บทที่18
ปะทะนอกเมืองครั้งที่สอง
หยุนโม่ทำการซื้อขายในหอการค้าจนเสร็จการซื้อขายครั้งนี้กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยาม
เป็เพราะว่าของที่เขา้านั้นมีหลายอย่างผนวกกับการที่ว่าเขานั้นต้องขนของพวกนั้นขึ้นรถม้ามันเลยกินเวลานานกว่าการซื้อขายครั้งที่แล้ว
แต่หลังจากที่ได้ของมาแล้วหยุนโม่ก็เดินทางออกนอกเมืองในทันที
ในตอนนี้เป็่ยามบ่ายของวันแสงอาทิตย์เจิดจ้าส่องแสงสว่างไสว แผ่ซ่านความร้อนอยู่กลางศีรษะ
บนทางเดินบริเวณด้านนอกเมืองอวี้หยางรถม้าสัญจรบริเวณแถบนี้มีไม่น้อย
ถึงอย่างไรเมืองอวี้หยางก็เป็เมืองขนาดรองในเขตปกครองเมฆาคลั่ง
เพราะแบบนั้นรถม้าที่เดินทางเข้าออกในแต่ละวันก็ย่อมมีไม่น้อยอยู่แล้วถนนที่เดินทางในตอนนี้จึงพบเห็นรถม้าที่เดินทางผ่านไปผ่านมาไม่น้อย
รถม้านั่งอยู่ในตำแหน่งสารภีที่บังคับรถม้า
ในตอนนี้ชายหนุ่มแสดงท่าทางผ่อนคลายสบายๆ ภายในปากยังคาบก้านหญ้าเอาไว้ด้วย
รถม้าของเขาในตอนนี้ภายในรถม้าบรรทุกวัตถุดิบิญญาเอาไว้ไม่น้อย
รถม้าวิ่งด้วยความเร็วอย่างสม่ำเสมอมาตลอดทางจึงผ่านไปถึงครึ่งชั่วยามที่หลุดออกมาจากเมืองอวี้หยาง
ด้านหลังของรถม้าในตอนนี้ ไม่เห็นภาพเมืองของอวี้หยางอยู่ทัศนียภาพการมองเห็นอีกแล้ว
หยุนโม่ที่เป็คนบังคับควบคุมรถม้าเริ่มกวาดสายตาไปมองบริเวณรอบๆเพราะสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
ั้แ่เมื่อประมาณหนึ่งก้านธูปที่แล้วบนถนนทางเดินมันเองก็เหลือเพียงรถม้าของเขาที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นนี้เท่านั้น
สายลมแ่เบาพัดผ่านกระทบใบหน้าบริเวณสุดสายตาของหยุนโม่ที่มองตรงไป
ตอนนี้พบเห็นเงาร่างกลุ่มนึงกำลังยืนรอรถม้าของเขาอยู่อีกฝ่ายยืนขวางถนนหยุนโม่กวาดสายตามองมองอย่างรวดเร็วก็นับได้ว่ามีทั้งหมดเจ็ดคน
ใบหน้าของหยุนโม่ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
เหตุผลมันง่ายมากเป็เพราะว่าเหตุการณ์เช่นนี้มันเองก็อยู่ในการคาดการณ์ของเขาอยู่ก่อนแล้ว
เพราะแบบนั้นมันจึงไม่ใช่เื่แปลกที่ตอนนี้เขายังสามารถสงบนิ่งได้
รถม้าที่วิ่งอยู่ค่อยๆลดความเร็วลงก่อนที่จะหยุดนิ่งในที่สุด จุดที่รถม้าจอดนิ่งอยู่ห่างจากกลุ่มคนพวกนั้นประมาณนึง
แต่ด้วยระยะห่างเท่านี้สายตาของคนธรรมดาก็ยังคงมองเห็นอีกฝ่ายกันชัดเจน
หยุนโม่จ้องมองกลุ่มคนพวกนั้นพวกมันไม่ได้ปกปิดตัวตน ทั้งหมดล้วนแล้วเป็บุรุษวัยฉกรรจ์สวมใส่เครื่องแบบเหมือนกันนั่นก็คือชุดอาภรณ์จีนโบราณสีเข้ม
โดยที่ในบรรดาพวกมันทั้งหมดมีชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดน่าจะเป็ผู้นำของกลุ่มพวกมัน
อีกฝ่ายเป็ชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำแข็งแรงมีดวงตาเฉียบคมท่าทางดุดัน
