บทที่ 4 รวมกลุ่มออกล่า
แม้จะนึกสงสัยเกี่ยวกับความเป็ไปได้นี้แต่สุดท้ายยูเมะก็ไม่ได้ถามอะไรออกมาและตัดสินใจตอบรับคำชวนของอัลเบิร์ต ก่อนจะตัดการสื่อสารไปในที่สุด
หลังจากวางสายยูเมะก็ยิ้มฝืนๆ ขณะที่มองดูรายการขายในระบบประมูลที่เพิ่งจะลงทะเบียนไป
“จังหวะไม่ดีเลยนะ ขายดาบไปหมดแล้วด้วยสิสงสัยต้องใช้ดาบสำรอง”
คิดแล้วยูเมะก็เปิดหน้าต่างคลังเก็บของขึ้นมาเพื่อหาดาบที่น่าจะใช้งานได้พลางคิดถึงความสามารถต่างๆ ของมอนเตอร์ในพื้นที่หุบเขาเมเปิ้ลทองคำ
ขณะที่หาดาบที่เหมาะมืออยู่นั้นข้อความแจ้งเตือนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันไม่ต้องรอให้ยูเมะกดรับหน้าต่างสื่อสารก็เปิดขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งเป็ไปตามคำสั่งที่ตั้งเอาไว้
เมื่อเห็นหน้าต่างสื่อสารเปิดขึ้นมาเองยูเมะก็นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะคนเพียงคนเดียวที่เมื่อติดต่อมาหาเขาแล้วหน้าต่างสื่อสารสามารถเปิดขึ้นมาได้เองนั้นมีเพียง ‘เมดูซ่า’ คู่หูสาวคนสำคัญของเขาเท่านั้น
หน้าต่างสื่อสารที่เปิดขึ้นมานั้นมาพร้อมกับข้อความชุดหนึ่งที่เด้งขึ้นมาติดๆกันหลายประโยค ทำให้ยูเมะอมยิ้ม ก่อนจะตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากพิมพ์ตอบกลับไปไม่กี่ประโยค นิ้วของยูเมะก็หยุดไปเมื่อเห็นประโยคคำถามสั้นๆในหน้าต่างสื่อสาร
‘เปิดจอได้ไหมคะชูร่า’
คำขอที่ไม่มีอะไรพิเศษนี้กลับทำให้ยูเมะนิ่งคิดไปหลายอึดใจก่อนจะตอบรับกลับไปด้วยการส่งคำขอไปยังเมดูซ่า อึดใจหลังจากนั้นหน้าต่างสื่อสารก็เปลี่ยนเป็จอภาพ
ภาพของ‘คนเถื่อน’ สาวที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็ก็ปรากฏขึ้นในหน้าจอพร้อมกับใบหน้าที่แม้จะสวยแต่ก็แฝงไว้ด้วยความดิบเถื่อนที่ทำให้ความงดงามด้อยลงไปหลายส่วน
ใบหน้าและรูปร่างของตัวละครเมดูซ่านี้ไม่ว่าใครได้เห็นก็คงคิดเหมือนกันว่า ‘ไม่สวย’ เธอเป็ตัวละครเพศหญิงที่ได้รับการกล่าวขานว่าดิบเถื่อนและขาดความงดงามที่สุดคนหนึ่ง
แต่สำหรับยูเมะเมดูซ่ามีความงามในแบบของเธอ อย่างน้อยในสายตาของเขา เธอก็ไม่ได้ ‘น่าเกลียด’ อย่างที่หลายๆคนว่ากัน นอกจากนั้นเธอก็ยังเป็คู่หูคนสำคัญที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขา
เมื่อได้เห็นใบหน้าของเมดูซ่าอีกครั้งยูเมะก็เกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายและดูเหมือนเมดูซ่าเองก็มีความรู้สึกที่คล้ายๆกันทำให้ทั้งสองนิ่งเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะยิ้มให้กันแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ
“ขอโทษนะ..ทั้งที่ผมควรจะเป็ฝ่ายพูดแท้ๆ”
“ไม่หรอกค่ะ ชูร่าไม่ผิดหรอก..เมต่างหากที่เป็ฝ่ายผิดเป็เพราะเมไม่อยากอดทนอีกต่อไปแล้ว เมถึงได้ทำแบบนั้น”
การสนทนาที่ยากจะเข้าใจความหมายนี้ คนนอกคงไม่มีทางเข้าใจ แต่สำหรับยูเมะและเมดูซ่าหรือก็คือ‘เมโลดี้’ แฟนสาวที่เพิ่งจะตกลงคบหากันเมื่อวันก่อนทั้งสองคนนั้นเข้าใจดี
อันที่จริงเื่นี้เป็เื่ที่ค่อนข้างที่จะซับซ้อนเพราะพวกเขาสองคนรู้จักตัวจริงของกันและกันมานานแล้วแต่เพราะความกลัวทำให้พวกเขาแกล้งทำเป็เหมือนไม่เคยรู้เพราะ้ารักษาความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้เอาไว้
ด้วยเหตุนี้‘อาชูร่า’ จึงคบหากับ ‘เมดูซ่า’ ในเกมออนไลน์มานานหลายปีในฐานะคู่หูคนสำคัญส่วนในโลกแห่งความเป็จริงนั้น พวกเขาก็เป็เพียงเพื่อนร่วมห้องเท่านั้นและเป็มานานหลายปีนับจากมัธยมต้นจนถึงมัธยมปลาย ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน
จนกระทั่งเมื่อวันก่อนเมโลดี้ก็ได้ออกมาสารภาพรักกับยูเมะในคาบโฮมรูมสุดท้ายและยูเมะที่กำลังสับสนก็เผลอตอบรับไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงก้าวไปอีกขั้นทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่บอกไม่ถูกว่าเป็ความรู้สึกแบบไหน
มันเป็ส่วนผสมระหว่างความขัดเขินและความรู้สึกเป็ธรรมชาติราวกับการตกลงคบหากันนั้น เป็เื่ธรรมดาสำหรับพวกเขาจนเกิดเป็ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้เพราะพวกเขาสองคนไม่รู้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้างหลังจากกลายเป็แฟนกัน
เพราะความไม่รู้ทั้งสองจึงทำตัวไม่ถูกเล็กน้อยแต่ถึงจะเป็แบบนั้นพวกเขาก็ปฏิบัติตัวต่อกันได้อย่างเป็ธรรมชาติจนยากที่จะเชื่อว่าพวกเขาเพิ่งจะตกลงคบหากันเมื่อวันก่อน
หลังจากอึกอักไปเล็กน้อยยูเมะก็กลับมาคุยกับเมดูซ่าเหมือนปกติและชวนเธอไปล่าพร้อมกัน
ซึ่งแน่นอนว่าเมดูซ่าย่อมไม่พลาดอยู่แล้วเธอฉีกยิ้ม ‘เหี้ยม’ เหมือนทุกทีทำให้ภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนโยนเมื่อครู่นี้หายไปจนหมดสิ้นและกลับมาเป็ ‘สตรีเถื่อนเมดูซ่า’ อีกครั้ง
