ภพ 2
ตอน ปักษาพลัดถิ่น หนึ่งกิ่งเ้าบุปผา (จบ)
ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้ารัตติกาล ตะเกียงทุกบ้านดับลงแล้ว ประตูบ้านซื่อเฟิงกลับมีเสียงเคาะดังขึ้น ความเงียบสงัดทำให้ได้ยินชัดเจน
หญิงสาวสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา มิได้รีบร้อนแต่อย่างใด เพียงหยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมไว้ กวานหากลักไฟ แล้วจุดตะเกียงให้สว่างไสวพร้อมถือเดินออกไปนอกตัวเรือน ก่อนจะเปิดประตู นางเปิดช่องรูเล็กๆ เพื่อดูว่าเป็ใครที่มารบกวนยามวิกาลเช่นนี้ได้
และที่น่าประหลาดใจมากคือ ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็อิงน่า!
ซื่อเฟิงรีบเปิดประตูต้อนรับด้วยความยินดี ทว่าไม่ทันจะเอ่ยทักทาย แสงจากตะเกียงที่ข้ารับใช้ยืนถืออยู่ด้านหลังอิงน่าก็ส่องสว่างให้นางได้เห็นว่า สหายแต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดีงดงามสูงส่งมากเพียงใด
ทำให้เกิดความสงสัยว่า อิงน่าแต่งงานกับขุนนางหรือคหบดีสกุลใดกัน
“ข้างนอกหนาว จะไม่เชิญข้าไปนั่งในบ้านหน่อยหรือ” อิงน่าเห็นสายตาตกตะลึงของสหายก็มีรอยยิ้มกว้างขึ้น แววตามีความลำพองตน
นางก็เพิ่งรู้สึกวันนี้ว่า ตนน่าอิจฉาและมีอะไรดีๆ เหนืออีกฝ่ายเสียที หลังจากเป็รองมานานหลายปี
ซื่อเฟิงยิ้มดีใจอีกครั้ง นางเผลอตัวจะคว้าจูงมืออิงน่า แต่ไม่คาดคิดว่าสหายรักจะบ่ายเบี่ยงอย่างนุ่มนวล ปฎิเสธด้วยท่าทีวางตัวทั้งที่ใบหน้ายิ้มแย้ม นางก็รู้สึกได้ถึงช่องว่างทันทีว่า ความสัมพันธ์แต่เดิมของพวกนางได้เปลี่ยนไปแล้ว
แม้จะยังไม่เข้าใจดีนักว่าเพราะอะไร นางก็ยังคงต้องต้อนรับขับสู้อย่างดีไว้ก่อน
อิงน่ากวาดสายตาสำรวจบริเวณบ้านของสหายเก่าแก่ด้วยสายตาดูแคลน อดยกมาเทียบกับชีวิตของตนตอนนี้ที่อยู่ในจวนเก่อไป๋ไป๋ไม่ได้ มันช่างห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
“ชีวิตเ้าดีขึ้นแล้วจริงหรือ” ตอนอยู่ในหอนางโลมยังดูหรูหรากว่านี้เสียอีก อิงน่าสะบัดผ้าเช็ดหน้ารองบนเก้าอี้ก่อนจะนั่งลง ยังติดใจที่จะบ่นถาม
“แคบขนาดนี้ อยู่ได้อย่างไร”
“ตอนนี้ข้าก็ตัวคนเดียว ถ้าบอกว่ากว้างมากไปก็ไม่นับว่าเกินจริง”
่นี้อากาศหนาวเย็น ซื่อเฟิงต้มน้ำร้อนไว้กาหนึ่ง ไว้เวลากระหายน้ำแล้วตื่นกลางดึก จะได้ดื่มน้ำให้อุ่นกระเพาะ จึงไม่ต้องก่อไฟต้มใหม่ ก็ยกมาให้อิงน่าจิบแก้หนาวได้พอดี
“เ้ามองโลกแง่ดีจริงๆ” อิงน่าเหน็บแนม
“ว่าธุระของเ้ามาเถอะ” ถึงนางจะมองโลกในแง่ดี ก็มิได้หมายความว่าจะให้สหายมานั่งพูดจาดูแคลนอยู่ได้
ั้แ่อีกฝ่ายย่างเข้ามาในบ้าน จนตอนนี้ อิงน่าผู้นี้หาได้มีความจริงใจเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว ซื่อเฟิงนั่งลง สายตาที่มองยังคงสำรวจอย่างละเอียด เพียงแต่กลบเกลื่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มซื่อๆ
“เ้าจะมิถามหน่อยหรือว่า เหตุใด อาภรณ์เครื่องประดับบนตัวข้าถึงล้วนมีราคาแพง” นางเลือกประโคมของมีค่ามาเต็มที่เพื่อโอ้อวดให้อีกฝ่ายอิจฉาริษยา แต่รอจนร้อนใจ ก็ยังไม่ถามเื่นี้สักที อิงน่าจึงเลือกพูดขึ้นมาก่อน
“แค่ของนอกกาย ข้าไม่ใส่ใจเท่าความเป็อยู่ของเ้ากับครอบครัว ทว่าคงมิต้องถามหรอก ดูปราดเดียวก็รู้ว่า สบายดีมาก ข้าถึงได้ตรงเข้าประเด็นเื่ธุระเลย”
“ข้าเห็นแก่เ้าที่เป็สหายเก่า” อิงน่าเน้นย้ำให้รู้ว่า ฐานะระหว่างทั้งสองห่างเหินกันมากเพียงใด “ขอเตือนว่าอย่าได้คิดจะดึงไป๋ไป๋ให้ตกต่ำ ด้วยการเข้าไปเป็ฮูหยินรองในจวนเขา เพราะข้ารักและเอ็นดูเหมยมู่หลันมาก ไม่อยากเห็นนางต้องเสียใจและใช้สามีร่วมกับสตรีที่ผ่านมือชายนับร้อยมาเช่นเ้า”
“ไป๋เฟิงถึงขนาดไปรับเ้ามาจากบ้านเลยหรือ”
อิงน่าถอนหายใจ นางไม่กลัวที่จะสารภาพความจริงอีกแล้ว “ตอนนั้นข้าได้พบกับเหมยมู่หลัน รักแรกพบของไป๋ไป๋พอดี นางชักชวนให้ข้าไปทำงานที่สกุลเหมยเพื่อรอฟังข่าวไป๋ไป๋”
“ที่แท้เ้าก็โกหกข้า” เมื่อเกริ่นออกมาแล้ว ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ซื่อเฟิงเอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เหมือนเป็สิ่งที่คาดเดาได้อยู่ก่อนแล้ว นางหลุบสายตาลงมองโต๊ะเพื่อไม่ให้อิงน่าเห็นความเสียใจที่เจือโทสะ
เพื่อให้ตนสุขสบาย ถึงกับต้องโกหกกัน อิงน่ากลัวว่านางจะเข้าไปมีบทบาทสำคัญกว่า ก็รู้กันอยู่ว่าใครคือ ผู้มีพระคุณที่แท้จริงของเก่อไป๋ไป๋
คงจะสร้างเื่เท็จไปไม่น้อย บัดนี้ชีวิตถึงหรูหราและมีเกียรติ
“เ้ายังใจเย็นไม่เปลี่ยนเลยนะ แต่อย่าได้ใส่ร้ายว่าข้าทอดทิ้งเ้า ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีทั้งนั้น”
แต่ก่อนไม่มีที่พึ่ง ทั้งไม่อยากกลับไปลำบากที่บ้าน อิงน่าถึงได้ตามเกาะติดซื่อเฟิง ด้วยรู้ว่าสหายรักมีความสามารถ ทว่าวันนี้เห็นได้ชัดว่าตนคิดผิด ซื่อเฟิงไม่ได้เก่งกาจอะไร ชีวิตถึงดีขึ้นมาได้ไม่เท่านางตอนนี้
ไม่เหมือนตนที่ฉลาดและไหวพริบดีกว่า ได้อาศัยอย่างสุขสบายภายใต้การดูแลของลูกสะใภ้ กระทั่งได้เป็มารดาอุปถัมภ์ของแม่ทัพเก่อ
“ข้าไม่รู้นะว่า เ้าไปยั่วยวนไป๋ไป๋ท่าไหน เขาถึงกับเอ่ยปากขอกับลูกสะใภ้ข้า ให้เ้าเป็ฮูหยินรอง…ข้าสั่งให้เ้าหยุดการกระทำนั้น ถ้าไม่อยากเป็ศัตรูกัน”
ซื่อเฟิงนั่งตั้งใจฟังอยู่นาน ทุกคำของสหายรักมีแต่ถากถาง ดูิ่ดูแคลน กดข่มวางอำนาจ สีหน้าท่าทางเหย่อหยิ่ง กระทั้งสายตายังส่งความรังเกียจราวกับกำลังมองอาจม โดยลืมไปว่าก็ร่วมทำอาชีพเดียวกันมาั้แ่เด็ก
ยามไม่เหลือใคร รีบวิ่งเข้าหาบอกว่ายังจริงใจเสมอ พอมีที่พึ่งใหม่ สร้างเื่เท็จทิ้งกันไป…พอได้ดิบได้ดีกลับไม่เห็นความสำคัญของมิตรภาพ
ความเจ็บจากการหลอกลวง ความโกรธ ความเสียใจมันกำลังผูกมัดใจนางให้ดิ่งสู่ความเคว้งคว้าง ซื่อเฟิงต้องรวบรวมสติอารมณ์อยู่นาน เพื่อให้การแสดงเป็ไปอย่างนิ่งสุขุมที่สุด
“ท่าทีที่ลืมกำพืดของเ้า ทำให้ข้ากระจ่างแจ้งถึงความจริงที่ว่า เงินทองของมีค่า อาหารดีแค่ไหนก็มิอาจเปลี่ยนคนบางจำพวกให้ดีขึ้นได้ เห็นชัดว่ายิ่งอยู่สูงยิ่งเลอะเลือน ว่า ตัวเองแอบอ้างหนี้บุญคุณของผู้อื่นไปรับวาสนา”
ซื่อเฟิงยิ้มเ็า จ้องมองอิงน่าด้วยสายตาสมเพชและรังเกียจ ความเป็สหายได้ตายจากความรู้สึกนางไปแล้ว คงเหลือไว้แค่ความเจ็บใจที่กระตุ้นจนมือสั่นไปหมด ต้องกุมไว้แน่น
“ที่ผ่านมาข้าไม่ถือสาหรอกนะอิงน่า ที่เ้าจะโกหกใครให้เชื่อว่าเป็ผู้ที่เสียสละแรงกายแรงใจทำให้ไป๋เฟิงได้ดี แต่เ้าถึงขนาดถ่อสังขารมาหาข้าเพื่อดูถูกเหยียดหยาม ต่อให้เป็ศัตรูกัน ข้าก็มิได้เกรงกลัวสักนิด เพราะความสำคัญข้าในใจของไป๋เฟิงมีมากกว่าเ้าแน่นอน อยากลองดูหรือไม่เล่า”
อิงน่าได้ฟังถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล เพราะทุกถ้อยคำนั้นแทงใจดำนางตรงจุดทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้นางหยิ่งผยองโดยลืมไปว่า ซื่อเฟิงก็มิใช่คนที่งอมืองอเท้าให้ใครมารังแกง่ายๆ
“คิดอะไรแง่ร้ายเช่นนั้น” อิงน่าหัวเราะเบาๆ กลบเกลื่อนความโกรธในใจ “ข้าแค่หวังดีอยากเตือนเ้า อาจใช้คำพูดไม่เหมาะสมไปบ้างก็อย่าได้ถือสาคนไร้การศึกษาอย่างข้าเลย…อ้อลืมถามไปเลย แล้วเ้าล่ะมีใจอยากจะเป็ฮูหยินรองของไป๋ไป๋หรือไม่”
“ข้ามีใจอยากจะเป็หรือไม่ หาใช่กงการที่เ้าต้องรู้ เ้าอยู่เสพสุขกับวาสนาที่ข้าให้ไปเถอะ อย่าลืมว่า นี่เป็หนี้บุญคุณที่ข้ามีต่อเ้าแล้ว”
ซื่อเฟิงไม่รักษาน้ำใจใดๆ อีก เห็นอีกฝ่ายเป็แค่คนนอกที่ยุ่งเื่ในบ้านผู้อื่น นางลุกขึ้น ผายมือไปทางประตูเพื่อส่งแขก
“ข้าไม่ส่ง”
พออิงน่าก้าวพ้นบ้าน ซื่อเฟิงก็ปิดประตูลงดาลทันที อิงน่าถึงกับหน้าเสียที่ถูกปฎิบัติอย่างหยาบคายเช่นนี้ เพราะนางเคยชินกับการที่คนอื่นมาเอาอกเอาใจ
“ได้เห็นดีกัน!” อิงน่าสบถพึมพำ แล้วสะบัดหน้าเดินออกไป ในใจคิดวางแผนสารพัดที่จะทำให้ซื่อเฟิงตกต่ำจนอวดดีไม่ได้เช่นวันนี้อีก
หึ เหมยมู่หลันต่างหากที่สำคัญมากในใจไป๋ไป๋ ไม่ใช่เ้า!