ไม่เพียงแค่นั้นบรรยากาศแรงกดดันที่อยู่รอบกายของคนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าหนักหน่วงของพวกที่อยู่บริเวณด้านหลังหลายเท่า
หยุนโม่มีประสบการณ์ต่อสู้ในสนามรบมาเป็เวลานาน
เพราะแบบนั้นถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็มนุษย์แต่ว่าด้วยสายตาและการแยกแยะ เขาเองก็ยังพอมองออกว่าใครเป็อันตรายมากกว่า
‘โนวาช่วยประเมินระดับของพวกมันให้หน่อยได้หรือเปล่า’หยุนโม่กล่าวในใจ
ร่างก้อนขนโปร่งใสปรากฏขึ้นมาโนวาจ้องมองไปที่กลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้า
หลังจากที่วิเคราะห์จนได้คำตอบแล้วก็ให้คำตอบออก “ชาย้าผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นเจ็ดส่วนพวกที่อยู่ด้านหลังอีกหกคนเป็ขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นห้า”
แน่นอนว่าคำพูดของโนวามีเพียงแค่หยุนโม่เท่านั้นที่ได้ยิน
เพราะแบบนั้นในตอนนี้ หยุนโม่จึงสามารถระบุความสามารถของพวกที่อยู่ด้านหน้าได้
ชายฉกรรจ์ที่มีฐานการฝึกตนเป็ผู้ฝึกต้นขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นเจ็ดยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน
“เป็เพราะคนมนุษย์ชั้นต่ำผู้นึง”
“เหตุใดรองหัวหน้าถึงให้ข้าลงมือกัน”ชายฉกรรจ์ผู้นำเอ่ยกับคนทั้งหกที่อยู่ด้านหน้า
มันคือหยางไห่เป็คนสนิทของรองหัวหน้าฝูและยังเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นเจ็ด
ในฐานะที่เป็ผู้ฝึกตนของเขตนี้ฐานะของมันภายในกลุ่มหมาล่าเนื้อเอง ก็ถือว่าเป็ยอดฝีมือที่มีฝีมือไม่ธรรมดาเรียกได้ว่าเป็ผู้นำของกลุ่มย่อยกลุ่มนึงได้เลยทีเดียว
ในครั้งนี้รองหัวหน้าให้มันออกมาลงมือแต่ว่าเมื่อพบเจอศัตรูที่อยู่ด้านหน้าเห็นว่าเป็มนุษย์ผู้หนึ่งในใจของหยางไห่ก็เต็มไปด้วยความดูแคลน
มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดรองหัวหน้าส่งมันมาทำงานเช่นนี้แล้วยังย้ำเตือนว่าไม่ให้ประมาท
แต่กระนั้นในความคิดของหยางไห่ผู้นี้มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งจะมีอันตรายอันใดเช่นนั้น
“จริงด้วยเป็เพียงแค่มนุษย์ผู้นึงหรือว่ามันจะมีผู้อยู่เื้ั คอยลงมือช่วยเหลือในทางลับ” หนึ่งในคนทั้งหกที่อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นมา
“มีคนช่วยเหลือแล้วอย่างไรก็เป็ศัตรูกับกลุ่มหมาล่าเนื้อ ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนภายในเมืองอวี้หยางก็ยังต้องโดนพวกเราหักกระดูกถลกหนังเป็เพียงแค่มนุษย์ธรรมดา เกรงว่าเพียงแค่ดีดนิ้วหัวอีกฝ่ายก็คงะเิแล้ว”ชายอีกผู้นึงในกลุ่มพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูถูกดูแคลน
ทันใดนั้นพวกมันที่เหลือก็ส่งเพลงหัวเราะ
ทว่า…
