แสงแดดยามบ่ายต้นสาดลงมาอย่างอบอุ่น ทอดแนวแสงทองผ่านช่องเปิดแคบๆ บนเพดานถ้ำลับ ม่านวารีคลั่งยังคงไหลสม่ำเสมอเหมือนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกข้างนอก บรรยากาศภายในถ้ำผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากที่กองกำลังของมู่ฉางหยวนถอยร่นออกไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน
จ้าวหานนั่งพิงผนังหินเรียบ ขาสองข้างเหยียดยาวออกไปข้างหน้า กำลังกินขนมปังแป้งหยาบที่มู่รุ่ยเสวี่ยนำออกมาจากถุงเสบียงสำรองใบสุดท้าย เนื้อหนาๆ ถูกฟันเหล็กไหลบดย่อยลงอย่างง่ายดาย เตาปฏิกรณ์ชีวภาพรับมวลสารเข้าประมวลผลอย่างเงียบเชียบ
[มวลสารสำรองอยู่ที่ 91 เปอร์เซ็นต์แล้วครับเ้านาย ถือว่าฟื้นตัวดีมากสำหรับหลังการต่อสู้ระดับนั้น!] ศูนย์รายงานด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์
'รู้แล้ว ไม่ต้องบอกซ้ำ' จ้าวหานตอบในใจ
"คุณชายจ้าว..." มู่เฉิงที่นั่งพิงหมอนม้วนผ้าอยู่ตรงข้ามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นกว่าเมื่อเช้า าแจากการถูกโจรเงี้ยวทมิฬทำร้ายเริ่มสมานตัวหลังจากกินยาสมุนไพรที่นำออกมาจากคลังในถ้ำ "ข้าอยากถามสิ่งที่ค้างใจมาตลอด"
"ถามมา" จ้าวหานพูดพลางยังคงเคี้ยวขนมปังอยู่
"ท่านผู้าุโมู่ฉางหยวนนั้นแข็งแกร่งมาก..." ชายวัยกลางคนเลือกคำอย่างระมัดระวัง "ข้ารับใช้ตระกูลมู่มาสี่สิบปี เคยเห็นท่านต่อสู้มาหลายครั้ง ยังไม่เคยเห็นใครทำให้ท่านหันหลังเดินจากไปด้วยตัวเองแบบนี้"
"ท่านถามว่าทำไมข้าถึงชนะ หรือว่าทำไมข้าถึงปล่อยให้เขาไป?" จ้าวหานถามกลับ
"ทั้งสองอย่างครับ"
จ้าวหานวางขนมปังแผ่นที่เหลือลงบนเข่า ขยับตัวให้สบายขึ้นก่อนจะตอบ "ข้าชนะเพราะร่างกายข้าทำงานต่างจากพวกเ้า ข้าไม่ใช้ปราณฟ้าดิน ข้าใช้ฟิสิกส์ ซึ่งไม่มีข้อจำกัดเดียวกัน... ส่วนที่ปล่อยให้เขาไปนั้น"
เขาหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เพราะการฆ่าเขาจะแก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหาของแม่นางมู่ไม่ใช่ตัวมู่ฉางหยวนคนเดียว แต่คือสถานะของเธอในตระกูล ถ้าข้าฆ่าพี่ชายเธอ เธอจะมีชีวิตอยู่กับความรู้สึกนั้นไปตลอด แม้เขาจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง"
มู่รุ่ยเสวี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเงียบไปชั่วขณะ นางกำลังจัดเรียงเอกสารบัญชีตระกูลที่นำมาจากหีบสมบัติอยู่บนตัก แต่มือของนางหยุดนิ่งเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
"ท่านคิดถึงเื่นั้นด้วยหรือคะ?" นางถามเบาๆ
"ข้าไม่ใช่คนโง่" จ้าวหานหยิบขนมปังขึ้นมากินต่อ "และข้าก็ไม่ใช่เครื่องสังหาร จะฆ่าคนก็ต้องมีเหตุผลที่คุ้มค่า"
มู่รุ่ยเสวี่ยมองดูเขาอยู่นาน แล้วก็ก้มหน้าลงต่อเอกสาร มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างที่นางเองอาจไม่รู้ตัว
เสียงแตรสัญญาณดังขึ้นสามครั้งจากทิศเหนือในเวลาบ่ายสอง มู่เฉิงจำเสียงได้ทันที
"กองคุ้มกันจากนครธรณีสามครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงโล่งอก "รหัสสัญญาณสามครั้งหมายถึง 'เดินทางมาด้วยความตั้งใจดี ขอรับคนของตระกูล'"
จ้าวหานลุกขึ้นก่อนใคร เดินออกไปยืนหน้าปากถ้ำฝ่าม่านน้ำตก สายตาจับไปยังขอบป่าทิศเหนือที่เริ่มมีความเคลื่อนไหว
[ตรวจพบสัญญาณความร้อนสองสิบเอ็ดจุด รูปแบบการเคลื่อนที่เป็แบบคุ้มกันมาตรฐาน มีระดับทองคำเขียวหนึ่งรายนำหน้า ไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงเจตนาเป็ศัตรูครับเ้านาย!]