![]()
ร้านซาลาเปาลูกท้อของนางมีลูกค้าประจำอยู่มาก ยังไม่ทันจะเปิดร้านก็มีคนมานั่งรอซื้อแล้ว ซื่อเฟิงกับลูกน้องเป็คนตรงเวลาเสมอ นางมาเปิดร้าน่ก่อนฟ้าสาง ลำเลียงซาลาเปากับหมั่นโถวร้อนๆ ใส่ในลังนึ่ง ใช้เวลาไม่นานก็ได้อาหารร้อนอุ่นกระเพาะตอนเช้าๆ
หญิงสาวนั่งดีดลูกคิด ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ค่าวัตถุดิบอยู่ที่โต๊ะทำงานที่สามารถมองเห็นลูกน้องสี่คนขายของให้ลูกค้าได้ ทว่าไม่คิดว่าวันนี้จะเกิดเื่
“ไสหัวไปจากที่นี่ซะ!” มีอันธพาลที่ไม่เคยบาดหมางกันพาลูกน้องเข้ามาภายในร้าน
“นายท่านโปรดชี้แนะด้วย ร้านเปาจื่อจินของเราทำอะไรให้ไม่พึงพอใจขอรับ” จ้านหวังรีบค้อมกายออกมารับหน้าแทนด้วยรอยยิ้มใสซื่อ พยายามจะแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้น ในขณะที่ลูกค้าเริ่มทยอยออกจากร้านเพราะไม่อยากโดนลูกหลงถ้าเกิดเื่
“ก็ข้าขัดหูขัดตาที่นางโลมคนนี้มาขายของแถวถิ่นข้า!” หัวหน้าอันธพาลแสยะยิ้มชั่วร้าย พร้อมทั้งยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่หน้าอกจ้านหวังให้ล้มลง เสียงร้องดังขึ้น ลูกน้องอีกสามคนช่วยมาพยุงจ้านหวังด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“ข้าจ่ายภาษี ทั้งค่าบำรุงพื้นที่อย่างถูกต้อง ร้านเปาจื่อจินมิได้เป็ร้านเถื่อนแต่อย่างใด ที่ว่าขัดหูขัดตานี้ ใครจ้างพวกเ้ามา” ซื่อเฟิงจ้องหน้ามันอย่างไม่เกรงกลัว ฟังจากคำพูดและการมาหาเื่ ก็เข้าใจได้ทันทีว่าพวกมันถูกว่าจ้างให้มาก่อกวน
“เฮ้ย! จัดการ” หัวหน้าอันธพาลถ่มน้ำลายลงพื้น ยังคงสีหน้ายียวนพลางสั่งให้ลูกน้องทำลายข้าวของภายในร้าน
“นี่…”
ลูกน้องของซื่อเฟิงทำท่าจะเข้าไปห้าม แต่นางกลับยกมือเป็เชิงปรามไว้ว่าให้ยืนนิ่งๆ
พวกลูกน้องแม้จะตื่นใ แต่ก็ไม่ลนลานอีกเพราะความสงบของผู้เป็นาย จึงได้แต่ยืนทนดูอย่างปวดใจ ปล่อยให้พวกมันทำลายข้าวของจนเสียหาย
“ถ้าเ้ายังไม่ไสหัวไปจากที่นี่ ข้าจะมาทำลายร้านเ้าทุกวัน” มันชี้หน้าขู่ไว้ แล้วยกพวกจากไป
“นายหญิง ร้านพังหมดแล้วเ้าค่ะ ของก็นำมาขายลูกค้าไม่ได้ด้วย” เหมยหลินมองสภาพร้านที่และแทะยากจะกอบกู้ได้ในเร็ววันด้วยสีหน้าที่อยากจะร้องไห้
ซาลาเปา หมั่นโถวถูกเหยียบ โยนทิ้งเกลื่อนพื้น โต๊ะเก้าอี้ อุปกรณ์ก็เสียหาย ทั้งหมดนี้ต้องเสียค่าซ่อมซื้อใหม่อีกหลายตำลึง และค่าแรงของพวกตนคงจะหายไปอีกหลายวัน เพียงพริบตาเดียวที่พวกมันทำลาย มิใช่แค่ร้าน แต่เป็ชีวิตของลูกจ้างตัวเล็กๆ อีกสี่ชีวิต
“ของเสียหายยังซื้อใหม่ได้ พวกเ้าไม่ถูกทำร้ายก็พอ แล้วจ้านหวังเจ็บมากหรือไม่ วันนี้เ้าเลิกงานก่อน ไปหาหมอแล้วกลับบ้านรักษาตัวให้ดี” ซื่อเฟิงมองลูกน้องที่อายุยังน้อยแต่ละคนด้วยสายตาเป็ห่วง นางหยิบเงินให้จ้านหวังแต่เด็กหนุ่มกลับปฎิเสธด้วยเกรงใจ
“ข้าเจ็บไม่มากขอรับ ขออยู่ช่วยน้องๆ เก็บกวาดร้านให้นายหญิงก่อน”
“ขอบใจพวกเ้ามากนะ” ซื่อเฟิงลูบหัวเหมยหลิน แล้วมองทุกคนด้วยความซาบซึ้ง นางช่างดูคนไม่ผิดจริงๆ เด็กพวกนี้ทั้งขยันและซื่อสัตย์
ลูกน้องทั้งสี่คนส่งยิ้มให้กำลังใจนาง แล้วแยกย้ายกันเก็บกวาดร้านให้สะอาด ซื่อเฟิงมองร้านที่นางทุ่มเทเก็บเล็กผสมน้อยกว่าจะมีทุกวันนี้ได้ แค่พริบตาเดียวก็ถูกคนอื่นสั่งมาทำลายได้ง่ายดาย
นางไม่เคยบาดหมางกับใคร ถิ่นนี้นางอาศัยมาหลายปี ทุกคนรู้จักมักคุ้นกันดี แต่เมื่อคืน นางได้ออกตัวเป็ศัตรูกับอิงน่า วันนี้คนที่ส่งพวกมันมาจะเป็ใครไปได้
ดูเหมือนสันติภาพจะไม่ใช่ทางออกสำหรับพวกนางอีกต่อไป
เมื่อร้านเสียหาย ทั้งยังเป็ครั้งแรกที่มีคนมาสร้างปัญหา ลูกค้าประจำของซื่อเฟิงก็พอใจไม่น้อย นำเื่นี้ไปพูดกันเป็วงกว้าง และไม่พ้นโยงไปทั่วถึงสาเหตุที่พวกเขาไม่รู้นอกจากว่า นางไปมีเื่กับผู้มีอิทธิพลเข้า
เมืองหลวงกว้างใหญ่ก็จริง แต่คำพูดคนยิ่งกว่าโรคระบาด วันเดียวก็กระจายไปทั่วถึงทุกซอกมุมให้ผู้คนได้รู้ รวมถึงจวนของเก่อไป๋ไป๋
ก่อนหน้านั้นด้วยโทสะและอยากเอาชนะ อิงน่าได้ทำเื่โง่เขลาลงไปจริงๆ แล้วเหมยมู่หลันคุณหนูในห้องหอที่ถูกเลี้ยงมาประดุจไข่ในหินก็หัวอ่อนพลอยเชื่อแผนการของอิงน่าว่าจะทำให้เื่มันดีขึ้น สุดท้าย….พวกนางต้องมากระวนกระวายกันเอง
“หาตัวพวกมันให้เจอแล้วส่งกองปราบ ติดสินบนเ้าหน้าที่ ต่อให้พวกมันรับสารภาพ ระหว่างสอบสวนว่าใครจ้าง ก็ลงกระบองให้ถึงตายทั้งหมด”
เก่อไป๋ไป๋เพิ่งกลับมาจากประชุมเช้า ยังไม่ทันพ้นเที่ยง เื่ที่ร้านเปาจื่อจินถูกพวกอันธพาลทำลายข้าวของโดยไร้สาเหตุก็มาถึงหูเขาแล้ว
ร้านเปาจื่อจินค่อนข้างมีชื่อเสียงในย่านตะวันตกของเมืองหลวง วันที่เขาได้รับซาลาเปาจากนางก็สืบหาไม่ยาก เพราะมีอยู่เพียงร้านเดียวที่ทำซาลาเปาลูกท้อ พอเกิดเื่หนาหูคนสนใจกันไม่น้อย พูดกันสนุกปาก
นางอยู่สงบสุขมาหลายปี จู่ๆ มีคนตามระราน ถ้าเขายังไม่รู้สาเหตุคงจะโง่เกินทน แต่ถึงจะพอคาดคะเนอยู่ได้บ้าง ก็ยังต้องมีหลักฐาน
เหมยมู่หลันยกน้ำชากับของว่างเข้ามาได้ยินเก่อไป๋ไป๋สั่งงานลูกน้องพอดีถึงกับมีอาการเลิ่กลั่ก นางพยายามสงบสติอารมณ์วางน้ำชาให้เขา “คนพวกนี้ช่างไม่เห็นกฏหมายต๋าอันอยู่ในสายตา น่ากลัวจริงๆ เลยนะคะท่านพี่”
“อืม” เก่อไป๋ไป๋ตอบรับสั้นๆ พลางลุกขึ้น เตรียมตัวจะออกไปข้างนอก ลูกน้องของเขาก็รีบขอตัวไปก่อน
“ท่านพี่จะไปหานางหรือ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง สายตานางเริ่มเว้าวอน
เขาไม่ตอบ ร่างสูงเดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลับมามอง เหมยมู่หลันได้รับความเ็าห่างเหินแล้วเ็ปในหัวใจถึงกับมือไม้อ่อนแรง ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยังหลงเหลือไออุ่นจากร่างเขา
อดถามตนเองไม่ได้ว่าต้องทำอย่างไรถึงให้เขากลับมาเป็เหมือนเดิม
![]()
ถ้าหากคนพวกนั้นมาทำลายร้านนางทุกวัน เงินที่เก็บไว้คงไม่พอจะซ่อมแซมร้านให้กลับมาเป็เหมือนเดิม ซื่อเฟิงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดคำนวณตัวเลขความเสียหายที่นางขาดทุนยับเยิน วิธีเดียวที่ต้องทำคือ ปิดร้านไปก่อน รอให้ผู้คุ้มภัยราษฏรตามจับพวกมันให้ได้
ระหว่างที่นางนั่งคิดหนัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ซื่อเฟิงลุกขึ้นออกไปนอกเรือน แล้วเปิดช่องรูเล็กๆ ตรงประตูใหญ่เพื่อดูว่าเป็ใครที่มา ร่างสูงในอาภรณ์สีน้ำเงินยืนรออยู่อย่างสุขุม พอได้ยินเสียงเปิดช่องรูเล็กก็โน้มตัวลงมา ให้ดวงตาอยู่ระดับเดียวกับรูนั้น นางจึงสบตาเข้ากับเขาเต็มๆ
ซื่อเฟิงมิใช่คนขวัญอ่อน แต่การกระทำของเก่อไป๋ไป๋ทำให้นางใจริงๆ อาจเป็เพราะ่นี้นางระแวงว่า อิงน่าจะส่งคนมาทำร้ายกระมัง
“ท่านแม่ทัพเก่อมีธุระอะไร” นางไม่เปิดประตูต้อนรับเขา
“เปิดประตูให้ข้าก่อน”
“อย่าสร้างปัญหาให้ข้ามากเลย กลับไปได้แล้ว” ซื่อเฟิงหันหลังจะเดินกลับเข้าเรือน แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวอื่นแทน
เขาปีนกำแพงบ้านนาง!
เก่อไป๋ไป๋ใช้เวลาพริบตาเดียว ก็ะโลงมาถึงพื้นยืนอย่างมั่นคง เขาปัดมือที่เปื้อนหิมะเล็กน้อย แล้วส่งยิ้มมองซื่อเฟิงที่ยืนตกตะลึงอ้าปากค้างก่อนจะค่อยเปลี่ยนสีหน้าเป็โกรธขึง
“มีธุระอะไรก็รีบพูดมา” ถึงจะไม่พอใจ นางก็เลือกที่จะเผชิญหน้าตรงๆ
เ้าเด็กบ้านี่ ใครสั่งให้สอนให้ทำตัวเยี่ยงโจร ลืมฐานะแม่ทัพของตัวเองไปแล้วหรือไง
“เ้าได้รับาเ็หรือเปล่า” เหมือนคำถามนางจะเป็แค่ลมผ่านหู เก่อไป๋ไป๋จับหมุนตัวนางดูว่า มีรอยขีดข่วนฟกช้ำตรงไหนหรือไม่
“ไป๋เฟิง!” ซื่อเฟิงปัดมือเขาออกด้วยความโมโห แต่คนถูกปฎิเสธกลับยิ้มมากกว่าเดิม แค่เพราะนางยอมเรียกชื่อที่เคยตั้งให้ นี่ถึงจะชัดว่า นางเห็นเขาเป็ไป๋เฟิง คนสำคัญของนาง
“ข้าเรียกช่างให้ซ่อมแซมร้านเปาจื่อจินแล้ว ไม่เกินสองวันเปิดขายได้เช่นเดิม แต่เ้าไม่ต้องกลัวพวกมัน ข้าจะให้ลูกน้องที่มีฝีมือมาเฝ้าที่ร้าน”
“เ้ากล้าดียังไงถึงทำอะไรโดยไม่ขออนุญาตจากข้า” ถือดีว่ามีเงินมีอำนาจ ทำอะไรได้ตามใจชอบหรือ ซื่อเฟิงไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งแต่อย่างใด
“เ้าเคยรับผิดชอบทุกอย่างในชีวิตข้า มาวันนี้ข้าจะทำเหมือนกัน” เก่อไป๋ไป๋ใช้ความหน้าหนาพูดประโยคนี้ออกมา
“ออกไป” ซื่อเฟิงเปิดประตูแล้วผลักร่างสูงให้พ้นจากบริเวณบ้าน นางสุดจะทนกับพฤติกรรมของเขาแล้ว
ถ้าไม่เสียดายร้านเปาจื่อจินที่สร้างลูกค้าประจำไว้มากแล้วล่ะก็ นางก็อยากจะปิดร้านแล้วหนีไปให้พ้นๆ แต่ทำแบบนั้นเหมือนทรมานตัวเองเปล่าๆ นางอยู่ของนางดีๆ มาตั้งนาน เหตุใดต้องมาขี้ขลาดตาขาวหนีคนๆ เดียว
“เลิกวุ่นวายกับข้าเสียทีเก่อไป๋ไป๋ พวกเราไม่มีอะไรติดค้างกัน มีแต่เ้าที่ยังไม่เลิกหลอกตัวเองเพราะความเห็นแก่ตัว!”
