย่างเต็มที่เป็นผลให้ด่านที่สองนี้อู๋หมิงฟ่งต้องเค้นพลังออกมาใช้จนเกือบหมดตัวแต่เธอยังสามารถอดทนอดกลั้นจนครบเวลาได้
“ดูท่าเธอยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆเลยนะคะ” ณิชาพูดขึ้นมาลอยๆ โดยคิดว่าพี่ชายตนเข้าใจแน่นอน
“ดูไปก่อนเดี๋ยวก็รู้ผลในด่านสามนี้แล้ว” อู๋หมิงปิงตอบกลับอย่างไม่ยินดียินร้าย
เขาถือคติที่ว่าคนที่เป็นพวกเดียวกับอาจารย์ล้วนเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจและไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อด้วยซ้ำไปเนื่องด้วยเขารับรู้ความชั่วร้ายของอาจารย์ที่กระทำต่อศิษย์ในทางลับมากมายซึ่งเขาคิดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุและผลแห่งกรรมนั้นอย่างแน่นอน
ครั้นอู๋หมิงฟ่งผ่านด่านสองมาได้อย่างสะบักสะบอมแต่เธอไม่สามารถยืนหยัดในด่านสามที่ต้องพบกับอัคคีพิฆาตซึ่งรุนแรงกว่าปกติในขณะที่ตัวเธอแทบหมดแรงจากสองด่านก่อนหน้าแล้ว เป็นผลให้อู๋หมิงฟ่งส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดโดยไม่มีโอกาสร้องขอให้อาจารย์ช่วยเหลือแม้แต่น้อย
“ฮะ! ศิษย์คนที่สิบ!เกิดอะไรขึ้น?”
อู๋หมิงกงรีบวาดวงแขนคลายค่ายกลที่สร้างไว้เพื่อเข้าไปช่วยเหลือศิษย์ของตนองกระนั้นเขาก็ไม่สามารถช่วยเหลืออู๋หมิงฟ่งได้ทันกาลเนื่องด้วยร่างกายของอีกฝ่ายถูกเปลวเพลิงคลอกทั่วร่างจนไหม้ไปหมดสร้างความตกตะลึงให้กับศิษย์หลายคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุจนเกิดเสียงวิจารณ์ขึ้นอย่างหนาหูว่า
“ฮะ! เกิดอะไรขึ้นกับศิษย์พี่สิบ?”
“อ๊ะ! ไม่น่าเชื่อ!นั่นศิษย์พี่สิบถูกอัคคีพิฆาตเผาไปแล้วหรือ?”
“ไม่จริงใช่ไหม? ทำไมเป็นแบบนี้?”
“โอ้! ดำเยี่ยงหมึกเช่นนั้นจะไปเหลืออะไรได้อีกเล่า?”
“น่ากลัวเสียจริงค่ายกลของท่านเจ้าสำนักรุนแรงนัก”
ณิชาและอู๋หมิงปิงเหลือบมองดูความช่วยเหลือของเจ้าสำนักและกลุ่มแพทย์จากแผนกโอสถทั้งสองคนคิดว่าอาจารย์ไม่น่าที่จะช่วยเหลืออู๋หมิงฟ่งได้อย่างแน่นอน
ระหว่างที่ผู้คนกำลังวุ่นวายช่วยเหลืออู๋หมิงฟ่งอยู่นั้นอู๋หมิงปิงถือโอกาสทำลายหินหยกก้อนนั้นด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งที่บีบหินหยกจนกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา
“เรียบร้อยดี?”ณิชาเหลือบมองการกระทำของพี่ชายตนพลางเอ่ยชื่นชมเขาเป็นนัย
“อืม......ขอบคุณ”อู๋หมิงปิงส่งเสียงรับคำในลำคอพลางยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
เขาพบว่าน้องสาวผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องตนนั้นมีบุคลิกและนิสัยคล้ายคลึงกับเขามากทีเดียวยิ่งทำให้เขารู้สึกพึงพอใจที่ได้พบญาติของตนอีกคนหนึ่งซึ่งเขาคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่นานในการแก้แค้นให้กับผู้คนของตระกูลเทียนสายหลักเสียที
