เมื่อกลับถึงบ้าน ทิงเสวี่ยรีบเล่าให้พ่อฟังถึงอาการมือเปื่อยและแตกอย่างหนักของหวังอวิ๋น รวมถึงเรื่องที่ป้าใหญ่ไม่ไยดีหลานสาวเลยสักนิด
หลินกั๋วผิงรับรู้ถึงความลำเอียงของหลินชุ่ยหงมาตลอด แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอย่างไรเสีย นั่นก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวของพี่สาว ในฐานะน้องชาย เขาทำได้เพียงช่วยประคับประคองให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ แต่เรื่องละเอียดอ่อนภายในครอบครัวนั้น ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายจะดีที่สุด
“พ่อคะ หนูว่าจะซื้อยาทามือเปื่อยไปส่งให้หวังอวิ๋นหน่อย เธอน่าสงสารมากค่ะ” ทิงเสวี่ยรู้สึกสงสารหวังอวิ๋นจากใจจริง แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ญาติสนิทก็ตาม
เมื่อเห็นลูกสาวมีน้ำใจต่อญาติพี่น้องเช่นนี้ คนเป็นพ่อมีหรือจะคัดค้าน “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ลูกก็ไปซื้อยาจากคลินิกไปส่งให้หวังอวิ๋นเถอะนะ ถ้ากลัวเดินเหนื่อย ก็ให้ฉางจื้อขี่จักรยานไปส่งก็ได้”
จากหมู่บ้านต้าเหอไปยังบ้านหลินชุ่ยหงที่หมู่บ้านเกาไถ หากเดินเท้าก็ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง หลินกั๋วผิงไม่อยากให้ลูกสาวต้องเดินไกล
ทิงเสวี่ยตอบ “หนูตกลงกับฉางจื้อแล้วค่ะ เขาจะไปเป็นเพื่อนหนู หนูพาเขาไปหาเงิน ตอนนี้เขาก็เลยเชื่อฟังหนูทุกอย่างเลยนะคะ เชื่อฟังยิ่งกว่าอะไร ”
หลินกั๋วผิง “…”
......
พริบตาเดียวก็ถึงวันรุ่งขึ้น
ทิงเสวี่ยชวนหลินฉางจื้อไปซื้อยารักษามือเปื่อยที่คลินิก พร้อมกับซื้อขนมติดไม้ติดมือไปอีกเล็กน้อย แล้วจึงพากันมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเกาไถ
เมื่อทั้งสองไปถึง ก็พบหวังอวิ๋นกำลังง่วนอยู่กับการซักผ้ากองใหญ่ในลานบ้าน มีทั้งเสื้อผ้าของผู้ใหญ่และเด็ก เสื้อผ้าฤดูหนาวทั้งหนาทั้งหนัก ซักมือลำบากมาก แม้แต่ผู้ใหญ่ยังเหนื่อย นับประสาอะไรกับหวังอวิ๋น เด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงหกขวบ แถมมือยังเปื่อยพองและแตกอีกด้วย
ขณะที่หวังอวิ๋นกำลังซักผ้าอย่างทุลักทุเล หวังฮุ่ยผู้เป็นพี่สาวกลับนั่งผิงแดดอุ่นสบายอยู่ข้างๆ บนตักวางหนังสือเรียนเทอมหน้าเอาไว้ แต่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าแค่แกล้งทำเป็นอ่านตบตาผู้ใหญ่เท่านั้น
“อวิ๋นอวิ๋น ไม่ต้องซักแล้ว มาดูเร็วว่าพี่เอาอะไรดีๆ มาให้” หวังอวิ๋นได้ยินเสียงคุ้นเคยก็รีบเงยหน้ามองไปยังประตูบ้าน เห็นเป็นพี่ทิงเสวี่ยกับพี่หลินฉางจื้อจริงๆ ด้วย
เสื้อสีส้มเหลืองตัวนั้นที่พี่ทิงเสวี่ยใส่ช่างสวยเหลือเกิน มองดูราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ
“ทิงเสวี่ย เธอมาอีกแล้วเหรอ?” หวังฮุ่ยเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจที่เห็นทิงเสวี่ยมาหาหวังอวิ๋น
หลินฉางจื้อรีบชิงตอบ “ฉันกับทิงเสวี่ยมาส่งยาทามือให้อวิ๋นอวิ๋น”
หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากทิงเสวี่ยว่าหวังฮุ่ยปฏิบัติต่อน้องสาวอย่างไร และสถานะของหวังอวิ๋นในบ้านเป็นแบบไหน หลินฉางจื้อก็ยิ่งสงสารญาติผู้น้องคนนี้จับใจ และพลอยไม่ชอบหวังฮุ่ยผู้ซึ่งไม่เคยทำตัวสมกับเป็นพี่สาวเลย
ในความทรงจำของเขา พี่สาวทุกคนล้วนรักและดูแลน้องๆ เป็นอย่างดี จะมีใครมารังแกน้องตัวเองกัน? หวังฮุ่ยช่างเป็นพี่สาวที่แปลกประหลาดเสียจริง
หลินชุ่ยหงได้ยินเสียงก็เดินออกมาจากห้องโถง พอเห็นว่าเป็นทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อ เธอก็รีบเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น “เสียวเสวี่ย ฉางจื้อ พวกเธอยังมาขายของในหมู่บ้านเราอยู่เหรอ หรือว่า?”