“ข้าไม่ยอมแพ้” เก่อไป๋ไป๋ยื่นมือค้ำประตูไว้ไม่ให้นางปิดได้ ทั้งยืนคำขาดด้วยความมุ่งมั่นที่จะอยู่กับนางให้ได้ ไม่ว่าจะด่าทอเขาเช่นก็ตาม
“ข้าจำได้ว่า ตอนเด็ก เ้าหน้าบางกว่านี้ อายกระทั่งต้องอยู่ร่วมกับพวกนางโลม พอโตขึ้น ไฉนถึงหน้าด้านหน้าทนตามไม่เลิกราอยู่ได้ ถ้าไม่มียางอายก็ให้นึกถึงหน้าฮูหยินที่บ้านบ้างเถอะ”
ซื่อเฟิงผลักแขนเก่อไป๋ไป๋ออกไปให้พ้นแล้วปิดประตูใส่หน้าเขาเสียงดัง นางถึงกับถอนหายใจหนัก ให้รู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งทางไกลกับการแค่รับมือคนๆ เดียว
นางคิดว่า การรับมือกับเขาจะจบลงแค่วันเดียว แต่นั่นกลับเป็จุดเริ่มต้นการตามตื้อ
ร้านเปาจื่อจินกลับมาเปิดได้ตามปกติ ด้วยการซ่อมแซมใหม่จากช่างมีฝีมือก็เหมือนได้ร้านใหม่ ทั้งมีคนคุ้มภัยมาเพิ่มความปลอดภัย ดูน่าอุ่นใจ แต่นางกลับรำคาญเพราะนั่นเป็ข้ออ้างให้ใครบางคนมาไม่หยุดหย่อน
ซื่อเฟิงเงยหน้ามองออกไปยังโต๊ะที่นั่งบริเวณด้านนอกร้าน มีร่างสูงที่เด่นชัดในท่วงท่าที่น่าเกรงขามจากการทำศึกนอกชายแดนมาหลายปี ทั้งมีกลิ่นอายในสมรภูมิรบที่ติดตามไม่จางหาย เป็เหตุให้คนที่กล้าเข้ามาตีสนิทด้วย ยังต้องกริ่งเกรงอยู่เจ็ดส่วน
เก่อไป๋ไป๋นั่งร่วมโต๊ะกับลูกค้าคนอื่น เขาสามารถสนิทกับทุกคนได้เร็ว และด้วยฐานะชื่อเสียงก็ยิ่งมีคนอยากรู้จักอยู่แล้ว
เขาไม่เคยเข้ามาทักทายนางสักประโยค แค่มาทำตัวเป็ลูกค้าประจำ ที่ติดใจในรสชาติซาลาเปาของร้านเปาจื่อจินก็เท่านั้น แต่ที่ไม่เคยขาด และไม่มีใครสังเกตเห็นคือ เขามักจะส่งสายตาและรอยยิ้มให้กำลังใจนางเสมอ
ถ้าวันไหนที่ไม่ได้มาก็ส่งคนมาบอกว่าติดงาน วันไหนที่ว่างก็มานั่งแช่อยู่ได้ทั้งวัน กินแค่ซาลาเปาก็เหมือนมีชีวิตรอดได้แล้ว
ซื่อเฟิงย้อนคิดดู ไป๋เฟิงในวัยเด็กอยู่ในความทรงจำไม่เปลี่ยน แต่เมื่อนำมาเทียบกับเก่อไป๋ไป๋ตอนนี้ นางก็รู้สึกเหมือนคนละคนกัน อาจเพราะห่างเหินกันหลายปี ตอนที่อยู่ด้วยกันในเรือนสองก็มิได้สนิทกันเช่นสหาย พี่น้องหรือแม่ลูก ก็ไม่แปลกที่บัดนี้เขาจะมีความรู้สึกชู้สาวกับนางได้
นางก็เหมือนสตรีทั่วไป แม้จะเคยทำอาชีพนางโลม แต่ไม่เคยมีใจให้บุรุษคนไหน และไม่เคยมีใครมาเฝ้าตามเกี้ยวพาเช่นนี้ มีแต่จ่ายเงินแล้วให้นางบำเรอเื่บนเตียง ไร้ซึ่งความรู้สึก
ซื่อเฟิงรู้ตัวว่า จริงๆ แล้วตนอ่อนหัดในความรัก เพียงแค่เจนจัดเื่อย่างว่า พอถูกสายตาลึกซึ้งจริงจังของเก่อไป๋ไป๋มองทุกวันเข้าก็เริ่มมีหวั่นไหว
นางไม่รู้ตัวว่า ตนอยากหยิบกระจกขึ้นมาส่องตรวจดูความเรียบร้อยของใบหน้าทุกวันที่เปิดร้าน อยากแต่งกายให้งามขึ้น อยากบำรุงดูแลตัวเองให้เหมือนเด็กสาว แม้นางจะยังมีความสวยที่น่ามอง ผิวพรรณที่เต่งตึง แต่อีกไม่นานคงหย่อนยาน ก็อดกังวลใจไม่ได้
ภายนอกนางยังดูใจแข็ง สงบนิ่ง แต่ภายในใจสั่นไหวทุกครั้งที่เก่อไป๋ไป๋ส่งรอยยิ้มมาให้ ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรกันที่นางรู้สึกว่ายิ้มนั้นทำให้เขาดูหล่อเหลากว่าเดิม และใช้สายตามองตอบมากขึ้น
ซื่อเฟิงตำหนิตนเองที่เหลวไหลมากขึ้นทุกวัน เฝ้าย้ำว่าไม่ควรมีใจให้คนที่ตนเลี้ยงดูมา นางไม่คู่ควรกับบุรุษคนไหนอีก แต่ยิ่งคิดเช่นนี้ ก็ยิ่งปวดใจ
นางไม่มีค่าอีกเลยั้แ่เข้าทำงานในหอนางโลม ตัวนางสกปรกเกินไป กระทั้งไม่คิดฝันว่าจะมีใครมาสนใจสตรีที่ผ่านบุรุษมานับไม่ถ้วน
พรุ่งนี้จะเป็วันสุดท้ายของปี แต่ละบ้านแขวนโคมแดงและติดกระดาษกลอนมงคลคู่กันแล้ว ซื่อเฟิงปิดร้านสามวัน ทั้งให้อั่งเปาลูกจ้างครบทุกคน พวกเขาจะได้กลับไปฉลองปีใหม่กันที่บ้านอย่างมีความสุข ส่วนนางก็มิได้ทำตัวเดียวดายถึงแม้จะอยู่ลำพังก็ตาม
ซื่อเฟิงนั่งอยู่บนตั่งที่ข้างหน้าต่าง ง่วนกับการตัดกระดาษแดงไว้ติดที่ประตูบ้าน พลางเหลือบมองโคมไฟดอกบัวแดงที่สวยงามด้วยรอยยิ้มน้อยๆ อดครุ่นคิดไม่ได้ว่า จะติดส่วนไหนของรอบนอกบ้านดี
แต่แล้วภาพที่ไม่อยากคิดก็ผุดขึ้นมาในหัว ก่อนที่ร้านเปาจื่อจินของนางจะปิด พวกลูกจ้างกลับบ้านไปหมดแล้ว มีลูกค้ามาคนสุดท้าย เหมาซื้อซาลาเปายี่สิบกว่าลูก นางจึงต้องช่วยถือไปส่งที่บ้านให้ลูกค้าคนนั้น
นั่นทำให้ซื่อเฟิงได้ผ่านจวนแม่ทัพเก่อเป็ครั้งแรก แค่มองดูจากนอกกำแพงที่สูงตระหง่านประดับประดาโคมแดงโดยรอบอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ต้องเอ่ยถึงด้านในว่าจะกว้างขวางและใหญ่โตสวยงามมากเพียงใด ซึ่งชีวิตนี้ของนางไม่เคยมีโอกาสได้ย่างเข้าบ้านฐานะชนชั้นสูง
นางรู้ตัวทันทีว่าห่างไกลกับเก่อไป๋ไป๋ราวฟ้ากับเหว แต่แรกหากเขามีใจอยากจะให้นางอยู่ใกล้ตัวจริง จะมีการแต่งงานกับคุณหนูสกุลเหมยหรือ
เมื่ออยู่ในจุดที่สูง สังคมผู้ดี เขาเองก็มีฐานะเป็แม่ทัพสร้างชื่อเสียงในสนามรบ คู่ครองที่เหมาะสมก็ควรเป็คุณหนูสกุลเหมยไว้ออกหน้าออกตา
ส่วนนางเป็แค่อดีตนางโลมที่มีหนี้บุญคุณ ให้เงินทองมาก็ชดใช้ได้หมดแล้ว แต่เขาไม่ทำเช่นนั้น เพราะอยากเล่นสนุก เหมือนที่นางเคยทำกับเขาในวัยเด็กมากกว่ากระมัง
ซื่อเฟิงตาสว่างขึ้น นางปัดความรู้สึกที่น่าขบขันเ่าั้ทิ้งไป อดเย้ยหยันตนเองมิได้ที่เพ้อฝันเหลวใหลว่า ความรักนั้นจริงใจ เกือบจะลงไปในหลุมพรางของเก่อไป๋ไป๋เสียแล้ว
หญิงสาวใช้เวลาว่างทั้งวันในการตกแต่งบ้าน แล้วนับวันรอ จนวันส่งท้ายปีมาถึง
เตาผิงเล็กๆ กระจายไอร้อนคลายความหนาว โคมไฟสีแดงสว่างไสวสะดุดตาให้กลิ่นอายมงคล บ้านอื่นได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน มีเพียงบ้านของนางที่จมอยู่ภายใต้ความเงียบชวนให้ว้าเหว่
ซื่อเฟิงยิ้มปลอบใจตนเอง แม้ภายนอกจะยังเข้มแข็ง แต่ในใจอ้างว้างเหน็บหนาวยิ่งกว่าหิมะที่อยู่ด้านนอกเสียอีก นางทานอาหารเสร็จแล้วก็ต่อด้วยของหวานขนมอี๋ ถังหยวนไส้งาดำ เพิ่งจะตักใส่ถ้วย เสียงเคาะประตูเรือนก็ดังขึ้น นางตื่นเกร็งไปทั้งตัว
่เวลานี้ผู้คนจะอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวเพื่อทานอาหารร่วมกัน ยังมีใครที่ต้องทำธุระกับนางได้
“ข้าไป๋เฟิง” เสียงทุ้มบอกกล่าว เหมือนจะรู้ว่าได้ทำให้นางใระแวง
คนที่ไม่ควรมา กลับมาอยู่ตรงหน้าบ้าน เป็เื่เหนือความคาดหมาย นางมิได้เปิดประตูให้ เพียงยืนลังเลอยู่หลังประตู ชั่งใจจนได้คำตอบว่าไม่ควรให้เก่อไป๋ไป๋มีอิทธิพลในความรู้สึกอีก
“เหลวไหลเกินไปแล้ว เวลานี้เ้าควรอยู่กับภรรยา” ถึงร่างกายนางจะแปดเปื้อน แต่จะไม่ยอมให้ใจต้องไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีเด็ดขาด
“เหตุใดถึงห่วงแต่ผู้อื่นนัก” น้ำเสียงนั้นติดไม่พอใจหน่อยๆ แล้ว
“ข้าอาจมีความรู้น้อย แต่ก็รู้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร” ซื่อเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถึงจะดีใจที่เก่อไป๋ไป๋ยังนึกถึง แต่นี่มันไม่ถูกต้องและนางระอายใจเกินกว่าจะรับไว้
“รู้หรือไม่ ข้าเองก็เคยมีความเพ้อฝันเช่นสตรีทั่วไปที่อยากแต่งงานและเป็หนึ่งเดียวทั้งในใจและข้างกายสามี แต่นานวันเข้า ข้าก็พบความจริงที่ว่า หาบุรุษเช่นที่วาดหวังไว้ไม่มีทางเจอและไม่เคยมีเข้ามา รวมถึงตอนนี้ทุกการกระทำของเ้ากำลังทำร้ายความรู้สึกของภรรยา ด้วยการอยากมีข้าอยู่ในชีวิต…นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้า้า…เก่อไป๋ไป๋ เ้ากลับไปเถอะ”
น้ำเสียงนางราบเรียบแทบจะไร้ความรู้สึก ช่างขัดแย้งกับความเจ็บแปลบในหัวใจ การเข้าไปเป็ภรรยาคนที่สองของเขา ไม่ใช่ความรักดีๆ ที่นางฝันถึงสักนิด และเขาก็ไม่สามารถหย่าภรรยาเพื่อนางได้ เพราะสตรีอีกคนไม่ได้ทำสิ่งใดผิด
เก่อไป๋ไป๋มีสีหน้าบึ้งตึง สองมือกำหมัดแน่นด้วยความโกรธที่ตนตัดสินใจพลาดไป และตอนนี้ก็ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ เพราะเหมยมู่หลันก็เป็ภรรยาที่สังคมรับรู้ นางเป็ผู้บริสุทธิ์ เขาเองก็มีใจเสน่หานางไม่น้อย
แต่ความรักนั้น เขากล้าพูดได้เต็มปากว่ามีให้ซื่อเฟิงทั้งหมด เขาถึงไม่อยากปล่อยมือจากนางไป
“ข้าขออยู่ข้ามปีกับเ้า…”
“ไม่ได้” ซื่อเฟิงปฎิเสธเสียงห้วน นางพยายามกลั้นอารมณ์ความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ในใจ โชคดีที่ระหว่างทั้งสองกั้นด้วยประตู มิฉะนั้นนางคงต้องเสียหน้าที่ปากไม่ตรงกับใจ
“ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้” เก่อไป๋ไป๋ดื้อรั้น
“ท่านพี่!” จังหวะนั้นเสียงเรียกของเหมยมู่หลันก็ดังขึ้น นางสั่งให้ทหารกระแทกตัวพังประตูด้านหน้าเพื่อเข้าไปบริเวณชานเรือน
ซื่อเฟิงได้ยินความวุ่นวายชัด สองมือกำแน่นด้วยความขุ่นเคืองใจ แต่ก็ไม่ยอมเปิดประตูบ้าน นางหมุนตัวกลับไปนั่งทานขนมอี๋ต่อ ทว่ากินไปก็ไม่รับรู้รสชาติอีก เพราะหัวใจเต็มไปด้วยรสขมฝาด
“มู่หลัน” เก่อไป๋ไป๋ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า สตรีที่เรียบร้อยอ่อนหวานจะบุกบ้านคนอื่นเพื่อตามเขามา คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ จ้องมองเหมยมู่หลันที่มีสีหน้าสำนึกผิด