สักพักหนึ่งเหตุการณ์วุ่นวายของอู๋หมิงฟ่งคลี่คลายไปโดยมีเสียงวิจารณ์ที่แสดงความเสียใจจากหลายคนที่คุ้นเคยกับอู๋หมิงฟ่งเนื่องด้วยหญิงสาวเสียชีวิตไปแล้วโดยที่เจ้าสำนักไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ณิชาเหลือบมองเห็นท่าทางเศร้าซึมของอาจารย์เล็กน้อยเธอลอบยิ้มเยาะด้วยความพอใจที่สามารถกำจัดคนของอาจารย์ได้ทีละคนอย่างน้อยเป็นการตัดแขนขาที่อาจเป็นปัญหาในอนาคต
“เอาละ! ต่อไปลำดับสุดท้าย”อู๋หมิงกงประกาศเสียงดังเพื่อเริ่มทำการทดสอบต่อ
ณิชาเดินขึ้นลานประลองอย่างมั่นใจเธอเชื่อว่าตนเองสามารถฝ่าด่านได้ตามเกณฑ์ทั้งหกด่านอย่างแน่นอน
กระนั้นเธอไม่คาดคิดว่าจะพบเข้ากับด่านเหมันต์พิฆาตเป็นด่านแรกโดยเธอปล่อยให้หิมะเข้าปกคลุมร่างกายแล้วตัวเธอปรับร่างกายตนเองให้อยู่ในสภาพจำศีลแทนการต่อต้านพลังเหมันต์
“ลูกแม่.....อดทนไว้นะพวกเราจะฝ่าด่านทั้งหกไปด้วยกัน ฉันต้องเอาชนะให้ได้”
ณิชาพึมพำอย่างมุ่งมั่นโดยเธอรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างตอบรับคำกล่าวของเธอซึ่งเธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายตนเองกำลังทำงานช้าลง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นของหัวใจการหายใจ กล้ามเนื้อ และส่วนอื่นของร่างกายราวกับว่าเธอกำลังเข้าสู่สภาวะจำศีลอย่างสมบูรณ์ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานอย่างหนึ่งในการเอาชีวิตรอดของเอสเปอร์ทั้งหลาย
อย่างไรก็ตามณิชาไม่รู้เลยว่าการหยุดเคลื่อนไหวไปกะทันหันของเธอเป็นผลให้อู๋หมิงปิงที่ยืนให้กำลังใจเธออยู่ด้านล่าง เขายืนอยู่อย่างกระสับกระส่ายโดยกำหมัดแน่นเพื่อระงับความกังวลใจของตัวเอง
“ศิษย์พี่สามต้องเชื่อมั่นเธอสิเธอจะต้องไม่เป็นอะไร?”อู๋หมิงซ่านพูดปลอบใจอู๋หมิงปิงด้วยความเข้าใจ
เขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาสังเกตเห็นในการกระทำของณิชาคือการเข้าสู่สภาวะจำศีลอย่างแน่นอนไม่ใช่การพ่ายแพ้ต่อพลังเหมันต์พิฆาตเนื่องด้วยเขาเหลือบมองเห็นการตั้งใจหยุดนิ่งของหญิงสาวซึ่งเป็นท่วงท่าของสัตว์ทั้งหลายที่เขาเคยเห็นมาก่อนจึงมั่นใจว่าศิษย์น้องเจ็ดจะต้องตั้งใจกระทำเช่นนั้นแน่นอน
“ขอให้จริงเถอะอย่าเป็นอะไรนะเหยาเหยา?”อู๋หมิงปิงพึมพำด้วยความว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง
อู๋หมิงกงหรี่ตามองการกระทำของณิชาด้วยความสนใจเขาพบว่าหญิงสาวฉลาดมากกว่าที่คิดโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ต่อต้านและทำตัวกลมกลืนไปกับพลังเหมันต์พิฆาตแทนเขาได้แต่หวังว่าเธอจะสามารถฝ่าด่านได้ครบทั้งหกด่านเป็นอย่างต่ำ
อย่างไรก็ตามเขาคาดหวังที่จะให้เธอทดลองฝ่าด่านให้ครบทั้งแปดเพื่อทดสอบประสิทธิภาพค่ายกลของตนเอง
“น่าสนใจ! ศิษย์คนที่เจ็ดฉลาดทีเดียวอยากรู้เสียจริงว่าจะสามารถฝ่าด่านได้มากที่สุดกี่ด่าน?”
เมื่อครบกำหนดห้านาทีค่ายกลพลันเปลี่ยนจากพลังเหมันต์พิฆาตเป็นอัคคีพิฆาตซึ่งเป็นพลังที่ตรงข้ามกันสุดขั้วจนทำให้
เหล่าผู้ชมต่างแสดงความคิดเห็นด้วยความหวาดหวั่น
“อ๊ะ! จากเหมันต์พิฆาตกลายเป็นอัคคีพิฆาตทันที แย่ละสิ!คราวนี้ศิษย์พี่เจ็ดจะฝ่าได้ไหม?”