ทิงเสวี่ยตอบ “หนูตั้งใจมาส่งยาให้อวิ๋นอวิ๋นค่ะ ฉางจื้อขี่จักรยานพาหนูมา ป้าใหญ่คะ ตอนนี้มือของอวิ๋นอวิ๋นเป็นแผลหนักมาก ต้องทายา และห้ามให้เธอแตะน้ำเย็นหรือทำงานพวกนี้อีก ไม่อย่างนั้นมืออาจจะเน่าได้นะคะ”
ทิงเสวี่ยไม่ได้พูดเกินจริง เธอได้เล่าอาการของหวังอวิ๋นให้หมอฟังโดยละเอียด และหมอก็เป็นผู้ให้คำแนะนำเหล่านี้มา ทิงเสวี่ยจึงนำคำแนะนำของหมอมาบอกกล่าวแก่หลินชุ่ยหงอย่างครบถ้วน
แต่หลินชุ่ยหงกลับทำท่าทีไม่ใส่ใจ “จะร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ สมัยเด็กๆ ใครบ้างจะไม่เคยมือเท้าเปื่อย พวกเราก็ยังโตมาได้เลยนี่นา แต่ในเมื่อเสียวเสวี่ยอุตส่าห์เอายามาให้แล้ว ถ้าไม่ทาก็เสียดายแย่ อวิ๋นอวิ๋น ไม่ต้องซักผ้าแล้ว ไปล้างมือให้สะอาด แล้วมาทายาที่พี่เขาเอามาให้ซะ”
ทิงเสวี่ยจูงหวังอวิ๋นไปที่ข้างเตาไฟ แล้วหยิบยาออกมา บรรจงทายาลงบนแผลให้เธออย่างเบามือ
ขณะทายา เธอก็กำชับไปด้วย “หลังจากล้างมือแล้วก็ทายาเลยนะ แล้วก่อนนอนตอนกลางคืน ให้เอาน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย แล้วแช่มือลงไป จากนั้นเช็ดให้แห้งแล้วค่อยทายาอีกที”
หวังอวิ๋นพยักหน้ารับน้อยๆ พูดเสียงเบา “หนูจำได้หมดแล้วค่ะ ขอบคุณพี่มากนะคะ พี่ใจดีกับหนูจริงๆ เลยค่ะ!”