“พวกเ้า!” เหมยมู่หลันหันไปส่งสายตาให้อิงน่ากับบ่าวรับใช้ที่นำมาด้วย พวกเขาได้รับการอบรมมาแล้วว่าต้องทำยังไง จึงช่วยกันยกโต๊ะเก้าอี้และกระถางไฟมาที่ชานเรือน ใช้เวลาในการเตรียมของไม่นานก็ได้การฉลองข้ามปีในบรรยากาศแบบใหม่
“กลับไปให้หมด” ความอดทนของเขาขาดผึงทันทีที่รู้ว่าเหมยมู่หลันคิดจะทำอะไร สีหน้าเขาเริ่มดำคล้ำด้วยโทสะ ดวงตาคมกวาดมองบรรดาข้ารับใช้เพียงแวบเดียวก็ทำให้พวกเขาตัวสั่นงันงกหวาดกลัวแล้ว
“ใจเย็นก่อน” อิงน่ายิ้มนุ่ม นางพยายามทำตัวเป็กลางที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ทุกคน “มู่หลันรู้ว่าเ้ามีใจห่วงใยผู้มีพระคุณ ไม่อยากปล่อยให้ซื่อเฟิงอยู่คนเดียวในคืนส่งท้ายปีเก่า ถึงได้มาฉลองด้วยกันที่นี่จะได้ครึกครื้น เ้าก็อย่าโกรธนางเลย”
“คำสั่งข้า ใครกล้าไม่ทำตาม จะสั่งโบยให้หมด ไม่ละเว้น…” เก่อไป๋ไป๋ไม่แม้แต่จะปรายหางตามองอิงน่า เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเยือกเย็น ไม่เห็นแก่หน้าใคร
เหมยมู่หลันกัดริมฝีปาก มองเขาอย่างน้อยใจ ฐานะฮูหยินเอกของนางยังจะมีอำนาจ ความน่าเคารพอะไรอีก ในเมื่อมิอาจเทียบได้กับอดีตนางโลมคนหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
อิงน่าเห็นท่าจะไม่ดี เก่อไป๋ไป๋โกรธจริงๆ แล้ว นางจึงส่งสายตาขอร้องเหมยมู่หลันให้กลับบ้านก่อน หญิงสาวกัดฟันเดินออกไป ทั้งในใจที่โมโหนั้นอยากให้เขาตามมาง้องอนแต่มีเพียงความว่างเปล่า
คนมากมายกลับไปแล้ว ความเงียบสงัดชวนให้ใจอ้างว้าง เก่อไป๋ไป๋ยังไม่ยอมจากไปไหน
ชายหนุ่มยืนหันหลังพิงฝาพนัง ใบหน้าแหงนมองท้องฟ้ารัตติกาลแล้วคิดถึงวันเวลาเก่าก่อนด้วยรอยยิ้มจาง “ข้าอยากกินซาลาเปาที่เ้าทำไปตลอดชีวิต”
เพราะเงียบเกินไป กระทั้งความในใจที่เขาเอ่ยออกมาเบาๆ ก็ยังได้ยิน ซื่อเฟิงนั่งอมขนมอี๋ที่ค่อยๆ ละลายในปากเหมือนหิมะที่โดนน้ำ มิต่างจากหัวใจนางในเวลานี้ที่อ่อนไหวเพราะคำพูดประโยคนั้น ประโยคเดียว
“ข้าอยากดูแลเ้ายามแก่เฒ่า ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่” ั์ตาคมคล้ายมีความขบขันในเื่ตลกร้าย ไฉนเมื่อก่อนถึงนึกไม่ได้
“ถิ่นแดนไกลไหนเลยจะคุ้นเคย ลมรำเพยเ้ากลั่นแกล้งให้พลัดถิ่น ปักษาน้อยร่ำไห้ใจถวิล ดั้นด้นบินอย่างสิ้นหวัง วอนขอซื่อเฟิงฟัง แม้นกาลเวลาพาทุกสิ่งโรยรา เว้นเพียงใจข้าที่มั่นคง”
ซื่อเฟิงถึงกับสำลักขนมหวานที่อยู่ในปาก นั่นเป็เพลง ปักษาพลัดถิ่น หนึ่งกิ่งเ้าบุปผา ที่นางเคยขับร้องให้ลูกค้าแปลกประหลาดผู้หนึ่งฟัง และมีอยู่แค่คนเดียวจึงจดจำได้ขึ้นใจ
ที่แท้ก็เป็เขาที่กลับมาหานางหรือ
ประตูบ้านถูกเปิดออก ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่งให้หนาวสั่น ซื่อเฟิงมองเก่อไป๋ไป๋ด้วยสายตาตั้งคำถาม แต่ดูเหมือนนางจะประเมินความหน้าหนาไร้มโนธรรมของชายหนุ่มต่ำไป เขาฉวยโอกาสนี้ดันนางกลับเข้าไปในบ้านพร้อมกันแล้วปิดประตูลง ไม่เพียงเท่านั้นยังสอดมือเข้ามาในแขนเสื้อตัวยาวของนางเพื่อรับความอบอุ่น
มือใหญ่ของเขาเย็นเฉียบจนซื่อเฟิงสะดุ้ง เขาเสนอตัวโอบกอดนางไว้อย่างสบายใจด้วยรอยยิ้มนุ่ม
เก่อไป๋ไป๋ยื่นใบหน้ากระซิบ ริมฝีปากติดริมหูของนางด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนคิดถึง “ไม่ว่าจะไปถิ่นใด ปักษาน้อยตัวนี้ยังกลับมายังกิ่งเ้าบุปผาเดิมเสมอ มันจะกางปีกบินท้าลมฝนอย่างแข็งแกร่งได้อย่างไร หากไม่มีที่เริ่มต้นให้พักพิงแรงกายแรงใจ”
“คิดถึงที่พักพิงแรก เมื่อเ้าได้เป็เ้าของกิ่งบุปผาอื่นแล้วหรือ ข้าเคยได้ยินคำที่ว่า เหยียบเรือสองแคม ส่วนเ้านั่นยึดเกี่ยวบุปผาสองกิ่ง”
ซื่อเฟิงเบือนหน้าหลบ ทั้งเหน็บแนมด้วยความรู้สึกกรุ่นโกรธอยู่หน่อยๆ ถึงที่ผ่านมาไม่เคยมีบุรุษใดมาเกี้ยวพาด้วยถ้อยคำให้ประทับใจ แต่นางก็จะไม่หลงเพ้อฝันในสิ่งที่เขาพยายามตะล่อมอยู่เด็ดขาด
“หึงหรือ” เก่อไป๋ไป๋กลับตีความหมายออกมาได้สั้นๆ
“น่าขำ ชีวิตข้าไม่เคยมีคำนั้น”
“เ้าถึงไม่รู้ว่าตัวเองหึง”
“ข้าเลี้ยงดูเ้า เห็นเสมือนน้องชาย” ซื่อเฟิงเงยหน้าขึ้นมองเขาโดยตรง ในระยะใกล้ครั้งแรกนี้ทำให้นางได้เห็นชัดว่า สีหน้าแววตาเขาที่มีต่อนางนั้นลึกล้ำมากเพียงใด
“นั่นไม่จริง เ้าไม่เคยเรียกขาน สายตาที่มองก็ด้วยความรักเอ็นดูเด็กคนหนึ่ง ที่ให้ ความช่วยเหลือในฐานะเพื่อนมนุษย์”
เก่อไป๋ไป๋กระชับอ้อมแขนรวบกอดนางแน่นขึ้น ััในวงแขนยังคงอ่อนนุ่มและบอบบางไม่เปลี่ยนจากหลายปีก่อน
“ออกไปได้แล้ว ใครใช้ให้เ้าเข้ามา” ซื่อเฟิงพยายามขืนตัวออก แต่เขามีแรงเยอะกว่า จนนางต้องหยุดนิ่งแล้วหอบหายใจ ค้อนมองด้วยความขุ่นเคือง
“ได้เห็นเ้าจนมุมก็วันนี้” เก่อไป๋ไป๋ยิ้มขำก่อนจะรีบใช้วิธีเข้าอ้อน โน้มใบหน้าซุกที่ซอกคอนาง “ซื่อเฟิงตัวหอมไม่เปลี่ยนเลย ทั้งนุ่มนิ่มและอบอุ่น”
“เ้า้าเช่นนี้ใช่หรือไม่” ดูยังไงก็ไม่มีทางสลัดเขาได้ ซื่อเฟิงจึงใช้อีกวิธี นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังอยู่ในที ทำให้เก่อไป๋ไป๋ถอยใบหน้าห่างเพื่อมองนางให้ชัดขึ้น
ซื่อเฟิงเคลื่อนสายตาไปหยุดที่ริมฝีปากชายหนุ่มแล้วเป็ฝ่ายจูบเขาก่อน นางมิใช่เด็กสาวไร้เดียงสา แต่เป็หญิงสาวผู้กร้านโลกคาวโลกีย์ การจูบให้ร้อนแรงหรืออ่อนหวานล้วนเจนจัด ทั้งเย้ายวนให้เก่อไป๋ไป๋คล้อยตามได้ไม่ยาก
สำหรับบุรุษแล้วนี่เป็เื่ยากที่จะปฎิเสธ ยิ่งจูบนี้เกิดขึ้นระหว่างสตรีที่เขากำลังมีใจให้ ไฟปรารถนาในกายลุกโชติจนร้อนรุ่มไปหมด
ซื่อเฟิงจ้องลึกลงไปั์ตาคมคู่นั้น นางดันร่างสูงไปทางเตียงนอน แต่เก่อไป๋ไป๋กลับยืนปักหลักอยู่ที่เดิมไม่ยอมให้นางเป็ฝ่ายควบคุม เขาดึงมืออกจากแขนเสื้อนางแล้วลูบผ่านแขนนางขึ้นไปประคองท้ายทอยไว้แน่น แล้วยุติจุมพิตที่กำลังกลายเป็ชนวนะเิความอดทนอดกลั้นของเขา
“ซื่อเฟิงใจร้อนกว่าที่ข้าคิดไว้ รอพวกเราแต่งงานกันเมื่อไร ข้าจะไม่ทำให้เ้าผิดหวัง” เก่อไป๋ไป๋หยักยิ้มมุมปากดูคล้ายจะเสียดสีการกระทำของนาง แต่คำพูดนั้นกลับรู้สึกได้ถึงความโกรธของเขาที่ไม่อนุญาตให้นางมาทำตัวประชดเช่นนี้
แม้นางจะเคยทำอาชีพนางโลม ก็ยังมีค่ามากพอให้เขาอยากหอบสินสอดและยกเกี้ยวเ้าสาวแต่งนางเข้าจวนสกุลเก่อ
เขากำลังเสียใจหรือ
ซื่อเฟิงกะพริบตาปริบๆ อย่างฉงน แวบเดียวแต่ชัดเจนว่าเขากำลังเสียใจต่อสิ่งที่นางทำ ราวกับนางได้เข้าใจผิดไปมหันต์ เขามิได้้าคนมาบำเรอความใคร่ แต่้าคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันไปจนแก่เฒ่าต่างหาก
เก่อไป๋ไป๋ดึงนางไปนั่งบนเตียง แล้วเขาก็เอนตัวลงนอน ถือวิสาสะหนุนศีรษะบนตักนางที่สบายยิ่งกว่าหมอนยัดนุ่น “ข้าดูฤกษ์งามยามดีแต่งเ้าเข้าจวนแล้ว ต้นเดือนฤดูใบไม้ผลิ”
“ข้ายังไม่ตกลงอะไรทั้งนั้น” ซื่อเฟิงเริ่มเหนื่อยใจกับความดื้อรั้นของเขา
“ข้าเป็ของเ้าแล้ว ก็ได้เวลาที่เ้าต้องรับผิดชอบให้ถูกต้องเสียที” เก่อไป๋ไป๋ยึดมือเล็กของนางมากุมไว้แล้วอังใต้จมูกเพื่อสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของผิว
ลมหายใจอุ่นของเขาลวกผิวให้ชาวาบอยู่จุดเดียว จนซื่อเฟิงอยากจะดึงมือกลับ แต่เมื่อเขาไม่ยินยอม นางก็อย่าหวัง
“หากข้าต้องรับผิดชอบบุรุษทุกคนที่จูบด้วย คงจะมีคนมาเรียกร้องครึ่งค่อนเมือง”
“เหลวไหล! ในเวลานี้ใครกล้ามารำลึกถึงอดีตกับเ้า ข้าจะสังหารให้หมด” เก่อไป๋ไป๋เปลี่ยนสีหน้าเป็ดุร้ายทันที ดวงตาคมกระหายไอสังหารจนน่าสะพรึง
ซื่อเฟิงรู้สึกหวั่นกลัวไม่น้อยจนต้องหลบสายตาเขา แต่ภายในใจส่วนลึกกลับพบความชื่นชอบที่ได้รับการหวงเหมือนเด็กเอาแต่ใจของเขาเสียได้
“เอาเวลาแบบนี้ไปเอาใจใส่ภรรยาเ้าจะดีกว่า” ถึงอย่างไร นางก็ไม่อยากทำให้ภรรยาของเขาต้องเสียใจ ถึงเมื่อเอ่ยผลักไสเช่นนี้แล้ว นางจะรู้สึกปวดหน่วงในใจก็ตาม
“ข้าเป็เพียงสิ่งที่เ้ายังมิได้ ถึงได้หลงเข้าใจผิดว่าเป็ความรัก…ไป๋ไป๋ โปรดตอบแทนหนี้บุญคุณที่เ้ายังรู้สึกติดค้างข้า ด้วยการรักและดีต่อมู่หลันให้มากๆ เถอะ”
เก่อไป๋ไป๋หลับตาลงไม่ยอมมองนาง ทั้งแสร้งว่าหูหนวก แต่ภายในใจกลับอัดแน่นไปด้วยความทุกข์ทรมานที่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้นางเข้าใจได้ว่า ความรู้สึกที่มอบให้นางนั้นเป็ของจริง มิใช่หลงเข้าใจผิด
สิ่งที่เขาหลงเข้าใจผิดไป มีเพียงเื่เดียว คือ การแต่งงานกับเหมยมู่หลัน
“นั่น…เ้าคิดไปเองอีกแล้ว” เก่อไป๋ไป๋ถอนหายใจเบื่อหน่าย ่เวลาดีๆ แบบนี้เขาอยากจะพูดแต่เื่ของนางคนเดียว
“ก่อนที่ค่ายทหารจะปล่อยให้กลับบ้าน หัวหน้านายกองบอกว่านี่จะเป็ครั้งแรกและสุดท้ายก่อนจะเตรียมทำาต่อเนื่องหลายปี ฉะนั้นให้ไปล่ำลารับคำอวยพรจากครอบครัว ข้าคิดว่าตนเองไม่มีครอบครัว แต่กลับทนไม่ได้ที่จะกลับมาหาเ้า”
ตอนนั้นเขาเกิดความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ไม่รู้ว่าตนเองต้องทิ้งชีวิตในสนามรบหรือรอดกลับมา จึงละทิ้งทิฐิกลับไปหานาง แต่ก็ยังขี้ขลาดที่จะเผยตัว
