After apocalypse SAGA บทที่ 1 ตอนที่ 1
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา ความทรงจำเก่าของพวกเราหายไปหมด ไม่รู้ที่มาว่าอะไรถึงทำให้พวกเราได้มาอยู่ในที่แห่งนี้ ทุกคนต่างลืมความหลังของตัวเอง มีเพียงชื่อตัวเองกับองค์ความรู้ของแต่ละคนที่ติดตัวมา จึงช่วยให้พวกเรารอดชีวิต...
วันแรกที่ผมตื่นขึ้นมาในที่แห่งนี้ยังจำได้ดี แดดยามเช้าพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ ภาพหลังผมลืมตาตื่นนั้นมันสวยงามมาก ท้องฟ้าที่สดใสภายใต้ท้องฟ้านั้นมีสันเขาเขียวที่สูงชัน แดดยามเช้าที่สองผ่านสันเขานั้นมาพร้อมสายลมอบอุ่นที่หอบเอากลิ่นหอมของมวลดอกไม้ จนทำจิตใจของผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก แต่เพียงไม่นานสายตาผมก็ตกกระทบเข้ากับร่างมากมาย ที่นอนกระจัดกระจ่ายอยู่บนพื้นดิน ไม่ใช่ 1 หรือ 2 คน แต่มีมากกว่าหลายร้อยคน เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างเ่าั้ก็ลืมตาตื่นและเริ่มชันตัวเองด้วยอากัปกิริยาเช่นเดียวกัน ก่อนจะยืนสำรวจหันซ้ายหันขวาไปมาและเริ่มพูดคุย แต่ละคนล้วนมีกระเป๋าเป้ใบใหญ่วางอยู่ข้าง ๆ ซึ่งแต่ละใบปรากฏชื่อของพวกเราแต่ละคน ทันทีที่ผมจับมันหวังสำรวจสิ่งของภายใน ก็เกิดเสียงพูดขึ้นเข้ามาในหัวของผม
[ยืนยันตัวตนเ้าของเซตเริ่มต้นเสร็จสิ้น ทำการผูกบัญชีเรียบร้อย ผู้ใช้สุขภาพสมบูรณ์ ทำการติดตั้งทันที...]
เสียงปริศนากล่าวจบ กระเป๋าเป้ใบใหญ่ก็สั่นไหวเลืองแสงออกมาก่อนจะสลายเป็ละอองแสงหายไปในร่างกายผม พร้อมกับรอยสักปรากฏขึ้นที่ข้อมือซ้าย และไม่ใช่แค่ผมคนเดียว คนอื่น ๆ ต่างเกิดเหตุการคล้ายกัน ทำให้เกิดความแตกตื่นในหมู่ผู้คน แต่เพียงไม่นานเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ทำการติดตั้งเรียบร้อย เปิดระบบผู้ช่วย...]
ทันทีที่เสียงกล่าว ก็ประกฏภาพแสงคล้ายจอโฮโลแกรมขึ้นรอบตัวผม และเหมือนจะเกิดขึ้นกับคนอื่น ๆ เช่นกัน หากแต่เพียงว่า ผมไม่สามารถมองเห็นหน้าจอโฮโลแกรมของคนอื่นได้ และเช่นเดียวกันกับที่คนอื่นหันมาสำรวจกันละกัน ทำให้ผมสามารถรู้ได้ว่า แต่ละคนจะเห็นเพียงของตัวเองเท่านั้น จอหนึ่งแสดงภาพโครงสร้างร่างกาย มีตัวเลข 100% ชัดเจน ใต้ตัวเลขนั้นมีระดับแผนภูมิต่าง ๆ ที่บอกเกี่ยวกับร่างกายของผมซึ่งเกี่ยวกับสุขภาพเป็สำคัญ ความหิว ความกระหาย ความออนล้า และอื่น ๆ อีกมากมาย เสียงพูดคุยเริ่มเอะอะดังขึ้นกว่าเก่า จนผมต้องหันไปมองคนอื่น ๆ มีหลายคนที่ถือของในมือและอีกหลายคนที่เหมือนเสกของออกมาจากความว่างเปล่า มีทั้งมีด ทั้งขวาน ทั้งเชือก และอื่น ๆ อีกมายมาย ผมมองไปยังจออีกอันทันที จอแสงนั้นมีกรอบรูปแสดงสิ่งของต่าง ๆ ที่ผมสามารถบอกได้ทันทีว่ามันคืออุปกรณ์ยังชีพนั่นเอง มีทั้งมีด ขวาน เชือก อาหารกระป๋อง น้ำดื่ม และอื่น ๆ อีกมากมาย
การพูดคุยของแต่ละคนทำให้ผมได้รับรู้ว่า ทุกคนในที่นี้ต่างจำเรืองราวของตัวเองไม่ได้ มีเพียงชื่อเท่านั้นและมีผู้คนมากถึง 500 คน ซึ่งแบ่งชายหญิงเป็ ชาย 200 คน หญิง 300 คน ่อายุที่ต่ำสุดคือ 20 และสูงสุดคือ 35 ปี พวกเราตกลงให้ชายคนหนึ่งที่ดูมีความรู้ ความน่าเชื่อถือเป็หัวหน้ากลุ่ม งานของพวกเราคือสำรวจหาแหล่งน้ำและหาที่ปลอดภัย ถึงพวกเราจะอยู่ในที่ราบโล่ง แต่ก็ไม่อาจจะบอกได้เต็มปากว่าที่แห่งนี้ปลอดภัย หลังจากการแบ่งกลุ่มออกสำรวจพวกเราใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงจนพบแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่อยู่ห่างจากจุดที่พวกเราตื่นไปทางเหนือ โดยที่แห่งนั้นมีลำธารเล็ก ๆ ที่คาดว่าจะไหลมาจากเทือกเขาที่ล้อมรอบพวกเราอยู่ ทันทีที่กลุ่มผู้นำเห็นชอบ ทั้ง 500 คนต่างโยกย้ายไปยังที่แห่งนั้น
ปี A.A. 300
ั้แ่วันนั้นถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้ว 1 เดือน ผมได้รับหน้าที่เป็หน่วยลาดตระเวนหน่วยที่ 3 ในหน่วยมี 10 คน หน่วยที่ผมสังกัดมีชาย 8 คน หญิง 2 คน หน้าที่ของพวกเราคือออกสำรวจและทำแผนที่ นอกจากนั้นระบุจุดแหล่งทรัพยากรณ์ต่าง ๆ ตลาดจนออกตามหาผู้คนกลุ่มอื่น ๆ พวกเราไม่คิดว่าพวกเราจะมีกันเพียงแค่ 500 คน และคาดหวังที่จะพบกลุ่มคนเ่าั้ ด้วยความช่วยเหลือของระบบที่ถูกฝังมาเป็รอยสัก ได้ช่วยพวกเราอย่างมาก ทั้งการเก็บของลงในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนอุปกรณ์ยังชีพเ่าั้ ทำให้พวกเราทั้ง 500 คน สามารถสร้างหมู่บ้านของพวกเราออกมาได้ในเวลาเพียง 7 วัน พวกเราสร้างเรือนนอนแบ่งชายหญิงมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งกฏระเบียบของหมู่บ้านพวกเรานั้นไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่ทำงานสะสมคะแนน ไว้มาแลกอาหาร ตลอดจนแลกที่ดินของตัวเอง ซึ่งอีกไม่กี่คะแนนผมจะมีที่ดินของตัวเองและสร้างบ้านของตัวเองได้ ตลอด 1 เดือนมานี้ ผมได้มีเพื่อนสนิทอีกคน มันชื่ออเล็กผมไม่รู้ว่ามันเป็คนชาติอะไรเพราะมันนั้นแตกต่างไปจากความรู้ของผม ผมรู้ว่าผมเป็ชาวเอเชียที่มีผมสีดำ ตาสีดำ ผิวสีขาว แต่อเล็กนั้นกลับมีผมสีดำตาสีฟ้า ถึงรูปร่างอเล็กจะใหญ่โตผิวขาวเหมือนชาวตะวันตก ผมจึงสรุปเอาเองว่าอเล็กอาจมีสายเลือกผสมระหว่างคนตะวันออกและตะวันตก จากความรู้ของพวกเราที่หลงเหลือยู่ สามารถสรุปได้ว่าพวกเราทั้ง 500 คน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ที่พวกเราเคยรู้จัก เพราะในค่ำคืนแรกนั้นสิ่งที่ควรประกฏเช่นดวงจันทร์กับถูกแทนที่ด้วยดาวเคราะห์ขนาดเล็กและใหญ่ 2 ดวงที่ปรากฏขึ้นมาแทน แต่ที่สำคัญกว่านั้น ไม่รู้เพราะอะไรทำให้พวกเราที่แตกต่างกันกับพูดภาษาเดียวกันได้ ซึ่งภาษาที่พวกเราใช้นั้นกลับไม่ใช่ภาษาดั้งเดิมของพวกเรา
“วันนี้พวกเราไปไกลกว่าครั้งก่อนมากเลยนะ” อเล็กหันมาคุยกับผมหลังพวกเรากลับจากการสำรวจและกำลังทำเื่แลกคะแนนกับที่ดิน 1 แปลง
“นอกจากไปไกลแล้วยังพบฝูงสัตว์อีก เครื่องสแกนนี่มันดีจริง ๆ นายว่าไหม”
ผมที่กำลังนึกถึงอุปกรณ์ที่คล้ายปืน แต่ความจริงกับเป็เพียงเครื่องสแกนไว้ตรวจสอบ สิ่งต่าง ๆ ว่ามีภัยหรือปลอดภัยเท่านั้น ฝูงสัตว์ที่พวกเราพบนั้นมันคล้ายกับหมูป่ามาก แต่ก็ยังมีความแตกต่างในหลาย ๆ ส่วน ทันทีที่พวกเราสแกนระบบก็บอกกับพวกเราว่า พวกมันกินได้เป็แหล่งโปรตีนอย่างดีและนับว่าเป็สัตว์ใหญ่ ในอนาคตพวกมันอาจจะถูกกวาดต้อนมาเป็ปศุสัตว์ของหมู่บ้าน
“ว่าแต่นายตกลงให้ผมอยู่ด้วยจริงเหรอ” อเล็กดูมีความสุขเกินหน้าเกินตาจนหน้าหมั่นไส้
“อืม แต่คงให้อยู่ด้วยกันจนกว่าพวกเราจะมีแฟนนั่นละ”
“เพื่อนครับ นายอย่ารีบมีแฟนละ รอให้ผมสะสมคะแนนแลกบ้านของตัวเองก่อนแล้วกัน” อเล็กบ่นขำ ๆ กับการที่ผมพูดเงือนไขในการเข้าพัก
“ฮ่า ๆ นายก็นะ ทำอย่างกับว่าผมเนื้อหอมไปได้ นายอย่าลืมสิ ผมอ่อนกว่านายตั้ง 2 ปี แถมยังเด็กสุดในหมู่บ้านอีก สาว ๆ เขาไม่ชอบคนอายุน้อยแบบผมหรอกครับ ไหนจะเื่ความสามารถผมเองก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร หากผมไม่โชคดีในการสำรวจ จนพบเครื่องมือประหลาดนั่น ผมคงอีกนานกว่าจะได้คะแนนมาแลกบ้านของตัวเองได้” ผมพูดถึงความโชคดีของผม 2 วันก่อนที่ออกสำรวจ
“ว่าแต่หัวหน้ารู้ยังว่า เครื่องนั้นมันคืออะไร” อเล็กถาม
“เห็นว่ากำลังให้นักวิจัยตรวจสอบอยู่ คงอีกไม่นานก็รู้ว่าคืออะไร ถึงจะไม่รู้ว่าพวกเรามาอยู่ดาวดวงนี้ได้ยังก็เถอะ แต่ดูเหมือนว่าของที่ส่งไปตรวจสอบนั้นจะบอกให้พวกเรารู้ได้ว่าพวกเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
หลังผมพูดคุยกับอเล็กได้ไม่นาน เสียงเคาะเกราะไม้ก็ถูกตีดังเป็จังหวะ บอกให้รู้ว่า มีประชุมสำคัญที่ลานกลางหมู่บ้าน ใช้เวลาเพียงไม่นาน ทุกคนก็มารวมตัวพร้อมกัน
“ที่ผมเรียกประชุมด่วนในครั้งนี้ เพราะว่าพวกเราค้นพบหลักฐานบางอย่าง”
หัวหน้าของหมู่บ้าน หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่ออัลเบิร์ก เขาเป็ชายวัย 35 ปี ที่าุโสุดในกลุ่ม แถมยังมีความรู้ความสามารถในด้านการจัดการและวางแผน ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาก พวกเราทั้ง 500 คนยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาต่าง ๆ ในชุมชนนั้นเกิดขึ้นได้จากการที่อัลเบิร์กจัดการวางแผนจัดตั้งกลุ่มบริหารขึ้นมา