ผมรู้สึกตัวตื่น แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับจากที่นอน หนังตาหนักอึ้งราวกับถูกกาวติดไว้ ผมนอนนิ่งอยู่แบบนั้น พลางคิดอย่างเบื่อหน่าย ไม่อยากไปทำงานเลย งานใหม่ก็ดูท่าว่าจะเหนื่อยกว่างานครั้งก่อน ๆ เสียอีก
ในที่สุด ผมก็ต้องจำใจลุกขึ้น ตอนนี้เวลาเกือบตีห้า ผมต้องออกจากคอนโดตอนหกโมง เพื่อไปถึงโรงพยาบาลบางกอกวิทยาเวลา 06.30 น.
ผมรีบอาบน้ำ และแต่งตัวด้วยชุดที่ระบบมอบให้อย่างรวดเร็ว ส่วนเมษาผมก็บอกเธอคราว ๆ เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ยี่สิบนาทีต่อมา
รถของผมเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่โรงพยาบาล ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดในโซนสำหรับพนักงาน ตอนนี้เวลา 06.25 น. ทันเวลาแบบเฉียดฉิว
ผมรีบลงจากรถ ก้าวเท้าเร็ว ๆ เข้าสู่อาคารหลักพลางหันซ้ายหันขวา มองหาคนที่จะพอถามทางไปยังห้องธุรการได้
ไม่กี่วินาทีต่อมา สายตาผมก็สะดุดเข้ากับป้าย จุดบริการติดต่อ ที่ตั้งอยู่ใกล้โถงรับรองด้านหน้า
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ พยายามสลัดความประหม่าออกไป มือดึงชายเสื้อให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวไปหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์
“มาติดต่อเรื่องอะไรเหรอคะ?” เสียงหวานของพยาบาลประจำจุดเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพ
“ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าห้องธุรการไปทางไหนครับ?” ผมถามอย่างสุภาพ
“ต้องไปที่ตึกด้านหลังค่ะ จะมีป้ายเขียนว่า ตึกสำนักงาน ห้องธุรการอยู่ชั้นสองนะคะ หรือถ้าไม่แน่ใจ ลองถาม รปภ. ตรงทางเข้าก็ได้ค่ะ” พยาบาลตอบพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร
“ขอบคุณมากครับ” ผมกล่าวพลางเหลือบมองนาฬิกาที่ผนัง ก่อนจะก้าวฉับ ๆ ออกจากอาคารทันที
ผมเร่งฝีเท้าเดินอย่างเร็ว กลัวว่าจะไปไม่ทัน เริ่มงานวันแรกแท้ ๆ ถ้าสายขึ้นมาคงดูไม่ดีแน่ ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็หยุดยืนหอบอยู่ตรงหน้า ยามที่ประจำอยู่หน้าตึกสำนักงาน
“มาทำอะไรครับ?” ยามถามขึ้นด้วยสีหน้างุนงง
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะผ่อนออกช้า ๆ แล้วตอบไปว่า “รบกวนถามหน่อยครับ ห้องธุรการไปทางไหน?”
ยามเปิดประตูออกพลางเอ่ยว่า “ทางนี้ครับ” แล้วเดินนำผมไปข้างหน้า
เราสองคนเดินขึ้นชั้นสอง และผ่านโถงทางเดินเงียบ ๆ ของตึกสำนักงาน จนมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องที่มีป้ายเขียนไว้ว่า “ห้องธุรการ”
“ถึงแล้วครับ” เขาพูดสั้น ๆ ก่อนพยักหน้าให้ผมเล็กน้อย แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา 06.35 น.
สายไปห้านาทีแล้ว... ผมเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกง แล้วเปิดประตูห้องธุรการเข้าไป
แต่ทว่า... ภายในห้องกลับมืดสนิท ไม่มีแม้แต่แสงไฟหรือเสียงคน เสมือนว่ายังไม่มีใครมาทำงานเลยสักคนเดียว
ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันหลังกลับ เดินไปหายามหน้าอาคารอีกครั้ง
“ทำไมห้องธุรการไม่มีคนเลยครับ” ผมเอ่ยถาม อย่างงงงัน
“ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลยครับ...ปกติแล้วคนจะเริ่มมาเกือบ ๆ เจ็ดโมงเช้า แปลว่าน้องเป็นพนักงานขับรถคนใหม่ใช่ไหม” ยามตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ครับผม ผมต้องทำยังไงครับ”
ยามเปิดประตูพาผมเข้าไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้ขึ้นไปชั้นสองเหมือนเดิม
ระหว่างเดิน เขาหันมาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ
“ตอนแรกพี่นึกว่าน้องมีธุระที่ห้องธุรการ เลยไม่ได้บอก” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“พนักงานขับรถต้องไปเอากุญแจที่แผนกขนส่งนะ ที่นั่นจะมียามประจำอยู่เหมือนกัน”
“ส่วนหัวหน้าแผนกจะมาตอนเกือบ ๆ เจ็ดโมง” เขาพูดพลางชะลอฝีเท้า แล้วหันกลับมามองผม