ชายหญิงในชุดเกราะเบาสีน้ำเงินเข้มปักลายัเงินเดินออกมาจากป่าเป็แถวระเบียบ นำหน้าโดยชายร่างสูงใหญ่ผมดำเกรียนสั้นที่มีรอยแผลเป็จากการรบพาดผ่านคางด้านขวา เขาพอดูก็รู้ว่าเป็นักรบอาชีพที่ผ่านสนามรบมามากกว่านักรบเพื่อเกียรติยศ
ชายนั้นหยุดเมื่อเห็นจ้าวหาน สายตาของเขากวาดดูซากตะกวดา รอยหลุมในพื้นดิน และร่องรอยการต่อสู้ที่ยังหลงเหลืออยู่ทั่วลาน ก่อนจะมองมาที่ชายหนุ่มสีดำทมิฬที่ยืนขวางอยู่
"ข้าคือ 'เว่ยกัง' ผู้บัญชาการกองคุ้มกันพิเศษของนครธรณีสาม" เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงกังวาน "มาตามคำร้องขอของท่านมู่เฉิง"
"จ้าวหาน ผู้คุ้มกันส่วนตัวของแม่นางมู่รุ่ยเสวี่ย" จ้าวหานตอบสั้นๆ แล้วก้าวออกไปข้างๆ "เชิญเข้ามา"
เว่ยกังเดินผ่านมาพร้อมกับมองซากตะกวดาอีกครั้ง "สัตว์อสูรระดับา..." เขาพึมพำ "ท่านจัดการมันเองหรือ?"
"ใช่"
ผู้บัญชาการหยุดชะงักครู่เดียว แล้วพยักหน้าช้าๆ โดยไม่พูดอะไรเพิ่ม บางทีการยอมรับสิ่งที่อธิบายไม่ได้อย่างเงียบๆ ก็เป็สัญลักษณ์ของนักรบที่ผ่านโลกมามากแล้ว
ชั่วโมงถัดมาเต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบที่น่าพอใจ
แพทย์ประจำกองสองคนรีบเข้าไปตรวจอาการมู่เฉิงทันทีที่เข้าถ้ำ ยาสมานแผลระดับสูงและผ้าพันแผลสะอาดถูกนำออกมาใช้งานอย่างเป็ระบบ ภายในครึ่งชั่วโมงสีหน้าของชายวัยกลางคนดีขึ้นเป็อย่างมาก
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งรายงานสถานการณ์ให้เว่ยกังฟังอย่างละเอียดในขณะที่ทหารคุ้มกันกางเต็นท์ชั่วคราวหน้าปากถ้ำและตั้งแนวเฝ้ายามรอบบริเวณ เสียงเบิกเสบียงและจัดอาวุธดังขึ้นประปราย ทำให้ลานดินที่เมื่อเช้ายังเป็สนามรบกลายเป็ค่ายพักชั่วคราวที่มีชีวิตชีวา
จ้าวหานนั่งอยู่ริมลำธารเล็กๆ ที่ไหลออกมาจากด้านข้างของน้ำตก ห่างจากค่ายพอให้ได้ยินเสียงคนแต่ไม่ได้ยินบทสนทนา เขากำลังดูทหารคุ้มกันสี่คนที่ได้รับมอบหมายให้เก็บกู้ซากตะกวดาอย่างตั้งใจ
[เ้านายครับ ซากตะกวดาที่พวกเขากำลังเก็บกู้นั้น ถ้าประเมินราคาในตลาดนครธรณีสาม ไขกระดูกที่ยังสมบูรณ์เพราะวิธีสังหารแบบ Armor-Piercing จะมีมูลค่าสูงมาก ผมประเมินว่าน่าจะมากกว่าสิบห้าล้านหินปราณระดับกลางครับ!]