โดยรวบรวมคนที่มีความรู้ในด้านจำเพาะต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็สภาชุมชนขึ้น จากประโยคของอัลเบิร์ก ทำให้ผู้คนทั้งหมดสูดหายใจเข้าลึกอย่างไม่ทันรู้ตัว จนเกิดเสียงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ แน่ละว่าพวกเราทั้ง 500 คนต่างอยากรู้ความเป็มา ว่าเพราะเหตุใดพวกเราถึงมาอยู่ยังที่แห่งนี้ ซึ่งมันกันดารอย่างมาก ตลอดเดือนที่ผ่านมา พวกเราสามารถสำรวจพื้นที่แห่งนี้ได้เพียง 30% คงอีกหลายเดือนพวกเราจึงจะสามารถสำรวจพื้นที่ครบ เพราะบริเวณที่พวกเราอาศัยอยู่นั้น คือกลางที่ราบที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูง เป็แนวกำแพงทางธรรมชาติ เหล่านักภูมิศาตร์ต่างสรุปว่า พวกเราอาจอาศัยอยู่ในแอ่งกระทะปากป่องูเาไฟหรือหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่มาก
“จากที่หน่วยสำรวจที่ 3 เก็บของบางอย่างกลับมานั้น หน่วยวิจัยได้ทำการศึกษาจนเมื่อไม่นานนี้พวกเราก็พบว่ามันคือแคปซูนกาลเวลา ที่ถูกตั้งค่าให้เปิดตัวเองออกในอีก 100 ปี แต่เพราะนักวิจัยของพวกเรานั้นมีความสามารถเกินคาด ได้ทำการถอดรหัสอุปกรณ์ดังกล่าวสำเร็จ และทำให้เราทราบความเป็มาของพวกเรา ต่อจากนี้จะอยู่ที่พวกเราแล้วว่าจะเชื่อเื่เหล่านี้เหรือไม่...” อัลเบิร์กสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงที่ดังกังวาน
“พวกเราคือผู้ที่เลือกเดินทางมายังดาวดวงนี้เอง โดยมีมิตรชาวต่างดาวเป็ผู้สนับสนุน ที่พวกเราจดจำอดีตของพวกเราไม่ได้นั้น เพราะพวกเราเลือกที่จะลืมความทุกข์ในอดีต เราจะโหวตกันว่าเรา้าจะรับรู้ข้อมูลนี้หรือไม่ ผมจะให้สิทธิ์พวกคุณเลือก หากทุกคนไม่พร้อม ผมจะเก็บความลับเื่นี้ต่อไป และให้กลไกของแคปซูนทำตามจุดประสงค์เดิม”
ผู้คนมากมายเริ่มสงสัยและพูดคุยปรึกษากัน ผมเองก็ไม่เว้น
“อเล็กนายคิดว่าพวกเราควรรู้เื่นี้เลยไหมหรือควรปล่อยมันไปก่อน” ผมหันไปถามเพื่อนสนิท เพราะผมเองก็อยากรู้ถึงความเป็มาของตัวเอง
“นายคิดว่าทำไมแคปซูนถึงถูกตั้งค่า” อเล็กเลือกที่จะตั้งคำถามเื่นี้แทน
“คงเพราะยังไม่อยากให้พวกเรารู้หรือให้พร้อมเตรียมตัวมากกว่านี้ก็ได้มั้ง” ผมตอบไปอย่างไม่คิดอะไรมากนัก เพราะแท้จริง ๆ แล้วผมเลือกที่จะโหวตรู้ความจริง
“นายก็น่าจะรู้นะว่าอีก 100 ปี พวกเราคงไม่อยู่แล้ว แน่นอนว่าเราคงแก่ตายไปแล้ว นั่นหมายความว่า คนที่จะรับรู้ความจริงคือลูกหลาน คนรุ่นหลังพวกเรา จริงไหม” ทันทีที่อเล็กพูดออกมา ผมก็ตระหนักได้ ว่าสิ่งที่อเล็กพูดมานั้นมีความเป็ไปได้สูง
“นายไม่อยากรู้เหรอ” ผมถามอเล็กกลับ
“ผมอยากรู้อยู่แล้วโทวมะ แต่เมื่อเรารู้ความจริงแล้วมันจะก่อประโยชน์กับพวกเราจริงหรือ ทำไมพวกเราถึงเลือกที่จะลืมความทรงจำ นายไม่สงสัยหรือไง” อเล็กยังคงตั้งคำถาม