“ฮะ! นี่มันบ้าไปแล้ว ใครจะไปปรับตัวทันจากหนาวสุดขั้วดันกลายเป็นร้อนสุดขั้วแบบนี้”
“โอ้! อย่าให้ศิษย์พี่เจ็ดเป็นอะไรไปเลยนะ”
“ไม่นะ! ศิษย์พี่เจ็ดขวัญใจผมอย่าเป็นอะไรไปนะครับ”
อู๋หมิงปิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่พบว่าน้องสาวตนยังคงปลอดภัยดีและสามารถต่อกรกับด่านที่สองได้ทันท่วงที
ณิชาพลันลืมตาขึ้นมาพร้อมปลดปล่อยพลังเหมันต์พิฆาตที่กักเก็บไว้ล่วงหน้าออกจากฝ่ามือทั้งสองข้างพร้อมกับพลังเหมันต์อีกส่วนหนึ่งที่เกาะบนผิวหนังเข้าปะทะกับพลังอัคคีพิฆาตซึ่งช่วยให้เธอไม่ต้องใช้พลังปราณสร้างเกราะป้องกันแม้แต่น้อยเพราะพลังที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันเมื่อปะทะกันกลับกลายเป็นว่าบรรยากาศภายในค่ายกลเย็นสบายพอดี
เจ้าสำนักและศิษย์ทั้งหลายที่นั่งอยู่ต่างพากันลุกขึ้นด้วยความตื่นตกใจกับการต่อกรค่ายกลของณิชาโดยเฉพาะอู๋หมิงกงที่พยักหน้าพึงพอใจณิชามากขึ้น เขาพึมพำอย่างมีความหวังว่า
“ดี!ไม่นึกเลยว่าจะเลือกทำเช่นนี้ ดูท่าครานี้ข้าเลือกศิษย์ได้ดีเสียจริง”
อู๋หมิงปิงตาเป็นประกายด้วยความยินดีที่พบว่าน้องสาวตนเก่งกาจและฉลาดเฉลียวกว่าที่คาดคิดไว้เขามั่นใจมากขึ้นว่าภารกิจลับในการกำจัดอาจารย์มีโอกาสเป็นไปได้อย่างแน่นอน
“เห็นไหม? ผมบอกแล้วว่าอย่าประมาทเธอ”อู๋หมิงซ่านบอกอู๋หมิงปิงอย่างยินดี
เขาเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าณิชาจะต้องได้รับทักษะพิเศษหรือแม้แต่สมบัติที่ช่วยให้หญิงสาวแข็งแกร่งขึ้นรวดเร็วเหนือกว่าคนอื่นจากหอตำราซึ่งแค่การที่ศิษย์น้องเจ็ดสามารถขึ้นไปบนชั้นสองได้ย่อมแสดงให้เห็นว่าหญิงสาวมีทักษะบางอย่างที่ซ่อนไว้อย่างแน่นอน
“เห็นแล้ว.....ต้องรอดูว่าจะผ่านได้ครบทั้งหกด่านไหม?”
อู๋หมิงปิงพยักหน้าเข้าใจทว่าเขายังคงกังวลในด่านต่อไปที่น้องสาวจะต้องเผชิญเพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นด่านแบบใด
ครั้นครบห้านาทีบรรยากาศในค่ายกลพลันเปลี่ยนเป็นวายุพิฆาตซึ่งณิชาจำเป็นต้องใช้พลังปราณเข้าต่อสู้ทว่าเธอเลือกต่อสู้ในรูปแบบของตนเองที่แฝงการใช้ทักษะมือกลเข้าร่วมด้วยเนื่องด้วยทักษะมือกลของเธอมีความเร็วเทียบเคียงได้กับความเร็วของพลังลมที่คมกริบพอดีซึ่งเธอต้องการใช้วายุพิฆาตเป็นตัวช่วยลับคมทักษะมือกลให้คล่องแคล่วกว่าเดิมไปในตัว
เกิดเสียงฮือฮาจากกลุ่มผู้ชมอีกครั้งที่ได้พบเห็นทักษะแปลกตาในการใช้ฝ่ามือสองข้างเข้าต่อกรกับพลังของวายุพิฆาตโดยตรง
“ฮะ!นั่นศิษย์คนที่เจ็ดไปเรียนรู้ทักษะหย่งเหิงมาหรือ?เป็นไปได้อย่างไร?”
อู๋หมิงกงตกตะลึงที่พบว่าบางกระบวนท่าที่ณิชาใช้ออกมานั้นสอดคล้องกับภาพของทักษะต่อสู้หย่งเหิงฉบับย่อที่เขามีซึ่ง
ได้รับจากแฝดผู้พี่พอดีทว่ามีอีกหลายกระบวนท่าที่แตกต่างจากตำราของตน จึงเพ่งมองด้วยความสนใจ
อย่างไรก็ตามอู๋หมิงกงไม่สามารถมองตามทันได้ทั้งหมดทำให้เขาเกิดความสับสนในกระบวนท่าของณิชาที่ใช้ออกมาว่าจะเป็นทักษะต่อสู้หย่งเหิงจริงหรือไม่
“คงเป็นไปไม่ได้ไม่เคยมีใครขึ้นไปบนชั้นสองได้ หรือว่าศิษย์คนที่เจ็ดจะขึ้นไปได้จริงๆเห็นทีต้องสอบถามให้รู้เรื่องเสียแล้ว”
อู๋หมิงกงเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจจนวางแผนที่จะสอบถามณิชาหลังการทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว