time-

    24 / 2

            “เฮ้อ~” ลูซี่ถอนหายใจจนไทม์สังเกตได้“โอเคมั้ยครับ”

            “พี่โอเคค่ะเเราต่งหากโอเคมั้ย เจ็บตรงไหนรึเปล่า”ไม่พูดเปล่าลูซี่เอื้อมมือมาจับใบหน้าพร้อมกับหมุนเพื่อสำรวจ

            “ผมไม่เป็นไรครับจริงๆ”

            “ดีแล้วค่ะ”

            “เรามากินกันต่อดีกว่าครับดูสิไหม้หมดแล้ว”

            “นั่นสิคะงั้นเรามากินกันต่อกันเถอะค่ะ”

            กินกันเสร็จทำการจ่ายเงินก่อนจะพากันเดินมาที่รถไทม์ยกมือถือขึ้นมาเช็คเวลาพบว่าตอนนี้ 5 ทุ่มแล้ว

            “จะไปโรงพยาบาลเลยมั้ยคะ”

            “ครับต้องไปเฝ้าแม่น่ะครับ คืนนี้แม่ผ่าตัดด้วย เลยอยากไปอยู่ใกล้ๆ จากแม่น่ะครับ”

            “งั้นเดี๋ยวพี่ไปเฝ้าเป็นเพื่อนนะคะ”

            “พี่ลูซี่กลับไปพักเถอะครับนี่ก็ดึกมากแล้ว ทำงานมาด้วยเดี๋ยวจะเหนื่อยเอานะครับ”

            “ทีไทม์ทำงานมายังไปนั่งเฝ้าคุณแม่ได้เลยแล้วอีกอย่างวันนี้พี่ก็ทำแค่ครึ่งวันมีแค่ประชุมแล้วก็กลับพี่ไม่เหนื่อยเท่าไทม์หรอกค่ะ ให้พี่ไปอยู่ด้วยนะคะ”

            ไทม์เม้มปากนั่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะยกยิ้มแล้วพยักหน้าน้อยๆเป็นคำตอบ

            “ก็ได้ครับ”

             

            สายตาคมเรียวจ้องมองแฟนหนุ่มที่กำลังนั่งเคลียร์บัญชีของแม่ที่ใช้ในการขายน้ำพริกตรงหน้าห้องผ่าตัดอยู่ห่างๆท่าทางของน้องดูขยันขันแข็งตั้งใจทั้งที่ตัวเองก็เหนื่อยจากงานมามากพอแล้วแท้ๆ

            [ฮัลโหลได้ยินที่กูพูดมั้ยเนี่ย] เสียงปลายสายเอ่ยท้วงเมื่อเห็นว่าเธอเงียบหายไป

            “ไรฟังอยู่”

            คนที่คุยอยู่ปลายสายไม่ใช่ใครนอกจากพี่ชายตัวดีของเธอเองเขาโทรมาหาเรื่องร้านอาหารที่จะเปิดใหม่ในระแวกแถวบ้านไทม์ แล้วก็เรื่องที่จะเอาน้ำพริกกากหมูของบ้านไทม์มาขายด้วยเพื่อจะช่วยเอามาทำการตลาดให้

            [เอาตามนั้นะแล้วก็อย่าไปซนที่ไหนล่ะ]

            “เออแค่นี้แหละ”

            [เออ]

            วางสายเสร็จก็เดินไปนั่งในตรงที่ว่างข้างๆน้องพลางกวาดมองบัญชีที่น้องกำลังเคลียร์ “ไม่พักหน่อยหรอคะ”

            ไทม์เงยหน้าพร้อมกับยกยิ้มน้อยๆ“ไม่เป็นไรครับบ แค่นี้เอง”

            “งั้นก็ได้ค่ะมีไรก็บอกพี่ได้นะคะ”

            “ขอบคุณครับ”

            นั่งทำงานกันไปพลางจนตอนนี้4 ทุ่มกว่าแล้ว ไทม์ก็เหมือนจะง่วงไม่ไหวจนหลับไปก่อนลูซี่เดินไปหยิบหมอนผ้าห่มที่รถมาให้น้องห่มจะได้ไม่หนาวก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายเพื่อเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำ

            นั่งรอไปจนเธอก็เหมือนจะเริ่มง่วงจนสุดท้ายก็งีบหลับไปจนเวลาตี 4.30ลูซี่สะดุ้งตื่นเนื่องจากได้ยินเสียงสั่นจากแจ้งเตือนของมือถือจนต้องตื่นแล้วหยิบขึ้นมาเช็คดูพอเห็นชื่อคนที่แสดงอยู่บนหน้าจอมือถือก่อนจะกดรับ

            “มีอะไร”

            [ดูไม่ค่อยอยากจะรับเลยนะครับ]

            “ก็ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะรับสักเท่าไหร่หรอก”

            คนที่โทรมาหาก็ไม่ใช่ใครนอกจากฟาโรห์ทั้งสองคนแลกเบอร์กันไว้ตั้งแต่ช่วงที่ไปกินหมูกระทะกันตั้งแต่ตอนนั้นก็ไม่อยากจะแลกหรอก แต่ก็ต้องแลกเอาไว้เผื่อฉุกเฉิน

            “แล้วสรุปมีอะไร”

            [พี่ชายเธอโดนกระทืบ]

            “ว่าไงนะตอนนี้น่ะหรอ”

            [ใช่]คำตอบยืนยันของคนปลายสายทำเอาลูซี่ถึงกับคิ้วขมวด

            “ใคร”

            [พวกไอ้แป๊กน่ะ]

            “ไอ้ลุคเป็นไงมั่ง”

            [ฮัลโหล!ไอ้ลูหรอ!] เป็นเสียงที่ของพี่ชายตัวดีที่ตอบกลับมา ฟาโรห์คงยื่นโทรศัพท์ให้เขาคุย

            “มึงไปทำไรมาถึงโดนตื๊บ”

            [กูก็แค่ออกมาหาของกินเฉยๆแล้วพอเจอพวกแม่งมันก็มารุมกระทืบกูเฉยเลย]

            “เวลานี้อ่ะนะ”

            [ก็กูหิว]ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

            “ตอบแบบนี้แสดงว่าไม่เป็นไรสินะ”

            [ไม่เป็นไรก็แย่ล่ะมึงดูกูสิ กระเป๋ากูขาดเลย แม่ง ไม่พอรองเท้ากูยังมาขาดอีกเอารองเท้ามาให้กูหน่อยสิ]

            “เซเว่นก็มีซื้อเองดิ”

            [ไอ้น้องเวร]

            “เล่ามาดิว่าสรุปมันเกิดอะไร เอาแบบละเอียด”

            ลุคเล่าว่าตอนที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์ออกมาจากคอนโดเพื่อซื้อของกินแต่ขณะที่กำลังกำลังจะกลับก็ดันไปเจอพวกแป๊กยืนจับกลุ่มอยู่แถวๆ นั้น

            พวกแป๊กที่เห็นก็พากันมายืนดักหน้ารถอั้มเพื่อนของแป๊กดันเดินมาทำท่าทางพูดจากวนโอ๊วประมาณว่าลุคไปช่วยพวกติมแล้วก็เป็นคนสั่งห้ามให้มีการรับน้อง

            ตอนแรกลุคก็จะไม่สนใจแล้วขับรถผ่านนั้นแหละแต่จู่ๆ อั๊มก็สวนหมัดเข้าที่แก้มของเขาก่อนจะเริ่มตะลุมบอนจนทำให้ลุคต้องต่อยสู้เพราะไม่งั้นเขาได้เละเป็นโจ๊กแน่ๆ

            ลูซี่ที่ได้ฟังพี่ชายตัวดีเล่าจนจบก็ได้แต่นั่งถอนหายใจก็ไม่ค่อยแปลกใจสักเท่าไหร่พอจะเดาได้ยังไงวันนี้ก็ต้อเกิดเรื่องแบบนี้

