หลังจากช่วยท่านเก็บของจากการทำพิธีจนเสร็จทั้งสองก็กลับเข้ามาที่กระท่อมอีกครั้ง ท่านฤๅษีจึงไล่ให้วิฬาร์ไปพักผ่อนเพราะรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้เขาจะต้องออกเดินทางจึงอยากให้สงวนแรงเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
แต่วิฬาร์ที่รู้ตัวดีว่าวันเวลาที่ตัวเองต้องจากสถานที่แห่งนี้ไปกำลังจะมาถึงเขาก็นึกถึงเื่สำคัญเื่หนึ่งขึ้นมาได้ จึงคิดอยากจะขอร้องท่านฤๅษีดูสักครั้ง
“พระอาจารย์ครับ”
“หืม?มีอะไรรึ?” ท่านสังเกตเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนของมันมาั้แ่หลังเสร็จพิธีแล้วเดิมทีเข้าใจว่ามันคงยังติดใจสงสัยเื่ร่างแปลงของท่านอยู่ แต่เมื่อมองั์ตามันก็พบว่ามันมีสีหน้าหนักใจระคนเกรงใจจึงรู้ได้ในทันทีว่าเป็เื่อื่น
“ท่านรู้ใช่มั้ยครับว่าที่แห่งนี้มีละอองเวทมนตร์หนาแน่นมาก”เขาถามเสียงเบา
“เอ๊ะ! เ้ารู้เื่นี้ได้อย่างไรกัน!!!”คทานนหันขวับมาอย่างใ สายตาเซื่องซึมเมื่อครู่เปลี่ยนเป็เบิกกว้างอย่างใราวกับเห็นผีสาง
“คือ…เอ่อ”วิฬาร์ตอบเสียงอ้อมแอ้ม เขาจะบอก NPC ยังไงดีว่าตัวเองเคยเล่นเกมนี้มาก่อน่ระยะเวลาหนึ่งจึงมีความเข้าใจในเวทมนตร์สะสมอยู่ไม่น้อย แต่ไอ้ครั้นจะโกหก กุเื่ประมาณว่าตนเองเรียนรู้มาจากฤๅษีท่านอื่นแล้วละก็ วิฬาร์ยิ่งไม่กล้าพูดเข้าไปใหญ่เพราะด้วยระดับเพียงแค่ยี่สิบสี่อย่างเขาต่อให้รู้เื่นี้มาั้แ่วินาทีแรกที่เข้าเกมก็เป็ไปไม่ได้ที่จะฝึกฝนจนสามารถััละอองเวทมนตร์ได้เพียงระยะเวลาไม่นาน
เพราะเื่อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับผู้ที่ฝึกใช้เวทมนตร์จนเข้าถึงแก่นแท้ของเวทต้อง กิน นอน อยู่ เป็ ตาย กับมันเป็เวลายาวนานเท่านั้น
ท่านที่เห็นวิฬาร์อิดเอื้อนไม่ตอบคำก็หรี่ตาลงอย่างสงสัยแต่พอเข้าใจได้ว่านี่อาจจะเป็ความลับส่วนตัวของวิฬาร์จึงพยายามไม่ถามถึงเื่นี้
“ก็ได้ในเมื่อนี่เป็ความลับสำคัญของเ้า งั้นข้าก็จะไม่ก้าวก่าย ใช่ข้ายอมรับว่าพื้นที่แห่งนี้มีละอองเวทมนตร์หนาแน่นกว่าพื้นที่อื่น แล้วมันจะทำไม?เ้าจะทำอะไรกับมัน?”
“ไม่รู้ว่าละอองเวทมนตร์ที่นี่เข้มข้นพอจะทำพิธีเชื่อมโยงเวทมนตร์ได้มั้ยครับ?”