จ้าวหานเกาคาง "ข้าจะขอส่วนแบ่งได้ไหม?"
[ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ? เ้านายเป็คนฆ่ามันนี่!]
"แต่ถ้ำและซากมันอยู่ในเขตตระกูลมู่..." เขารำพึงต่อ
[งั้นก็เจรจากับแม่นางมู่สิครับ ท่านน่าจะยินดีแบ่งให้โดยไม่ต้องขอด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหลังจากที่คุณเพิ่งช่วยชีวิตนางมาสามครั้งในสองวัน!]
จ้าวหานหยุดคิด แล้วก็ส่ายหัว "ไว้ก่อน เื่นั้นไม่เร่ง"
เขาหันมามองสัญลักษณ์เรขาคณิตบนแขนขวา รอยสักมิติส่วนตัวที่ติดตัวมาจากโลกอนาคต แต่วันนี้เขาสังเกตเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ขอบล่างของรอยสักมีรูปอักขระเส้นบางๆ สีทองจางๆ ปรากฏขึ้นมา ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรอยสักเดิม แต่คล้ายกับถูกเพิ่มเข้ามาโดยบางสิ่ง
หรือโดยกล่องมรดกบรรพชนของตระกูลมู่เมื่อเมื่อคืน
[ผมยังถอดรหัสอักขระนั้นไม่ได้ครับเ้านาย ภาษาโบราณชนิดนี้ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลของผม ซึ่งหมายความว่ามันเก่ากว่าที่ผมคิดไว้มาก อาจจะเก่ากว่าหนึ่งหมื่นปีด้วยซ้ำ!]
"อักขระโบราณที่ผ่านเวลามาหมื่นปี ฝังตัวอยู่ในแขนข้า..." จ้าวหานพึมพำ "โชคดีที่ข้ามักจะสวมเสื้อแขนยาว"
[คุณรับเื่นี้ได้สบายมากนะครับเ้านาย?]
"ข้าทะลุมิติมาในร่างคนอื่น พกปืนนิวเคลียร์ที่มีจิติญญา มีโรงงานหลอมเหล็กอยู่ในท้อง..." จ้าวหานยักไหล่ "อักขระโบราณในแขนนั้นแปลกอะไรล่ะ?"
ศูนย์เงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบ [ผมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ครับ!]
เย็นวันนั้น เว่ยกังจัดการตั้งกองไฟใหญ่กลางลาน อาหารจากเสบียงที่กองคุ้มกันพกมาถูกนำออกมาแจกจ่าย กลิ่นเนื้อย่างและซุปผักฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดมาตลอดสองวันผ่อนคลายลงอย่างเป็ธรรมชาติ
จ้าวหานนั่งอยู่ใกล้กองไฟมากที่สุดในบรรดาทุกคน ไม่ใช่เพราะ้าความอบอุ่นเพราะเตาปฏิกรณ์ชีวภาพทำให้เขาไม่รู้สึกหนาวอยู่แล้ว แต่เพราะกองไฟอยู่ใกล้กับหม้อเนื้อตุ๋นที่ใหญ่ที่สุด
ทหารคุ้มกันสองสามคนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลอาหารต่างแลกสายตากันพร้อมรอยยิ้มแอบๆ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรูปร่างปานกลางผู้นี้กินเนื้อไปแล้วในปริมาณที่เพียงพอสำหรับสี่คน แต่ยังคงยกชามส่งมาขอเพิ่มด้วยใบหน้าตรงไปตรงมา
"ข้าเคยเห็นกองทัพนักรบฝึกกายาหนักมาก็หลายพวก..." เว่ยกังที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เจือความสงสัย "แต่ปริมาณอาหารขนาดนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นในคนร่างขนาดของท่าน"
"ข้าฝึกวิชาพิเศษที่้ามวลสารมาก" จ้าวหานตอบอย่างตรงๆ แล้วดูดซุปหมดชามในครั้งเดียว
เว่ยกังพยักหน้าช้าๆ เหมือนเมื่อกี้ตอนเห็นซากตะกวดา ยอมรับโดยไม่ถามต่อ
มู่รุ่ยเสวี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ เว่ยกังหักมุมสนทนาทันที "ท่านผู้บัญชาการเว่ยกัง ข้า้าหารือเื่แผนการเดินทางต่อ"
"แน่นอนครับคุณหนู" เว่ยกังปรับท่านั่งให้เป็ทางการขึ้น "นครธรณีสามอยู่ห่างออกไปไม่เกินสองวันเดินทางด้วยรถม้าจากที่นี่ เส้นทางหลักปลอดภัย แต่หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้น..."