            “แล้วจะเอาไงต่อต้องไปช่วยมั้ย”

            [มาทำไมอยู่กับแฟนมึงไปนู่น]

            “เคงั้นก็สู้ๆ ล่ะกัน”

            [เออ/ หมดหน้าที่ผมแล้ว งั้นแค่นี้นะ]

            “ขอบใจล่ะกัน”

            [คร้าบ]

            วางสายไปก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งหาไปพี่ชายไปหนึ่งประโยคนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลุคเจอเรื่องแบบนี้ สมัยก่อนที่ลุคมันเรียนปวช.มันก็โดนหาเรื่องแบบนี้อยู่บ่อย ที่ไม่ได้ไปช่วยไม่ใช่ว่าไม่ห่วงนะแต่เธอรู้ว่าพี่ชายของเธอจัดการเองได้ ถ้าเขาจัดการไม่เมื่อไหร่เดี๋ยวมันก็บอกเธอเองแหละ

            “อืม~”

            คนข้างๆเริ่มขยับตัวดูเหมือนว่าน้องจะตื่นแล้ว “พี่ทำให้เราตื่นรึเปล่าคะ”

            ไทม์ยกมือขยี้ตาพร้อมกับส่ายหัว“ป่าวครับ ว่าแต่เมื่อกี้ใครโทรมาหรอครับ”

            “คนรู้จักน่ะค่ะ”เธอไม่บอกรายละเอียดเพราะไม่อยากให้น้องเครียด

            “ว่าแต่นี่กี่โมงแล้วหรอครับ”ลูซี่หยิบมือถือขึ้นมาดูโทรศัพท์ “หกโมงแล้วค่ะ วันนี้ไทม์ต้องไปทำงานมั้ยคะ”

            “ทำครับ”

            “งั้นเราไปกินข้าวก่อนดีมั้ยคะ”ไทม์ครุ่นคิดอยู่ครู่ก่อนจะหันมามองเธอ “แต่ผมอยากรอแม่ก่อนน่ะครับ”

            “เดี๋ยวพี่รอให้ก็ได้ค่ะ”

            “อืม…แล้วพี่ลูซี่ไม่ไปทำงานหรอครับ”

            “วันนี้พี่หยุดค่ะ”

            “งั้นก็ได้ครับเดี๋ยวผมซื้อข้าวมาให้นะครับ”

            “ขอบคุณนะคะ”

            “ครับเดี๋ยวผมมานะครับ”

            มองตามแผ่นหลังแฟนหนุ่มจนลับสายตาไปด้วยความเอ็นดูตั้งแต่เริ่มคบกันพวกเขาก็เริ่มจะแชร์กันจ่ายกันมากขึ้นตอนแรกลูซี่ก็กะจะเลี้ยงแหละแต่ก็โดนน้องขัดแถมยังบอกว่า

            “เราเป็นแฟนกันควรจะแชร์ๆกันนะครับ อีกอย่างผมไม่อยากโดนใครหาว่าเกาะแฟนด้วย”

            ก็เพราะน้องพูดแบบนั้นเธอเลยต้องยอมตกลง

            จังหวะเดียวกันที่กำลังนั่งคิดถึงความน่ารักของน้องประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออกพอดี

            “ไม่ทราบว่าเป็นญาติของคุณศรรึเปล่าคะ”

            “ค่ะ”

            “เดี๋ยวรบกวนเชิญคุยกับบคุณหมอหน่อยค่ะ”

            ลูซี่เดินตามคุณพยาบาลมานยังห้องของคุณหมอทำการสวัสดีก่อนจะหย่อนตัวลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

            คุณหมอแจ้งว่าตอนนี้คุณแม่ผ่าตัดสำเร็จไปด้วยดีแต่โปรแกรมหลังจากนี้จะต้องมีการทำเคมีบำบัดซึ่งระยะเวลาอาจจะเป็นปีซึ่งก็อยู่ที่ตัวของผู้ป่วยเองด้วย