หวังอวิ๋นรู้สึกขอบคุณพี่ทิงเสวี่ยจากใจจริง เธอใจดีกว่าพี่หวังฮุ่ยของเธอมากนัก พี่ทิงเสวี่ยคอยห่วงใยและเอ็นดูเธอ แต่พี่หวังฮุ่ยกลับเอาแต่รังแกและใช้งานเธอ เป็นคนเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมตนเองถึงกลายเป็นคนรับใช้ของหวังฮุ่ยไปได้? ในสายตาพ่อแม่ พี่กับน้องชายคือแก้วตาดวงใจ มีเพียงเธอที่อยู่ตรงกลาง...ที่เป็นส่วนเกิน
หลินชุ่ยหงชวนทั้งสองอยู่ทานข้าวกลางวันที่บ้าน แต่ทิงเสวี่ยก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ เพราะรู้ดีว่าบ้านหลินชุ่ยหงยังคงลำบาก ข้าวปลาอาหารก็ต้องอาศัยญาติพี่น้องช่วยเหลือ
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านต้าเหอ ทิงเสวี่ยก็ชวนหลินฉางจื้อ “ไปกินข้าวบ้านฉันเถอะ มีซาลาเปาไส้ผักกาดขาวหมูวุ้นเส้นที่นายชอบที่สุดด้วยนะ แล้วก็มีโจ๊กข้าวฟ่างมันเทศที่เหลือจากเมื่อเช้าด้วย”
หลินฉางจื้อยิ้มกว้าง “งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ ไม่ได้กินซาลาเปาฝีมือปู่รองมาหลายวันแล้ว คิดแล้วก็น้ำลายไหล”
ทิงเสวี่ยจูงมือหลินฉางจื้อกลับบ้านไปทานข้าวกลางวัน พอดีกับที่หลินหงเหมยผ่านมาเห็นเข้า พอกลับถึงบ้าน หลินหงเหมยก็รีบไปฟ้องจางเสี่ยวเสีย
“แม่คะ แม่ดูสิ ทำไมเสียวเสวี่ยถึงชอบเอาใจคนนอกจัง หลินฉางจื้อไปกินข้าวบ้านเธออีกแล้ว พอพวกเราไป เธอกลับทำท่าเหมือนจะเอาไม้กวาดไล่ แต่กับหลินฉางจื้อ เธอกลับยิ้มแย้มต้อนรับอย่างดี”
จางเสี่ยวเสียถอนใจ “ถ้าแกทำตัวให้น่ารักเหมือนหลินฉางจื้อจนเสียวเสวี่ยชอบได้ก็ดีสิ ต่อไปเวลาเจอเสียวเสวี่ยกับอารองของแก ก็พูดจาหวานๆ กับเขาหน่อยสิ”
การเอาใจอารองนั้นหลินหงเหมยพอทำได้ แต่จะให้ไปเอาใจหลินทิงเสวี่ยนั้น เธอไม่เต็มใจอย่างยิ่ง ทำไมเธอซึ่งเป็นพี่ต้องไปเอาใจน้องด้วย? เพียงเพราะเธอสอบได้ที่หนึ่งงั้นเหรอ? เพียงเพราะเธอหน้าตาสวย ปากหวานงั้นเหรอ?
......
บ่ายวันนั้น จางเสี่ยวเสียแบกข้าวโพดไปที่โรงบด พอดีกับที่เจอภรรยาของหลินหงเจี้ยนซึ่งมาบดของเช่นกัน
ยุคนั้นยังไม่ค่อยมีเครื่องจักร ชาวบ้านหากต้องการเปลี่ยนข้าวโพดเป็นแป้งข้าวโพด หรือมันเทศแห้งเป็นแป้งมันเทศ ก็ต้องอาศัยโม่หิน ทุกหมู่บ้านจะมีโม่หินอยู่หลายเครื่อง กระจายกันไปตามจุดต่างๆ ผู้คนมักจะไปใช้โม่หินที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด
แม้ภรรยาของหลินหงเจี้ยนกับจางเสี่ยวเสียจะไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่เมื่อเจอหน้ากัน ภรรยาของหลินหงเจี้ยนก็จะทักทายก่อนเสมอ โดยเรียกจางเสี่ยวเสียว่า “ป้าใหญ่”
