ตอนที่ 12 ตัวละครประกอบที่แยกแยะไม่ออก
คนที่ขวางทางพวกเขาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็หลี่เสี่ยวหรง ลูกสาวของกรรมการฝ่ายบัญชี หลี่เสี่ยวหรงในตอนนี้กำลังจ้องมองหานชีเยวี่ยด้วยแววตาดูแคลน
“หานชีเยวี่ย ทำไมเธอทำแบบนี้ได้ลงคอ?”
หานชีเยวี่ยถึงกับนิ่งไปชั่วขณะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ดูเหมือนว่า เธอไม่ได้ยุ่งกับหลี่เสี่ยวหรงเลยนี่นา?
“หลี่เสี่ยวหรงอย่าเห่ามั่วซั่วเหมือนหมาบ้าไปทั่วสิ เจอหน้าใครก็กัด!” หานชีเยวี่ย ไม่้าเสียเวลาพูดไร้สาระกับหลี่เสี่ยวหรง เธอจึงต่อว่าออกไปจากนั้นก็จะเดินจากไป ทว่าหลี่เสี่ยวหรงไม่ยอมจบง่ายๆรีบเดินเข้ามาขวางหน้าหานชีเยวี่ยในทันที
“หานชีเยวี่ย ถ้าเธอไม่เต็มใจแต่งงานกับพี่จวง เธอก็พูดไปตรงๆ ก็ได้ทำไมต้องทำให้เขาขายขี้หน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าล่ะ? แม่ของพี่จวงเป็ผู้หญิงที่อ่อนโยนและจิตใจดีขนาดนั้นแต่เธอก็ยังกลั่นแกล้งเขาอีก! ทำไมเธอถึงใจร้ายแบบนี้?”
ตอนที่หลี่เสี่ยวหรงพูดคำนี้ออกมาสีหน้าเธอดูตำหนิอยู่หลายส่วน หานชีเยวี่ยแทบจะสำลักความโกรธตายหลี่เสี่ยวหรงนี่มันตัวประกอบสมองกลวงชัดๆ! ยังกล้ามาพูดว่าเธอใจร้ายเธอทำอะไรลงไป ถึงได้ใจร้าย?
“หลี่เสี่ยวหรงตอนที่เธอพูดจาหวานล้อมหน้าแบบนี้ ช่วยหันไปดูหน่อยว่าตู้ฉาเดินไปไกลแล้วคงไม่ได้ยินคำประจบประแจงของเธอหรอก!”
ในความทรงจำของหลี่เสี่ยวหรงหานชีเยวี่ยไม่เคยพูดจาเสียดแทงเช่นนี้มาก่อน จู่ๆ นิสัยก็เปลี่ยนไปเธอเองก็ยังปรับตัวไม่ทัน
“เธอกำลังด่าฉันเป็หมางั้นเหรอ?” หลี่เสี่ยวหรงโกรธจนเสียงสั่น
“หมาเลียมันก็ยังเป็หมานี่”หานชีเยวี่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“หานชีเยวี่ย เธอมันรังแกคนเกินไปแล้วคิดว่าตัวเองมีพี่ชายเยอะแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง?”
หานชีเยวี่ยตอบกลับ “ใช่ฉันมีพี่ชายเยอะ ไม่พอใจหรือไง? กลับไปบอกพ่อแม่เธอให้รีบปั๊มลูกเพิ่มอีกสิ!”
ถึงเธอมีพี่ชายเยอะก็จริงแต่นับั้แ่เด็กจนโต เธอก็ไม่เคยรังแกใครเพราะตัวเองมีพี่ชายเยอะซะหน่อย!หลี่เสี่ยวหรงโกรธจนตัวสั่น!
“หลี่เสี่ยวหรงเธอไม่ต้องมาจ้องเล่นงานฉันหรอก ถ้าเธอชอบจวงเหวินหลินนัก ก็ไปเสนอตัวกับเขาเองสิยังไงซะตระกูลจวงก็แค่้าคนรับใช้ที่ยอมทำงานหนักเป็วัวเป็ม้าคอยรับใช้เขาอยู่ในบ้านเท่านั้นเอง!”