“พิธีเชื่อมโยงเวทมนตร์?เ้าทำมันได้รึ? ด้วยเลเวลเท่าเนี้ยเนี่ยนะ!” ยิ่งคุยกับเ้าเด็กนี่ท่านก็ยิ่งมีความรู้สึกตื่นตะลึงกับแต่ละคำที่หลุดออกมาจากปากของวิฬาร์
ปกติแล้วไม่มีทางที่พวกนักเดินทางเลเวลต่ำจะรู้จักและััถึงละอองเวทมนตร์และยิ่งไม่มีทางที่นักเดินทางพวกนี้จะรู้จักพิธีเชื่อมโยงเวทมนตร์ ถ้าหากไม่ได้เข้าถึงแก่นแท้แห่งเวทมนตร์ระดับสูงมาแล้วทว่าเื่แบบนี้กลับเกิดขึ้นตรงหน้าท่าน
สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้แทบไม่ต่างจากหมอคนหนึ่งที่เพิ่งทำคลอดเด็กออกมาแล้วรับเลี้ยงมันแต่หลังจากป้อนข้าวป้อนน้ำมันเสร็จ มันกลับขอช่วยผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ นี่จะไม่ให้แตกตื่นได้ยังไง!
“ทำได้ครับแต่คงต้องรบกวนท่านช่วยคุ้มกันระหว่างข้าทำสมาธิสัก่เวลาหนึ่ง”
พิธีนี้มีหลายขั้นแต่ในขั้นต้นสามารถทำได้ผ่านการนั่งสมาธิอยู่ในพื้นที่ที่มีละอองเวทมนตร์เข้มข้นในเมื่อมันไม่ได้วุ่นวายอะไรนัก บวกกับท่านก็ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั่งดูมันอยู่เฉยๆท่านจึงตอบตกลง
“ฮ่าๆเ้าช่างน่าสนใจซะจริงๆ ได้! ข้าจะช่วยคุ้มกันให้เื่นี้ไม่มีปัญหา ละอองเวทมนตร์ที่นี่เข้มข้นกว่าที่อื่นราวสองส่วนเ้าทำพิธีได้เต็มที่” ท่านหัวเราะอย่างถูกใจในความพิสดารของศิษย์ตรงหน้าท่าทางเ้าเด็กนี่จะซ่อนคมเอาไว้มากทีเดียว
“มากถึงสองส่วน?”เ้าของดวงตาสีน้ำตาลทอแววตื่นเต้นอย่างชัดเจน
พิธีเชื่อมโยงเวทมนตร์เป็พิธีที่จะเพิ่มศักยภาพของผู้ทำพิธีให้สามารถใช้เวทมนตร์ได้ดียิ่งขึ้นผ่านการควบแน่นเวทมนตร์ด้วยพิธีกรรม
พิธีกรรมนี้ทำได้ไม่ง่ายเพราะผู้ที่จะทำได้ จะต้องกดพลังเวทมนตร์ของตัวเองจนต่ำถึงขีดสุดอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ร่างกายของตัวเองมีที่ว่างเพียงพอที่จะรับพลังธรรมชาติเข้ามาเสริมในส่วนที่ขาดหายไปจากนั้น เมื่อเริ่มกระบวนการขั้นต้นได้แล้ว จะต้องค่อยๆชักนำพลังเวทมนตร์เข้าสู่ร่างกายตัวเอง ค่อยๆ โคจรมันไปรอบกาย สร้างความคุ้นเคยและเปลี่ยนแปลงพลังเวทมนตร์จากธรรมชาติให้กลายเป็พลังเวทมนตร์ของตัวเองขุดลอกพื้นที่ว่างในตัวเองให้กว้างพอจะเพิ่มค่าพลังเวทอย่างถาวรได้
และจุดนี้คือขั้นตอนที่ยากที่สุดหากมีความเชี่ยวชาญไม่มากพอก็อาจทำให้กระแสพลังตีกลับจนตายอย่างอนาถ
แต่การพูดถึงความเชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ต่อหน้าวิฬาร์ก็ไม่ต่างจากการถามวิศวกรคนหนึ่งว่าเรียนฟิสิกส์ ม.ปลาย ง่ายแค่ไหนเพราะมันง่ายนิดเดียวจริงๆ