ใช้เวลาไม่นานเหมือนทุกคนส่วนใหญ่เลืิอก้าที่จะรู้ความจริง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่โหวตไม่เลือก
เมื่อเสียงส่วนใหญ่โหวตมาแบบนี้ อัลเบิร์กจึงนำแคปซูนกาลเวลานั้นออกมาตั้งด้านหน้า ก่อนจะกดปุ่มบางอย่าง จากนั้นปรากฏภาพเอเลี่ยนต่างดาวที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ หากเพียงเขานั้นมีดวงตาที่เลืองแสงและมีสีผิวที่ขาวซีด ด้านหลังพวกเขานั้นมีแสงสว่างคล้ายปีกนกที่ราวกับเป็แหล่งกำเนิดแสง ภาพของสิ่งมีชีวิตนี้บอกให้พวกเรารู้ได้ว่า พวกเขานั้นคือสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าเป็เื่เล่าในตำนานความเชื่อหรือที่พวกเราเชื่อว่าคือเทวทูต์ แต่คำพูดของเทวทูตตนนี้กับแทนตัวว่าเป็สิ่งมีชีวิตต่างดาว ก่อนจะเริ่มพูดประโยคถัดไป
“หากพวกท่านได้รับรู้ข้อมูลนี้ แสดงว่าพวกท่านพร้อมแล้วที่จะรับรู้ความจริง ก่อนอื่นเราต้องบอกก่อนว่า พวกท่านในปัจจุบัน ได้อาศัยอยู่ในระบบสุริยะอัลเล ซึ่งอยู่ในดาราจักรเทร่าลิส โดยดาวดวงนี้พวกเราได้ตั้งชื่อเบื่องต้นไว้ว่า eDEN009876 พวกท่านทุกคนคือกลุ่มผู้เลือกอพยพกลุ่มที่ 328 เป็กลุ่มผสมหลากเชื่อชาติ...”
เทวทูตตนนี้เริ่มบรรยาความเป็มาต่าง ๆ ซึ่งสรุปได้ใจความสำคัญว่า เมื่อ่ประมาณ 300 ปีก่อน หรือใน่ ค.ศ. 2025 ่นั้นโลกของเรายากเกินที่จะเยียวยา ทั้งจากการปนเปื้อนกัมมันตรังสี การระบาดของไวรัสสายพันธุ์ที่ยากจะรักษา รวมถึงภัยธรรมชาติที่ทวงคืนความเป็ธรรม มนุษยชาติล้มตายไปมากว่า 30 % และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต ่ปลายปี ค.ศ. 2020 ได้ปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญหาที่มาจากอารยธรรมดาวอื่น การปรากฏตัวของพวกเขาทำให้พวกเรารู้ว่าโลกของเรานั้นเป็เพียง 1 ในดวงดาวอนุรักษ์ของเหล่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา การปรากฏตัวของชาว์นั้นมาเพื่อบอกถึงจุดประสงค์สำคัญ คือการอนุรักษ์สายพันธุ์มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ บนดาวดวงนี้ ในปีแรกชาว์ได้ทำการเก็บสายพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไปก่อน ซึ่งการตกลงในครั้งนั้นกับสหประชาชาติทำให้มนุษย์ได้รับการช่วยเหลือรับยาต้านไวรัสและยาต้านกัมมันตรังสีมา ในปีถัดมานักวิทยาศ่าตร์ได้พบว่าอีกไม่กี่ปีจะเกิดภัยธรรมชาติที่จะทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง ด้วยแต่เดิมชาว์้าเก็บอนุรักษ์สายพันธุ์มนนุษย์ ทางสหประชาชาติจึงลงมติให้คัดเลือกกลุ่มคนที่สมัครใจเดินทางจากผู้คนทั่วโลก โดยหลักการคัดเลือกนั้น คือผู้มีอายุ 20 - 35 ปี ยังไม่มีครอบครัว ไม่มีโรคติดต่อหรือโรคประจำตัว