เพียงได้ใช้เวลากับนาง เขาพบว่า ตนเองมีกำลังใจมากล้น พอกลับค่ายทหารก็เลือกที่จะทิ้งนางไว้สุดก้นบึ้งของใจ แล้วนำเหมยมู่หลันขึ้นมาเป็เป้าหมาย
คิดดูแล้วช่างโง่เขลาอย่างน่าขำ ที่เขาไม่ยอมรับว่า ซื่อเฟิงเป็คนที่ทำให้เขาอยากรอดชีวิตกลับมา
“ขับร้องเพลงปักษาพลัดถิ่นให้ข้าฟังอีกได้หรือไม่” เขาส่งสายตาออดอ้อน ดูเหมือนเด็กที่ชอบงอแงก่อนเข้านอนไม่มีผิด
“เ้าสัญญาก่อนว่าเมื่อเพลงจบแล้วจะกลับจวน” ซื่อเฟิงมีเงื่อนไขที่ทำให้ชายหนุ่มถึงกับอยากแกล้งสลบเพื่อหนีการผลักไสของนาง
“เ้าอายุน้อยกว่าข้า ควรเชื่อฟังหน่อย ถ้ายังเป็เด็กดื้อ วันหลังข้าจะไม่ขายซาลาเปาให้กิน จะไม่มองหน้าหรือพูดด้วยสักประโยค”
เก่อไป๋ไป๋ดื้อยิ่งกว่าลา การแข็งกร้าวผลักไสก็รั้งแต่จะทำให้เขาต่อต้านแล้วเดินขึ้นหน้ามาไม่หยุด ซื่อเฟิงจึงใช้วิธีตะล่อม ข่มขู่และอ่อนข้อให้สักสามส่วน และเหมือนว่าจะได้ผลดี เพราะดวงตาคมคู่นั้นเป็ประกายยินดี เขาพยักหน้าอย่างว่าง่ายทันที
นางตั้งใจขับร้องให้เขาฟัง จะได้ไม่ดูว่าอยากให้เขากลับจวนเร็วๆ เมื่อเพลงจบ สีหน้าของเขาก็เผยความอาลัยอาวรณ์ชัด แต่จำใจต้องรักษาสัญญา
ซื่อเฟิงยืนส่งอยู่ตรงประตูเรือน เก่อไป๋ไป๋มองนางด้วยแววตาอบอุ่น เขาโน้มหน้าลงจะหอมแก้มนาง แต่นางกลับรู้ทันยกมือขึ้นบังไว้ เขาก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะหยอดความหวานก่อนกลับ แกล้งจะหอมแก้มซ้าย บ้างแก้มขวา นางสลับมือบังไปมา จนเขาต้องไปลงจุมพิตเบาๆ ที่หน้าผากแทน
“เ้า…” นางอ้าปากเหวอ ในขณะที่ตัวการร้ายหันหลังเดินจากไปแล้ว ทิ้งให้หัวใจนางเต้นผิดจังหวะอยู่ตามลำพัง “เด็กบ้า”
มีเพียงลมหนาวที่ได้ยินประโยคสุดท้ายนั้น
![]()
เก่อไป๋ไป๋เดินอมยิ้มกลับจวนตลอดทาง แต่ก็ต้องมาสะดุดเพราะเหมยมู่หลันกำลังหอบผ้าหอบของเตรียมตัวขึ้นรถม้าหนีกลับบ้านพ่อแม่ โดยมีอิงน่าคอยโน้มน้าวให้ใจเย็นอยู่ตลอด แต่ดูเหมือนนางจะน้อยใจจนไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้นแล้ว
“เก็บของกลับเข้าจวนให้หมด” เขาสั่งบ่าวไพร่เสียงเข้ม ก่อนจะหันมองเหมยมู่หลันที่ยืนจ้องเขาด้วยสีหน้าเ็า ดวงตาคู่งามแดงก่ำ บนผิวแก้มเนียนเต็มไปด้วยคราบน้ำตา นางมิอาจทนที่จะอยู่จวนคนเดียวได้ในขณะที่สามีตนเองไปเสพสุขอยู่กับหญิงอื่น
“ข้างนอกอากาศหนาว รีบกลับเรือนเถิด” เก่อไป๋ไป๋คว้ามือนาง แต่นางกลับสะบัดออก
“จะสนใจข้าทำไมกัน” เหมยมู่หลันกัดริมฝีปากแน่น เบือนหน้าไปอีกทางเพราะน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินออกมาอาบแก้มอีกแล้ว นางสมเพชตนเองนักที่มีความสำคัญเทียบนางโลมคนหนึ่งไม่ได้
เก่อไป๋ไป๋เม้มปากแน่น เขาไม่พูดอะไรอีกนอกจากช้อนอุ้มหญิงสาวขึ้น เหมยมู่หลันใเล็กน้อย แต่โกรธแกมน้อยใจมากกว่าจึงพยายามดิ้นขัดขืน ก็มิอาจพ้นจากอ้อมแขนแข็งแรงของเขาได้เลย จนเขาพากลับเข้าห้องนอน นางที่ตั้งมั่นว่า จะไม่ใจอ่อนยกโทษให้ง่ายๆ ก็ต้องยอมศิโรราบอยู่ดี
ส่วนอิงน่านั้นสั่งให้พวกบ่าวไพร่เก็บข้าวของไปที่เรือนพักนางก่อน จะได้ไม่เป็การรบกวนการฉลองสิ้นปีของคู่สามีภรรยา แล้วนางก็ยังอุส่าห์ทนลมหนาวออกมาเดินผ่านเรือนของเก่อไป๋ไป๋กับเหมยมู่หลันเพื่อตรวจดูสถานการณ์
ซึ่งไม่ได้ผิดไปจากที่คาดสักเท่าไร ฟังจากเสียงร้องครวญครางด้วยความรัญจวนใจของเหมยมู่หลันแล้ว คงจะได้รับความรักอย่างเต็มที่
พอฟ้าสาง อิงน่าก็รีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปซื้อของที่ร้านเปาจื่อจิน ที่มีแค่ซื่อเฟิงเปิดร้านคนเดียวเพราะยังอยู่ใน่วันหยุดของลูกจ้าง
“ต้องขอบใจเ้ามากนะที่ทำให้สามีภรรยารักใคร่กันมากกว่าเดิม เมื่อคืนไป๋ไป๋จัดความรักให้มู่หลันจนนางร้องครางสุขสมอยู่ครึ่งค่อนคืน ขยันหว่านความรักกันเช่นนี้ อีกไม่นานจวนแม่ทัพเก่อต้องมีข่าวดีแน่ๆ”
“อ้อ ข้าก็เข้าใจผิดคิดว่า พอเ้าได้ยินเสียงร้องจากเตียงผู้อื่น เ้าที่มิได้อุ่นเตียงให้บุรุษมานานจะเกิดอารมณ์กระสันเสียอีก” ซื่อเฟิงกล่าวเหน็บเสียดสีด้วยใบหน้าเฉยเมย ราวกับเื่เล่าที่ออกรสของอิงน่าไม่ได้มีผลต่อจิตใจนางเลยแม้แต่น้อย ทว่าภายในใจนั้นบีบแน่นออกรสขมขื่นจนฝาดขึ้นลำคอ
รอยยิ้มบนใบหน้าอิงน่าพลันแข็งทื่อทันที แต่นางก็นึกขึ้นได้ว่า ซื่อเฟิงเป็คนปากไม่ตรงกับใจ แล้วยังเก็บสีหน้าให้แตกต่างกับความรู้สึกเก่ง ฉะนั้นเวลานี้ที่สีหน้าไร้ความรู้สึกเพราะใจกำลังเจ็บแปลบอย่างมากอยู่ต่างหาก
“ข้าเป็คนอยู่ด้านใน เห็นชัดทุกสิ่ง ถ้าเ้าเป็ภรรยาอีกคน มีแต่ต้องทุกข์ตรอมตรม…ถอยห่างตอนนี้ก็ยังไม่สายนะ”
อิงน่ากล่าวเตือนเสมือนหวังดี แต่ความจริง นางไม่เคยอยากเห็นซื่อเฟิงมีความสุขหรือได้ดิบได้ดีกว่าจึงได้ขัดขวางและสนับสนุนเหมยมู่หลัน ทว่าครั้งนี้ นางไม่โง่ที่จะใช้ไม้แข็งตีกับซื่อเฟิงให้ตนเองเสียเปรียบอีก
“บุรุษก็คือบุรุษ เ้ากับข้ารู้ดีที่สุด แม้ปากจะบอกว่ารัก แต่การกระทำนั้นตรงข้ามเสมอ ดูซิว่ากลับจากบ้านเ้า ยังมาง้อภรรยาด้วยการร่วมรักอย่างหวานชื่นได้ หัวใจของเขานั้นมิได้มีพื้นที่ให้เ้าครองคนเดียว เขาแบ่งให้มู่หลันมาอันดับหนึ่ง”
“อิงน่า”
อิงน่าพูดจบประโยค เสียงทุ้มของเก่อไป๋ไป๋ก็ดังขึ้นมา หัวใจนางหล่นไปอยู่ที่ปลายเท้า ด้วยความใ สีหน้าซีดขาวยิ่งกว่าหิมะ ถ้านางไม่มัวแต่จดจ่อหาคำพูดทำให้ซื่อเฟิงใจสลายก็คงจะรู้ตัวเร็วกว่านี้ว่ามีสายตาคมปลาบของใครบางคนจ้องเขม็งอยู่ด้านหลัง
จะโทษอิงน่าที่กำลังหันหลังอยู่ก็ไม่ถูก ซื่อเฟิงเห็นเขาเดินมาทางร้านนางด้วยสีหน้าสดชื่นแจ่มใส ก็มิได้เอ่ยเตือนอิงน่าให้รีบปิดปาก กลับตั้งใจปล่อยให้เก่อไป๋ไป๋มาได้ยินด้วยหูตนเอง
“ขอบใจเ้ามากที่ช่วยเปิดหูเปิดตาข้าให้สว่าง” ซื่อเฟิงยื่นซาลาเปาที่ห่อกระดาษให้อิงน่า ปากพูดกับสหาย แต่สายตาและรอยยิ้มเสียดสีกลับส่งให้เก่อไป๋ไป๋ “มิน่าเล่า เช้านี้ท่านแม่ทัพเก่อถึงดูมีความสุขขนาดนี้”
“ข้ายังมีธุระอีกมาก ต้องรีบกลับ อยู่คุยเป็เพื่อนเ้าไม่ได้แล้ว” อิงน่ามือสั่นรับซาลาเปาสีหน้าร้อนรน เมื่อเดินผ่านเก่อไป๋ไป๋ก็หลบเลี่ยงสายตาไม่เอ่ยทักทายสักคำ ทั้งยังเร่งฝีเท้าเดินไปให้พ้นรัศมีเ็าของเขาเสียด้วยซ้ำ
ส่วนในใจก็ร่ำไห้โอดครวญด้วยความอับอายขายหน้า ไม่รู้ว่าเขาจะไล่นางออกจากจวนหรือไม่ คงมีแต่เหมยมู่หลันที่ช่วยพูดให้ได้
เก่อไป๋ไป๋ยังคงสีหน้าราบเรียบราวกับว่าคำพูดของอิงน่าไม่ได้หมายถึงเขา แต่ภายในใจนั้นขมวดแน่นด้วยความตึงเครียด เมื่อรู้สึกถึงความเ็าจากท่าทีนาง
“จะรับซาลาเปาหรือหมั่นโถวดีเ้าคะ” ซื่อเฟิงยิ้มแย้มต้อนรับ ั์ตานางดุจน้ำนิ่งที่ซ่อนคลื่นความเจ็บไว้อย่างแ่า ไม่มีทางให้เขาได้รู้ว่า นางก็รู้สึกหึงหวงและอิจฉาความรักการอยู่ครองคู่อย่างถูกต้องโดยที่สังคมให้การยกย่องว่า เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
ถึงนางได้แต่งเข้าไป ก็ไม่อาจมีอะไรเทียบเหมยมู่หลันได้เลย
“ซื่อเฟิง” เก่อไป๋ไป๋อดรนทนไม่ไหว อ้อมโต๊ะเข้าไปหาแล้วหมายจะจับข้อศอกนางไว้ แต่นางกลับเบี่ยงหลบท่าทีห่างเหินชัดว่าไม่้าให้เขามาข้องเกี่ยวกันอีก
“เดี๋ยวจะมีใครมาเห็นเข้า มันไม่ดี”
“นางจะขนข้าวของกลับบ้าน ข้าต้องรั้งนางไว้…” เก่อไป๋ไป๋เริ่มร้อนอกร้อนใจ
“เ้ากับนางเป็สามีภรรยากันก็เหมือนลิ้นกับฟันที่มีกระทบกันบ้าง จะเอาใจกันเช่นไรก็มิมีผู้ใดครหา ข้ามิได้สนใจ แต่สิ่งที่เ้ากำลังทำกับข้านั้นไม่ถูกต้อง แต่พูดไปเ้าก็ไม่ยินยอม ถ้าเช่นนั้นเ้าจงฟัง…ข้าซื่อเฟิงเคยหลับนอนกับบุรุษมานับไม่ถ้วน ทว่ามิเคยแยแสว่าคนผู้นั้นจะไปนอนกับสตรีใดต่อ หรือรักใคร แต่เมื่อเ้าเป็สามีข้า ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า ข้ายอมไม่ได้ที่ต้องรับรู้ว่าเ้าไปร่วมรักกับสตรีอื่น เอาใจนางในฐานะภรรยาเหมือนกัน เข้าใจหรือยัง”
ในตอนแรกนางยังใจเย็นอยู่ แต่พอยิ่งพูดยิ่งคิดถึงอนาคตที่น่าปวดร้าวนั้นหากต้องเป็ไปตามความ้าของเขา นางก็ยิ่งเจ็บแค้นจนขึ้นเสียงเรื่อยๆ นิ้วชี้จิ้มลงหน้าอกเขารัวๆ เพื่อระบายอารมณ์
ดวงตาคู่สวยแดงก่ำและคลอด้วยน้ำตาที่ไม่ยอมให้ร่วงเผาะลงมา นางเจียมตนจนศีรษะแนบพื้นแล้ว ด้อยค่าต่ำต้อยไม่มีหน้าแต่งงานเข้าร่วมสังคมชั้นสูงกับเขาได้ ยังจะพยายามให้นางล้มสู่ความอดสูอีกหรือ
“เมื่อแต่งเ้าแล้ว ข้าจะไม่แตะต้องมู่หลันให้เ้าต้องไม่พอใจ…”
“ไป๋ไป๋” ซื่อเฟิงอ่อนล้าและเหนื่อยเกินจะกล่าวได้อีก เขาดื้อรั้นมากจริงๆ จนตอนนี้ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ นางเสียความรู้สึกต่อการกระทำของเขาจนบอบช้ำไปทั้งหัวใจ
“ถึงข้าจะใจแคบ แต่นางเป็ภรรยาเอก เคยได้รับความรักจากเ้ามาก่อน ข้าใจดำกับสตรีด้วยกันไม่ลงจริงๆ ข้าถึงขอร้องให้เ้าหยุดเสียที”
“เ้ายกข้ออ้างมาหลบเลี่ยงร้อยแปด ทั้งที่ข้าตามใจเ้าขนาดนี้ บอกว่าไม่อยากแต่งก็ได้หรือ ทุกอย่างอยู่ที่ข้ากำหนด ข้าจะให้คนหาฤกษ์ดีๆ เร่งวันงานมงคล รอเกี้ยวเ้าสาวได้เลย!”