หลังจากตอบตกลงทั้งสองก็นัดแนะกันเล็กน้อยกำหนดเวลาและสถานที่จากนั้นก็ตัดการสื่อสารไปอย่างรวดเร็ว ยูเมะก็หันกลับมามองคลังเก็บของแล้วคว้าเอาดาบที่ธรรมดามากเล่มหนึ่งออกมา
“คุณสมบัติเสริมไม่ต้องไปสนใจมันแล้ว เอาเป็ว่าใช้ดาบที่พลังโจมตีสูงที่สุดก็แล้วกัน”
ยูเมะคว้าดาบออกมาเล่มหนึ่งแล้วสวมใส่ให้ตัวละคร จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็วตรงไปยังสถานที่นัดหมายกับอัลเบิร์ตและเมดูซ่า
เกมดินแดนเทพเ้าแห่งการต่อสู้นั้นเป็เกมแนวต่อสู้หัวใจสำคัญของเกมนั้นไม่ได้อยู่ที่ไอเท็ม แต่อยู่ที่ฝีมือของผู้เล่นไอเท็มจึงมีความสามารถที่ไม่สูงนักและมีผลต่อการต่อสู้ที่จำกัด
สิ่งที่สำคัญสำหรับการเลือกไอเท็มคือ‘คุณสมบัติเสริม’ ที่ช่วยสนับสนุนรูปแบบการต่อสู้ของผู้เล่นด้วยเหตุนี้แม้ยูเมะจะขายดาบสุดรักสุดหวงทั้ง 6 เล่มไป ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกลำบากใจแต่อย่างใด
ความแข็งแกร่งของเขาอาจจะลดลงบ้างเพราะไม่สามารถใช้‘สกิลต่อสู้’ ที่สร้างขึ้นมาได้ทั้งหมดแต่เขาก็มั่นใจว่าการล่าในครั้งนี้จะไม่มีปัญหา
ไม่กี่นาทีต่อมายูเมะก็มาถึงจุดนัดและได้เห็นไอแคนดายตัวละครของอัลเบิร์ตที่มีรูปร่างเป็บุรุษกล้ามโตในชุดโรนินเกราะเบาและดาบที่ยาวเกือบสองเมตรบนหลัง
เมื่อมาถึงยูเมะก็โบกมือให้อัลเบิร์ตทันที แต่อีกฝ่ายกลับเมินเฉย ราวกับมองไม่เห็น ทำให้เขาเลิกคิ้วน้อยๆด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ
ถึงตอนนั้นอัลเบิร์ตถึงได้กันกลับมามองอีกครั้งก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแล้วอุทานออกมาเบาๆ
“ชูร่า!”
“ก็ใช่นะสิ! นี่จำกันไม่ได้แล้วหรือไงกัน”
อัลเบิร์ตมองยูเมะด้วยสีหน้าแตกตื่น โดยเฉพาะตอนมองไปที่เอวซึ่งมีดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่ซึ่งดูจะใมากเป็พิเศษ แต่พอเงยหน้ามองดูชื่อ ‘อาชูร่า’ที่เขียนด้วยอักษรสีทองและมีเปลวไฟสีดำลุกไหม้ซึ่งเป็สัญลักษณ์ที่จะมีได้ก็ต่อเมื่อเป็ผู้เล่นติดอันดับเท่านั้น
พอเห็นชื่อที่มีสัญลักษณ์อัลเบิร์ตก็ยอมเชื่อว่าเป็ยูเมะจริงๆ ทำให้ยิ่งใมากขึ้นไปอีกที่ดาบของเขาเหลือเพียงเล่มเดียวอีกทั้งยังเป็ดาบที่ธรรมดามากอีกด้วย
“เกิดอะไรขึ้นชูร่า! ดาบหายไปไหนหมด!”