            หลังจากพูดคุยกับคุณหมอเสร็จลูซี่ก็เดินออกมาจากออกห้องเพื่อจะออกมารอแฟนหนุ่มแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเขายืนรอหน้าห้องพร้อมกับสีหน้าที่กำลังรอคำตอบอย่างเป็นกังวล

            “แม่เป็นไงบ้างครับ”

            เธอยกยิ้มเพื่อให้อีกคนได้สบายใจก่อนจะตอบออกไป“ผ่าตัดสำเร็จค่ะ”

            ไทม์ค่อยๆยกยิ้มกว้างก่อนจะพุ่งมาจับมือเธอพร้อมกับเขย่ามือเธออย่างดีใจสุดขีด“จริงหรอครับ”

            “ค่ะทีนี้ก็เหลือแค่เคมีบำบัดแล้วค่ะ”

            “ผมดีใจมากๆเลยครับ ในที่สุดแม่ก็จะหายแล้ว” พูดไปก็ยกมือเช็ดน้ำตาไปฟังจากน้ำเสียงก็ว่าตอนนี้ไทม์คงดีใจจนบอกไม่ถูก

            ก็แม่เขาคนเดียวนี่ถ้าแม่หายไปสักคนโลกของเขาคงพังทลายไม่มีชิ้นดีแน่ก็รู้แหละว่าสักวันแม่ก็ต้องจากไป แต่ขอทำใจก่อน ตอนนี้ยังไม่พร้อมไม่พร้อมที่จะให้ใครจากไปไหนทั้งนั้น

            “ดีใจด้วยนะคะงั้นตอนนี้เราไปกินข้าวก่อนมั้ยคะ เดี๋ยวเราจะต้องไปทำงานด้วย”

            “โอ๊ะจริงด้วย งั้นไปกินข้าวกันก่อนล่ะกันครับ”

            กินข้าวเสร็จจัดการอาบน้ำเพื่อเตรียมไปทำงาน“เดี๋ยววันนี้พี่ไปส่งนะคะ”

            “ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมขับไปเอง”

            “พี่อยากไปส่งแฟนทำงานนะคะ”

            “ผมอยากพี่ลูซี่พักพี่ลูซี่ทำงานเหนื่อยมาตลอดทั้งเดือนแล้ววันนี้อุตส่าห์ได้พักก็พักเต็มที่เถอะครับ”

            ไทม์เอื้อมมือมาจับแขนของเธอพร้อมกับส่งสายตาที่แสนจะอบอุ่นมาให้แสนดีขนาดนี้แล้วจะให้เธอปฏิเสธได้ยังไงล่ะ

            “สู้ๆนะคะ มีอะไรก็บอกพี่ได้ตลอด”

            “ขอบคุณครับ-อ๊ะ!”ยังไม่ทันจะพูดจบจู่ๆ อีกคนก็ประทับริมฝีปากลงมาก่อนจะยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

            “วันนี้เอาเท่านี้ก่อนไว้วันหลังพี่จะจัดชุดใหญ่เอาให้เราเดินไปไหนไม่ได้เลย”

            “พะ-พี่ลูซี่อ่ะทะลึ่ง!” ได้แต่พองแก้มอย่างเขินอาย “ไปทำงานได้แล้วค่ะ เดี๋ยวสาย”

            “งั้นผมไปก่อนนะครับ”

            “ค่ะโชคดีนะคะ” โดนหอมแก้มไปอีกฟอด งือ~~ เขิน

            “ครับ”เดินออกมาพร้อมกับแก้มที่ถูกขโมยไปนี่ขนาดคบกันสวีทกันบ่อยแล้วเขาก็ยังเขินอยู่เลย ไม่เคยชินเลยแฮะ

    คล้ายกับเรื่องtime- ที่คุณอ่าน