พอได้รับคำอนุญาตจากพระอาจารย์วิฬาร์จึงเดินเข้าไปที่เตียงพักของตัวเอง นั่งลงในท่าที่สบายที่สุดจากนั้นพริ้มตาหลับ เข้าสู่ห้วงสมาธิเพื่อเริ่มพิธีกรรมเวทมนตร์ในทันที
เขาแผ่พลังเวทมนตร์ออกสู่ภายนอกจนหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นานทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนล้าอย่างหนัก เพราะใช้เวทมนตร์จนแห้งเหือด
เขาเริ่มปวดหัวหนักขึ้นเรื่อยๆรับรู้ได้ว่าร่างกายเริ่มอ่อนแรง มีอาการคลื่นไส้ประดังเข้ามา ทั่วทั้งตัวเขาตอนนี้เหมือนถูกมือไร้สภาพบีบรัดั้แ่หัวจรดเท้าหายใจเข้าก็ร้อนลวก หายใจออกก็ทรมาน
แต่เขาต้องพยายามเอาชนะปฏิกิริยาของร่างกายทั้งหมดนี้ให้ได้
วิฬาร์ข่มกลั้นความรู้สึกจนเหงื่อไหลท่วมตัวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สมองรับภาระจนถึงขีดสุด เพราะนอกจากจะต้องต่อต้านอาการผิดปกติของร่างกายแล้วมันยังต้องคอยควบคุมการแผ่พลังเวทมนตร์อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
กว่าครึ่งชั่วโมงที่วิฬาร์ข่มกลั้นจิตใจในที่สุดเขาก็ทำพิธีกรรมขั้นต้นเสร็จ
ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่ต่างจากภาชนะอันใสสะอาดที่ว่างเปล่าเหลือพลังเวทมนตร์ติดอยู่เพียง 0.01%รอคอยให้พลังอันยิ่งใหญ่เข้ามาเติมเต็ม
วิฬาร์สงบใจลงต่อเนื่องใช้เศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์อันน้อยนิดเท่าที่เหลืออยู่เป็ทุนตั้งต้นชักนำพลังเวทมนตร์จากภายนอกเข้าสู่ร่างกายตัวเองอย่างเชื่องช้า
จากน้อยสู่มากจากไม่มีเป็มี
พลังเวทมนตร์ภายนอกคล้ายกับพบบ้านใหม่แรกเจอมันย่อมไม่คุ้นเคย ตื่นเต้น และเป็กังวลแต่หลังจากถูกชักนำไปรอบร่างของวิฬาร์ มันก็เริ่มทำความรู้จักกับตัวเขามากขึ้นค่อยๆ หลอมรวมและกลมกลืนกับร่างกายของเขาทีละนิด จนในที่สุดมันจึงสงบลงและยอมเป็ส่วนหนึ่งของตัวเขาในที่สุด
เขาข่มกลั้นความยินดีในใจจากนั้นก็ใช้พลังเวทชุดใหม่ในร่างชักชวนเพื่อนๆ ของมันเข้ามาเพิ่ม ทีละน้อยทีละน้อย ให้มันทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศใหม่ บ้านหลังใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วนเวียนมิรู้จบ
ความยากลำบากนี้ไม่ต่างจากสร้างบ้านด้วยมือเปล่าเพียงลำพังจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน และเมื่อถึง่ตีสี่ พิธีกรรมเชื่อมโยงเวทมนตร์ก็เสร็จสิ้น
“ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับค่าสูงสุดของพลังเวทมนตร์เพิ่มขึ้น10,000 หน่วย”
“ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับทักษะพิเศษั์ตาแห่งเวท”
