บทที่ 6 : จบคดี
ถ้าไม่รังเกียจขอร่วมวงด้วยได้ไหมครับ?
ถ้าเกิดมิสฆาตกรตอบว่าไม่ได้ นายก็จะยืนดูอยู่วงนอกอย่างสงบเสงี่ยมหรือยังไงกันฮะคุณตำรวจ
ลูซีฟอยากถลึงตาใส่ผู้มาใหม่ที่ทั้งสุภาพและมากมารยาทแต่มันต้องไม่เอามาใช้ในจังหวะนี้ ช่วยเบิ่งตาดูเืที่เสียไปกับมือที่าเ็ของเขาด้วย
ถึงในใจจะบ่นไปมากมายแต่ปากกับสีหน้าของลูซีฟไม่ขยับสักนิดดวงตาจ้องมองผู้มาใหม่ที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กสีน้ำตาลและกางเกงสีดำดูเป็ชุดสบายๆ และคล่องตัวอย่างยิ่ง
แต่ตำรวจเวลาปฏิบัติงานไม่ใส่ชุดเครื่องแบบหรอกเรอะ
ฆาตกรสาวเห็นผู้มาใหม่ก็เบิกตากว้างท่าทางร้อนรนเธอหันมามองลูซีฟอย่างอาฆาตครั้งหนึ่งแล้ววิ่งหนีออกไปอีกทางโดยไม่แม้แต่จะเสียเวลาพูดคุย
ลูซีฟกำลังจะอ้าปากะโไล่หลังแต่มีดในมือถูกชิงไปทำให้เขาชะงักหันไปมองคนแย่งมีดอย่างฉงน
“ยืมหน่อยนะ” พูดจบมีดก็ถูกขว้างออกไปด้วยความเร็วที่มองตามแทบไม่ทัน
กว่าจะรู้ตัวอีกทีมีดก็ไปปักอยู่กลางหลังฆาตกรสาวแล้วร่างนั้นล้มลงห่างออกไปเพียงสิบเมตรเท่านั้น ไม่ได้ร้องออกมาสักคำ ลูซีฟมองเธอตาปริบๆแล้วกันมามองคนขว้างมีดอย่างพูดอะไรไม่ออก
นี่คือวิสามัญฆาตกรรมใช่ไหม
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือมิสเตอร์” คนขว้างมีดยิ้มให้กับลูซีฟผู้ให้ความร่วมมืออย่างยอดเยี่ยม
ลูซีฟส่งเสียงขึ้นจมูก
แย่งไปเองชัดๆ มาพูดว่าให้ความร่วมมืออะไร
“เื่ให้ปากคำคงต้องเอาไว้ทีหลังตอนนี้คุณควรไปหาหมอก่อนนะมิสเตอร์ฮิลเกรม” ตำรวจตาสีฟ้าซีดกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ลูซีฟก้มมองแผลที่มือซ้ายแล้วเกือบกระตุกยิ้มมันเปื้อนไปด้วยเลือกของเขาและอะไรบางอย่างที่เคยติดอยู่กับมีดสีเืนั่น เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงมาปกปิดแผลไว้มือกดลงบนผ้าเหมือนกับกำลังห้ามเื
“ขอบคุณสำหรับความห่วงใย แผลแค่นี้ผมกลับไปทำแผลใส่ยาเองที่บ้านก็ได้ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาลหรอกครับคุณ...?”