หมาเลียคนขี้ประจบ
หลังจากหานชีเยวี่ย พูดประโยคนี้ลอยๆแล้วเธอก็เดินจากไป
เดิมทีย่าเฒ่าหานอยากจะต่อว่าหลี่เสี่ยวหรงสักสองสามคำแต่ถูกหานชีเยวี่ยห้ามเอาไว้
“ย่าจ๊ะ พวกเราอย่าไปคุยกับคนแบบนี้เลยคุยกับคนไม่มีสมอง เดี๋ยวไอคิวของเราจะตกไปด้วย”
ย่าหานไม่เข้าใจความหมายของคำว่า‘ไอคิว’ ที่หลานสาวพูด แต่ก็เชื่อฟังคำพูดของหลานสาวเป็อย่างมากหลี่เสี่ยวหรงถูกหานชีเยวี่ยยั่วโมโหจนทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนเฝ้ามองหานชีเยวี่ยเดินจากไป เป็รู้กันดีว่าบ้านหานนั้นมีชื่อเื่ถือหางลูกหลานและไม่สนเหตุผลเด็กหนุ่มบ้านหานนั้นจะถูกใครรังแกยังไงไม่สำคัญแต่หากหานชีเยวี่ย ถูกเอาเปรียบแม้แต่นิดเดียวสมาชิกทั้งตระกูลหานคงยกกันไปชำระแค้นถึงหน้าบ้านเลยทีเดียว
เธอไม่กล้าหาเื่หานชีเยวี่ยมากนักหากบ้านหานยกกันมาถึงหน้าบ้านล่ะก็ ต่อให้พ่อของเธอเป็หัวหน้าฝ่ายบัญชีก็คงปกป้องเธอเอาไว้ไม่ได้ พอคิดถึงเื่นี้ความรู้สึกของหลี่เสี่ยวหรงก็ยิ่งแย่ลงไปอีก ทำไมถึงต้องเป็แบบนี้
ทั้งที่ก็เป็ผู้หญิงเหมือนกันทำไมหานชีเยวี่ยถึงได้ความรักมากมายขนาดนั้น?
ส่วนเธอกลับต้องถูกคนในครอบครัวละเลย? แม้แต่การที่พวกเขายอมส่งเสียให้เธอเรียนต่อมัธยมปลายเพราะคิดถึงเื่การแต่งงานในอนาคต เพื่อให้เธอมีโอกาสเจอคู่ครองที่มีฐานะสูงขึ้น พ่อกับแม่ของเธอมักพูดอยู่เสมอว่า พอเรียนจบมัธยมปลายแล้วก็ลองหาคู่ครองในเมืองสักคนดู จึงจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องที่บ้านได้
เธออิจฉา!
ตอนที่หานชีเยวี่ยกำลังประคองย่าหานกลับบ้านอย่างผู้มีชัยย่าเถาเพื่อนซี้ของย่าหานกำลังยืนรออยู่ที่ทางแยก
“ทำไมเธอไม่รอกันบ้างล่ะยัยนั้นยังสาวและแข็งแรง เกิดตีกันขึ้นมาจริงๆ แล้วเธอสู้ไม่ได้จะทำไง?” ย่าเถาไถ่ถามอย่างเป็ห่วง
ต้องยอมรับว่ามิตรภาพของพวกเธอนั้นไม่ใช่มิตรภาพจอมปลอม แน่นอนว่า ยุคสมัยนี้ไร้เดียงสาใสซื่อและบริสุทธิ์ พวกจอมปลอมนั้นมีน้อย ย่าหานยืดอกพูดอย่างภูมิอกภูมิใจ
“เธอยังไม่รู้จักฉันอีกหรือไง? เื่ทะเลาะตบตีกัน ฉันเคยแพ้ด้วยหรอ?”
“นั่นก็จริง! แต่เธอก็อายุมากแล้วนะ!”
ข้างๆ ยังมีคุณย่าอีกคนถามขึ้นมา“ฉันเพิ่งได้ยินเื่นี้มาจากเหลียงเซี่ยวยัยผู้หญิงคนนั้นมีคนป่วยเป็อัมพาตอยู่ที่บ้านถึงสองคนแน่ะ!”
“ใช่แล้ว พวกเธอลองคิดดูสิแบบนี้มันไม่ใช่คนใจดำเกินไปแล้วหรอ? มีคนป่วยเป็อัมพาตอยู่ที่บ้านถึงสองคนยังคิดจะมาหาเด็กสาวจากหมู่บ้านเราไปรับใช้ที่บ้านอีก...”
ย่าหานราวกับเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่คิดแบบเดียวกันเธอจึงเริ่มพร่ำบ่นเื่ไม่ดีของตระกูลจวงให้บรรดาเพื่อนๆ ฟัง
ในกลุ่มของพวกเขาก็มีคนป่วยเป็อัมพาตนอนติดเตียง ลุกไปไหนไม่ได้คนในครอบครัวต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดจนล้วนรู้สึกว่าเหนื่อยมาก
ตระกูลจวงมีคนป่วยเป็อัมพาตอยู่ถึงสองคนใครแต่งเข้าไปก็ซวยทั้งนั้น!
