วันที่หก
รุ่งอรุณวันที่หก ลมูเาเย็นสบายพัดแ่ผ่านม่านหน้าต่าง ไป๋หลันสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงประตูเรือนดังเอี๊ยด นางผุดลุกขึ้นตามเสียงไปด้วยความใ ก็พบไป๋จิ้งกำลังเกาะขอบประตูเดินออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง!
“ไป๋จิ้ง! เ้าจะไปไหนน่ะ?” ไป๋หลันร้องด้วยความใ นางรีบก้าวพรวดไปประคองน้องชายทันที
ไป๋จิ้งหันมายิ้มอ่อน “อรุณสวัสดิ์ พี่หลัน” เขาทักเสียงใส “ข้าตื่นเช้าขึ้นหน่อย อยากออกมาสูดอากาศยามเช้า ข้ารู้สึกมีแรงมากแล้วจริงๆ”
“เ้านี่นะ!” ไป๋หลันทั้งโกรธทั้งขำที่น้องทำอะไรเสี่ยงๆ โดยไม่บอก นางจับแขนน้องชายแน่น “ล้มขึ้นมาจะทำอย่างไร ฮึ? แม้เ้าจะดีขึ้นมาก แต่ก็ไม่ควรประมาทนะ”
“ไม่เป็ไรจริงๆ พี่ดูสิ” ไป๋จิ้งว่า พลางค่อยๆ ปล่อยแขนจากขอบประตูมายืนเอง เขาก้าวช้าๆ สองสามก้าวไปบนลานดินหน้าบ้าน แม้ยังเดินได้ไม่คล่องเหมือนปกติ แต่ก็ไม่ได้เซล้ม “เห็นไหม ข้าเดินเองได้แล้ว” เขาหันมายิ้มภูมิใจ
ไป๋หลันถอนใจยิ้มๆ “เ้าลองดีนักนะ” แต่นางก็อดยอมรับไม่ได้ว่าวันนี้น้องชายดูสดชื่นแข็งแรงขึ้นมากจริงๆ สีหน้าของเขามีน้ำมีนวลปราศจากร่องรอยคนป่วยแทบสิ้นเชิง “ดีแล้ว แต่ต้องค่อยเป็ค่อยไป เข้าใจไหม” นางกำชับด้วยความเป็ห่วง
ไป๋จิ้งพยักหน้ารับ “ข้าทราบ”
เมื่อไป๋หลันเห็นว่าน้องชายพอเดินเองได้ นางจึงผ่อนมือที่ประคอง แต่ก็ยังเดินอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง ทั้งคู่เดินเล่นไปตามทางเดินเล็กๆ หน้าเรือน ท่ามกลางไอหมอกบางยามเช้าและเสียงนกร้องก้องหุบเขา บรรยากาศสดชื่นแจ่มใส ทำให้สองพี่น้องอิ่มเอมใจ
หลังอาหารเช้า ไป๋จิ้งขออนุญาตนั่งสมาธิฝึกปรือพลังลมปราณตามที่เขาเคยร่ำเรียนมา เขาอยากตรวจดูภายในร่างกายว่าทุกอย่างกลับมาเป็ปกติดีแล้วหรือไม่ ไป๋หลันจึงช่วยจัดที่ปูเสื่อบนลานไม้ข้างเรือน รับแสงแดดยามสายพองาม
ไป๋จิ้งนั่งขัดสมาธิ หลับตาลงอย่างสำรวม เริ่มตั้งจิตทำสมาธิตามวิชาที่เขาฝึกฝน เขาสูดลมหายใจเข้าออกลึกยาวอย่างช้าๆ ขับเคลื่อนพลังปราณไปตามเส้นทางในร่างกายเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลง เวลาผ่านไปชั่วธูปไหม้ครึ่งดอก ไป๋จิ้งก็ลืมตาขึ้น ดวงตาเปล่งประกายยินดี
“เป็อย่างไรบ้าง?” ไป๋หลันถามที่นั่งเฝ้าอย่างสงบอยู่ไม่ห่าง
“พี่หลัน” ไป๋จิ้งยิ้มกว้าง ดวงหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ร่างกายข้าโล่งมาก ทุกเส้นลมปราณทั่วร่างลื่นไหล ไม่มีติดขัดเลย พลังปราณของข้าที่เคยฝึกมากลับมาเต็มที่แล้ว แถมยังดูแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ
ไป๋หลันระบายยิ้ม “ก็ดีแล้วนี่ นั่นยืนยันคำพูดของหมอหลี่ิจริงๆ” นางเองก็ดีใจเหลือแสนที่ยาวิเศษไม่ได้แค่ถอนพิษ แต่ยังช่วยฟื้นฟูกำลังภายในให้น้องชาย “เ้าอย่าเพิ่งฝึกหนักนักละกัน ไว้หายดีเต็มที่ก่อนค่อยว่ากัน” นางเตือนอย่างห่วงใย
ไป๋จิ้งพยักหน้า “ข้ารู้…ตอนนี้ข้าจะยังไม่หักโหม” เขากล่าว พลางยันกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง “แต่พี่รู้ไหม ข้ารู้สึกว่าร่างกายตอนนี้ดีกว่าก่อนถูกพิษเสียอีก ราวกับว่าพิษร้ายนั่นกลายเป็การชำระล้างตัวข้าใหม่หมด”
“อืม นั่นคงเพราะยาล้างไขกระดูกของหมอภูติแท้ๆ” ไป๋หลันยิ้มภูมิใจแทนหมอผู้ปรุงยา “เ้าถึงได้รอดชีวิต แถมยังมีสุขภาพดีขึ้น”
