ตอนที่ 30 เ้าหญิง
สิ้นคำกล่าวของเฟยอวี่ สรรพเสียงพลันเงียบงันสนิทครา มันหาได้ใช่ความตกตะลึงลานดั่งโม่กุ่ยเสินและเหลียงเซินไม่ สีหน้าของคนทั่วทั้งตำหนักหลักล้วนแข็งทื่อไร้การตอบสนอง …โคจรพลังยุทธแล้ว? ลู่หลินที่ได้ยินดังนั้นยังอดไม่ได้ที่จะกล่าวย้ำอีกครั้ง “เ้ากล่าวว่าขับเคลื่อนพลังยุทธในร่างแล้ว…”
“ข้าหมายความเช่นนั้น” เฟยอวี่นำฝ่ามือของตนเองออก วัตถุวิเศษก้อนกลมนั้นไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อย สีขาวบริสุทธิ์ต่างสะกดสายตาของผู้คนให้ตกในห้วงภวังค์
สีขาว? นี่หมายความว่า…
ท่าทางของพวกเขานั้นแสดงออกถึงความตกตะลึงอย่างยิ่งยวด ไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ประหนึ่งิญญาหลุดออกจากร่าง นี่มันยิ่งกว่าตอนเจอราชันจักรพรรดิเยี่ยงโม่กุ่ยเสิน เฟยอวี่เป็สีขาว… ทันใดนั้น ความทรงจำก่อนเริ่มพิธีพลันไหลเวียนผ่านมาอย่างเงียบงัน ใน่เวลาที่ลู่หลินอธิบายเกี่ยวกับสีที่วัตถุวิเศษแสดงออกมา …ถูกต้อง สีขาวนั้นเป็ระดับต่ำที่สุดในบรรดาสีทั้งเก้า ั้แ่สำนักกระบี่ดารา์และสำนักกระบี่คู่์เริ่มทำพิธีตามคำสั่งของพระมหาจักรพรรดิ มันไม่เคยปรากฏสีขาวขึ้นมาก่อน…
“สะ…สีขาว… ว่าที่รากฐาน” ลู่หลินเผลอกัดลิ้นตัวเองอย่างไม่รู้ตัว นางคือชนชั้นจักรพรรดิในตำนานที่มีจำนวนเพียงหยิบมือในทวีปั นางเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ดี สำนักกระบี่คู่์เป็แหล่งฟูมฟักยอดฝีมือรองจากวังั การที่มีเด็กที่มีพร์ต่ำที่สุดปรากฏขึ้นมาล้วนน่าเหลือเชื่อหาใดเปรียบ อย่างที่เห็นว่าศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่นั้นอยู่ระหว่างสีม่วงและสีน้ำเงิน ท่ามกลางเด็กอัจฉริยะเหล่านี้ สีขาวไม่ต่างไปจากขยะที่ไร้ค่า…
เสียงประกาศของลู่หลินปลุกเหล่าสานุศิษย์ให้ตื่นขึ้นจากห้วงภวังค์ลึก “นี่มันเื่ตลกอันใด?” ชายหญิงหลายคนบังเกิดคำถามขึ้นในจิตใจ พร์สีขาวนั้นต่ำต้อยกว่าพ่อค้าในเมืองหลวงด้วยซ้ำ มันผ่านการทดสอบของสำนักมาได้ยังไง?
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นในชั่วพริบตา จากความเงียบสงัดกลับกลายเป็อึกทึกครึกโครม สีหน้าที่แข็งค้างแปรเปลี่ยนสู่ท่วงท่าเย้ยหยันอันชิงชัง เสียงหัวเราะสะใจและเสียงกระซิบกระซาบระคายหูแว่วผ่านใบหูของเฟยอวี่ การสนทนาที่ตอกย้ำเื่ราวในอดีตของเขาแพร่ขยายเป็วงกว้างอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางฝูงชนที่จับจ้องมาทางเขาซึ่งเอนเอียงไปทางรังเกียจเหยียดหยามอย่างแจ่มชัด
“มันคือเฟยอวี่ที่พวกเ้าลือกันไม่ใช่รึ มันจะกลายเป็ความหวังของพวกเราได้หรือ?”
“พร์สีขาว! นี่ข้าคาดหวังกับพร์สีขาวให้ไปแก้แค้นให้?”
“ใครมันแพร่ข่าวลือตลกนั่นกันวะ! นี่เ้าหลอกให้ข้าคาดหวังกับขยะนั่น??”
ศิษย์ภายนอกที่อยู่ในงานประลองประจำเดือน ไม่มีใครคนใดคิดออกมาแก้ต่างให้ในเื่นี้ ด้วยเสียงโวกเวกโวยวายนี้เองที่ทำให้ข่าวลือนั้นเริ่มแพร่กระจายออกไปอย่างเงียบเชียบ หนึ่งผู้ไม่รู้ถาม หนึ่งผู้รู้ตอบ ข่าวลือที่เฟยอวี่เป็ผู้ชนะเลิศจึงเริ่มขยายออกไปเป็วงกว้าง
เฟยอวี่สืบเท้าเดินกลับโต๊ะของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ เขาเหมือนแกะที่เดินผ่านฝูงหมาป่าที่เพ่งมอง ทั้งที่ความจริงนั้น เฟยอวี่คือัที่ถูกหมาป่าเพ่งมองต่างหาก… ไร้ซึ่งระลอกความหวั่นไหว เมื่อชายหนุ่มมาถึงโต๊ะของตน สีหน้าของเหลียงเซินนับว่าซีดขาวดุจกระดาษ คิ้วของเขาขมวดชิดเป็ปมแน่น “เมื่อครู่ ท่านทำสิ่งใดลงไป?”
“โคจรพลังยุทธ…”
ได้ยินคำตอบเช่นนั้นจากเฟยอวี่ เหลียงเซินนั่งนิ่งทำตัวไม่ถูก ชายหนุ่มคาดการณ์ไว้อย่างรอบคอบว่าเฟยอวี่คืออัจฉริยะไร้ต้าน แต่ทว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้พลิกความหวังจากหน้ามือเป็หลังมือ จากสูงสุดสู่ต่ำสุด เหลียงเซินกัดฟันตัวเอง เขายังคงเชื่อมั่นอยู่น้อยๆ ได้แต่หวังว่าชายผู้นี้จะเป็ของจริง…
ในจังหวะที่เฟยอวี่โคจรพลังยุทธกลับไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงกับสีของวัตถุวิเศษ ชายหนุ่มที่ควรประสบกับความผิดหวังนั้นกลับไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ นอกเสียจากความนิ่งสงบที่แท้จริง นี่สืบเนื่องจากตลอดชีวิตของชายหนุ่มล้วนพานพบกับความผิดหวังมามาก มันมากจนไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว… ผนวกกับการเฉียดใกล้ขอบเหวความตายในเสี้ยววินาที ความเข้มแข็งด้านจิตใจของเขาเหนือคนธรรมดาไปมากโข
อย่างไรก็ตาม เฟยอวี่มิได้คิดว่าตนเองนั้นจะมีพร์ต่ำต้อยถึงระดับสีขาว หนิงเซียนกล่าวเองว่าเขาเป็คนมีพร์ที่ดี ทันใดนั้น เสียงใสของเด็กสาวดังขึ้นข้างใบหู “อย่าได้กังวลไป แม้สำหรับเรา ตัวเ้านั้นไม่ต่างอันใดไปจากมดปลวกที่ไร้ค่า แต่สำหรับมดปลวกด้วยกันเอง เ้านับว่าสูงส่งกว่ากันหลายขุม อักขระบนวัตถุชิ้นนั้นไม่ประณีตลึกซึ้งพอจะหยั่งรู้ถึงพร์ของเ้าได้ มันจึงไม่แสดงสีใดออกมา”
เมื่อคำพูดเ่าั้ดังขึ้น บนใบหน้าของเฟยอวี่ได้คลายความสงสัยโดยพลัน เขาเอ่ยถามนางกลับไปด้วยท่าทีจริงจังว่า “ถ้าเช่นนั้น พร์ของข้าเป็สีใด?”
หนิงเซียนชม้อยตามอง นางชี้นิ้วไปทางเด็กผมครึ่งขาวครึ่งดำ…โม่กุ่ยเสิน “ลองไปถามเ้านั่นดู มันััถึงเราได้ เรามิอาจคิดเลยว่าโลกของเ้าจะมีพลังวิเศษเช่นนี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม นี่สืบเนื่องจากความประมาทของเราเอง เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีคนมองเห็นพลังของเราได้… นับว่าสรวง์ยังเข้าข้างมัน เราข่มพลังตัวเองไปกว่าหนึ่งในล้านล้านล้านส่วนได้ทันกาล ถ้าช้ากว่านี้แม้เพียงชั่วอึดใจ ร่างของมันคงได้ะเิ…”
“แต่เพราะมันััถึงเราได้ เราจึงลบกลิ่นอายพลังออกไป เพื่อกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก”
“ััถึงเ้าได้!!?” ั์ตาของเฟยอวี่ขยายกว้างด้วยความตกตะลึงงัน ััถึงหนิงเซียน? มันต้องเป็ผู้วิเศษเพียงใดถึงััตัวตนของนางได้!! ชายหนุ่มหันขวับไปทางโม่กุ่ยเสินอย่างไม่รู้ตัว และในจังหวะนั้น ชายหนุ่มทั้งสองประสานสายตากันด้วยความบังเอิญ …เ้านั่นหรือ?
โม่กุ่ยเสินเสียวสันหลังวาบ! เขาเบี่ยงหน้าหลบในทันที เส้นขนพลันลุกชูชันขึ้นทั่วทั้งร่างอย่างไร้สาเหตุ
โจวเหว่ยหูััได้ถึงความผิดปกติในเสี้ยววินาทีนั้น นางเอ่ยถามโม่กุ่ยเสิน “คุณชายโม่ เป็อะไรหรือเ้าคะ?”
ร่างกายของโม่กุ่ยเสินสั่นเทิ้ม ใน่เวลาที่เฟยอวี่จ้องกลับมานั้น นอกจากเฟยอวี่แล้ว ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังมองมาทางเขาเช่นกัน บางสิ่งที่ว่านั้นมาพร้อมกับแรงกดดันสูงส่งลี้ลับ ประหนึ่งถูกขุนเขาไท่ซานกดทับร่าง “มันมองมาที่ข้า…มันรู้ตัวแล้ว! ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นรู้ตัวแล้ว!”
ในขณะที่เสียงพูดคุยดังทั่วทั้งตำหนักหลัก ผู้ชราร่างเล็กคนหนึ่งได้ย่างก้าวสู่แท่นประลองอย่างเชื่องช้า แววตาที่ราวกับจวนจะปิดอยู่ตลอดเวลาจ้องมองไปทางศิษย์จากทั้งสองสำนัก จังหวะฝ่าเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้น มันบังเกิดกระแสลมสาดวาบทั้งสี่ทิศ วู้ม! สายลมแผซ่านคราวหนึ่ง พัดผ่านสานุศิษย์น้อยใหญ่ เส้นผมต่างพริ้วไหลตามแรงลม ลู่หลินปรากฏแววตกตะลึง “ท่านเ้าสำนัก…”
สายลมที่ตีกระจายออกไปนั้นสาดกระทบเข้าผนังตำหนักหลักอย่างจัง ปึ้ง! เสียงนั้นดังสนั่นลือลั่น ศิษย์จากทั้งสองสำนักต่างหันมองไปทางผนังเนื่องจากเสียงกระแทก ผนังตำหนักหลักเผยรอยแตกร้าว…
เ้าสำนักกระบี่คู่์ไม่กล่าววาจาใด ผู้เฒ่านำหนึ่งฝ่ามืออันเหี่ยวย่นแตะััวัตถุวิเศษก่อนออกแรงบีบ ทันใดนั้น รอยร้าวได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วประดุจหน้าดินที่แตกระแหง กึกกัก…กึกก…แกร๊กๆๆๆ เพล้ง! วัตถุวิเศษก้อนกลมราวกับลูกแก้วพลันแตกะเิออก ความเงียบสงัดดุจป่าช้าครอบคลุมทั่วทั้งตำหนักหลัก ใบหน้าของผู้คนจับจ้องสถานการณ์ตรงหน้าแข็งค้าง ราวกับว่าการไหลเวียนแห่งสายธารเวลาได้หยุดชะงักลง
อย่างที่ทราบโดยทั่วกัน วัตถุวิเศษชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นจากคนของพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งเป็สมบัติวิเศษชนชั้นราชันจักรพรรดิ! ถึงคิดทำลายก็มิอาจกระทำได้โดยง่าย ความแข็งแกร่งของมันราวกับโล่เกราะที่อยู่ชนชั้นราชันจักรพรรดิ แม้กระทั่ง ลู่หลิน…เ้าสำนักแห่งกระบี่ดารา์ยังมิอาจสร้างได้แม้เพียงรอยขีดข่วน! แต่ทว่า สิ่งที่น่าเป็กังวลที่สุด วัตถุวิเศษจากพระมหาจักรพรรดิถูกทำลาย…
“ทะ…ท่านเ้าสำนักกำลังขุ่นเคือง…” น้ำเสียงของผู้าุโสูงสุดตะกุกตะกัก ครั้งสุดท้ายที่เ้าสำนักโกรธนั้นผ่านมานานขนาดไหนแล้ว? อาจจะร้อยกว่าปี… แน่นอนว่ามันไม่ใช่เื่ที่ดี… ผู้ชราเข้าใจเื่นี้ดีที่สุด ไม่มีมนุษย์คนใดในโลกเซียนที่สามารถหยุดท่านเ้าสำนักได้…