"ท่านหมายถึงมู่ฉางหยวน" มู่รุ่ยเสวี่ยพูดตรงๆ ไม่หลบเลี่ยง
"ใช่ครับ" เว่ยกังพยักหน้า "ถ้าท่านผู้าุโมู่ฉางหยวนยังคงดำเนินการต่อ อาจมีการสกัดกั้นระหว่างทาง แต่ถ้าเดินทางด้วยกองคุ้มกันเต็มรูปแบบ และ..."
เขาหยุดชั่วขณะ สายตาเหลือบไปที่จ้าวหานที่กำลังยื่นชามขอเนื้อเป็ครั้งที่หก
"และถ้าท่านจ้าวหานร่วมเดินทางไปด้วย ข้าเชื่อว่าจะปลอดภัยเพียงพอครับ"
"ข้าร่วมเดินทางไปอยู่แล้ว" จ้าวหานพูดโดยไม่ยกหน้าขึ้นจากชาม "นั่นคือสัญญาที่ข้ามีกับแม่นางมู่"
มู่รุ่ยเสวี่ยกลับมามองเขา แววตาของนางอ่านไม่ออก แต่ก็ไม่พยายามซ่อนอะไร
"ขอบคุณค่ะ" นางพูดเบาๆ
คืนนั้นพวกเขาพักค้างที่ค่ายชั่วคราวหน้าถ้ำ เว่ยกังแบ่งทหารออกเป็กะเฝ้ายามตลอดคืน แต่ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น มู่ฉางหยวนไม่กลับมาอีก อย่างน้อยก็คืนนั้น
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งอยู่หน้าปากถ้ำหลังจากที่คนอื่นๆ หลับกันหมดแล้ว ลมยามค่ำพัดเบาๆ พาละอองน้ำจากม่านวารีคลั่งมาแต่ะผิวหน้าอ่อนๆ นางมองออกไปยังกองไฟที่กำลังจะมอดดับ
"นอนไม่หลับหรือ?"
เสียงของจ้าวหานดังขึ้นจากทางข้างหลัง เขาเดินมานั่งลงข้างๆ นางบนหินแผ่นใหญ่ มือถือขนมปังแผ่นหนาที่ใครสักคนเตรียมเก็บไว้สำหรับเช้าวันรุ่งขึ้น
"คิดเื่พี่ชายอยู่ค่ะ" มู่รุ่ยเสวี่ยตอบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
จ้าวหานเคี้ยวขนมปังช้าๆ ไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่ลุกจากไป
"ข้าพยายามจะโกรธเขา..." นางพูดต่อ เสียงเรียบแต่ใต้ผิวเสียงมีความเ็ปซ่อนอยู่ "แต่มันยากกว่าที่คิด เพราะข้าจำได้ดีว่าเขาเคยเป็คนอย่างไร ก่อนที่ท่านพ่อจะป่วยหนัก ก่อนที่การแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลจะเริ่มขึ้น"
"คนเปลี่ยนเพราะสถานการณ์" จ้าวหานพูดเรียบๆ "บางคนเปลี่ยนในทางที่ดี บางคนในทางตรงข้าม มันไม่ใช่เื่ของธาตุแท้เสมอไป"
"ท่านคิดว่าเขาเลวร้ายจริงๆ หรือเปล่าคะ?"