“ดาบนะหรอ..ขายไปแล้วละ”
“ว่าไงนะ! นี่อย่าบอกนะว่า..จะเลิกเล่นเกมนี้แล้ว”
ยูเมะพยักหน้ารับโดยไม่แปลกใจกับท่าทีของอัลเบิร์ตที่ดูจะใมากทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาเพิ่งจะเล่นเกมดินแดนเทพเ้าแห่งการต่อสู้มาได้เพียงปีกว่าเท่านั้นตัวเกมก็เพิ่งจะเปิดได้ไม่นาน ความนิยมยังไม่ตก จึงไม่มีเหตุผลเลยที่จะเลิกเล่น
แต่ยูเมะกลับขายดาบที่เป็เหมือนอุปกรณ์ทำมาหากินของตัวเองทิ้งไปอย่างไม่ลังเลจึงไม่น่าแปลกเลยที่อัลเบิร์ตจะใ
“เฮ่เพื่อน! มีปัญหาอะไรหรือเปล่าถ้ามีก็บอกได้นะ”
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่..อยากหาเงินนะ”
ได้ยินแบบนั้นอัลเบิร์ตก็เงียบไป ก่อนจะพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไรเพราะเข้าใจดีทั้งนี้ก็เพราะทั้งสองรู้จักกันมานาน ต่างฝ่ายต่างรู้สถานะทางครอบครัวของอีกฝ่ายดีอัลเบิร์ตจึงไม่แปลกใจที่ยูเมะจะเลิกเล่นเกมนี้ไปเพราะเื่นี้
ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะเกมดินแดนเทพเ้าแห่งการต่อสู้นั้นเป็เกมแนวต่อสู้หัวใจหลักของเกมนี้คือการต่อสู้ซึ่งวัดกันด้วยฝีมือ ทำให้ยากที่จะทำเงินจากเกมนี้ได้ยกเว้นว่าจะดังมากๆ จนมีแฟนคลับจำนวนมากคอยสนับสนุน
ยูเมะเองก็นับว่าดังพอตัวแต่ถ้าเทียบกับผู้เล่นอันดับโลกแล้ว ชื่อเสียงของเขายังนับว่าขาดอยู่มาก
ที่เป็แบบนั้นก็เพราะตัวตนของยูเมะเป็เพราะเขาไม่ได้ทำสัญญากับบริษัทบันเทิง ไม่ได้รับงานโฆษณาและไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆต่างกับผู้เล่นระดับโลกที่ได้รับการอัดฉีดเงินค่าโฆษณา ได้รับงานโฆษณาต่างๆ มากมายทำให้มีชื่อเสียงในวงกว้าง
ผิดกับยูเมะที่มีดีเพียงฝีมือเพียงอย่างเดียวจึงยากที่จะโด่งดังเท่ากับผู้เล่นระดับโลกแม้ว่าเขาจะเคยได้ตำแหน่ง ‘แชมป์เปี้ยน’ ของการแข่งขันต่อสู้ในระดับโลกมาแล้วก็ตาม
ทั้งสองนิ่งเงียบไปชั่วขณะอัลเบิร์ตที่คล้ายกับคิดอะไรอยู่ก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วจะย้ายไปเกมไหนละ แนวเก็บ ‘เลเวล’ งั้นหรือ ไม่ใช่ว่าแกเกลียดเกมแนวนั้นหรือไง”
“แค่ไม่ชอบเท่านั้น ไม่ได้เกลียดมันหรอกแค่ไม่ชอบที่มันต้องใช้เวลาเล่นนานและน่าเบื่อเท่านั้นเอง”
ได้ยินแบบนั้นอัลเบิร์ตก็ไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจเพราะในสายตาของมันไม่ชอบกับเกลียดก็คล้ายๆ กัน
“แล้วจะเอาไงละ ย้ายไปเกมไหน มีเกมไหนที่สนใจอยู่ไหม”
“ถามแบบนี้..จะมาด้วยกันงั้นหรือไง”
ยูเมะถามแบบยิ้มๆ ทั้งที่ในใจก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว อัลเบิร์ตก็ฉีกยิ้มเป็แกมขู่ด้วยท่าทางหงุดหงิดเล็กๆ