โชคดีที่ชีเยวี่ยไหวตัวทันเื่แต่งงานเลยยังไม่กำหนด
หานชีเยวี่ย ได้ยินคุณย่าทั้งหลายผลัดกันพูดคุย เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
ฟังกลุ่มพวกคุณย่าพูดนู้นที พูดนี่ทีชีเยวี่ยก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะแล้วการพูดบอกต่อกันของคนพวกนี้คงไม่ต้องกลัวว่าชาวบ้านจะไม่รู้เหตุผลแท้จริงที่ตระกูลจวง้าแต่งงานกับเธอ
เหตุผลข้อนี้ของตู้ฉาฟังดูไม่เลวเลยทีเดียวอย่างน้อยก็ทำให้ชาวบ้านส่วนมากตรงนั้นเชื่อหมดเหตุผลนั้นได้ สมควรได้รับคำชมนะ!
อีกด้านหนึ่งหลังจากที่ตู้ฉาเดินออกมาได้ไม่ไกลนัก ในขณะที่เธอกำลังเดินผ่านเนินเขา จู่ๆก็มีคนโยนก้อนดินลงมาใส่เธออย่างไม่ทราบสาเหตุ
เธอพย่าามหลบซ้ายทีขวาทีทว่าก้อนดินพวกนั้นราวกับมีดวงตา ก้อนแล้วก้อนเล่าที่พุ่งเข้าปะทะร่างเธอ
แม้ก้อนดินไม่ใช่ก้อนหินถึงจะโดนตัวก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บมากนัก แต่บนหัว บนใบหน้า บนเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยดิน ดูสกปรกมอมแมมไม่น่ามอง
“ไอ้ลูกเต่าน่าไม่อายตัวไหนมันเอาแต่ปาก้อนดินใส่ฉันเนี่ยถ้าฉันจับได้นะ ฉันจะตีให้ตายเลยไอ่พวกหลานตะพาบ1..”
ระหว่างที่ตู้ฉาหลบซ้ายหลบขวานั้นปากก็สบถพ่นคำด่าไม่หยุดปาก
ทว่ายิ่งเธอด่าสถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นก้อนดินที่ปามาทางเธอก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ตู้ฉาได้แต่สบถด่าแล้ววิ่งหนีไปพอวิ่งมาไกลแล้ว ก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ ดังแว่วมา
ตู้ฉารู้สึกว่าตัวเองกับพวกธงแดง2ช่างไม่ถูกโฉลกกันจริงๆ มาทีไรก็ต้องเจอเื่ซวยๆ ทุกที
ชาติหน้าก็ไม่ขอมาเหยียบหที่นี่อีกแล้ว
“แล้วนี่ตกลงหานชีเยวี่ยมันไปรู้เื่ของฉันกับหลินเหล่าซานได้ยังไง...”
ตอนนี้เอง ตู้ฉาถึงได้นึกขึ้นมาได้เธอเองก็ขอโทษหานชีเยวี่ยไปแล้ว แต่เื่ที่อยากรู้ก็ยังไม่ได้คำตอบเธออดบ่นพึมพำกับตัวเองไม่ได้
หรือว่าจะย้อนกลับไปถามอีกรอบ? แต่หากเธอกล้ากลับไปจริงๆ เธอต้องซวยแน่ๆ
ด้านหานชีเยวี่ย พอรู้ว่าเด็กๆในหมู่บ้านช่วยเธอแก้แค้น ก็เป็เวลาบ่ายแก่แล้วเธอเดาว่าเื่นี้เป็ฝีมือของโก่วตั้น เ้าตัวเล็กนี่ ถึงแม้ว่าอายุยังน้อยแต่กลับฉลาดเป็กรด รอบตัวเขามักจะมีพรรคพวกอยู่ด้วยเสมอถือว่าเขานั้นเป็จ่าฝูงเลยก็ว่าได้ หานชีเยวี่ยไปที่ลานนวดข้าวก็เจอโก่วตั้นเขากับพวกเพื่อนๆ กำลังเล่นซ่อนแอบอยู่
“พี่ชีเยวี่ยมาแล้วเหรอพี่อยากเล่นกับพวกเราไหมฮะ? เกมซ่อนแอบสนุกมากเลยฮะ!”