มีสภาพจิตใจปกติและสามารถรองรับแรงกดดันได้ดี มีความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้ในดาวที่ไร้ซึ่งอารยธรรม ในการอพยพครั้งนั้นมีผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 500,000 คน โดยแบ่งกลุ่มออกทั้งหมด 1,000 กลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มนั้นมี 500 คน กลุ่มลำดับ 250 แรกนั้นถูกจัดสรรให้จำเพราะเชื่อชาติ ส่วนอีก 750 กลุ่ม หลังนั้นถูกจัดคละเชื่อชาติกัน โดย eDEN009876 มีพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 60% พื้นดิน 40% ประกอบด้วยแผ่นทวีปใหญ่ 3 แห่ง โดยกลุ่มของพวกเราอยู่บนเกาะใหญ่ใกล้กับทวีปที่ชื่ออย่างไม่เป็ทางการว่า อัลฟ่า แน่นอนว่า อีก 2 ทวีปที่เหลือ คือ เบต้าและแกรมม่า หลังจากตื่นจากการจำศีล 300 ปี พวกเราทั้งห้าแสนคนก็เดินทางมาถึง eDEN009876 จากการลงความเห็นชอบกว่า 80% เห็นด้วยกับการลบความทรงจำ ที่ซึ่งอาจนำพาอารมณ์ความรู้สึกในอดีตมาส่งผลต่อการพัฒนาอารยธรรมมนุษย์บนดาวดวงนี้ ซึ่งหลายคนก็ยากที่จะทำใจได้ การลบความทรงจำเป็ตัวแปรสำคัญในครั้งนี้ หลังจากที่พวกเราได้ฟังเื่ทั้งหมด อารมณ์ความเสียใจก็เกิดขึ้นมาทันที ทั้งที่พวกเราไม่สามารถนึกเื่ราวต่าง ๆ ได้ นั่นหมายความว่า 300 ปีที่ผ่านมา พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติสนิท มิตรสหาย พวกเขาเ่าั้คงตายจากพวกเราไปหมดแล้ว และจากการบอกเล่าของชาว์ต่างดาวตนนี้ทำให้ทราบว่า อารยธรรมมนุษย์บนดาวโลกนั้นได้ล่มสลายไปแล้ว เหลือเพียงผู้รอดชีวิตเพียง 10 % ที่ยังคงอาศัยอยู่ในทวีปเอเซีย หลังจากพวกเราทั้ง 500 คนสงบจิตใจได้แล้ว อัลเบิร์กจึงพูดกับพวกเราว่า
“หลังจากพวกเราฟังเื่พวกนี้แล้ว มันขึ้นอยู่กับพวกเราแล้วว่าจะเชื่อเื่นี้หรือไม่ แต่ซึ่งหนึ่งที่ผมสนใจคือ ภายในเกาะแห่งนี้ อาจจะมีอีก 3 กลุ่มที่ถูกปล่อยตัวไว้ พวกเราต้องตามหาพวกเขาให้พบเป็สิ่งสำคัญ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันให้ได้”
ปี A.A. 301
หลังจากวันนั้นเวลาก็ผ่านมาแล้ว 1 ปี พวกเราสำรวจพื้นที่ภายในที่ราบป่องูเาไฟแห่งนี้ครบทุกพื้นที่แล้ว นอกจากกลุ่มพวกเราแล้วก็ไม่พบกลุ่มอื่น ๆ ในบริเวณนี้ มีเพียงทางเดียวคือต้องข้ามสันเทือกเขาออกไปสำรวจ แต่ด้วยทรัพยากรณ์และบุคคลนั้นสำคัญต่อการพัฒนาอารยธรรมใหม่ การที่จะออกไปสำรวจโลกใหม่ นับว่ายังยากลำบากเกินไป เป็ที่แน่ชัดแล้วว่า ภายในที่ราบแห่งนี้นั้นอุดมสมบูรณ์เป็อย่างมาก ทั้งจากดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุจากป่องูเาไฟที่ดับสนิททำให้พันธุ์พืชที่นำมาจากโลกเก่าสามารถเพราะปลูกได้ดี มีฝูงสัตว์ที่เหมาะแก่การนำมาเป็ปศุสัตว์มากมาย พืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์และแหล่งน้ำที่สะอาด ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านก็ขยับขยายใหญ่โตเป็เมืองเล็ก ๆ ในที่สุด พวกเราเรียกมันว่า มิดโวลโน่ (MIDVOLNO ซึ่ง แปลงมาจาก Middle of volcano)