“อ้อ เสียมารยาทแล้วขออภัย ผมชื่อเทจ โคเลอร์ เป็รองสารวัตรตำรวจครับ”
“ครับ ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการ มิสเตอร์โคเลอร์ ถึงคุณจะรู้จักผมผ่านทางอื่นแล้วแต่ก็ขอแนะนำตัวสักหน่อยผมชื่อลูซีฟ ฮิลเกรมครับ” ลูซีฟแอบเสียดสีเขาเล็กน้อยถึงความไร้มารยาท
ชื่อของเขาอีกฝ่ายคงรู้จักจากคดีแต่เขาเพิ่งจะมารู้ชื่ออีกฝ่ายตอนคดีจบแล้ว แถมยังเป็คนเอ่ยปากถามเองอีก คะแนนความเป็สุภาพบุรุษของเทจโคเลอร์น่าจะติดลบ
ขอการันตีว่าไอ้หมอนี่จะขึ้นคานในอนาคต
เทจ โคเลอร์ดูจะรู้ตัวว่าถูกเสียดสี เขากระตุกมุมปากเป็รอยยิ้มแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการมิสเตอร์ฮิลเกรมผู้ต่อยคนร้ายสาวอย่างยอดเยี่ยม องค์เทพทั้งสิบต้องคุ้มครองคนดีอย่างคุณเป็แน่แท้อ้อ ผมจะให้ดูรว์พาคุณไปส่ง คุณออกมาทางหน้าต่างคงกลับห้องตัวเองได้ยากลำบากถ้ากลับคนเดียว”
“...” ยอกย้อนได้เจ็บแสบเสียจริงคุณรองสารวัตร
“และหวังว่ามิสเตอร์จะช่วยเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับชั่วคราวนะครับเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ”
“ครับ คงต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว”
ลูซีฟพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยพอใจ เื่นี้ถึงอยากเอาไปเล่าแล้วยังไงมีใครเชื่อด้วยหรือ พูดไปแล้วออกจะมหัศจรรย์เกินไปหน่อย
“ผมดูรว์ สเตลล์จะไปส่งให้ถึงบ้านเอง” ดูรว์หรือชายที่แย่งมีดไปจากเขาแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม
ลูซีฟมองหน้าดูรว์ครั้งหนึ่งอย่างเต็มตาเป็ชายหนุ่มผมยาวสีน้ำตาลอ่อน ั์ตาสีน้ำเงินเข้ม ก็ว่าอยู่ทำไมเสียงคุ้นนัก เป็ไอ้หมอนี่เองที่แบกเขาไปส่งโรงพยาบาลงั้นหัวหน้าที่อีกฝ่ายพูดด้วยในที่เกิดเหตุก็เป็เทจงั้นสินะ?
ในระหว่างทางเดินกลับดูรว์ก็ชวนเขาคุยไปด้วยคล้ายแก้เบื่อ
“คุณยอดเยี่ยมจริงๆ มิสเตอร์ฮิลเกรม ทั้งการออกจากบ้านเองและการต่อสู้แย่งอาวุธกับคนร้ายราวกับผู้มีประสบการณ์โชกโชน”ดูรว์กล่าวชม แต่ลูซีฟฟังแล้วไม่เหมือนคำชมเท่าไร
“ถ้าคุณว่าการจับมีดด้วยมือเปล่าคือผู้มีประสบการณ์โชกโชนปัจจุบันผมคงไม่มีมือแล้วล่ะมิสเตอร์สเตลล์”
พูดอะไรเกรงใจแผลที่มือเขาด้วยถึงจะรักษาตัวเองได้มันก็ยังเจ็บอยู่นะเว้ย
ดูรว์หัวเราะขบขันแล้วส่ายหน้า
“ผมหมายถึงการตัดสินใจที่สุขุมเยือกเย็นต่างหาก ไม่มีความลนลานไม่ได้กรีดร้องโวยวาย ยังใจเย็นสู้กับคนร้ายและแย่งมีดมาได้ ถ้าเป็คนธรรมดาทั่วไปทำอย่างคุณไม่ได้หรอกนะครับ”
“ผมก็คนธรรมดา แค่ใจเย็นมากๆ เท่านั้น” ลูซีฟกระตุกยิ้มแล้วยักไหล่อย่างผ่อนคลายเขามองไม่เห็นความผิดปกติของตัวเองแม้แต่น้อย
ดูรว์ยิ้มไม่ได้ต่อคำ แต่แววตากลับไม่เห็นด้วยกับคำพูดของลูซีฟนัก
คนธรรมดาที่ไหนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ด้วยความเยือกเย็นสุดขีดแบบนั้นได้แถมยังแย่งมีดกับคนร้ายอย่างไม่เกรงกลัว
เขาไม่รู้หรือว่าจังหวะนั้นเป็วิกฤตชีวิตขนาดไหน หากจับมีดพลาดและเรี่ยวแรงของเขาไม่พอมีดเล่มนั่นจะเสียบทะลุร่างเขาไปแล้ว
ไม่กลัวความตายหรือยังไง?