“ผู้เล่นวิฬาร์มีอัตราเชื่อมโยงเวทมนตร์สูงขึ้น10%”
เขาถอนสมาธิออกอย่างยินดีเพราะผลจากการทำพิธีกรรมครั้งนี้ จะช่วยให้เขามีต้นทุนในเกมสูงกว่าผู้เล่นคนอื่นๆใน่เลเวลเดียวกันอย่างมหาศาล เพราะนอกจากมันจะช่วยให้เขามีพลังเวทมนตร์มากกว่าคนอื่นๆเกือบสามเท่าแล้ว มันยังช่วยให้เขาสามารถดูดกลืนพลังเวทมนตร์ได้ทำให้เร่งการฟื้นพลังเวทมนตร์ได้เร็วกว่าปกติหลายเท่าตัวซึ่งนั่นก็แปลว่าถ้าหากเขาบริหารการใช้เวทมนตร์ให้สมดุลกับอัตราการฟื้นฟูพอดีก็จะทำให้เขาร่ายเวทมนตร์ได้ตลอดกาล รวมถึงั์ตาแห่งเวทจะทำให้เขาสามารถมองละอองเวทมนตร์บางส่วนได้ด้วยช่วยให้เขาสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของกระแสธารแห่งเวทมนตร์รอบตัวและจากศัตรูได้ช่วยให้สามารถคาดเดาเวทมนตร์ที่อีกฝ่ายกำลังจะใช้ และเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า
ฤๅษีคทานนมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง
พิธีกรรมเชื่อมโยงเวทมนตร์นี้หากท่านเป็คนดำเนินพิธีเอง จะสามารถเพิ่มพลังเวทมนตร์ได้มากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวแม้เทียบกันแล้ว วิฬาร์จะเพิ่มพลังเวทมนตร์ได้น้อยกว่ามาก แต่ท่านก็ทราบดีว่านี่เป็ขีดจำกัดสูงสุดสำหรับเลเวลขนาดนี้และสภาพแวดล้อมนี้แล้ว เพราะถ้าเกิดละโมบโลภมากเกินรับพลังไปมากกว่าที่ร่างกายจะแบกรับไหว ในที่สุด วิฬาร์จะต้องตาย ซ้ำยังตายอย่างอนาถ
หากเขารับพลังเวทมนตร์จนเกิดขีดจำกัดละอองเวทจะเกิดกระแสตีกลับ ทำลายชีพจรเวทมนตร์ในร่างจนหมดสิ้น ส่งผลให้หลังจากนี้วิฬาร์จะไม่มีพลังเวทมนตร์หลงเหลือในร่างแม้แต่หน่วยเดียวและสำหรับผู้เล่นที่อยู่ในโลกแห่งเวทมนตร์นี้แล้ว การไร้ซึ่งเวทมนตร์ก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็ ไม่สู้ลบไอดีแล้วสมัครใหม่จะรวบรัดกว่า
“พักผ่อนให้สบายเถอะเ้าเหน็ดเหนื่อยมามากแล้วในวันนี้”
“ครับพระอาจารย์” วิฬาร์รับคำในสภาพระโหยโรยแรง ก่อนจะเอนตัวลงหลับอย่างว่าง่าย
ส่วนท่านฤๅษีก็เพียงอมยิ้มบางๆทั้งๆ ที่ลอบยินดีในใจ
ครึ่งหนึ่งท่านยินดีในความเก่งกาจของวิฬาร์ที่มีฝีมือลึกล้ำขนาดนี้แม้ว่าจะเลเวลต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ดูท่าเ้าร่างอวตารจะตาแหลมไม่น้อยที่เลือกนักเดินทางคนนี้เป็เ้าของมัน
และอีกครึ่งก็ยินดีที่มันเป็ศิษย์ของท่านเพราะท่านก็ไม่รู้ว่าจะต้องสะสมบุญบารมีอีกกี่ชาติภพถึงจะได้เจอศิษย์ที่เก่งกาจขนาดนี้สักคน และถ้าหากจะนับกันแล้ว ในบรรดาศิษย์ทั้งสามคนของท่านคทานนเชื่อว่าวิฬาร์มีอนาคตไกลที่สุด
………………..