“มันก็แน่อยู่แล้ว! เพื่อนกันต้องไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว!อีกอย่าง..เกมแนวนั้นถ้าไม่มีพวกเล่นด้วยมันลำบากมากเลยนี่”
ยูเมะไม่ปฏิเสธ เกมแนวเก็บเลเวลที่อัลเบิร์ตพูดนั้น เป็การเรียกรวมๆ เกมที่มีระบบ‘เลเวล’ ซึ่งต้องอาศัยความพยายามและระยะเวลาในการสั่งสมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
มันต่างจากเกมแนวต่อสู้ที่เน้นฝีมือเป็หลักซึ่งถ้ามีฝีมือมากพอก็จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็วไม่เหมือนเกมแนวเก็บเลเวลที่ไม่ว่าจะมีฝีมือมากขนาดไหน เมื่อเจอกับความต่างของค่าสถานะก็ไม่มีทางสู้ได้
แต่ก็เพราะเหตุนี้เช่นกันที่ทำให้เกมแนวเก็บเลเวลนั้นหาเงินได้ง่ายกว่าเนื่องจากเกมแนวนี้ค่าสถานะ ระดับเลเวล รวมไปถึงไอเท็มนั้นมีผลต่อความแข็งแกร่งมากทำให้มีการซื้อขายไอเท็มมากกว่าเกมแนวต่อสู้
“เื่นั้นเอาไว้ก่อนเถอะตอนนี้ยังไม่มีเกมไหนที่คิดว่าจะเล่นจริงๆ บางที..อาจจะไม่ได้หาเงินจากเกมก็ได้”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้สีหน้าของอัลเบิร์ตก็เปลี่ยนไปความใยังมากยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่ายูเมะขายดาบสุดรักสุดหวงทิ้งไปเสียอีก
“เอาจริงดิ!”
“ยังไม่แน่ใจ แต่บางที..”
หลังจากพูดจบบรรยากาศก็กลายเป็หนักอึ้งขึ้นมาทั้งสองราวกับััได้ถึงรสชาติของความเป็จริงของโลก รสชาติที่ผู้ใหญ่ต้องพบเจอขณะที่ตนเองนั้นเพิ่งจะจบมัธยมปลายมาหมาดๆ จนรู้สึกว่ายังเร็วไปที่จะต้องัักับรสชาติของผู้ใหญ่
อัลเบิร์ตครุ่นคิดด้วยท่าทีจริงจังมันคิดที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมาหลายครั้งแต่สุดท้ายก็เงียบไปเพราะตระหนักว่าสิ่งที่ตนคิดจะพูดนั้น ไม่ใช่เื่ที่ควรจะพูดกับเพื่อน
สุดท้ายทั้งสองก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆ รวมไปถึงทางเลือกบางอย่างนอกเหนือจากการหาเงินด้วยวิธีของผู้ใหญ่อย่างการทำงาน
ในขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นใกล้ๆตามมาด้วยการปรากฏตัวของหญิงสาวร่างสูงที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม
ทันทีที่สังเกตเห็นอัลเบิร์ตก็อุทานออกมาเบาๆ แล้วหันไปหายูเมะ
“เฮ้! ทำไมไม่บอกว่าชวนเมดูซ่ามาด้วยละ”
“โทษที! ลืมนะ”
อัลเบิร์ตไหวไหล่แบบไม่คิดมาก จากนั้นก็ปั้นหน้ายิ้มแล้วหันไปทักทายเมดูซ่าที่เดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ดุดันราวกับนักรบเถื่อนท่าทางเช่นนี้อัลเบิร์ตคุ้นเคยดีแล้วจึงไม่แปลกใจ ทั้งยังทักทายออกไปด้วยท่าทีที่สนิทสนม
“ว่าไงแม่หญิง! วันนี้ก็ฝากด้วยนะ”
“แน่นอน!!”