ถ้าลูซีฟรู้ความคิดเขาก็คงตอบไปว่ากลัวตายแน่อยู่แล้วสิมีมนุษย์คนไหนบ้างที่ไม่กลัวตาย แต่เมื่อรู้ว่าตอนนี้ร่างกายของเขามีสภาพกึ่งะรักษาาแตัวเองได้ แม้แต่อวัยวะที่ตัดขาดไปแล้วก็ยังงอกใหม่ได้ดุจจิ้งจกกับแผลเล็กๆ อย่างมีดบาดยังต้องกลัวรึ
เมื่อดูรว์มาถึงถึงหน้าประตู ลูซีฟกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินขึ้นบ้านไปเคาะประตูอลันที่มาเปิดประตูให้ใที่เห็นลูกชายและตำรวจอยู่นอกบ้าน เขากล่าวถามไถ่เื่ที่เกิดขึ้นอย่างลนลานเห็นาแของลูซีฟก็อยากจะพาไปหาหมอ แต่เห็นว่าแผลไม่ได้ลึกมากนักก็พอจะสงบใจทำแผลอยู่บ้านได้
แต่อลันก็ไม่ลืมกำชับว่าพรุ่งนี้ต้องไปตรวจเพราะแผลอาจติดเชื้อโรคได้เพื่อให้พ่อวางใจลูซีฟพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะไปมหาวิทยาลัยจะแวะไปโรงพยาบาล
ลูซีฟพันแผลเสร็จจึงอาบน้ำอีกหนก่อนเข้านอน หลังล้มตัวลงนอนไปแล้วเขาก็ปรากฏตัวขึ้นภายในจิตใต้สำนึก
“จบคดีไปแล้ว ผมคงไม่ต้องระแวงจะมีใครมาถูกฆ่าแล้วสินะ”ลูซีฟมองหน้าแซมที่นั่งไขว้ห้างเหวี่ยงสายโซ่นาฬิกาโบราณเป็วงกลม เขาพยักหน้ายิ้มๆ
“ถ้านายไม่ไปหาเื่ใส่ตัวเพิ่มในอนาคตก็ไม่ต้องระแวงอีก”
ลูซีฟทำหน้าเหมือนถูกใส่ร้าย “นายอย่าพูดเหมือนผมเป็พวกชอบหาเื่ใส่ตัวสิผมเป็คนสงบเสงี่ยม”
“ดูจากการที่พูดเสียดสีเก่งอย่างนายไม่มีทางที่จะสงบเสงี่ยมจริงหรอกอย่าได้พยายามหลอกตัวเอง”
“...” เขาดูเหมือนคนหลอกตัวเองตรงไหน
“นายพักเถอะ เื่าแไว้ฉันจะชะลอการรักษาให้พรุ่งนี้ยังต้องไปหาหมอหลอกๆ และให้ปากคำตำรวจอีกหากเขาขอดูแผลแต่ไม่มีให้ดูคงน่าสงสัยมาก”
“แค่ผมจับมีดด้วยมือเปล่าเขาก็สงสัยแล้ว” ลูซีฟแสร้งทำหน้าบึ้งตึง“ผมเป็คนใจเย็นเขาก็ไม่เชื่อ จุ๊ๆ พวกตำรวจช่างเชื่อคนยากเสียนี่กระไร”
“ถ้าเขาเชื่ออย่างง่ายดายก็คงไม่ได้เป็ตำรวจยศสูงขนาดนั้นหรอก”แซมหัวเราะเสียงดังอย่างขบขัน ลูซีฟหัวเราะตามไปด้วยเพราะเขาเองก็คิดอย่างนั้น
ตำรวจในโลกนี้ไม่ได้ใช้เส้นสายในการเลื่อนขั้นหนักเท่ากับโลกของเขาโดยเฉพาะมีเื่ของพลังพิเศษมาเกี่ยวข้องด้วยอย่างนี้ ถ้าเป็แค่ไอ้โง่ที่ถูกตบตาได้ง่ายเมืองนี้คงกลายเป็เมืองเถื่อนไปแล้ว
ลูซีฟออกจากจิตใต้สำนึกแล้วหลับอย่างสงบสุขทุกความสงสัยในคดีที่เกิดขึ้นถูกเขาทิ้งไว้เื้ัอย่างไม่ไยดีการพักผ่อนที่เพียงพอจะทำให้สมองปลอดโปร่งเผื่อจะได้เผชิญหน้ากับวันพรุ่งนี้ที่ไม่แน่นอน