“พี่อัลเบิร์ก”
“ว่าไงโทวมะ”
“เื่การสำรวจแนวรอบเทือกเขา ผมกับอเล็กขออาสา ตอนนี้มีผู้สนใจอีก 3 คน ร่วมแล้วมี 5 คนครับ”
ผมบอกจุดประสงค์ของตัวเองทันที ตลอด 1 ปีในหน่วยสำรวจ มันทำให้ผมค้นพบตัวเองว่า ผมอยากออกผจญภัย การได้สำรวจในสิ่งที่ไม่รู้จักและค้นพบมันเป็คนแรก ๆ นั้นมันทำให้ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ถึงบ่อยครั้งการสำรวจอาจจะอันตรายจนเกือบถึงชีวิต แต่ผมก็ยังชอบมันอยู่ดี
“พี่รู้ว่านายชอบการสำรวจนะโทวมะ แต่่นี้นายควรสนใจกับการออกล่าก่อน พวกเรายังขาดอาหารที่เพียงพอ เมื่อปศุสัตว์พวกเราลงตัวแล้ว พี่สัญญาว่าจะบอกนายคนแรกเกี่ยวกับแผนการค้นหาผู้อพยพกลุ่มอื่น แล้วอีกอย่างนายยังเด็กเกินไป โลกภายนอกนั้นมันอันตรายมาก โทวมะและเพื่อน ๆ เป็กลุ่มคนสำคัญต่อการพัฒนาอารยธรรมใหม่นี้นะ ว่าแต่เื่ดูตัวกับเจซซิก้าละว่าไง”
“พี่อัลเบิร์ก ผมเคยบอกแล้วว่าผมไม่สนใจเจซซิก้า ถึงเธอจะอายุมากกว่าผม 3 เดือน ซึ่งผมไม่ได้รังเกียจเธอเลย เธอออกจะสวยด้วยซ้ำ แต่เธอไม่เหมาะกับผมหรอกครับ”
ผมบ่นเสียงแข็งตามเคย ผมเข้าใจเื่การเร่งพัฒนาอารยธรรม และการเพิ่มจำนวนประชากรในเวลานี้นับว่าสำคัญเป็อันดับแรก ด้วยจำนวนเพศหญิงที่มากกว่าชายถึง 2:3 ทำใช้ชายหนุ่มหลายคนตกแต่งมีภรรยามากว่า 1 คน มีเพียงวัยรุ่นแบบพวกผมที่เลือกใช้ชีวิตโสดต่ออีกระยะหนึ่ง ถึงการมีครอบครัวจะได้คะแนนชุมชนเพิ่มขึ้นและสถานะชุมชนเพิ่มเติมกว่าปกติ แต่ถึงแบบนั้นผมก็เลืิอกที่จะรอคนที่ใช่
“โทวมะหรือนายชอบเพศเดียวกัน ยิ่ง่นี้พี่ได้ยินสาว ๆ แอบจิ้นนายกับอเล็กบ่อย ๆ หรือนายเป็แบบนั้นจริง ๆ”
“บ้าแล้วพี่ ผมผู้ชายแท้ชายทั้งแท่ง ผมกับมันเป็เพื่อนรักที่สนิทกันเท่านั้น ถึงอเล็กมันจะทะลึ่งทำให้คนอื่นเข้าใจผิด แต่รับรองว่าผมจะไม่ทำให้อารยธรรมเมืองมิดโวลโน่ ต้องสูญเสียสายพันธุ์หนุ่มหล่อแบบผมแน่นอนครับ”
“หลงตัวเองขนาดนี้พี่เชื่อนายแล้ว ส่วนเื่ออกสำรวจคงต้องรอรายงานจากทางภาคเกษตรก่อนว่าการปศุสัตว์ดำเนินไปกี่เปอร์เซน”
“รับทราบครับ งั้นพรุ่งนี้ผมขอออกไปล่าพร้อมกับสำรวจแถวเทือกเขาทางตะวันออกนะพี่”
“ตามใจพวกนาย แต่อย่าข้ามไปอีกฝากของสันเขานะ่นี้”
“คร๊าบบบ คร๊าบ งั้นผมขอตัวไปรับภารกิจทำคะแนน่ออกเดินทางก่อนนะพี่ แล้วเจอกันครับ”