“เราต้องหาโอกาสขอบคุณท่านให้ได้” ไป๋จิ้งพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แน่นอน พี่เองก็อยากขอบคุณท่านจากใจ” ไป๋หลันเห็นด้วย
ยามบ่ายวันนั้น ไป๋จิ้งช่วยพี่สาวทำงานเล็กๆ น้อยๆ ภายในเรือนเท่าที่เรี่ยวแรงมี เช่นตักน้ำใส่อ่าง ล้างถ้วยชาม หลังไม่ได้ขยับกายมาหลายวัน การได้ทำอะไรบ้างทำให้เขารู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ได้เหงื่อเล็กน้อยก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น
ไป๋หลันแอบมองน้องชายเดินไปมาในครัวด้วยความรู้สึกปีติ อาหารมื้อนั้นนางทำซุปไก่ตุ๋นโสมให้ไป๋จิ้งทานบำรุง เขาจัดการซดน้ำซุปจนหมดชาม ทานเนื้อไก่และข้าวได้เกือบเท่าคนปกติแล้ว
“เห็นเ้ากินได้นอนหลับแบบนี้ พี่ก็เบาใจ” ไป๋หลันพูดขึ้นขณะเก็บถ้วยชามหลังอาหารเย็น “ลองคิดดูเจ็ดวันก่อน เ้ากินอะไรแทบไม่ได้เลย ต้องป้อนน้ำข้าวทีละหยดๆ”
“ใช่ ข้าแทบไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกัน” ไป๋จิ้งตอบ “ราวกับคนละคน ตอนนั้นข้าใกล้ตายเต็มที…แต่ตอนนี้กลับมานั่งหัวเราะกับพี่ได้”
“ปาฏิหาริย์ของแท้เลยล่ะ” ไป๋หลันกล่าวยิ้มๆ “ทั้งหมอภูติ ทั้งเ้าที่อดทนสู้จนถึงที่สุด…และพี่ที่คอยเชียร์เ้าอยู่ทุกคืนวัน”
“ข้าััได้จริงๆ นะพี่” ไป๋จิ้งพูดเสียงเบา “ถึงแม้ข้าจะไม่ได้สติ แต่จิตข้ารับรู้ว่าพี่คอยให้กำลังใจข้า คอยเรียกข้าไว้…ถ้าไม่ได้พี่ ข้าคงมืดมนและอาจปล่อยมือท้อแท้ไปแล้ว”
ไป๋หลันเดินเข้ามาหาน้องชาย ยกมือแตะไหล่เขา “เ้าก็สู้มากนะ จำไว้ ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญกับพี่เท่าน้องคนนี้อีกแล้ว” นางยิ้มบาง ก่อนเปรยขึ้น “ท่านแม่บน์คงดีใจ ที่เราไม่ทอดทิ้งกันและกัน”
“อืม…” ไป๋จิ้งเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มมืด “ท่านแม่คงเฝ้ามองเราอยู่”
“พี่จำได้ดี วันที่ท่านแม่จากไป เ้ายังเด็กมาก นางจูงมือพี่มากำชับว่าให้ดูแลเ้าแทนท่าน” ไป๋หลันกล่าวเสียงสั่น “พี่สัญญากับท่านแม่ว่าจะปกป้องเ้า…และพี่ก็ทำสำเร็จแล้ว ไป๋จิ้ง”
ไป๋จิ้งจับมือพี่สาวมากุมแน่น “พี่หลัน…ข้าสัญญาว่าจากนี้ไป ข้าจะแข็งแรง จะอยู่ดูแลพี่บ้าง” น้ำเสียงเขาหนักแน่น “พี่เหนื่อยเพื่อข้ามามากแล้ว ให้ข้าตอบแทนบ้างนะ”
ไป๋หลันยิ้มทั้งน้ำตา นางพยักหน้า “แค่เ้าปลอดภัย อยู่กับพี่…เท่านี้พี่ก็มีความสุขที่สุดแล้วล่ะ”
คืนนั้น สองพี่น้องออกมานั่งเคียงข้างกันที่ชานเรือนใต้แสงดาวระยิบระยับ หิ่งห้อยตัวน้อยส่องแสงวูบวาบอยู่ตามพุ่มไม้ ชวนให้นึกถึงวันคืนเรียบง่ายที่ผ่านไป แม้เจ็ดวันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและน้ำตา แต่ในความมืดมนเ่าั้ก็มีแสงสว่างแห่งความหวังส่องนำทาง จนในที่สุดพวกเขาก็ฝ่ามันมาได้
ไป๋หลันเอนศีรษะพิงไหล่น้องชายอย่างผ่อนคลาย ไป๋จิ้งยกแขนโอบพี่สาวไว้เบาๆ เขามองดาวบนฟ้าแล้วกล่าวเบาๆ “เจ็ดวันก่อนข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด…คืนนี้ข้าได้นั่งดูดาวกับพี่อยู่ตรงนี้…มันเหมือนฝันจริงๆ”
“ใช่…เหมือนปาฏิหาริย์” ไป๋หลันกระซิบตอบ นางหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข “พี่โชคดีเหลือเกินที่ยังมีเ้า”
สองพี่น้องนั่งนิ่งในอ้อมกอดของกันและกัน ทอดสายตามองท้องนภากว้างใหญ่ เสียงจิ้งหรีดเรไรขับกล่อมราตรีเช่นเคย ทว่าคืนนี้ในหัวใจของทั้งคู่สงบร่มเย็น มีแต่ความหวังและความสุขล้นอยู่เต็ม