ในยามเช้าลูซีฟรีบจัดการตัวเองและใส่เสื้อเชิ้ตกางเกงผ้าสีดำอย่างสุภาพเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ทั้งหมดเรียบร้อยออกมานั่งรอที่โต๊ะอาหารอย่างสงบเสงี่ยมมื้อเช้าเขาไม่ได้ลงมือทำแต่เป็มาร์ช มือที่าเ็นี้คนที่บ้านไม่มีใครยอมให้เขาแตะเครื่องครัว
หลังกินมื้อเช้าเสร็จครอบครัวฮิลเกรมก็แยกย้ายกันไปอลันไปทำงาน มาร์ชไปโรงเรียนบัญชี ส่วนเขาต้องไปโรงพยาบาลก่อนถึงจะไปมหาวิทยาลัย
แน่นอนว่าเขาพบตำรวจที่มาหน้าโรงพยาบาลอย่างคาดไม่ถึง
ลูซีฟเลิกคิ้วแล้วทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้มแสนสุภาพ
“เจอกันอีกแล้วนะครับคุณตำรวจ ช่างบังเอิญจริงๆ”
“ใช่ ไม่คิดว่าคุณจะมาโรงพยาบาลในตอนเช้า” เทจกล่าวพลางเอียงคอมองลูซีฟ“พวกเรามาที่นี่ด้วยเื่ของคดี กำลังจะกลับพอดี”
“ครับ” คงมาด้วยเื่ศพฆาตกร ส่งมาให้แพทย์นิติเวชตรวจศพล่ะมั้ง
“ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว หากไม่รบกวนเกินไปเชิญไปให้ปากคำสักครู่ได้ไหมครับ”
“ไม่มีปัญหาครับ”
ลูซีฟไม่มีปัญหาถ้าจะใช้เวลาสักชั่วโมงให้ปากคำเพราะเวลาเรียนของเขากว่าจะเริ่มก็เก้าโมงเช้า นี่เพิ่งจะแปดโมงเท่านั้นและมหาวิทยาลัยก็อยู่ไม่ไกลด้วย
หลังสอบปากคำที่ไม่ได้มีคำถามที่ชวนกระอักกระอ่วม เหมือนทำไปพอเป็พิธีเนื่องจากตำรวจก็เป็ผู้อยู่ในเหตุการณ์อยู่แล้ว(ถึงเขาจะแอบดูก็ตาม) ทำให้ใช้เวลาไม่นานนักเพียงครึ่งชั่วโมงลูซีฟก็ออกจากสถานีตำรวจอย่างราบรื่น เขารีบตรงไปยังมหาวิทยาลัยต่อในทันที
มหาวิทยาลันแคนดร้าเป็มหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อในด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรมมากที่สุดในรัฐเออร์มอนศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรมมีชื่อล้วนจบจากที่นี่ทั้งนั้นแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคณะอื่นให้เรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
มีอีกสองคณะให้เรียนรู้คือคณะรัฐศาสตร์ที่มีชนชั้นสูงเข้าเรียนอยู่ไม่น้อยและคณะนิติศาสตร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ที่จริงมีโรงเรียนเฉพาะนักกฎหมายหากอยากเป็ทนายความในอนาคตแต่ต่อมามีเพิ่มหลักสูตรสำหรับนักกฎหมายเพื่อให้ได้คุณวุฒิสำหรับทำงานในหน่วยงานรัฐอย่างอัยการหรือผู้พิพากษา หรือตำแหน่งอื่นที่เกี่ยวข้อง
ในรัฐเออร์มอนมีคณะรัฐบาลบริหารปกครองโดยมีกษัตริย์เป็ประมุข