หลังจากพวกผมหน่วยที่ 3 ได้รับอนุมัติออกล่าและสำรวจแนวป่าไปถึงแนวเทือกเขาทางตะวันออก พวกเราก็ใช้เวลาร่วม 3 วันจึงเดินทางมาถึงตีนเทือกเขา หากให้ประเมินด้วยสายตา แนวเทือกเขานี้คงสูงประมาณ 4 กิโลเมตร แต่นับว่าแนวสันเขาทางตะวันออกนี้นั้นต่ำกว่าทางทิศอื่นอย่างมาก ่ตอนหนึ่งของสันเขา มันสูงเพียง 2 กิโลเมตรโดยประมาณ และเป็ไปได้ที่พวกหน่วยสำรวจจะใช้สันเขานี้ในการออกสำรวจโลกภายนอกในอนาคต หน่วยสำรวจที่ 3 ในวันนี้ประกอบด้วยเพื่อนร่วมทีม 8 คนจากทีมเก่าและอีก 2 คนมาใหม่ เนื่องจากหญิงสาวอีกสองคนก่อนหน้าได้เลือกสร้างครอบครัวและขยายเผ่าพันธุ์ประชากรแทน จึงได้รับมอบหมายให้ทำงานในด้านอื่นเพื่อพัฒนาเมือง ส่วนอีก 2 คนที่เพิ่มเข้ามานั้น มาจากการยุบทีมของหน่วยสำรวจอื่น ผมกับอเล็กนั้นถูกเลื่อนระดับได้เป็หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วย จากคะแนนผลงานที่ผ่านมา รวมถึงจากความไว้วางใจของเพื่อน ๆ ในหน่วยที่สนับสนุน ทั้งที่ผมอายุน้อยที่สุดในหมู่บ้านมิดโวลโน่ก็ตาม
“พรุ่งนี้เราจะเดินทางขึ้นเขากัน และตั้งแคมป์บนนั้น” ผมบอกกล่าวกับเพื่อนในหน่วย
“ไหนว่านายจะไม่ข้ามเขาไง” อเล็กบ่นขึ้นมาทันที
“บอกแล้วไงว่าขึ้นเขาไปตั้งแคมป์บนนั้น ไม่ข้ามหรอก หากไม่เจอสิ่งที่น่าสนใจ” ผมอดไม่ได้ที่จะกวนประสาทเพื่อนสนิทคนนี้
พวกเราใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดินขึ้นยอดเขาในส่วนที่เตี้ยที่สุด จนสามารถขึ้นมาบนยอดเขาได้ทันเวลาก่อนมืดค่ำ บนนี้มีลานหินและดินกว่างพอให้ตั้งแคมป์และสร้างหอสังเกตการณ์ของเมืองมิดโวลโน่ได้ในอนาคต พวกเรามองเห็นได้ระยะไกลจนสามารถมองเห็นเมืองมิดโวลโน่ได้ในที่ราบอย่างชัดเจน และสามารถมองเห็นผืนป่าใหญ่จากอีกฝากของสันเขาที่ถอดแนวยาวกว้างใหญ่ มันใหญ่กว่าผืนป่าในที่ราบแอ่งป่องูเาไฟหลายเท่า ทันทีที่ผมเห็นอีกด้านจึงช่วยให้ตอกย้ำคำพูดนักธรณีและภูมิศาตร์ ว่าพวกเรานั้นอาศัยอยู่ในที่ราบของป่องูเาไฟ เพราะอีกด้านของสันเขานั้นมีแนวหน้าผาและพื้นที่ที่ราดเอียงขนาดกว้างใหญ่ไปตามแนวเขา สามารถประเมินด้วยสายตาได้ว่ามีระยะทางถึง 6 กิโลเมตร ซึ่งบอกได้เป็อย่างดีว่า มิดโวลโน่นั้นตั้งอยู่ในปากป่องูเาไฟขนาดใหญ่อย่างแท้จริง และอาจบอกได้ว่า มิดโวลโน่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงก็ได้ ยิ่งมองไกล้ออกไปจากผืนป่าก็สามารถมองเห็นแผ่นผืนน้ำสีครามของมหาสมุทรได้อย่างชัดเจน พวกเราทั้ง 10 คน ต่างเพลิดเพลินดื่มด่ำกับทิวทัศน์ของธรรมชาติ ไม่นานดาวฤกษ์ของระบบสุริยะอัลเลหรือพวกเราตั้งชื่อให้มันใหม่ว่านิวซัน กำลังลับขอบสันปากป่องูเาไฟที่อีกด้านหนึ่ง จนเริ่มเกิดความมืด ่ที่ผมกับเพื่อน ๆ กำลังเพลิดเพลินทิวทัศน์อยู่ ในสายตาของพวกเราก็เห็นเขากับสิ่งที่ไม่ควรจะมี มันคือแสงไฟจากการตั้งแคมป์ ที่อยู่ไกลออกไปจากตีนูเาไฟแห่งนี้…
โปรดติดตามตอนต่อไป...