วาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 48 ไขปริศนา


            ใบหน้าของเสิ่นจือเหยียนเขียนคำว่าสงสัยเอาไว้เต็มไปหมด เหตุใดอันกุ้ยเหรินถึงได้ลงมือลอบสังหารฝ่าบาท?

            เมื่อหลายสิบปีก่อน ขาทั้งสองข้างของอันกุ้ยเหรินถูกตีจนใช้การไม่ได้ ต่อมาฝ่าบาทก็ปลดนางให้เป็นสามัญชนเข้าไปในเรือนชุนอู๋ ดังนั้น หัวใจของนางจึงเกิดความโกรธแค้น หลายสิบปีมานี้คิดถึงการแก้แค้นอยู่ตลอดเวลาเลยหรือ? แต่ว่าตอนนี้ขาทั้งสองข้างของนางไม่ได้เป็นอะไร นี่มันเรื่องอะไรกัน?

            เขาลูบคางครุ่นคิดอย่างละเอียด รู้สึกว่าเรื่องนี้จะต้องมีอะไรแน่นอน

            มู่หรงฉือจ้องอันกุ้ยเหริน ถามด้วยสีหน้าเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “อันกุ้ยเหริน เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เช่นหยกโลหิตตกมาจากฟ้าที่ตำหนักเฟิ่งเทียน ฝนโลหิตตกที่ตำหนักชิงหยวน คดีของซุนอวี้เหม่ยที่แม่น้ำลั่ว เสี่ยวลู่ที่บึงเสี่ยวเยว่ ล้วนเป็นเจ้าที่จัดฉากขึ้นมาใช่หรือไม่? เพลงพื้นบ้านในเมืองเจ้าก็เป็นคนปล่อยออกไปใช่หรือไม่?”

            “องค์รัชทายาทมีหลักฐานหรือไม่?” อันกุ้ยเหรินยิ้มน้อยๆ อย่างเยียบเย็น ใบหน้างดงามของนางราวดอกเฉียงเหวยที่เหี่ยวเฉาในฤดูร้อนอันเจิดจ้าร้อนแรง

            “เปิ่นกงไม่มีหลักฐานจริงๆ นั่นล่ะ” มู่หรงฉือพูดเสียงเย็น “เจ้าจัดฉากได้ชาญฉลาดถึงเพียงนั้น อีกทั้งไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้เลย”

            “การลอบสังหารฮ่องเต้เป็นความผิดร้ายแรง เพียงพอที่จะแยกศพเจ้าให้เป็นชิ้นๆ” มู่หรงอวี้จิบชาหนึ่งอึกด้วยท่วงท่าสง่างาม “จัดฉากได้ยอดเยี่ยม แต่ย่อมต้องมีวิธีแก้ปริศนา เตี้ยนเซี่ยตัดสินว่าคนที่อยู่เบื้องหลังคืออันกุ้ยเหริน เชื่อว่าเตี้ยนเซี่ยคงมีคำตอบของปริศนาเหล่านี้แล้ว เปิ่นหวางอยากจะฟังว่าเตี้ยนเซี่ยไขปริศนาคดีน่าสงสัยและถึงแก่ชีวิตเหล่านั้นนั้นอย่างไร”

            “ขอเตี้ยนเซี่ยโปรดแถลงไข” กู้ฮวายประสานมือเข้าด้วยกันแล้วพูด ท่าทางรู้สึกละอายแก่ใจ สืบสวนมานานหลายวันเขาไม่พบอะไรเลย แต่เตี้ยนเซี่ยกลับไขคดีได้แล้ว

            “ก่อนอื่นหยกโลหิตที่ตกลงมาจากฟ้าที่ตำหนักเฟิ่งเทียน” เสิ่นจือเหยียนหน้าตาเบิกบาน “อันกุ้ยเหรินสังหารสามัญชนไป๋และสามัญชนโม่ที่เรือนชุนอู๋ก่อน แล้วสูบเลือดของพวกนางออกมา ต่อมาก็ส่งเลือดไปที่ตำหนักเฟิ่งเทียนทันที วางเอาไว้ที่มุมอับ ทุกเช้าจิ้นเซิงกับเสี่ยวยินจะมาทำความสะอาดที่ตำหนักเฟิ่งเทียน เสี่ยวยินก็อาศัยในตอนที่จิ้นเซิงไม่สังเกตไปยกถังเลือดออกมา แล้วเทเลือดคนกับหยกโลหิตไว้ที่พื้นหน้าตำหนัก ก่อนเสี่ยวยินจะฆ่าตัวตายได้บอกทั้งหมดไว้แล้ว”

            “ในฤดูร้อนแบบนี้ เลือดคนจะเปลี่ยนสีและแข็งตัวไว” กู้ฮวายถามสิ่งที่สงสัยออกมา “แต่ตอนที่เห็นเลือดคนเหล่านั้น เลือดยังไม่แข็งตัวเลย”