เมื่อยามเช้ามาถึงหลังจากลุกออกจากที่นอน เขาก็เจอพระอาจารย์นั่งทำอะไรของท่านง่วนอยู่บนแคร่ด้านนอก
พอเดินเข้าไปหาท่านก็ยื่นตราขนาดเล็กชิ้นหนึ่งมาให้ ดูเหมือนว่ามันแกะสลักขึ้นมาจากไม้ชิ้นหนึ่งไม่มีอะไรหวือหวา ค่อนข้างธรรมดาซะด้วยซ้ำ
“ผู้เล่นวิฬาร์ผ่านภารกิจ การรับศิษย์ของฤๅษีคทานน ได้รับตำแหน่งศิษย์คนที่สามของฤๅษีคทานน”
วิฬาร์ฟังเสียงของระบบจนจบประโยคแรกก็อดแปลกใจจนหันมาส่งสายตาถามท่านพระอาจารย์ไม่ได้
“เ้าไม่ใช่คนแรกที่ผ่านการทดสอบหรอกนะแต่ความจริงการมีศิษย์พี่อีกสองคนก็นับว่าเป็เื่ดีนะข้าว่า”
“เผื่อในอนาคตมีเื่เดือดร้อนเ้าจะได้ช่วยเหลือกันได้ไง” พระอาจารย์ยิ้มให้อย่างจริงใจ คล้ายกำลังรำลึกความหลังถึงตอนที่เคยสอนศิษย์คนก่อนๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็เื่ดีสินะครับ”เขายิ้มรับอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักแล้วเก็บตราลงกระเป๋า ขนาดโลกแห่งความจริงพี่น้องยังฆ่าแกงกันได้เพื่อทรัพย์สมบัติ แต่นี่ขึ้นชื่อว่าโลกของเกมอันไร้กฎไม่ว่าเื่อะไรก็เป็ไปได้ทั้งนั้น ถ้าหากเกิดเื่ขึ้นมาจริงๆ คงไม่มีคำว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องหรอก
“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงครับว่าใครคือศิษย์พี่ของผม”
“ความรู้สึกจะบอกเ้าเอง”
โอเค…ลาก่อนนะศิษย์พี่
“แล้วศิษย์พี่ทั้งสองก็ได้เรียนวิชาหอกไปเหมือนกันหรอครับ?” ความจริงแล้วในดิ เอจ ออฟ อโพคาลิปส์ผู้คนส่วนใหญ่ก็มักจะเล่นเกมกันตามกระแสนิยม นอกจากสายร่ายเวทที่ใช้ไม้เท้า คทาหรือไม้กายสิทธิ์แล้ว อาวุธที่นิยมกันคือดาบกับอาวุธระยะไกลประเภทศรเป็หลักดังนั้น มักจะหาคนใช้อาวุธชนิดอื่น อย่างเช่น หอก ขวาน ลูกตุ้ม ได้ค่อนข้างน้อยและถ้าเกิดว่าศิษย์พี่ใช้อาวุธหอกแบบเดียวกับที่เขาได้รับวิชาจากพระอาจารย์ วิฬาร์ก็สามารถจำกัดวงการค้นหาให้แคบลงมาได้ง่ายขึ้น
“เื่นี้เป็ความลับของพวกนั้นข้าบอกให้เ้ารู้ไม่ได้ เลิกสนใจเื่นี้เถอะ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของพรหมลิขิตไปมาว่ากันที่เื่ของเ้าดีกว่า”
“หลังจากนี้เ้าจะต้องเดินทางไปที่ไตรเหมันต์ที่เมืองนั้นมีเพื่อนข้าอยู่คนนึง ข้าจะฝากของชิ้นนี้ให้เ้านำส่งไปให้มันด้วย”
กล่าวจบท่านก็ส่งไอเทมชิ้นนึงมาให้เขา
ลักษณะคลับคล้ายตราอะไรบางอย่างที่ทำจากทองคำและอัญมณีเลอค่า แต่ทว่ากลับถูกเขม่าดำจับจนมัวหมองมีรอยแตกบิ่นและหักกระจายอยู่ทั่วตรานั้น ชวนให้คิดว่าเ้าของคนก่อนของมันคงไม่ได้มีสภาพต่างกันสักเท่าไหร่
“ผู้เล่นวิฬาร์ได้รับไอเทมภารกิจจากฤๅษีคทานน”
“เอาล่ะได้เวลาออกเดินทางแล้ว”
“ครับ”