จ้าวหานคิดอยู่นานพอสมควรก่อนจะตอบ "ข้าไม่รู้จักเขาพอที่จะตัดสิน แต่คนที่เลวร้ายจริงๆ มักจะไม่ถอยหลังเมื่อรู้ว่าเสียเปรียบ พวกนั้นมักจะหาวิธีอื่นต่อไปจนสุดทาง... เขาถอย นั่นอาจหมายความว่ายังมีบางส่วนในตัวเขาที่ไม่้าทำสิ่งที่กำลังทำอยู่"
มู่รุ่ยเสวี่ยเงียบไปนาน สายตาจับอยู่ที่กองไฟที่กำลังมอดลงเรื่อยๆ
"ข้าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาในนครธรณีสามอยู่ดี..." นางพูดในที่สุด "สมาคมการค้าตระกูลมู่มีระบบกฎเกณฑ์ภายในที่ชัดเจน ถ้าข้าสามารถเรียกประชุมคณะผู้าุโและนำหลักฐานออกมาได้ สิ่งที่เขาทำจะต้องถูกตรวจสอบ"
"มั่นใจว่ามีหลักฐานพอ?"
"ผงตามรอยที่ท่านพบบนรถม้า ร่องรอยการว่าจ้างโจรเงี้ยวทมิฬ..." นางพยักหน้า "มู่เฉิงเป็พยานที่น่าเชื่อถือ"
"งั้นก็มีทาง" จ้าวหานพูดสั้นๆ แล้วยืนขึ้น "ตอนนี้นอนพักเถอะ พรุ่งนี้เดินทางไกล"
นางเงยหน้าขึ้นมองเขา "คุณชายจ้าว... ท่านทำไมถึงไม่ถามว่าถ้าแผนของข้าสำเร็จ ท่านจะได้อะไรจากการช่วยเหลือครั้งนี้?"
จ้าวหานหยุดชะงักครู่หนึ่ง แล้วก็หันมามองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"เพราะข้ารับปากแล้ว" เขาตอบ "ในโลกที่ข้ามา คนที่ตั้งราคาค่าช่วยเหลือล่วงหน้ามักจะไม่ใช่คนที่ช่วยจริงๆ"
ก่อนที่มู่รุ่ยเสวี่ยจะหาคำตอบได้ เขาก็เดินเข้าไปในถ้ำและหายไปหลังม่านน้ำตก
นางนั่งอยู่คนเดียวกับเสียงน้ำตกและไฟที่มอดดับ นิ้วมือของเธอัักับผ้าคลุมไหล่อย่างไม่รู้ตัว หัวใจเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน
เช้าตรู่ของวันถัดมา กองคุ้มกันเคลื่อนพลออกเดินทางั้แ่ฟ้ายังสีเทา
มู่เฉิงนั่งบนรถม้าเสริมเหล็กพร้อมแพทย์ประจำกองที่คอยดูแลอาการ มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งรถม้าขนาดเล็กกว่าคันเดิมที่เว่ยกังจัดเตรียมมา ส่วนจ้าวหานขอนั่งม้าแทนรถม้า เพราะน้ำหนักมวลสารของเขาทำให้รถม้าทั่วไปเสี่ยงต่อการพังเพลา
หรือนั่นคือเหตุผลที่เขาบอก
ความจริงคือเขาชอบมองทิวทัศน์จากหลังม้ามากกว่า และม้าอสูรขนาดใหญ่ที่เว่ยกังจัดมาให้นั้นแข็งแกร่งพอที่จะรับน้ำหนักหลายเท่าของปกติได้
[เ้านายครับ ตลอดเส้นทางวันนี้ผมจะสแกนรัศมีหนึ่งกิโลเมตรตลอดเวลา ถ้าพบสัญญาณผิดปกติจะแจ้งทันทีครับ!]