เด็กชายตัวน้อยเห็นหานชีเยวี่ยก็รีบหยิบเศษไม้รูปสามเหลี่ยมในมือขึ้นมาชวนหานชีเยวี่ย ร่วมเล่นด้วย
“พี่เป็ผู้ใหญ่แล้วเล่นเกมกับพวกเธอไม่ได้แล้วล่ะ” หานชีเยวี่ยยกมือขึ้น ลูบหัวเด็กชายตัวน้อยเบาๆ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
“พี่ชีเยวี่ยฮะวันนี้ผมสวมบทเป็ผู้นำพาเพื่อนๆ ไปช่วยพี่แก้แค้นมาแล้วนะครับ!”เด็กชายตัวน้อยยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ ราวกับกำลังรอคำชมเชย
“พี่รู้แล้วล่ะ ว่าโก่วตั้นช่วยพี่อยู่”หานชีเยวี่ย หยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋าสองสามเม็ดก่อนจะนั่งยองๆ ลงแล้วพูดกับโก่วตั้น “ขอบคุณโก่วตั้นมากนะ นี่เป็ของตอบแทนจากพี่ต่อไปถ้าเธอหรือเพื่อนๆ เห็นคนไม่ดีเข้ามาในหมู่บ้านเราต้องรีบวิ่งมาบอกพี่ก่อนเลยนะ”
โก่วตั้นรับลูกอมมาก่อนจะพยักหน้าด้วยท่าทางขึงขัง “พี่ชีเยวี่ยสบายใจได้เลยพวกเราจะทำภารกิจนี้สำเร็จให้ได้!”
หลังจากโก่วตั้นยกมือทำท่าเลียนแบบท่าวันทยหัตถ์แล้วนั้นเขาก็รีบหันะโเสียงดังเรียกเพื่อนๆ มาแบ่งลูกอมให้
หานชีเยวี่ย รีบกำชับ “ต่อไปอย่าบุ่มบ่ามแบบนี้อีก เขาเป็ผู้ใหญ่ถ้าเขาตอบโต้พวกเธอ แล้วพวกเธอโดนจัดการขึ้นมาล่ะจะทำยังไงกัน?”
“พี่ชีเยวี่ยพวกเราไม่ยอมให้ตัวเองโดนจัดการได้หรอก พวกเราแอบปาก้อนดินใส่หล่อนจากที่ไกลๆถ้าหล่อนวิ่งตามมา พวกเราก็แค่วิ่งหนีก็พอแล้ว!”
ผู้นำกลุ่มหยิบลูกอมขึ้นมาดมที่ใต้จมูกก่อนจะตอบหานชีเยวี่ยด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา
หานชีเยวี่ยยิ้มๆ
นั่นสินะ เ้าลิงน้อยพวกนี้ั้แ่เด็กก็ปีนป่ายตามูเามาตลอด หากเป็ตู้ฉาคนนั้นก็คงตามจับพวกเขาไม่ได้หรอก! หลังจากตักเตือนเด็กๆ เสร็จแล้วหานชีเยวี่ยก็เดินกลับบ้าน
ที่บ้านยังมีงานบ้านรอกองเป็ูเา คนอื่นๆต้องออกไปทำงาน งานบ้านทั้งหมดจึงตกเป็หน้าที่ของเธอกับย่าหานหานชีเยวี่ยไม่อยากแอบอู้งานแล้วปล่อยให้ย่าหานจัดการทุกอย่างคนเดียว ส่วนเื่ทบทวนหนังสือเธอมักจะทำอยู่ในมิติเป็หลัก เพราะที่จริงแล้วเวลาในมิติจะถูกหยุดเอาไว้ไม่ว่าเธอจะอ่านหนังสืออยู่นานแค่ไหน เวลาข้างนอกก็ผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
มันเป็ข้อผิดพลาดขนาดใหญ่จริงๆ
หานชีเยวี่ยฃช่วยย่าหานรดน้ำพรวนดินที่แปลงผักหลังบ้าน เสร็จแล้วก็ต้มอาหารหมูก่อนจะเริ่มทำอาหารเย็น
มื้อเย็นวันนี้ หานชีเยวี่ยทำบะหมี่ธัญพืชย่าหานเห็นเข้าก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ตอนที่เธอเปิดตู้เก็บของในครัวก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า สองสามวันมานี้พวกเธอก็ไม่ได้ประหยัดธัญพืชอะไรมากมาย แต่ทำไมเสบียงในตู้ถึงยังเหลือเยอะขนาดนี้?
เชิงอรรถ
[1] หลานตะพาบ เป็คำด่าท้องถิ่นภาษาเหอหนาน
[2] พวกธงแดง หมายถึงตัวแทนฝ่ายตรงข้ามกับตนเอง พวกเด็กชายโก่วตั้นเป็พวกธงแดงของตู้ฉาแปลว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็พวกเดียวกัน