หรือก็คือการปกครองระบบรัฐสภา ประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาลแยกออกจากกันเมื่อมีรัฐบาลบริหารประเทศประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ มันคือการเข้าเป็ข้าราชการนั่นเอง
การให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมทำให้คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ถูกเพิ่มเข้ามาในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งในรัฐเออร์มอนคนที่จบจากมหาวิทยาลัยและได้รับการรับรองวุฒิถึงจะมีสิทธิสอบเข้าเป็ข้าราชการได้หรือมีสิทธิเข้าร่วมในรัฐสภา
ไม่แปลกหากในสองคณะนี้จะมีชนชั้นสูงเป็จำนวนมากแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประชาชนธรรมดาที่เข้าเรียน
ที่ลูซีฟคนก่อนไม่ได้เข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์เพราะความชอบของเขาเองทั้งยังไม่สนใจการเมืองด้วย
คณะประวัติศาสตร์ก็ไม่เลวนัก โดยเฉพาะสำหรับคนที่มาจากต่างโลกแบบเขามันจะทำให้เขามีข้ออ้างในการศึกษาหนังสือหลากหลายเพื่อหาทางกลับโลกเดิมได้โดยไม่ถูกมองอย่างสงสัยและแปลกประหลาด
เมื่อเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยลูซีฟก็เจอคนรู้จักของร่างเดิมชายหนุ่มตัวผอมผมสีน้ำตาลอ่อนสวมแว่นตาหนา เขาหันมามองลูซีฟแล้วยิ้มให้อย่างร่าเริง
“อรุณสวัสดิ์ลูซีฟ เมื่อวันก่อนนายเป็อะไรทำไมไม่มีเรียนล่ะ”
“อรุณสวัสดิ์อังเดร เมื่อวันก่อนผมเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยเลยไม่ได้มาเรียน”ลูซีฟยกมือขึ้นโบกและชี้ที่คอของตนเอง “ได้มาหลายแผล แต่ไม่เจ็บร้ายแรงนักผมจึงมาเรียนได้ในวันนี้”
อังเดร ฟีแนนอุทานแล้วมองสำรวจเขาอยู่ครู่ใหญ่สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก
“ท่าทางนายจะาเ็มาก ไม่พักอีกสักวันหรือ ศาสตราจารย์คงไม่ว่าอะไรนายหรอก”
“ไม่เป็ไร ผมพักฟื้นไปสองวันแล้ว”
“เอาเถอะ ฉันเชื่อนาย พวกเราเข้าเรียนกันเถอะ”
“ตกลง” ลูซีฟเดินเข้าห้องเรียนไปพร้อมกับอังเดรระหว่างทางก็ทักทายนักศึกษาที่คุ้นเคยไปหลายคนพวกเขาต่างถามไถ่ถึงลูซีฟและกล่าวแสดงความห่วงใยสองสามประโยค
มาตอนนี้เขารู้สึกว่าลูซีฟคนเดิมก็ดูมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีไม่น้อยรู้จักคนเยอะอยู่เหมือนกัน แม้แต่ชนชั้นสูงในคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ก็ยังรู้จักอีกเส้นสายกว้างขวางขนาดนี้อนาคตก็คงรุ่งเรืองอยู่ถ้ารู้จักใช้ให้เป็ประโยชน์