“บังเอิญจังเลยนะคะ ป้าใหญ่ก็มาบดโม่เหมือนกัน” เธอกล่าวทักทายตามปกติ ขณะที่มือก็ไม่ได้หยุด ยังคงตักของใส่โม่
จางเสี่ยวเสียเห็นว่าภรรยาของหลินหงเจี้ยนคงต้องบดอีกสักพัก เธอจึงนั่งลงบนก้อนหินข้างๆ เพื่อรอ ตามปกติแล้ว คนที่มารอโม่มักจะช่วยคนที่กำลังบดอยู่ เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จางเสี่ยวเสียกลับนั่งรอเฉยๆ หวงแรงของตัวเอง ปากก็บ่นไปด้วย
“นี่แน่ะ หลานสะใภ้ ฉางจื้อลูกชายพวกเธอไปทำเสน่ห์อะไรใส่เสียวเสวี่ยบ้านอารองหรือเปล่า ทำไมเด็กสองคนถึงได้ตัวติดกันขนาดนั้น ฉางจื้อไปกินข้าวฟรีที่บ้านอารองเธอบ่อยๆ เลยนะ คนไม่รู้คงนึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน พวกเราสิกลายเป็นคนนอกไปเลย”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ทั้งเหน็บแนมและอิจฉาของจางเสี่ยวเสีย ภรรยาของหลินหงเจี้ยนมีหรือจะยอม “แหม ป้าสะใภ้ใหญ่ก็พูดไป พวกเราจะไปทำเสน่ห์อะไรได้ล่ะคะ? ป้าสะใภ้ใหญ่เห็นแต่ว่าฉางจื้อไปกินไปเล่นบ้านปู่รองของเขา ทำไมไม่เห็นบ้างว่าฉางจื้อเขาดูแลทิงเสวี่ยดีแค่ไหน? ขอแค่ทิงเสวี่ยอยากได้อะไร ถ้าฉางจื้อทำให้ได้ก็ไม่เคยปฏิเสธเลยนะคะ แล้วทุกครั้งที่ทิงเสวี่ยไปบ้านเรา พวกเราก็เอาของอร่อยของดีๆ มาให้เธอไม่ใช่เหรอคะ? ที่ทิงเสวี่ยอยากเล่นกับฉางจื้อก็เพราะพวกเราดีกับเธอยังไงล่ะคะ! ทิงเสวี่ยเป็นหลานสาวแท้ๆ ของป้าสะใภ้ใหญ่ งั้นขอถามหน่อยเถอะค่ะว่าหลายปีมานี้ เธอได้กินข้าวบ้านป้าสะใภ้ใหญ่สักกี่มื้อ? หงเหมยลูกสาวป้าสะใภ้ใหญ่เคยดูแลน้องสาวคนนี้บ้างไหม? ไม่เพียงไม่ดูแล ยังได้ยินว่าชอบหาเรื่องทะเลาะกับน้องอยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเสียวเสวี่ยเก่งกาจ ป่านนี้คงโดนรังแกจนแย่ไปแล้วล่ะค่ะ!”
ภรรยาของหลินหงเจี้ยนไม่เคยยอมใครอยู่แล้ว ทุกครั้งที่ปะทะคารมกับเธอ จางเสี่ยวเสียก็ไม่เคยได้เปรียบสักครั้ง
......
เมื่อทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อขายสินค้าจนหมด ก็ใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้ว ทั้งสองจึงหยุดขายของชั่วคราว แล้วต่างคนต่างไปเล่น
วันที่ยี่สิบสาม เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งเป็นวันเสี่ยวเหนียน หรือก็คือวันไหว้เจ้าเตา หลินกั๋วผิงยังคงไปขายซาลาเปาที่ตลาดนัดตามปกติ ช่วงใกล้ปีใหม่ ตลาดนัดจะคึกคักเป็นพิเศษ คนเยอะ ซาลาเปาก็ขายดีขึ้น เขาจึงต้องทำเพิ่มขึ้น ทำให้ทิงเสวี่ยต้องตื่นเช้ายิ่งกว่าเดิมเพื่อมาช่วยพ่อ
เมื่อพ่อไปตลาดนัดแล้ว ทิงเสวี่ยทานข้าวเช้าเสร็จก็ทำความสะอาดบ้าน จากนั้นก็เตรียมตัวอาบน้ำให้เตี๋ยนเตี่ยน ไม่ได้อาบน้ำมาสัปดาห์กว่าแล้ว ขนของมันเริ่มดูไม่สดใสเหมือนเคย