เสียงหัวเราะที่ดังก้องกังวาลนั้นดังขึ้นเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นหลังจากนั้นก็มีเสียงบางอย่างที่แปลกประหลาดดังขึ้นมา
ปั้ง!! เสียงดังสนั่นราวฟ้าผ่าทั่วทั้งบริเวณราวกับ่เวลานั้นหยุดชะงัก
ในตอนนี้กลุ่มผู้ฝึกสอนที่อยู่ด้านหน้าเจ็ดคนมีร่างของคนผู้นึงค่อยๆเอนล้มไปด้านหลัง
คนผู้นั้นคือคนที่เอ่ยวาจาเป็คนสุดท้ายแล้วก็เป็คนที่พูดจาดูถูกบอกว่าเพียงแค่นิ้วเดียวก็คงจะดีดหัวของหยุนโม่ะเิได้แล้ว
เขาว่าในตอนนี้ทันทีที่ร่างของอีกฝ่ายตกกระแทกลงไปกับพื้นศีรษะของอีกฝ่ายกับไม่มีอยู่แล้วโดนบางอย่างบีบอัดจนะเิแตก
พวกมันอีกหกคนกวาดสายตาไปมองร่างไร้ิญญาของสหายแล้วก็ยังเป็ร่างไร้ศีรษะด้วยแววตาตกตะลึงเหลือเชื่อ
หยุนโม่มุมปากปรากฏรอยยิ้มในมือของเขามีปืนพกสีดำสนิทถืออยู่
เมื่อครู่ลั่นไกออกไปหนึ่งนัดก็ปิดที่ผู้ฝึกตรงขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นห้าให้ตายได้อย่างง่ายดายแม้แต่ศีรษะของอีกฝ่ายเองก็ยังโดนะเิจากด้านในจนตอนนี้จะกลายเป็ร่างไร้ศีรษะแล้วก็ไร้ิญญา
“ให้ตายเถอะ!!พวกผู้ฝึกตนเช่นพวกเ้านี่ปากดีเช่นนี้หมดเลยงั้นหรือ?” เสียงของหยุนโม่ดังขึ้น
และเสียงนั้นก็ดึงพวกของหยางไห่ออกมาจากความตะลึงเช่นกัน
“ตอนแรกคิดว่าจะมีพวกขอบเขตหลอมกายาตามล่าเสียอีก”
“แต่ก็ยังเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังไม่กี่คน”หยุนโม่บิดร่างกายก่อนที่จะะโลงจากรถม้า
พวกกลุ่มผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านหน้าใบหน้าแดงขึ้นด้วยความอับอาย
เมื่อครู่พวกมันมองไม่เห็นการโจมตีของอีกฝ่ายเลยด้วยแต่ว่าหนึ่งในพรรคพวกของมันก็โดนสังหารตายอย่างง่ายดาย
การโจมตีเส้นนี้พวกมันไม่เคยประสบพบเจอแถมยังโดนมนุษย์ธรรมดาที่อยู่ด้านหน้าดูถูกด้วยคำพูดแล้ววาจาอีก
ในฐานะผู้ฝึกตนมีเลยว่าพวกมันจะสามารถอดทนต่อไฟโทสะภายในอกได้
“ตาย!!!” หยางไห่ที่ยืนอยู่ด้านหน้า ะโขึ้นด้วยความโกรธก่อนที่จะตั้งท่าเตรียมพุ่งทะยานออกไป
เพียงแต่ว่าในตอนนี้เองนั้นเองก็พบเห็นว่าบุรุษที่อยู่ด้านหน้ายกอาวุธแปลกประหลาดในมือสีดำขึ้นมา
สัญชาตญาณภายในอกของหยางไห่บอกมันว่าอันตรายถึงชีวิตกำลังจะพุ่งเข้ามา
เพราะแบบนั้นมันจึงรีบะโหลบไปด้านหลังตามสถานการณ์ละทิ้งกันจู่โจมตามความ้าก่อนหน้านี้ไปจนหมด
ทันทีที่หยางไห่ะโถอยไปด้านหลังมันเองก็มีเสียงของการโจมตีดังขึ้นอีกครั้ง
ปั้ง!! ปั้ง!! ปั้ง!!! ปั้ง!!!ปั้ง!! ปั้ง!! เป็เสียงดังสนั่นราวฟ้าผ่าขึ้นอีกห้าครั้ง
หยางไห่ััได้ว่ามีบางอย่างที่มองไม่เห็นพุ่งผ่านหน้าของมันไปอย่างฉิวเฉียดแต่ว่าหลังจากที่มันตั้งหลักได้และหันกลับมามอง
ภาพที่ทำให้ร่างกายของมันสั่นสะท้านก็ปรากฏขึ้นด้านหน้าลูกน้องที่ติดตามมันมาด้วยอีกห้าคนที่เหลือในตอนนี้ทั้งหมดกลายเป็ร่างที่ไร้ศีรษะนอนจมกองเือยู่ที่พื้น