เก่อไป๋ไป๋ได้ฟังแล้วฉุนเฉียว ไม่ว่าวิธีใด นางก็ปฎิเสธทั้งหมด สุดท้ายแล้วเขาก็เดือดดาลจนแทบอยากจะสังหารคน ลั่นวาจายืนกรานอย่างหนักแน่น ไม่ให้สิทธิ์เสียงนางอีก
ซื่อเฟิงกัดริมฝีปาก เบือนหน้าไปทางอื่น ร่างสูงของเขาก็เดินอาดๆ ออกไปแล้ว นางถึงได้ปล่อยให้น้ำตาที่ขังไว้เต็มไหลออกมา ได้ตัดสินใจบางอย่าง ที่ต้องทำให้เขาตัดใจจากนางได้แน่
![]()
นานหลายปีแล้วที่นางกับหลีิ่ไม่ได้ติดต่อหากัน ในวันนี้ที่ได้กลับมาพบหน้าอีกครั้ง หลีิ่ก็อายุมากแล้ว ผมของเขากลายเป็สีดอกเลา หนวดเครายาวเฟื้อยที่ถูกลูบทุกวันเรียงเส้นตรงสวยเข้ารูป ท่วงทียังคงความสง่าผ่าเผยสมกับเป็จอมยุทธ์ผู้เลื่องชื่อ
ยิ่งตอนนี้ที่เก่อไป๋ไป๋นำชัยในสนามรบกลับมา ได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่โต เขาก็พลอยได้หน้าไปด้วย น่ากลัวว่าตอนนี้มีคนต่อแถวยาวถึงปีหน้าอยากส่งลูกหลานมาเรียนกับเขาให้ได้
“อายุที่มากขึ้นไม่ได้บั่นทอนความงามของเ้าลงได้เลยจริงๆ” หลีิ่ใช้สายตาชื่นชมซื่อเฟิงอย่างเปิดเผย
ย้อนนึกั้แ่แรกที่เขาพบนางก็ถูกอกถูกใจมาก ยิ่งพอได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันหลายปีกว่าเก่อไป๋ไป๋จะเรียนจบ ความรู้สึกผูกพันทำให้เขาถวิลหาอยู่บ่อยๆ แต่อย่างที่รู้กันดีว่าไม่ควรมีเยื่อใยกับสตรีที่ทำอาชีพนางโลมมากนัก เขาจึงไม่เทียวไปหานาง
“ท่านหลี ข้ามิขออ้อมค้อมในจุดประสงค์ที่มาหาท่านในวันนี้” ซื่อเฟิงโล่งอกขึ้นมาบ้างที่หลีิ่ยังมีความเสน่หาให้อยู่ไม่น้อย ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่นาง้าคงจะไม่ยากเกินไปกระมัง
“แม่ทัพเก่อยืนกรานจะแต่งข้าเป็ฮูหยินรองเข้าจวนให้ได้ ข้าไม่คู่ควรถึงเพียงนั้น จึงอยากถามท่านว่าจะยินดีรับข้าเป็อนุภรรยาได้หรือไม่”
หลีิ่ชะงักอึ้งเล็กน้อย แล้วก็กลับสู่ความสุขุม เขายกมือขึ้นลูบเคราตามความเคยชินแล้วยิ้มอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เขารู้จักนิสัยเก่อไป๋ไป๋ดี นางคงจนหนทางแล้วจริงๆ ถึงได้ใช้วิธีนี้
“อนุข้าก็ล้มป่วยตายจากไปหมดแล้ว ตอนนี้ข้าตัวคนเดียว ไร้ทายาทสืบสกุล ถ้ายังไม่รีบยินดีรับเ้าไว้ ก็คงโง่มาก”
นางก็ช่างเข้าใจหาบุรุษที่ช่วยเป็ไม้กันเก่อไป๋ไป๋ออกห่าง หลีิ่หรือจะสนใจว่า นางเคยทำอาชีพต่ำต้อยแค่ไหน เขารู้เพียงแค่ว่ายังเสน่หาอยู่ก็จะรับคำขอไว้ แล้วเก่อไป๋ไป๋ที่มีหน้าตาในสังคมจะกล้ามาแย่งภรรยาของอาจารย์หรือ หึๆ ไม่มีทางกล้าขนานนั้น
หลีิ่เดินเข้าไปใกล้ซื่อเฟิง เขาวางมือลงบนไหล่นางแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “อีกสามวัน ข้าจะทำพิธีไหว้ฟ้าดินรับเ้าเป็อนุภรรยา เ้าก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ แล้วปิดร้านเปาจื่อจินเสีย”
“เมื่อข้าเป็อนุของท่านหลีแล้วย่อมต้องอยู่ดูแลสามี และเพื่อไม่ให้ไป๋ไป๋ยังสะดวกมาระราน ข้าจะยกร้านเปาจื่อจินให้จ้านหวังค่ะ เขาเป็เด็กมีพร์จะต้องสานต่อการค้าให้รุ่งเรืองต่อไปได้”
ซื่อเฟิงคิดวางแผนไว้พร้อมทั้งหมดแล้ว ถ้าจะให้นางทิ้งร้านเปาจื่อจิน เด็กพวกนั้นจะต้องลำบากแน่ และเหตุผลที่นางมอบร้านให้จ้านหวังเพราะเขาเป็เด็กฉลาด มีน้ำใจ ต้องดูแลร้านกับพี่น้องร่วมงานคนอื่นอย่างดีเหมือนเช่นที่นางเคยทำแน่นอน
ซื่อเฟิงกลับบ้านด้วยความสบายใจที่นางได้โพรงหลบพยัคฆ์อย่างเก่อไป๋ไป๋แล้ว นางยังคงทำตัวปกติ แต่หลังร้านได้ประชุมพวกลูกน้องแล้วทำหนังสือมอบอำนาจดูแลร้านให้จ้านหวัง พูดคุยทำความเข้าใจกับพวกเขาให้ละเอียดก่อนที่นางจะไปอยู่กับหลีิ่ ส่วนบ้านหลังนั้นก็ขายไปในราคาที่ถูก ได้เงินสินเดิมเ้าสาวติดตัว
สามวันหลังจากนั้น นางก็ได้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเป็อนุภรรยาของหลีิ่ โดยมีมิตรสหายคนรู้จัก เหล่าศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ของเขามาเป็แเื่ร่วมฉลองวันมงคลอย่างคึกคัก แน่นอนว่าข่าวนี้ย่อมเข้าหูเก่อไป๋ไป๋อย่างรวดเร็ว
ถ้าคิดว่ายามฟ้ามืดครึ้มมีลมพายุโหมแรงนั้นน่ากลัวแล้ว สีหน้าท่าทางของเก่อไป๋ไป๋ยามที่เขาก้าวเข้ามาเป็แขกในงานโดยไม่ได้รับเชิญนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ไม่มีใครกล้าขวางทางหรือสบตาเขา กระทั่งจะยิ้มทักทายก็ยังขี้ขลาด
เก่อไป๋ไป๋ไม่ได้ทำความเคารพอาจารย์ เขามองหลีิ่ที่ถึงกับยอมโกนหนวดเคราที่ไว้มาหลายสิบปีทิ้งเพื่อเผยใบหน้าเกลี้ยงเกลาให้ดูหนุ่มขึ้นเล็กน้อย
ศิษย์มาในชุดสีดำทมึนพร้อมกลิ่นอายเยือกเย็นที่พร้อมสังหารคนขัดกับอาจารย์ในชุดเ้าบ่าวสีแดงมงคล
หลีิ่ยกมุมปากยิ้มจางมองเก่อไป๋ไป๋ที่ทั้งร่างแบกความเกรี้ยวกราด “ศิษย์รักของอาจารย์ เ้านี่ไม่เคยทำให้อาจารย์ผิดหวังจริงๆ ทั้งที่ไม่ได้เชิญ พอรู้ข่าวก็รีบมายินดีทันที”
“นางไม่ได้บอกท่านหรือ ว่าข้ากับนางกำลังจะแต่งงานกัน”
“นางบอกแค่ว่ารักอาจารย์ อยากอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า”
“ข้าไม่อยากล่วงเกินท่าน โปรดยกเลิกงานนี้” เก่อไป๋ไป๋ขบกรามแน่น เขาต้องแค่นพูดขอร้อง ทั้งที่แววตาลุกโชติด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะมอดไหม้ศัตรูให้กลายเป็เถ้าถ่าน
“แค่สตรีคนเดียวถึงกับจะล่วงเกินอาจารย์ ข่าวนี้แพร่ออกไปคงจะไม่ดีต่อเ้าแน่” ประโยคนี้ได้ยินกันแค่สองคน หลีิ่รักเก่อไป๋ไป๋ประดุจบุตรแท้ๆ ที่เขาช่วยซื่อเฟิงก็เพื่อตัวศิษย์รักทั้งนั้น
เขาไม่อยากได้ยินผู้คนนินทาเสียๆ หายๆ ว่าแม่ทัพเก่อหลงใหลสตรีโสมมที่ผ่านบุรุษมานับไม่ถ้วนจนรับเข้าจวนให้มีฐานะทัดเทียมสตรีจากสกุลเหมย ตัวเขานั้นอายุมากแล้ว ถึงจะรับซื่อเฟิงเป็อนุ ชื่อเสียงก็คงจะเสียหายไม่มากเท่าคนหนุ่ม
“ศิษย์รัก นางเลี้ยงดูส่งเสียเ้าร่ำเรียนเพื่อให้มีอนาคตที่ดีกับสตรีที่เหมาะสม ตัวนางก็อายุมากแล้ว ให้นางได้อยู่กับอาจารย์จะดีกว่า อาจารย์จะเป็สามีที่ดีและดูแลนาง เ้าโปรดวางใจ”
เก่อไป๋ไป๋ยืนนิ่งดุจขุนเขามั่นคง มือของเขาสั่นจนยากจะสังเกตเห็น ดวงตาแดงก่ำนั้นมีความแค้นเคืองที่พร้อมจะทะลักออกมาทุกเมื่อ แต่เขาอดทนเพราะสายตาจากผู้คนมากมายทำให้เขามิอาจหุนหันพลันแล่นได้
เนิ่นนานกว่าที่เขาจะยกยิ้มแสดงความยินดี กล่าวอวยพรให้คู่บ่าวสาว
“ขอให้…อาจารย์มีความสุขกับชีวิตคู่ครั้งใหม่” แต่ละถ้อยคำ แทบจะกัดฟันเปล่งออกมาได้ ช่างยากลำบากยิ่งกว่าถืออาวุธฟาดฟันศัตรูในสนามรบ
เขาเก่อไป๋ไป๋มิใช่เด็กเร่ร่อนดังเช่นในอดีตอีก ตอนนี้เขามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากมาย เขามิอาจเสียทุกสิ่งในชีวิตที่สร้างขึ้นมาจากการแลกทุกาแโลหิตในสนามรบเพื่อสตรีที่น่าตายคนหนึ่งได้
ในเมื่อนางเลือกเช่นนี้ เขาก็จะ…ปล่อยนางไป
![]()
เหมือนจะโล่งใจและหนักอึ้งในความรู้สึกเดียว
ซื่อเฟิงมิได้ยินดีกับการเป็อนุของหลีิ่ แต่นางทำเพื่อผลักไสเก่อไป๋ไป๋ ในวันงานมงคลนางอกสั่นขวัญแขวนพอได้ยินสาวใช้มาบอกว่า เขามาที่งานด้วยสีหน้าน่ากลัว คิดไปมากว่า เขาจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้แล้วอาระวาดจนถูกผู้คนครหาทั้งแผ่นดิน
แต่เมื่อเขากลับจวนไป โดยที่งานมงคลยังคงสนุกสนานอยู่ นางก็หายกังวล เก่อไป๋ไป๋หาใช่เด็กใจร้อนเช่นวันวานอีกแล้ว
ซื่อเฟิงนั่งรอหลีิ่อยู่ในห้องหอที่ประดับประดาด้วยผ้าสีแดงให้กลิ่นอายมงคล ยามที่เขาก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นสุรานั้นทำให้นางมึนเมาเล็กน้อย
ผ้าคลุมหน้าเ้าสาวถูกดึงออก ได้เห็นหลีิ่โกนหนวดเคราทิ้งทำให้เขาดูหนุ่มขึ้นอีกหลายสิบปี แม้จะมีริ้วรอยบ้างก็เป็เสน่ห์ของบุรุษอายุมากอีกแบบ ถึงผมทั้งศีรษะจะขาวโพลน แต่หุ่นเขายังคงแข็งแรงไม่แพ้พวกหนุ่มๆ
ยามที่เขาเปลื้องอาภรณ์ออกทั้งหมด เผยกล้ามเนื้อที่ยังได้รับการออกกำลังฝึกฝนทุกวันเพื่อสอนวรยุทธ์ให้บรรดาศิษย์ นี่พูดได้อย่างภาคภูมิว่า แต่งกับสามีจอมยุทธ์ยังได้กำไรไม่ขาดทุน
บุรุษถ้ายังไม่แก่จนเดินไม่ไหว ก็ยังมีอารมณ์เร่าร้อนได้ไม่หมด
ซื่อเฟิงก็ยังคิดเสมอว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนเช่นที่ผ่านมา…ไม่มีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง
สิ่งที่นางเคยพูดไว้ว่าอยากเป็ภรรยาเพียงคนเดียวของสามี ก็ได้ตามปรารถนา
หลีิ่ที่แต่ก่อนเห็นนางเป็แค่สิ่งของระบายความใคร่จึงไม่คิดถนอมออมมือ พอได้กราบไหว้ฟ้าดินเข้าพิธีแต่งงานอย่างถูกต้อง จะพูดว่า กลายเป็สามีที่ดีก็ไม่เกินจริง เสียดายอย่างเดียวที่ใจนางมิได้มีเขาอยู่เลย แต่เขาสนใจข้อนี้เสียที่ไหน ขอเพียงมีคนงามหลับนอนข้างกายทุกวัน ก็เป็ความพอใจสูงสุดในชีวิตแล้ว
สองปีกับการเป็ภรรยาของหลีิ่ ชีวิตนางเรียกได้ว่าสงบ แต่ไร้ซึ่งความสุขเพราะส่วนลึกของใจที่คะนึงหาใครบางคน
เก่อไป๋ไป๋หายไปจากชีวิต แต่เื่ราวของเขายังวนเวียนอยู่ในชีวิตนางไม่เคยหมดไป
เหมยมู่หลันได้คลอดบุตรสาวที่น่ารักให้เขาแล้ว ชื่อ ชุนเล่อ พวกเขาสามีภรรยารักกันหวานชื่นเป็ที่น่าอิจฉายิ่งนัก
ซื่อเฟิงได้ยินแล้วก็ยิ้มเศร้าอยู่ตามลำพัง ชีวิตของเขาอยู่ในที่ที่ควรจะเป็ นางก็เช่นกัน
นางกลับจากตลาดด้วยหัวใจที่หนักหน่วง ยิ่งเก่อไป๋ไป๋มีความสุขกับคนรักในโลกของเขา โลกของนางก็ยิ่งมืดหม่น จนยากนักที่จะแย้มยิ้มอย่างสดใสได้ในทุกวันที่พบปะผู้คน
“ใต้เท้าเดินทางกลับดีๆ”
หลีิ่กำลังยืนส่งแขกอยู่หน้าบ้านพอดี ที่แตกต่างจากทุกวันคือ ตอนนี้ข้างกายเขามีหญิงสาวหน้าตาอ่อนเยาว์งดงามอยู่ด้วยคนหนึ่ง ซื่อเฟิงมองด้วยความสงสัย หลีิ่ก็หันมาเห็นเข้า เขากวักมือเรียกนางด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ
“ท่านหลี ไม่ทราบว่าแม่นางคนนี้…” แม้จะแต่งงานกันมานานนับปี นางก็ยังเรียกเขาด้วยถ้อยคำเคารพที่แฝงความห่างเหินเสมอ ทำให้ใครต่อใครเข้าใจผิดได้ง่ายถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง รวมถึงหญิงงามที่เพิ่งมาถึง นางเผลอคิดไปว่า ซื่อเฟิงคือ แม่บ้าน
“อิ๋นเฉียน รีบทำความเคารพซื่อเฟิง ต่อไปนางจะเป็พี่ใหญ่ดูแลเ้า” หลีิ่แตะมือที่หลังเอวอิ๋นเฉียน แล้วแนะนำให้ได้รู้จักกัน นางเป็คนหัวไว รีบทำความเคารพซื่อเฟิงด้วยรอยยิ้มน่ารักใสซื่อ
คำพูดของหลีิ่ ไม่ยากจะเข้าใจ ที่แท้อิ๋นเฉียนก็จะมาเป็อนุภรรยาอีกคนของเขา ในฐานะอนุภรรยาเหมือนกัน ซื่อเฟิงมาก่อนทั้งได้เข้าพิธีแต่งงานย่อมเป็พี่สาวที่ต้องดูแลน้องสาว
หลีิ่เป็อาจารย์สอนวรยุทธที่มีชื่อเสียง บ้านของเขาใหญ่โตพอจะรับเลี้ยงสาวงามได้อีกสองสามคน และอิ๋นเฉียนก็เป็สาวใช้จากจวนขุนนางชั้นสูงที่ให้มาเป็รางวัล นางก็เหมือนบุปผาใหม่ที่กำลังงามเฉิดฉาย ช่วยแตะแต้มให้บ้านสวยงาม ให้หัวใจบุรุษพองโต