อากาศหนาว การอาบน้ำให้เตี๋ยนเตี่ยนจึงต้องใช้น้ำอุ่น ขณะที่ทิงเสวี่ยกำลังผสมน้ำ ฉินหยวนเฟิงก็มาถึง พร้อมกับหวังหย่าจิ้งในชุดสีชมพูกุหลาบสดใส
“ทิงเสวี่ย ฉันเอาของขวัญมาให้เธอกับเจ้าหลานชายด้วยนะ” หวังหย่าจิ้งยิ้มพลางยื่นถุงในมือให้
ทิงเสวี่ยรับถุงพลาสติกมาด้วยความคาดหวังเล็กน้อยแล้วเปิดดู ในถุงแบ่งของขวัญไว้สองชุด ชุดเล็กเป็นของหลินฉางจื้อ คือปากกาหมึกซึมปาร์คเกอร์หนึ่งด้าม ส่วนของทิงเสวี่ยนั้นมีหลายอย่าง ทั้งกิ๊บติดผมสีชมพู ยางรัดผมสีเหลืองอ่อน และครีมทาผิวสำหรับเด็กขวดเล็กๆ นอกจากของใช้แล้ว ยังมีของกินอีกด้วย ทั้งถังหูลู่ ผลไม้แห้งเชื่อม และขนมแป้งม้วนคลุกถั่วบด
ของกินแต่ละอย่างดูน่าทาน บรรจุอยู่ในถุงที่สวยงาม บนถุงมีชื่อร้านเขียนไว้ว่า…เต้าเซียงชุน
ทิงเสวี่ยรู้จักเต้าเซียงชุนดี มันคือร้านขนมเก่าแก่ชื่อดังของปักกิ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมานานแล้ว ผลไม้แห้งเชื่อม ถังหูลู่ และขนมแป้งม้วนคลุกถั่วบด ล้วนเป็นของกินเล่นขึ้นชื่อที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีของปักกิ่ง
หวังหย่าจิ้งกล่าว “รู้ว่าเธอทั้งชอบกินทั้งรักสวยรักงาม ก็เลยเตรียมของพวกนี้มาให้ ขนมพวกนี้คุณน้าเล็กของฉันเอามาจากปักกิ่งเลยนะ มีจำกัด เลยให้เธอแค่นี้ลองชิมดูก่อน”
“หย่าจิ้ง เธอใจดีกับฉันที่สุดเลย! ผลไม้แห้งเชื่อม ขนมแป้งม้วนคลุกถั่วบด ถังหูลู่ ของโปรดฉันทั้งนั้นเลย!” ทิงเสวี่ยดีใจจนโผเข้ากอดหวังหย่าจิ้งแน่น ขนมเต้าเซียงชุนต้นตำรับแบบนี้ เธอไม่ได้ลิ้มลองมานานมากแล้วจริงๆ
หวังหย่าจิ้งใช้นิ้วจิ้มจมูกทิงเสวี่ยเบาๆ “เธอนี่มันแมวตะกละจริงๆ เลยนะ พอเห็นของอร่อยก็ดีใจจนลืมตัวไปเลย”
ทิงเสวี่ยหัวเราะแหะๆ “แน่นอนสิ เรื่องกินเรื่องใหญ่ที่สุดในโลก”
หวังหย่าจิ้ง “…”
“เมื่อก่อนเธอเคยกินของพวกนี้ไหม?” ฉินหยวนเฟิงถามขึ้น
ทิงเสวี่ยตอบ “เคยกินสิ ตอนคุณย่ายังอยู่ ท่านเคยพาฉันไปเยี่ยมญาติในเมือง เลยได้กิน ผ่านไปหลายปีแล้ว ฉันยังคิดถึงรสชาติขนมแป้งม้วนคลุกถั่วบดกับผลไม้แห้งเชื่อมไม่หายเลย ส่วนถังหูลู่น่ะ ฉันทำเองเป็นนะ แต่ไม่อร่อยเท่าที่เขาขายหรอก”
จากนั้นทิงเสวี่ยก็พาเพื่อนทั้งสองไปบ้านหลินฉางจื้อ บังเอิญว่าวันนี้บ้านหลินฉางจื้อเพิ่งซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ เป็นโทรทัศน์สีขนาดสิบเจ็ดนิ้ว
“เจ้าหลานชาย นี่คือของขวัญที่ฉันให้นาย ปากกาปาร์คเกอร์ ใช้ดีมากเลยนะ” หวังหย่าจิ้งยิ้มพลางส่งของขวัญให้