'ขอบคุณ ศูนย์' จ้าวหานตอบในใจ ก่อนจะเบี่ยงสายตาออกไปยังทิวทัศน์ป่าลึกที่ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านเป็พื้นที่เปิดโล่งมากขึ้นตามเส้นทาง
ขบวนเดินทางผ่านกลางหุบเขาสิบหมื่นดาราอย่างราบรื่น ไม่มีการสกัดกั้น ไม่มีการซุ่มโจมตี มู่ฉางหยวนไม่ปรากฏตัวอีก
[อาจเป็เพราะเขาประเมินสถานการณ์ใหม่แล้ว ท่านผู้าุโที่มีสติจะรู้ว่าเมื่อกองคุ้มกันเต็มรูปแบบมาถึง การโจมตีต่อจะไม่คุ้มต้นทุน!] ศูนย์วิเคราะห์
'หรืออาจเป็เพราะเขากำลังเตรียมการอย่างอื่น' จ้าวหานคิดเงียบๆ
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลาดต่ำใน่บ่ายคล้อย ยอดกำแพงเมืองสูงของนครธรณีสามก็เริ่มปรากฏขึ้นเหนือแนวต้นไม้เบื้องหน้า แตกต่างจากเมืองเมฆาครามที่สร้างจากศิลาสีเทาอมฟ้า กำแพงของนครธรณีสามก่อจากหินสีน้ำตาลเข้มผสมดินแดงที่ดูทนทานและหนักแน่น เหมือนกับว่ามันไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความสวยงาม แต่สร้างขึ้นเพื่อทนรับการต่อสู้
"นครธรณีสาม..." มู่รุ่ยเสวี่ยโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้าที่ขี่ขนาบอยู่ข้างจ้าวหาน "ตลาดค้าขายที่ใหญ่ที่สุดในรอยต่อสามอาณาจักร ที่นี่ไม่มีอำนาจทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบงำได้เต็มที่ กฎของที่นี่คือเงิน และสัมปทานของสมาคมการค้าตระกูลมู่ที่นี่ใหญ่ที่สุดในทุกสาขา"
"แต่ตอนนี้คนที่ควบคุมสาขาหลักที่นี่คือคนของมู่ฉางหยวน" จ้าวหานพูดตรงๆ
นางหยุดนิ่งชั่วขณะ "ใช่ค่ะ... แต่ที่นี่ยังมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้ความภักดีกับผู้นำตระกูลโดยตรง ไม่ใช่กับท่านพี่ ถ้าข้าสามารถเข้าถึงพวกเขาได้ก่อน..."
"ก็ต้องทำให้เร็วกว่าที่มู่ฉางหยวนตั้งตัวได้" จ้าวหานสรุป
"ถูกต้อง"
[เ้านายครับ นครธรณีสามนี่น่าสนใจมากนะครับ รอยต่อสามอาณาจักรหมายความว่ามีทรัพยากรจากสามแหล่งใหญ่ไหลเวียนอยู่! โอสถ อาหาร วัตถุดิบสำหรับการอัปเกรดกายา... ผมตื่นเต้นมากครับ!]
จ้าวหานอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าแรงจูงใจของปืนมหาประลัยนั้นตรงไปตรงมาอย่างน่าเขินใจ
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่ประตูเมืองที่กว้างขวาง ผ่านทหารยามในชุดเกราะน้ำตาลเข้มที่ตรวจสอบป้ายตระกูลแล้วยกมือให้ผ่านอย่างรวดเร็ว กลิ่นตลาดสดและเครื่องเทศลอยปะทะออกมาั้แ่ก่อนเข้าประตู
เมืองที่มีชีวิตชีวาต่างจากทั้งสองเมืองที่ผ่านมา ถนนกว้างเต็มไปด้วยผู้คนจากหลายดินแดน ชุดแต่งกายต่างสีต่างสไตล์ ภาษาหลายสำเนียงดังขึ้นพร้อมกัน ร้านค้าเรียงรายสองข้างทางขายของที่หลากหลายจนมองไม่ทั่ว
จ้าวหานขี่ม้าผ่านตลาดอาหารหน้าประตูเมือง ดมกลิ่นเนื้อย่างและซุปหม้อใหญ่ เตาปฏิกรณ์ชีวภาพส่งสัญญาณตอบรับอย่างกระตือรือร้น
"แม่นางมู่" เขาเรียก
นางโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง "ครับ?"
"สาขาหลักของท่านอยู่ที่ไหน?"
"ทางเหนือของเมือง ใกล้กับย่านตลาดสมุนไพรหลักครับ... เอ่อ ค่ะ"
"ข้าจะไปพักที่นั่นด้วยได้ไหม?" จ้าวหานถาม แล้วก็เพิ่มเติม "และขอให้มีครัวที่ดีด้วย ข้าหิวมาั้แ่เที่ยง"
มู่รุ่ยเสวี่ยมองดูเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ เป็เสียงที่ฟังดูเบาสบายที่สุดั้แ่ที่ทั้งสองรู้จักกันมา
"แน่นอนค่ะ คุณชายจ้าว"
ขบวนรถม้าเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักทิศเหนือ มุ่งหน้าสู่สาขาหลักของสมาคมการค้าตระกูลมู่ในนครธรณีสาม ที่ซึ่งบทใหม่ของการเดินทางกำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ภายในตระกูลที่รอการเผชิญหน้า