นางเป็คนร่าเริง ช่างเอาอกเอาใจทำให้หลีิ่ที่เป็คนขรึมๆ เข้มงวดยิ้มมากขึ้น กระทั้งจะดุลูกศิษย์ น้ำเสียงยังอ่อนลงสามส่วนด้วยกลัวว่า อนุภรรยาคนใหม่จะใกลัวจนเผลอทำความสดใสหล่นหายไป
ซื่อเฟิงนอนคนเดียวมาสองสามเดือน ด้วยตอนนี้อิ๋นเฉียนที่อายุน้อยช่างฉอเลาะกุมหัวใจหลีิ่จนทำให้เขาคิดถึงวันละสามชั่วยาม ไม่เห็นหน้าเป็ต้องกระวนกระวาย ทำให้เห็นได้ชัดว่า ภรรยาอายุมากหรือจะสู้เด็กสาวคนหนึ่งได้
นางไม่เดือดเนื้อร้อนใจที่สามีมีรักใหม่ ทั้งส่งเสริมอิ๋นเฉียนอย่างดีเสมือนพี่ดูแลน้อง
“ถ้าข้าเป็อนุบ้านอื่น คงถูกกลั่นแกล้งจนตาย” อิ๋นเฉียนเร่งพัดในมือด้วยความร้อน ทั้งขยับคอเสื้อให้หลวมเผยให้เห็นเนินเนื้อหน้าอกขาวเนียนอวบอิ่มที่มีรอยแดงจากความหลงใหลของหลีิ่ที่มอบให้ยามราตรี “พี่เฟิงช่างดีกับข้าจริงๆ”
“ข้าอยากมีชีวิตที่สงบสุข จะตั้งแง่กับเ้าให้เดือดร้อนทำไมกัน” ซื่อเฟิงควานหาตลับยาหอมแล้วส่งให้สาวใช้นำไปทารอยจ้ำๆ แดงๆ บนตัวให้อิ๋นเฉียน
“ท่านช่วยพูดกับท่านพี่ให้หน่อยเถอะ ร่างกายข้าบอบช้ำไปหมดแล้ว” อิ๋นเฉียนวางพัดลงแล้วส่งสายตาขอร้องต่อซื่อเฟิง ถึงนางจะเป็คนที่สามีหลงหัวปักหัวปำอยู่ ณ ตอนนี้ แต่ถ้าต้องรับความรุนแรงในทุกคืนก็ไม่ไหวเช่นกัน นานวันเข้ากลายเป็ความน่ากลัวที่นางอยากจะหนีให้พ้นๆ
“ไว้ข้าจะลองดู” ซื่อเฟิงยิ้มนุ่ม จดจำได้ดีว่าในตอนที่ตนทำอาชีพนางโลม หลีิ่ก็กระทำหยาบคายรุนแรงมากกว่าที่ทำกับอิ๋นเฉียนอีก นางเหมือนเป็แค่สิ่งของไว้ระบายเท่านั้น เขาเพิ่งจะมารู้จักถนอมให้เกียรติยามที่ได้ผ่านการแต่งงานกันแล้ว
เป็ไปได้หรือไม่ว่า อิ๋นเฉียนเป็แค่อนุภรรยาที่รับเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีแต่ง เขาถึงได้คิดว่าเป็สิ่งของชิ้นหนึ่ง ไม่ได้มองในฐานะภรรยา
“พี่เฟิงคนดีของข้า” ไม่รู้ว่าได้ผลหรือไม่ แต่อิ๋นเฉียนก็ดีใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งยังโผเข้าสวมกอดซื่อเฟิงแน่นอีก เพราะอย่างนี้นางถึงได้ซ่อนแววตาจากซื่อเฟิงได้ว่าคิดอ่านอะไรอยู่ในใจ
![]()
่พักเที่ยง เป็เวลาที่หลีิ่จะกลับมาทานอาหารที่เรือนหลัก ซื่อเฟิงเตรียมมื้อเที่ยงไว้พร้อมเสมอ เพียงแต่ขาดอิ๋นเฉียนไปทำให้เขากวาดสายตามองหา
“นางได้รับความรักจากท่านมากเกินไป จนลุกไม่ไหว ข้าจึงให้คนยกสำรับอาหารไปที่ห้องนางั้แ่สองถ้วยชาก่อนแล้วค่ะ”
“สายตาเ้ากำลังจะบอกให้ข้าพอก่อนหรือ” ถึงนางจะไม่พูดตรงๆ แต่หลีิ่หรือจะมองไม่ออก เขาทำอะไรไว้ย่อมรู้ดีแก่ใจ กอปรกับที่อิ๋นเฉียนถูกซื่อเฟิงเอาใจมาก นางต้องขอร้องให้มาช่วยเกลี่ยกล่อมเขา
“ข้าเคยเห็นการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายมากมาย วิธีนี้ก็นับไว้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่จะมีบุรุษคนใดทำได้ลงคอถ้ามิใช่ชมชอบจนเป็รสนิยม”
หลีิ่ไม่ใช่พวกนิยมความรุนแรงเวลาร่วมรักแล้วจะมีความสุข นางถึงไม่เคยกลัวเวลาต้องรับงานจากเขา แต่ดูจากสภาพของอิ๋นเฉียนแล้ว จะเรียกว่าหลงใหลจนหมั่นเขี้ยวก็ไม่น่าจะใช่ ซื่อเฟิงคิดว่า นี่อาจจะเป็การเตือนบางอย่าง
“ดูเหมือนเ้าไม่ใส่ใจ แต่ก็ช่างสังเกต” หลีิ่ครุ่นคิดอยู่ครู่ก็กวักมือเรียกให้นางเข้ามาใกล้ๆ ซื่อเฟิงจำต้องวางตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นไปหา เขาคว้ามือนางไว้ แล้วหยิบของชิ้นหนึ่งออกมา เป็สมุดบัญชีปกผ้าไหมที่ดูเล่อค่า
“สกุลเหมยเรืองอำนาจในราชสำนักมาสามรุ่น พวกเขามีความดีความชอบ แต่เื้ันั้นซุกความโสมมไว้ไม่น้อย เก่อไป๋ไป๋มีกำลังทางทหาร เขาเป็ลูกเขยที่ทำให้พ่อตายิ่งจองหองต่อพวกขุนนาง ภายภาคหน้าหากมีเื่ใดเกิดขึ้นก็ยากที่จะปฎิเสธว่าไม่มีส่วนร่วม ข้าไม่เพียงทำผิดต่อเขาในเื่ของเ้า แต่เพราะเขาเป็ลูกศิษย์ที่ข้ารักมาก มิอาจทนเห็นเขาพลอยติดร่างแหกับพวกสกุลเหมยไปด้วย”
“ข้ามีความรู้น้อย แต่พอจะฟังเข้าใจได้ว่าในราชสำนักคงกำลังมีพายุใหญ่ก่อคลื่นลมที่หมายจะล้มล้างสกุลเหมย”
หลีิ่มีสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับมีถ้อยคำอีกนับร้อยที่เขายังไม่บอกให้นางได้รู้ จึงกลายเป็ความทุกข์หนักอยู่ในหัวใจ “ของสิ่งนี้จะช่วยให้เก่อไป๋ไป๋รอดพ้นจากความผิดทั้งหมดของสกุลเหมย ข้าไว้ใจฝากไว้ที่เ้า”
“ท่านหลี…กำลังจะมีเื่อันตรายเกิดขึ้นกับท่านหรือ” ไม่อย่างนั้นเขาจะฝากของสำคัญไว้ที่นางทำไม ซื่อเฟิงหัวใจเต้นแรง ความหวาดกลัวเข้ามาปั่นป่วน
“ให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเ้ามีของสิ่งนี้” เขาตอบไม่ตรงคำถาม เพียงแต่พยายามกำชับเื่ของสำคัญนี้กับนาง
“ข้าจะรักษาไว้สุดชีวิตค่ะ”
ซื่อเฟิงมองหนังสือในมือที่หนักอึ้งเป็พันชั่งเพราะความสำคัญที่เกี่ยวพันถึงชีวิตของเก่อไป๋ไป๋ หลังจากที่ได้รับหน้าที่รักษาความลับนี้ นางก็ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความระแวดระวัง แต่ยังคงดูแลอิ๋นเฉียนกับหลีิ่ตามปกติ ทว่าครั้งนี้นางมองความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับอนุคนใหม่ต่างจากเดิม
นางเคยมองแค่ผิวเผิน ถึงได้คิดว่า หลีิ่หลงอนุคนใหม่จนลืมเก่า แต่พอได้ตั้งใจสังเกตอีกครั้ง พบว่า พวกเขาทั้งสองกำลังหยั่งเชิงท่าทีกันอยู่ตลอดเวลา ได้ผ่อนคลายก็เฉพาะตอนอยู่กับนางเท่านั้น
ยามออกไปซื้อของในตลาด ซื่อเฟิงตั้งใจฟังเสียงคนพูดรอบตัวมากขึ้นเพื่อรวบรวมข่าวสารใน่นี้ ซึ่งเป็ไปดังที่หลีิ่กำลังกังวลอยู่จริงๆ สกุลเหมยถูกจับตามองรวมถึงเก่อไป๋ไป๋ก็หนีไม่พ้นว่าอาจจะฉ้อราษฎร์บังหลวง คนมักพูดเหมารวม ตามที่ตาเห็นผสมสิ่งที่ตนคิด โดยไม่รู้ลึกถึงข้อเท็จจริง
ซื่อเฟิงกลับมานั่งที่ร้านเปาจื่อจินด้วยอาการเหม่อลอย นางเลี้ยงดูเก่อไป๋ไป๋มาหลายปี เขามีนิสัยเช่นไรนางรู้ดี ไม่มีทางที่จะทำเื่เลวร้าย แต่ถึงเขาจะไม่ทำ ไม่ได้หมายความว่าจะเลี่ยงการกระทำของพ่อตา พี่ชายภรรยาได้
ร่ำรวยขนาดนั้น ยังจะฉ้อราษฎร์บังหลวงอีกหรือ คนเราช่างโลภนัก
นางอดรนทนไม่ไหว ร้อนใจถึงขนาดไปเดินผ่านจวนของเขา แต่ก็ไม่พบ ทั้งพยายามเฝ้ารอจะได้มองเห็นหน้าสักครั้งว่า่นี้เป็อย่างไรบ้าง จนละเลยการดูแลคนที่บ้านไป ทำให้หลีิ่ไม่สบอารมณ์อย่างมาก
“ถึงข้าจะห่วงเขา แต่ไม่ได้หมายความว่ายินดีให้เ้าคิดถึงเขาขนาดนั้น” หลีิ่เอ่ยน้ำเสียงแดกดัน วางถ้วยชากระแทกโต๊ะด้วยความหงุดหงิด
ถ้าคนของเขาไม่เห็นนางไปป้วนเปี้ยนแถวจวนเก่อไป๋ไป๋แล้วกลับมารายงาน เขาก็คงจะถูกคนนอกมองเป็ตัวตลกอยู่อีกนาน ว่าปล่อยให้อนุภรรยาไปเฝ้าติดตามบุรุษอื่น
“ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก” ซื่อเฟิงยอมรับโดยก้มหน้าสำนึกผิดอย่างจริงใจ ทำให้หลีิ่พอจะบรรเทาความโกรธลงได้บ้าง
![]()
ถึง่นี้จะเป็หน้าร้อน แต่อากาศยามราตรีที่ผ่านมากลับเย็นสบาย เป็ไปได้หรือที่จะทำให้ร้อนจนเหงื่อท่วมตัว อีกทั้งอากาศก็เหม็นชวนให้อึดอัดขนาดนี้
“แค่กๆ” ซื่อเฟิงสะลึมสะลือลุกขึ้นนั่งไอสำลัก ภายในห้องเต็มไปด้วยหมอกควันหนา จนนางต้องยกมือปัดไปมาเพื่อสลายควัน แต่น่าแปลกที่ควันนี้แสบตายิ่งนักทำให้ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหล
นางพยายามแพ่งมองหาสาเหตุ ก็พบเปลวเพลิงที่ค่อยๆ ลุกลามเข้ามา ซื่อเฟิงตื่นตระหนกสิ่งแรกที่นางคิดถึงคือ การควานหากล่องใส่หนังสือนั้น
“พี่เฟิง!” เสียงเรียกของอิ๋นเฉียนทะลุเข้ามาพร้อมกับที่ประตูถูกกระแทกพัง เงาร่างปราดเปรียวนั้นวิ่งวนหาด้วยไม่คุ้ยชิน ก่อนจะพบว่าซื่อเฟิงนั่งตัวงอกอดบางสิ่งอยู่ในมือ
“อิ๋นเฉียน เกิดไฟไหม้ได้อย่างไร แค่กๆ”
“ท่านยังมีแก่ใจมาถามอีก รีบออกไปจากที่นี่ก่อน” อิ๋นเฉียนพยุงแล้วยื่นมือหมายจะช่วยถือของให้ แต่ซื่อเฟิงกลับกอดไว้แน่น ั์ตาอิ๋นเฉียนหดเล็กด้วยความสนใจ
“เป็ของสำคัญที่ท่านหลีให้ไว้ ข้าอยากกอดไว้ให้อุ่นใจ”
“รีบเถอะ ควันไฟเต็มห้องจนมองทางไม่เห็นแล้ว”
หญิงสาวทั้งสองคนช่วยกันพยุงอย่างทะลุกทุเลยิ่งนัก ด้วยซื่อเฟิงสูดควันไฟนานทำให้นางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินมาก จนขื่อคาน้าที่ถูกไฟไหม้ร่วงหล่นลงมาขวางทางไว้หลายจุด ยิ่งออกไปได้ลำบาก
“อิ๋นเฉียน ข้าไม่ไหวแล้ว” ลำคอนางแห้งผากไปหมด หายใจเข้าก็แสบร้อนสำลักควันหลายครั้ง ซื่อเฟิงดันตัวอิ๋นเฉียนให้ออกไปคนเดียวที่น่าจะออกไปเร็วกว่า แต่อีกฝ่ายก็ดื้อดึงไม่ยอม
ยื้อกันอยู่ไม่นาน ซื่อเฟิงใช้แรงที่มีทั้งหมดผลักอิ๋นเฉียน แต่ไม่คิดว่าของที่นางกอดไว้แนบอกจะติดมืออีกฝ่ายไปด้วย
“อิ๋นเฉียน ของข้า”
“แค่กๆ ข้าจะรีบหาคนมาช่วย” เสียงของอิ๋นเฉียนห่างไกลขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งหายไปไม่เห็นแม้แต่เงา ซื่อเฟิงพยายามจะฝ่าความร้อนควันไฟออกไป แต่ก็ไม่ไหว นางหมอบลงกับพื้น แล้วคลานต่ำ กระเสือกกระสนจะไปให้ถึงประตู ทว่าไม่ทันที่จะทำได้สำเร็จ คานไม้ที่ลุกไฟก็หักลงมา ความร้อนนั้นลวกผิวนางไปครึ่งหนึ่ง แสบปวดร้อนทรมานจนอดไม่ได้ที่จะระบายโดยการกรีดร้อง
“ซื่อเฟิง”
มีเสียงเรียกหา ซื่อเฟิงได้ยินเป็เสียงของเก่อไป๋ไป๋แล้วก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจจนน้ำตาไหลรื้น ก่อนที่จะหมดสติไปเพราะความเ็ป นางได้ัักับอ้อมแขนแข็งแรงที่จะพานางออกไปอย่างปลอดภัย
“ซื่อเฟิง”
เสียงนี้เรียกอยู่หลายครั้ง ราวกับกลัวว่านางจะไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีก
“ไป๋ไป๋” ริมฝีปากที่แห้งจนลอกเป็แผ่นสีขาวขยับ นางกอดเขาไว้แน่นจนไปกดโดนแผลเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“หนังสือนั่น อิ๋นเฉียนได้ไปแล้วใช่หรือไม่” น้ำเสียงเขาแค้นเคืองระคนสิ้นหวังยิ่งนัก
ซื่อเฟิงสั่นศีรษะ แล้วล้วงออกมาจากในเสื้อเพื่อยัดใส่มือเขา “ข้าไม่เคย…ให้…ห่าง”
“พวกมันส่งคนมาลงมือได้โเี้นัก คนมีฝีมือจำนวนมาก” มือใหญ่ที่เปื้อนเขม่าควันดำนั้นมีกลิ่นคาวโลหิตแตะที่หน้าของซื่อเฟิง แล้วหัวเราะเยาะบางสิ่งจนหน้าอกสะท้อนขึ้นลง “ซื่อเฟิงเ้าได้ตายไปแล้ว หากถึงวันที่เก่อไป๋ไป๋ต้องใช้หนังสือนี้ เ้าจงเป็ผีช่วยเหลือเขา”
หูของซื่อเฟิงอื้ออึงเหมือนมีแมลงบินส่งเสียงรบกวนไม่หยุด นางหลับไปอีกครั้งด้วยความเหนื่อยล้า ไม่ทันจะได้รับรู้ประโยคสุดท้ายนั้น
![]()
เ็ปแสบปวดร้อนมากเหลือเกิน กระทั่งน้ำตาก็ไม่อาจช่วยบรรเทา
ซื่อเฟิงลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นมือของตนที่ถูกไฟไหม้เสียหายจะขยับก็ยังทำได้ยาก นางต้องรวบรวมสติสัมปชัญญะอยู่นาน กว่าจะกัดฟันดันตัวออกห่างเพื่อดูว่า นอนทับอยู่บนตัวใคร
หลีิ่!