หลินฉางจื้อรับมา “ขอบคุณนะจิ้งจิ้ง แต่เธอเรียกฉันว่าเจ้าหลานชายไม่ได้นะ พวกเธอต้องเรียกฉันว่าพี่”
หวังหย่าจิ้งเบ้ปากใส่ “เชอะ! ไม่เรียกหรอก จะเรียกเจ้าหลานชาย เจ้าหลานชายนี่แหละ”
หลินฉางจื้อ “…”
ฉินหยวนเฟิงแอบยัดนิยายกำลังภายในที่นำมาให้หลินฉางจื้อ กำชับนักหนาว่าอ่านจบแล้วรีบคืน อย่าให้เสียหายเด็ดขาด “วางใจได้เลย รับรองว่าจะคืนให้ครบถ้วนสมบูรณ์”
หลินฉางจื้อรู้ดีว่าถ้าพ่อแม่รู้ว่าเขาอ่านนิยายจะเกิดอะไรขึ้น เขาจึงรีบซ่อนหนังสือไว้อย่างดี ตั้งใจว่าจะรอตอนกลางคืนแล้วค่อยแอบเอาไฟฉายมาส่องอ่านใต้ผ้าห่ม
ภรรยาของหลินหงเจี้ยนชวนเด็กๆ ทั้งสี่อยู่ทานข้าวกลางวันที่บ้าน เธอทำซุปเกี๊ยมอี๋ ผัดถั่วงอกหมู และยำเส้นมันฝรั่งเปรี้ยวเผ็ด เธอรู้ว่าหวังหย่าจิ้งเป็นคนเมือง ย่อมพิถีพิถันกว่า จึงตั้งใจนำชุดถ้วยชามใหม่ออกมาใช้เป็นพิเศษ
เมื่อกินกันอิ่มแล้ว เด็กทั้งสี่ก็พากันออกไปเล่นข้างนอก หลินฉางจื้อขี่จักรยานโดยมีทิงเสวี่ยนั่งซ้อนท้าย ส่วนฉินหยวนเฟิงก็ขี่จักรยานของตนเองโดยมีหวังหย่าจิ้งซ้อนท้าย พวกเขาปั่นจักรยานไปตามถนนลาดยางอย่างอิสระ เมื่อผ่านเนินที่ทิงเสวี่ยเคยรถล้ม เธอก็รีบเตือนหลินฉางจื้อให้ชะลอความเร็ว เธอเข็ดจริงๆ แล้ว
เด็กทั้งสี่เล่นสนุกกันอยู่ข้างนอกตลอดบ่าย จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
วันนี้เป็นวันเสี่ยวเหนียน หรือวันไหว้เจ้าเตา ตามตำนานเชื่อว่าเจ้าพ่อเตาไฟจะขึ้นสวรรค์ไปรายงานความประพฤติของคนในบ้านต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ มีธรรมเนียมว่า “ยี่สิบสามกินตังเม” คือการใช้ขนมน้ำตาลเหนียวเซ่นไหว้ เพื่อให้ปากของเจ้าพ่อเตาไฟเหนียวติดกัน จะได้พูดแต่เรื่องดีๆ เรื่องหวานๆ
ผู้คนจะนำภาพเจ้าพ่อเตาไฟเก่าของปีที่แล้วออก แล้วเปลี่ยนภาพใหม่เข้าไปแทน ทางภาคเหนือ ไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็มักจะกินเกี๊ยว วันสำคัญอย่างวันเสี่ยวเหนียนจึงย่อมขาดเกี๊ยวไปไม่ได้
เมื่อผ่านวันเสี่ยวเหนียนไปแล้ว เทศกาลตรุษจีน หรือวันปีใหม่ใหญ่ ก็ยิ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ
หลินกั๋วผิงเคยสัญญากับทิงเสวี่ยไว้ว่า หากเธอสอบได้ที่หนึ่ง จะพาไปนั่งรถไฟจากตัวอำเภอไปเที่ยวในเมือง และเขาก็ไม่เคยลืมสัญญา
เช้าตรู่วันที่ยี่สิบสี่ เดือนสิบสอง สองพ่อลูกก็ตื่นแต่เช้า ทานอาหารเช้า แล้วแต่งตัวด้วยชุดที่ดีที่สุดสำหรับออกนอกบ้าน เตรียมตัวออกเดินทาง หลินกั๋วผิงขี่มอเตอร์ไซค์พาทิงเสวี่ยไปยังตัวอำเภอ เขาเอามอเตอร์ไซค์ไปฝากไว้ที่จุดรับฝากแล้วจึงพาลูกสาวเดินไปยังสถานีรถไฟ