“บริษัทน้องไม่ได้บอกให้มาสังเกตการณ์ก่อนเหรอ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจปนสงสัย
“เอ่อ... พอดีผมเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด เลยมาไม่ทันน่ะครับ” ผมตอบพลางยิ้มกลบเกลื่อน โกหกออกไปอย่างแนบเนียน
“อ้อ...” เขาตอบสั้น ๆ แล้วพาผมเดินต่ออีก ไม่นานเราก็มาถึงหน้า แผนกขนส่ง ซึ่งมียามอีกคนประจำอยู่ตรงประตูทางเข้า
หลังจากยามคนแรกพาผมมาส่งเรียบร้อย เขาก็พยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนเดินจากไป
ผมก้าวเข้าไปใกล้ยามที่ประจำอยู่ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
“สวัสดีครับ ผมเป็นพนักงานใหม่ครับ”
ยามอีกคนเงยหน้าขึ้นมามอง ด้านหน้าของเขามีสมุดเล่มหนึ่งวางอยู่ บนปกเขียนไว้ว่า “แผนกขนส่ง”
“ขอบัตรพนักงานด้วยครับ” ยามเอ่ยเสียงเรียบ
ผมล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบบัตรพนักงานส่งให้เขา ยามรับไปพลางเปิดสมุดเล่มหนาที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นเริ่มไล่สายตาเทียบใบหน้าผมกับรูปในเอกสารนั้นอย่างละเอียด
เขาเหลือบตามองผมสลับกับมองในสมุดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าดูจริงจังจนผมเริ่มรู้สึกเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย
“เป็นคนขับรถให้กับ ผอ.ธนกฤต ทองแท่ง” เขาพูดพลางกวาดตามองสมุดในมืออีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้
จากนั้นเขาเดินไปทางห้องที่มีป้ายเขียนไว้ว่า แผนกขนส่ง พร้อมเอ่ยสั้น ๆ โดยไม่หันกลับมา “ตามมาครับ”
ผมเดินตามเขาเข้าไปข้างใน ห้องไม่ใหญ่มากนัก แต่เต็มไปด้วยร่องรอยของการทำงาน เอกสารวางกองอยู่ตามโต๊ะ และแฟ้มเรียงแน่นอยู่ในตู้เหล็กจนแทบไม่มีช่องว่าง
เขาเดินไปหยุดที่ตู้ติดกำแพงตู้หนึ่ง ก่อนจะเปิดมันออก เผยให้เห็นพวงกุญแจรถแขวนเรียงกันเป็นแถว มากกว่าสิบดอกได้
“รถของ ผอ.ธนกฤต ทองแท่ง ใช้กุญแจเบอร์ 22 นะ ป้ายทะเบียนติดไว้กับพวงกุญแจแล้ว” ยามพูดพลางชี้ไปยังแถวกุญแจที่แขวนอยู่
ผมพยักหน้ารับ “ครับผม”
“แล้วก็อย่าลืมลงชื่อในสมุดลงเวลาด้วยล่ะ” เขาเสริม พลางชี้นิ้วไปยังสมุดเล่มหนึ่งบนโต๊ะใกล้ประตู
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้อง ทิ้งให้ผมยืนอยู่ท่ามกลางห้องที่ไร้ผู้คนและเสียงนาฬิกาที่เดินช้า ๆ ในยามเช้า
“หรือว่าผมจะมาเช้าเกินไปกันแน่”ผมคิดในใจขณะเอื้อมมือหยิบกุญแจเบอร์ 22 จากตู้ แล้วเดินไปลงชื่อในสมุดตามที่ยามบอกไว้
จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนเหลือบตามองไปทางยามเล็กน้อย เขากลับไปนั่งที่เดิมแล้ว ก้มหน้าเปิดสมุดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผมเดินตรงไปยังลานจอดรถ กวาดตามองหาป้ายทะเบียนอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็พบมัน
โตโยต้า แคมรี่ สีดำสนิท จอดอยู่เงียบ ๆ ใต้ร่มเงาอาคาร
ผมเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัว
ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีแม้แต่รถคันอื่นขยับ มีเพียงลมหายใจของผมกับเสียงนาฬิกาในใจที่บอกว่า ผมมาเช้าเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ
ก่อนเจ็ดโมงตรง ผมต้องตรวจสภาพรถให้พร้อมสำหรับการทำงานวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำมัน เบรก หรือระบบไฟต่าง ๆ
แต่พอดูแล้ว เรื่องพวกนี้น่าจะไปตรวจตอนเลิกงานก็ยังได้ คงเพราะอย่างนี้เอง คนถึงไม่ค่อยมาเช้ากันนัก
หลังจากตรวจดูคร่าว ๆ รถของผมก็เรียบร้อยดี ทุกอย่างอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
อีกประมาณสิบนาที ก็จะถึงเวลาเจ็ดโมงตามตารางงาน
วันนี้ ตั้งแต่ 07.00–07.30 น. ผมต้องไปรับผู้บริหารที่บ้านของเขา เพราะงานนอกพื้นที่วันนี้ค่อนข้างเยอะ ถ้าวันไหนมีงานแค่ในโรงพยาบาล ผมก็จะว่างทั้งวัน แต่ก็อาจมีคำสั่งด่วนแทรกเข้ามาได้เช่นกัน ระบบมีกำกับทุกอย่างไว้ใน ตารางงานของผม ชัดเจน
ผมตัดสินใจขับรถออกไปรับผู้บริหารทันที