ดวงตาของนางเบิกกว้างแดงก่ำคลอน้ำตา มองศพของหลีิ่ที่ถูกทำร้ายสาหัสหลายจุดสำคัญบนร่างกาย เขามิอาจทนพิษาแได้ไหวถึงได้จากนางไปก่อน
“ฮือ” เป็ครั้งแรกที่นางสะอื้นไห้หนักกับการสูญเสียที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต
แค่เพราะหนังสือเล่มเดียวที่ทำให้หลีิ่พบจุดจบน่าอนาถ
ที่แท้เมื่อคืนเป็เขาที่ช่วยนางออกมาจนได้รับรอยไหม้ที่ตัวด้วย เขาอุ้มนางมาหลบยังที่ปลอดภัย
“หาศพพวกเขาให้เจอ” เสียงของอิ๋นเฉียนลอยแว่วมาแต่ไกล ซื่อเฟิงรีบยกมือปิดปากเงียบเสียง แล้วมองหลีิ่ครั้งสุดท้าย ด้วยความเคว้งคว้างและเ็ป นางต้องตัดใจหลบหนีไปจากที่นี่เพื่อไม่ให้ใครตามตัวเจอ
เป็ไปได้ว่าอิ๋นเฉียนจะรู้แล้วว่า หนังสือในกล่องนั้นเป็ของปลอม
เพียงข้ามคืนชีวิตผกผัน
อาจารย์หลีผู้มีชื่อเสียงถูกคนร้ายวางเพลิงลอบสังหาร บ้านมอดไหม้เหลือแต่ตอตะโกไว้เป็อนุสรณ์ความสูญเสียที่มิอาจให้หวนคืน เหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวคือ อิ๋นเฉียน แต่หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ฆ่าตัวตายตามสามี ด้วยไม่อาจทนรับความเสียใจไหว
เก่อไป๋ไป๋ได้รับรู้ก็ให้คนตามสืบหา แล้วสวมชุดไว้ทุกข์ ถือศีลเข้าวัดวาอารามเพื่อแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์อยู่ครึ่งปี ผู้คนสรรเสริญเขาจนเขียนบทกวีชื่นชม แต่หารู้ไม่ว่า เขาไว้อาลัยให้อีกหนึ่งดวงิญญา
นางตายไปแล้วจริงๆ หรือ เหมือนความฝันหนึ่งตื่น
ลมหนาวพัดมาอีกหน กิ่งบุปผาเอนไหวตามแรงลม เก่อไป๋ไป๋นั่งร่ำสุรารับลมอยู่ตรงระเบียงไม่ยอมขยับไปไหน ดวงตาเฝ้ามองความว่างเปล่าที่พอจะเข้าใจความเ็ปที่ถูกเจาะลึกเป็โพรงใหญ่จากการสูญเสียสตรีในดวงใจ
ตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่ ขอแค่ได้ยินว่านางสุขสบายดี เขาทั้งพอใจและโกรธเกลียดจนไม่อยากไปเห็นหน้า
แต่ตอนนี้คนที่ฉุดรั้งชีวิตเขา คนที่เขาโหยหาอยู่ทุกลมหายใจกลับจากไปแล้ว เก่อไป๋ไป๋จมสู่ความสิ้นหวัง มีเพียงสิ่งเดียวที่รั้งใจเขาไว้ คือ บุตรสาว
“ถ้าเ้าแต่งงานกับข้า จะจบจุดจบเช่นนี้หรือซื่อเฟิง” เขาตัดพ้อต่อว่า ย่นหัวคิ้วที่ไม่เคยหมดสิ้นจากความทุกข์โศกเศร้า ดวงตาคมที่กวาดมองศัตรูในสนามรบให้แข้งขาอ่อนมานับไม่ถ้วนบัดนี้กลับหลั่งน้ำตา
“ถิ่นแดนไกลไหนเลยจะคุ้นเคย ลมรำเพยเ้ากลั่นแกล้งให้พลัดถิ่น ปักษาน้อยร่ำไห้ใจถวิล ดั้นด้นบินอย่างสิ้นหวัง วอนขอซื่อเฟิงฟัง แม้นกาลเวลาพาทุกสิ่งโรยรา เว้นเพียงใจข้าที่มั่นคง…ข้ายังมีใจให้เ้าอยู่นะ”
มีวาสนาได้แค่พานพบเองหรอกหรือ
เสียงลมหวีดผ่านอากาศผสานกับเสียงคำรามปนสะอื้นราวกับสัตว์ที่ได้รับความเ็ป ใต้หล้านี้เหมือนไม่มีความหมายอีกแล้ว
![]()
ปีแล้วปีเล่า สกุลเหมยยังไม่ถูกโค่นล้มจนนางเกือบถอดใจไปแล้ว คิดว่าสิ่งที่หลีิ่ใช้ชีวิตเข้าเสี่ยงจะไม่มีประโยชน์อีก ใครจะคิดว่า เื่ที่เขากังวลได้มาถึง แต่…
เก่อไป๋ไป๋ไม่ได้ติดร่างแหไปด้วย เขาก็มีหลักฐานที่จะให้ตนกับครอบครัวพ้นผิดเื่ที่สกุลเหมยฉ้อราษฎร์บังหลวง แท้แล้วเป็หลีิ่ที่ถูกหลอกอีกทอดให้เข้าใจผิด ฉะนั้นหนังสือในมือซื่อเฟิงเป็ฉบับคัดลอกจากฉบับจริง
นางไม่รู้สึกเสียใจสักนิด เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรคาดการณ์ได้แม่นยำ ขอเพียงไม่เกิดเื่เลวร้ายกับเก่อไป๋ไป๋ นางก็ขอบคุณ์แล้ว แม้จะสูญเสียที่พึ่ง กระทั่งใบหน้าและร่างกายซีกหนึ่งยังถูกไฟทำลายจนกลายเป็แผลอัปลักษณ์
เมื่อสี่ปีก่อน นางกระเสือกกระสนกลับไปที่ร้านเปาจื่อจิน ได้พวกจ้านหวังช่วยเหลือ นอนรักษาตัวอยู่นานหลายเดือนกว่าอาการจะทรงตัวดี แล้วลุกขึ้นมาทำงานได้ต่อ โดยกลับไปอาศัยอยู่บ้านเดิม ซึ่งที่ที่เก่อไป๋ไป๋ไม่มีวันเหยียบย่างมาอีกนับจากวันที่นางแต่งงานกับหลีิ่
ไม่มีใครจดจำนางได้ ซื่อเฟิงใช้ผมปิดใบหน้าซีกที่ยังปกติดี เผยส่วนที่อัปลักษณ์น่าเกลียดจากไฟไหม้ ทำให้ไม่มีใครอยากรู้จักไปมาหาสู่ด้วย นางจึงได้ใช้ชีวิตที่เงียบเหงาอย่างสงบสมใจ
![]()
วันวานผ่านไป เื่ราวของผู้คนถักทอเป็ผืนผ้าแห่งโชคชะตาหลากหลาย ซื่อเฟิงถือร่มยืนอยู่กลางถนนจิวซาที่ในอดีตเคยเป็เส้นทางของเด็กเร่ร่อนมาขายตัวเป็ทาส ซึ่งตอนนี้ได้ กลายเป็ถนนคนเดินสำหรับชมบุปผาพบปะสังสรรค์ของผู้คน่เทศกาลมงคลเสียแล้ว สองข้างทางจึงรายล้อมไปด้วยดอกซิ่งที่กำลังผลิบานและร่วงโรยลงมาราวกับฝนบุปผา
ทอดมองถนนยาวไกล ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามา ริมฝีปากบางยกยิ้มที่ดูมีความสุขแต่ให้ความเศร้าได้จับใจ
บัดนี้นางมิใช่หญิงสาวที่งดงามอีกแล้ว บุปผานี้โรยราใกล้จะคืนสู่ธรณี เป็เพียงหญิงาุโที่มีสีผมดอกเลา ริ้วรอยร่องลึกตื้นบนใบหน้า ิัที่เยี่ยวย่นมีรอยกระสีน้ำตาลเต็มไปหมด ไม่น่ามองไม่น่าัั
นางยืนชมดอกซิ่งอยู่นาน สายตาก็ไปสะดุดกับคู่ชายหญิงที่กำลังเดินผ่านมาทางนี้ ซึ่งก็เป็ใครไปไม่ได้นอกจากเก่อไป๋ไป๋กับเหมยมู่หลัน ซื่อเฟิงจับร่มแน่น เบิกตามองเขาหลังจากที่หลายปีไม่ได้พบเจอ
เขาเข้าสู่่วัยกลางคนที่สุขุมน่ายำเกรง ใบหน้าไว้หนวดเครายิ่งดูเคร่งขรึมในขณะที่เหมยมู่หลันเป็หญิงสาวที่งามอ่อนหวาน ยามเดินเคียงคู่ราวกับเป็กิ่งทองใบหยกที่หาได้ยากยิ่ง
พวกเขาทั้งคู่เดินผ่านนางไปช้าๆ ความคิดถึงที่เรียกร้องอยู่ภายในกลั่นตัวเป็หยดน้ำคลอขอบตา ซื่อเฟิงสูดหายใจ มิอาจระงับหัวใจที่เต้นรัวได้เลย นางค่อยๆ หันกลับไปเพื่อมองแผ่นหลังของเก่อไป๋ไป๋
ท่ามกลางพิรุธกลีบบุปผาที่ลอยว่อนฟ้า แสงอ่อนโยนยามเย็นราวกับจะรวมภาพเงาร่างของเก่อไป๋ไป๋เข้าด้วยกันให้ดูพร่าเลือน สายลมพัดผ่านกายช่างเหน็บหนาวเข้าไปถึงหัวใจให้บีบรัดแน่น ซื่อเฟิงน้ำตาไหลรื้นอาบแก้ม
ในขณะที่ข้างกายเขามีเหมยมู่หลัน ตอนนี้นางกลับยืนเป็ยายแก่ที่อ้างว้างเคียงกับเงาที่ทอดยาวใต้ต้นซิ่ง
ชีวิตที่โดดเดี่ยวนี้น่ากลัวจนนางหนาวสั่น แต่มันเป็เส้นทางที่นางเลือกเอง
เก่อไป๋ไป๋มีประสาทรับรู้ที่เร็ว มีคนกำลังจดจ่ออยู่ที่เขา แต่ไม่ได้เป็ภัยอันตราย แอะใจแรกไม่คิดจะสนใจ ทว่าร่างกายเขามันเหมือนจะคุ้นเคยกับสายตานั้น เขาจึงค่อยๆ หันกลับไปมองว่าเป็ใครกัน
เป็แผ่นหลังโค้งงอไร้เรี่ยวแรงของหญิงาุโคนหนึ่งเท่านั้น
หนึ่งคน หนึ่งเงา ที่รายล้อมด้วยต้นดอกซิ่งนั้นเป็ภาพที่สะท้อนความอ้างว้างได้สลดใจนัก เก่อไป๋ไป๋มิอาจละสายตาได้เลย เขาคุ้นเคยจนต้องครุ่นคิดว่า ต้นเหตุความรู้สึกนี้มาจากที่ไหนมาก่อน จนเหมยมู่หลันที่เดินเพลินนำหน้าไปก่อน กลับมาจูงมือเขา
ดวงตาอ่อนโยนของนางราวกับจะบอกกับเขาว่า ครอบครัวเขาอยู่ตรงนี้
เก่อไป๋ไป๋ยิ้มบาง เขากระชับมือนุ่มของเหมยมู่หลัน ไม่คิดรำลึกถึงอดีตบนถนนแห่งความทรงจำสายนี้อีก
เก่อไป๋ไป๋ไปทิศตะวันตก ซื่อเฟิงไปยังทิศตะวันออก แผ่นหลังที่หันเข้าหากัน ให้วาสนาในภพชาตินี้สิ้นสุดเพียงเท่านี้
ใต้หล้าเดียวกัน เ้ามีคู่เคียงเติมเต็มดวงใจ
ข้านี้มีเพียงเงาข้างกายไปจวบจนสิ้นชีวา
(จบ.)
.ติดตามตอนต่อไปในภพชาติหน้า.