เมดูซ่ายิ้มเหี้ยมแล้วสะบัดแส้ในมือแรงๆ จนเกิดเสียงดังปัง ทำเอาสายตาของผู้เล่นรอบๆต้องหันมามองครั้งหนึ่ง พอเห็นว่าเสียงมาจากไหนทุกคนก็เบนสายตาจากไปโดยไม่สนใจ
แม้ว่าเมดูซ่าจะมีชื่อเสียงไม่น้อยแต่ความนิยมของเธอไม่ได้มากเลย ทั้งนี้ก็เพราะรูปลักษณ์และความดิบเถื่อนของเธอนั้นเป็อะไรที่แปลกประหลาดในสายตาของผู้เล่นส่วนใหญ่
“เอาละในเมื่อมากันครบแล้วก็ออกเดินทางกันเถอะ”
“อืม อ๊ะ! เดี๋ยวก่อนๆ มีสายเข้า!!”
อัลเบิร์ตพยักหน้ารับไปครั้งหนึ่งก่อนจะอุทานออกมาแล้วเงียบไปชั่วขณะเพราะมีการติดต่อเกิดขึ้น มันจึงเปลี่ยนช่องสื่อสารไปคุยกับคนที่ปลายสายด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะแปลกใจไม่น้อย
ยูเมะเห็นแบบนั้นก็พอจะเดาได้ว่าใครติดต่อมาโดยดูจากท่าทีของอัลเบิร์ตที่ดูลำบากใจแต่ก็ไม่อยากปฏิเสธคนที่ทำให้อัลเบิร์ตมีท่าทีแบบนี้ได้มีแค่คนเดียวเท่านั้น
หลังจากเงียบไปหลายอึดใจอัลเบิร์ตก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหันมามองยูเมะกับเมดูซ่า
“โทษที รออีกหน่อยนะ ยัยนั่นจะมาด้วย”
“ไม่มีปัญหา ถ้ามี ‘จอมขมังเวทย์เถื่อน’ ไปด้วยการล่าครั้งนี้คงสบายขึ้นมาก”
เมดูซ่าก็พยักหน้ารับเป็เชิงเห็นด้วย จากนั้นทั้งสามก็รออยู่อีกครู่ใหญ่หญิงสาวร่างเล็กในชุดคลุมของจอมขมังเวทย์ก็ปรากฏตัวขึ้น
“ขอโทษที่ให้รอนะ!! ขอโทษนะชูร่าขอโทษนะคุณเมดูซ่า”
ยูเมะยิ้มรับโดยไม่พูดอะไร เมดูซ่าก็พยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมซึ่งหญิงสาวก็คุ้นเคยดีเธอจึงไม่แปลกใจ
หลังจากมากันครบทั้งสี่ก็ออกเดินทางด้วยรถม้าเช่าระหว่างทางที่นั่งไปพวกเขาก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีจุดหมายเป็การคุยกันเพื่อฆ่าเวลาอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่คุยก็เลยวนไปวนมาสลับไปสลับมา ะโไปมาบ่อยๆ จนสุดท้ายก็วนมาถึงเื่ของยูเมะที่จะเลิกเล่น
“เอาจริงหรอชูร่า!”