“ไว้ข้าค่อยไปคุยกับเ้าหนูหนานิให้เอง วัตถุวิเศษที่ทำให้ต้องสูญเสียเด็กที่มีพร์นั้นหาได้ใช่วัตถุวิเศษอีกต่อไป” เ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่คู่์เอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง สีหน้าพาดผ่านด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่งยวด ผู้เฒ่าโลดแล่นไปทั่วทั้งโลกเซียน เขาปราดมองครั้งเดียวยังทราบได้ว่าเฟยอวี่นั้นมีพร์สูงส่งมากขนาดไหน… มันไม่ใช่เพียงพร์เท่านั้น ร่างกายของเขาล้วนเอื้ออำนวยต่อการบำเพ็ญตน ไม่เกินเลยที่จะบอกว่าเขาคือลูกหลานของเทพเซียน…
เ้าสำนักบีบฝ่ามือคราวหนึ่ง ในชั่วพริบตาเดียว มิติด้านข้างเกิดอาการเบี้ยวบิดรุนแรงก่อนเศษวัตถุวิเศษที่ถูกบีบทลายจะถูกส่งผ่านข้ามไปยังอีกทวีป …แดนราชัน
สานุศิษย์และผู้าุโจากทั้งสองสำนักล้วนสังเกตเห็นห้วงอากาศที่บิดผันก่อนกลับกลายเป็ปกติ ภายใต้ความใ ลมหายใจของทุกผู้คนขาด่ไปขณะหนึ่ง เ้าสำนักคือตัวตนลี้ลับแม้กระทั่งกับคนในสำนักกันเอง ไม่มีผู้าุโคนใดเคยเห็นหน้าของผู้ชราเฒ่านอกจากผู้าุโสูงสุด คนที่เข้าใจความน่ากลัวของเ้าสำนักได้ดีที่สุดคือบรรดาผู้าุโทั้งหลาย…
…มิติบิดผันด้วยพลังของมนุษย์?!! …น่ากลัว! …น่ากลัวเกินไปแล้ว!!
ผู้าุโของสำนักกระบี่คู่์อยู่มาเนิ่นนานกว่าฝ่ายสำนักกระบี่ดารา์ราวสิบเท่า ผู้าุโหลีเหว่ยอยู่มานานกว่าเจ็ดร้อยปี เขาทราบตำนานในโบราณกาลดี การบิดผันมิติเป็สิ่งที่มนุษย์มิอาจกระทำได้ เมื่อาของทวยเทพและปีศาจได้มาถึงจุดสิ้นสุด ตัวตนในโลกเซียนที่สามารถบิดห้วงมิติได้คล้ายหมดสิ้นสาบสูญไป…
“เชิญทำพิธีกันต่อ” สิ้นคำกล่าวของเ้าสำนัก ผู้เฒ่าพลันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ถ้อยคำของผู้ชราเฒ่าได้กระตุ้นคนหลายคนให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ ลู่หลินััได้ถึงบรรยากาศที่กร่อยลง นางสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามรวบรวมสติ “ศิษย์ใหม่จากทั้งสำนักกระบี่คู่์และสำนักกระบี่ดารา์ พิธีงานจับคู่ได้มาถึง่เวลาอันสำคัญ พวกเ้าต้องจับคู่ชายหญิง อันเป็ไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของอัศวิน เ้าทั้งคู่ต้องถวายสัตย์สาบานต่อกันและกัน คู่ที่เลือกไปแล้วนั้นมิอาจเปลี่ยนแปลงได้อีกจนสัตย์สาบานนั้นเป็อันสิ้นสุดลง”
ชายหญิงส่วนใหญ่งุนงันอยู่บ้าง ทันใดนั้น เสียงเฮฮาดังขึ้นจากทั่วทุกหนทุกแห่งในตำหนักหลัก ทั้งศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายในของทั้งสองสำนักต่างลุกขึ้นจากที่นั่งจับวงพูดคุยกันยกใหญ่ มันแบ่งออกเป็สองฝ่ายอย่างชัดเจน ศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายใน… เสียงฮือฮาที่เด่นชัดสุดมาจากเหล่าศิษย์ใหม่ พวกเขาส่วนใหญ่ได้เลือกเ้าหญิงกันเสร็จแล้ว
ศิษย์ใหม่ปีนี้นับว่าทำตัวดีอยู่บ้าง การทะเลาะที่เกิดขึ้นจากการแย่งชิงไม่ค่อยมีปรากฏ ลู่หลินเปรยมองสถานการณ์ที่เป็ไปอย่างสงบ แทบจะในทันทีที่นางเคลื่อนสายตาไปทางไป๋เติ่ง ลู่หลินขมวดคิ้วชิดเป็ปมแน่น…
“นี่ท่านหมายความว่าเช่นใด?” เจียวอ้าวจับจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ ผมสีเงินสะบัดไหว นางหันมองไปทางลี่ถิงที่ยืนอยู่ข้างกายของเขาฉายแววั์ตาอันเ็า “เหตุใดนางถึงอยู่กับท่าน?”