ชั่วโมงเรียนของลูซีฟผ่านไปพร้อมกับความง่วงพอประมาณ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการออกมาให้เห็นเด่นชัดเพื่อให้ศาสตราจารย์ที่กำลังสอนอยู่หงุดหงิดเมื่อศาสตราจารย์มองมาก็จะลูบต้นคอที่มีผ้าพันแผลเป็พักๆ สีหน้าดูเฝื่อนๆสักหน่อย เขาก็จะมองข้ามอาการง่วงนอนจางๆ ของลูซีฟไป
นี่เรียกว่าใช้ความสงสารเห็นใจให้เป็ประโยชน์
แต่เขาก็ไม่คิดจะให้ตัวเองง่วงนอนทุกครั้งที่ต้องเรียนลูกเล่นกระตุ้นการเรียนสมัยอยู่โลกเดิมถูกงัดขึ้นมาใช้ในหน้ากระดาษจดถูกวาดรูปและแผนผังข้อมูลหลากหลาย มีการวาดตัวการ์ตูนเบี้ยวๆลงไปเพื่อให้ดูสดใสน่าสนใจ อังเดรที่นั่งเรียนอยู่ข้างๆ ก็มองเขาเมามันกับการเขียนเป็พักๆเมื่อหมดชั่วโมงเรียนก็มาขอดูสมุดจด
“จดข้อมูลแบบนี้ไม่รู้สึกว่าตาลายบ้างเหรอ” อังเดรถามหลังจากอ่านสมุดของเขารู้สึกว่ามันไม่เป็ระเบียบเลยสักนิด
“ไม่หรอก การจดบันทึกแบบนี้ช่วยให้จดจำได้ง่ายกว่าสำหรับผม”เพราะเป็ผู้จดเองและวาดตกแต่งเองเลยรู้สึกว่ามันอ่านง่าย และมันดูเจริญตามากกว่าตัวหนังสือล้วนเรียงกันเป็พรืด
หนังสือเรียนของเขาที่โลกเดิมก็เป็แบบนี้ การใช้กรอบ ลวดลายและตัวการ์ตูนในหนังสือเพื่อกระตุ้นความสนใจในการอ่านมีให้เห็นจนรู้สึกว่ามันเป็ปกติมาก
“เมื่อก่อนนายไม่ได้จดแบบนี้” อังเดรเอียงคอมองอย่างฉงน
“อืม... มันเป็วิธีที่ผมเพิ่งทดลองใช้น่ะ”
โกหกกันซึ่งหน้า แต่ลูซีฟก็ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงให้แเีเหมือนกันเพราะสำหรับนักวิชาการ การจดบันทึกอย่างเป็ระเบียบมันดูสมเหตุสมผลกว่า
อังเดรดูคลางแคลงใจ แต่สีหน้าของลูซีฟก็ไม่เปลี่ยนซ้ำยังควงปากกาเล่นราวกับว่าการจดบันทึกนี้เป็อะไรที่ธรรมาดอย่างมากเขาจึงก้มอ่านอีกครั้ง มองเผินๆ อาจจะดูไร้ระเบียบชวนตาลายแต่พออ่านข้อความจะรู้สึกได้ว่ามันดูอ่านง่ายกว่าที่คิด
อังเดรขมวดคิ้ว รู้สึกว่าบันทึกของลูซีฟอ่านง่ายและน่าอ่านกว่าของเขาเสียอีก
“นายสอนฉันเขียนแบบนี้บ้างสิ” อังเดรสนใจการจดบันทึกแบบนี้ขึ้นมาแล้ว
“ได้สิ” ลูซีฟหัวเราะคิกคัก “แต่ก่อนหน้านั้นเราไปหาอะไรกินกันดีกว่านี่ก็เที่ยงแล้ว”
“ลูซีฟ อังเดร ไปกินมื้อเที่ยงกันเถอะวันนี้พวกเราจะไปที่ร้านของมาดามเชอรีกัน” เพื่อนคนอื่นในคณะะโเรียกพวกเขาหลังจากปรึกษาเื่ร้านอาหารที่จะไปแล้ว
ปกติก็ไม่ได้ชวนไปกันเป็กลุ่มแบบนี้ แต่วันนี้มาแปลก
ลูซีฟเลิกคิ้วมองพวกเขาแต่ยังไม่ทันพูดอะไรอังเดรก็ตอบตกลงไปซะแล้วถ้าเขาไม่ไปด้วยก็ดูจะเสียมารยาท
“ตกลง ไปที่ร้านมาดามเชอรีกันเถอะ”