“อืม แต่อาจจะไม่ได้เลิกเล่นเร็วๆ นี้ก็ได้พวกเรายังเล่นด้วยกันได้อีกนานเลย ดังนั้นไม่ต้องใไป”
ได้ยินแบบนั้นจอมขมังเวทย์เถื่อนหรือ ‘นิกกี้’เพื่อนสนิทของอัลเบิร์ตก็พยักหน้ารับซึ่งเธอก็ไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านั้นเพราะเธอไม่ได้สนิทกับยูเมะเหมือนกับอัลเบิร์ต
ส่วนเมดูซ่านั้นหลังจากได้ยินว่ายูเมะจะเลิก เธอก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรเป็พิเศษมีเพียงสายตาที่มองมาและรอยยิ้มที่บอกให้รู้ว่าเธอเข้าใจเหตุผลของเขา
เพียงเท่านั้นยูเมะก็พอใจและยิ้มรับกลับไปด้วยความขอบคุณ
โดยไม่ได้ตั้งใจบรรยากาศระหว่างทั้งสองก็เปลี่ยนไปจนนิกกี้ััได้ ทำให้หญิงสาวมีสีหน้าใก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็เหมือนเดิม
แต่มีหรือที่เธอจะหลบซ่อนสายตาของยูเมะที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามกับเธอได้ทว่ายูเมะก็ตัดสินใจว่าจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้นเพราะเขาไม่อยากให้เมโลดี้ต้องลำบากใจ
เมโลดี้นั้นไม่เหมือนกับพวกเขาทั้งสามคนที่มีภาพลักษณ์คล้ายกับตัวจริงตัวละครและภาพลักษณ์ของเธอนั้นต่างกับตัวจริงของเธอมากเกินไปจนไม่มีใครสามารถจับมาเชื่อมโยงด้วยได้
หากไม่ใช่ว่ายูเมะสนิทกับเธอมากพอจนมองเห็นนิสัยที่คล้ายกันและทั้งสองเคยทดสอบกันและกันจนมั่นใจว่าตัวจริงของพวกเขาคือใครพวกเขาสองคนก็คงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
่เวลานั้นบรรยากาศภายในรถม้าก็เลยแปลกไปแต่อัลเบิร์ตเหมือนกับมองไม่เห็นและชวนคุยต่อ ทำให้นิกกี้หลุดพ้นจากบรรยากาศแปลกๆมาได้ จนกระทั่งรถม้าเคลื่อนตัวมาถึงพื้นที่ที่เป็เป้าหมาย
“ถึงที่หมายแล้วขอรับท่านนักรบ!!”
เสียงเรียกของคนขับรถซึ่งเป็ NPC ดังขึ้นไม่นานรถม้าก็หยุดลงอย่างช้าๆ ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก ทั้งสี่ก็ะโลงไปอย่างรวดเร็วแล้วมองเข้าไปในหุบเขาที่เต็มไปด้วยใบเมเปิ้ลสีทอง
“ในที่สุดก็มาถึง นานเหมือนกันนะเนี่ย คราวหน้าเปลี่ยนเมืองเกิดน่าจะดี”
“นั่นสินะ ถ้าจะล่าจนสร้างอุปกรณ์ชุดใหม่ทั้งเซ็ตได้ก็คงต้องทำแบบนั้นแหละ”
“ว่าแต่ พูดก็พูดเถอะนะอัล นายคิดบ้าอะไรถึงได้มาคิดเปลี่ยนสายเอาตอนนี้ฮะสกิลธนูก็ไม่มีสักสกิล อยู่ๆ จะมาเล่นสายธนูแบบนี้”
“ก็คนมันอยากเล่นอะ!”
คำตอบที่ได้รับทำเอานิกกี้หน้ามุ่ยแต่สุดท้ายเธอก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วหันมาส่งสายตาแทนคำขอโทษให้กับเมดูซ่าที่สนิทสนมด้วยน้อยที่สุดซึ่งเมดูซ่าก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เธอโบกมือปฏิเสธอย่างง่ายๆ
“ช่างเถอะ! ตอนนี้สนใจการล่าดีกว่าดูเหมือนเ้าบ้านจะออกมาต้อนรับพวกเราแล้ว”
ทันทีที่ยูเมะพูดจบ เสียงแปลกปลอมก็ดังแว่วมาให้ได้ยินทุกคนก็มีปฏิกิริยาตอบสนองในทันที รถม้าก็เริ่มวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกำลังหลบหนีจากหายนะที่กำลังจะมาถึง
ยูเมะจ้องมองเข้าไปในหุบเขาด้วยสายตาที่สงบนิ่งจากนั้นชักดาบออกมาอย่างช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่สง่างามและน่าเกรงขาม
แม้ว่าดาบจะเหลือเพียงเล่มเดียวแต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉายา ‘เทพอสูรอาชูร่า’ต้องมัวหมองแต่อย่างใด
‘เอาละมาดูกันสิว่าทักษะการต่อสู้ของเราขึ้นสนิมหรือไม่’