“เหตุใดงั้นรึ… คุณชายไป๋เลือกข้าน่ะซิ ขยะไร้ความสามารถเช่นเ้า ชายใดเล่าจะเหลียวมอง?” ลู่ถิงกล่าวอย่างแดกดัน รอยยิ้มสะใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เจียวอ้าวหันขวับไปทางไป๋เติ่งด้วยสีหน้างุนงง …ไป๋เติ่งเลือกนาง?
“ข้าขอโทษ …เจียวอ้าว” ไป๋เติ่งกัดฟันกล่าวด้วยความรู้สึกผิดลึกล้ำ ความคิดของเขาอยู่ระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม เจตนาแท้จริงที่เขาเข้าร่วมสำนักกระบี่คู่์เพื่อตามมาปกป้องคู่หมั้น แต่ครั้นได้เห็นสภาพนางในตอนนี้ มันกลับกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก แน่นอนว่าเขาได้เลือกฝ่ายอธรรมไปแล้ว… “ข้าเลือกแม่นางลี่เป็คู่ของข้า…”
ประหนึ่งสายฟ้าสาดใส่ เจียวอ้าวพลันแข็งทื่อสนิท นางย่อมไม่รู้สึกพิเศษอันใดกับไป๋เติ่ง ทว่ากลับเ็ปใจ… นางที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบไข่ในหินล้วนไม่เคยพานพบกับเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน ผนวกกับความงดงามที่มิอาจนำสตรีใดมาทาบเทียม ทุกผู้คนจึงเอ็นดูนางและช่วยเหลือนางเสมอ เจียวอ้าวจึงไม่เคยประสบกับการถูกหักหลังมาก่อน… ความรู้สึกของคนที่เชื่อใจแต่กลับถูกทรยศอย่างไม่ใยดี
สีหน้าปกติของเจียวอ้าวคล้ายสตรีผู้สูงศักดิ์ แต่ใบหน้าที่เ็าของนางปรากฏอาการทุกข์ใจลึกล้ำ
“ข้าเคารพการตัดสินใจของท่าน …นายน้อยไป๋” เจียวอ้าวเผยรอยยิ้มกว้างครั้งแรก นี่เป็ครั้งแรกที่ไป๋เติ่งได้เห็นรอยยิ้มของนาง… ประหนึ่งผู้คนตกต้องในมนต์สะกด สำหรับไป๋เติ่ง หากไม่มีรอยแผลเป็ รอยยิ้มนี้สามารถกุมชัยเหล่าบุรุษได้อย่างแท้จริง ความเยือกเย็นที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานของสตรี อันเป็เสน่ห์เฉพาะตัวที่นางนั้นมีเพียงผู้เดียว
หญิงสาวหันหลังกลับไปด้วยจิตใจที่ขื่นขมระทม หนึ่งฝ่ามือของนางลูบคลำบริเวณรอยแผลเป็พลางกัดริมฝีปากแแ่ หยาดน้ำตานั้นไหลรินอย่างเชื่องช้าประดุจสายธาร ความรู้สึกแรกที่วาบเข้ามาในจิตใจ …ออกไปจากที่นี่ …อยากออกไปให้ไกล
เจียวอ้าวที่พบเจอกับความดีงามมาเกือบทั้งชีวิต มันยากจะจินตนาการถึงความรู้สึกเ็ปที่นางเผชิญอยู่… จิตใจของนางคล้ายเสียสมดุล นางสืบเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว…
นี่สืบเนื่องจากความคิดที่ฟุ้งซ่านและความทุกข์ใจ เจียวอ้าวพลาดเดินชนศิษย์บางคนภายในงานอย่างไม่รู้ตัว ตุบ… เป็นางเองที่กระเด็นล้มลงไปกับพื้น เฟยอวี่หันหลังมาเนื่องจากคล้ายถูกใครชนเข้า ทันใดนั้นเองที่ดวงตาของทั้งคู่พลันประสานจับจ้องกันและกัน หนึ่งคู่แววตาบุรุษเข้มแข็งหนักแน่น หนึ่งคู่แววตาสตรีนั้นทุกข์หมองใจ
…นางเมื่อตอนเช้า