            “หยกโลหิตตกจากฟ้าเกิดขึ้นในช่วงเช้า อันกุ้ยเหรินอาศัยตอนที่คนของเรือนชุนอู๋ยังไม่ตื่นในยามเหม่า พาสามัญชนไป๋กับสามัญชนโม่มายังมุมอับมุมหนึ่งแล้วฆ่าทั้งสองทิ้ง” มู่หรงฉือเลิกคิ้ว “อันกุ้ยเหรินมีวิชาตัวเบาไม่ธรรมดา จะยกถังเลือดหลบองครักษ์มาถึงตำหนักเฟิ่งเทียนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

            อันกุ้ยเหรินหน้านิ่งเฉย ราวกับเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนาง

            แววตาของมู่หรงอวี้มองไปยังนักฆ่า แล้วถามขึ้นว่า “หยกโลหิตเป็นของหายาก ในวังไม่มีหยกโลหิตมากมายขนาดนั้น อันกุ้ยเหรินไปได้หยกโลหิตมาจากไหน”

            “เรื่องนี้ต้องถามอันกุ้ยเหรินแล้ว” มู่หรงฉือ

            ริมฝีปากของอันกุ้ยเหรินแสยะยิ้มที่เหมือนจะแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันแต่ก็ไม่มี ทว่าไม่มีคำตอบใดออกมา

            กู้ฮวายครุ่นคิด “หยกโลหิตตกจากฟ้ากับฝนโลหิตปรากฏออกมาตามคำใบ้ของเพลง อันกุ้ยเหรินเผยแพร่เพลงออกไปอย่างไร?”

            เสิ่นจือเหยียนพูดออกมาอย่างตื่นเต้น “ใต้เท้า ข้าน้อยไปดูที่เรือนชุนอู๋มาแล้ว ด้านนอกกำแพงด้านหลังเรือนชุนอู๋เป็นถนนเส้นหนึ่ง ถนนเส้นนั้นเป็นทางติดกับกำแพงด้านนอกสุดของวัง หรือก็คือ เรือนชุนอู๋อยู่ติดกับกำแพงวัง อันกุ้ยเหรินมีวิชาตัวเบาไม่ธรรมดา จะเข้าออกนอกวังกับเรือนชุนอู๋นั้นก็เหมือนกับเดินเข้าออกปกติ ไม่มีคนสังเกตเห็น นางสามารถปลอมตัวแล้วลอบออกไปนอกวังเพื่อแพร่กระจายเพลงออกไปได้”

            กู้ฮวายยิ่งสงสัยแล้ว “อันกุ้ยเหรินขาหักทั้งสองข้างมิใช่หรือ? เหตุใดขาของนางเหมือนปกติดีเล่า? อีกทั้งเมื่อสิบกว่าปีก่อนนางเป็นเฟยผินอยู่ในวังหลัง จะไปฝึกวิทยายุทธ์เก่งกาจขนาดนี้มาจากที่ใด?”

            “เรื่องพวกนี้ อีกเดี๋ยวค่อยว่ากัน” มู่หรงฉือจ้องอันกุ้ยเหริน อีกฝ่ายยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม ราวกับเป็นพระเข้าฌาณ

            “ฝนโลหิตที่ตำหนักชิงหยวนล่ะ มันคือเรื่องอะไรกัน?” ดวงตาของมู่หรงอวี้มองไปทางนางอย่างสนใจ

            “ฝนโลหิตที่ตำหนักชิงหยวน ใช้เป็นเลือดสุนัขไม่ใช่เลือดคน อันกุ้ยเหรินฆ่าสุนัขในเมืองมาหลายตัว ก่อนจะเอาเลือดมันมา ตอนกลางคืนที่ปราศจากผู้คนก็เอาเลือดสุนัขไปทาบนกระเบื้องหลิวหลีสีเหลืองที่ตำหนักชิงหยวน นางทาเอาไว้ได้ดีเช่นเดียวกับการทาสีบนกำแพง จากนั้นพอฝนตกลงมาน้ำฝนก็ชะล้างกระเบื้อง เลือดสุนัขที่ทาเอาไว้ก็จะไหลรวมกับสายน้ำ” มู่หรงฉือเดินกลับไปที่โต๊ะ ด้วยท่าทีไม่ธรรมดา พกพาบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร “เปรียบได้กับสตรีผู้หนึ่งที่ทาเครื่องประทินโฉมไว้หนาชั้นบนใบหน้า ครั้นฝนตกลงมาโดนเครื่องประทินโฉมบนใบหน้าก็จะถูกน้ำล้างลงมา”

            “เช่นนั้นนางคาดเดาได้อย่างไรว่าวันนั้นฝนจะตก?” เสิ่นจือเหยียนขมวดคิ้วถาม ในใจตื่นตะลึงมากที่เตี้ยนเซี่ยสามารถแก้ปริศนาฝนเลือดได้ เขายิ่งนับถือเตี้ยนเซี่ยที่มีความสามารถในการคิดและสืบสวนคดีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

            “แม้ว่ากำลังภายในของนางจะยอดเยี่ยมเพียงไร จะลงมือกับตำหนักชิงหยวน ก็ยากจะหลีกเลี่ยงการทิ้งความเคลื่อนไหวไว้” มู่หรงอวี้เลิกคิ้วน้อยๆ “ตำหนักชิงหยวนเป็นตำหนักของโอรสสวรรค์ มีทหารคอยคุ้มกันแน่นหนา สิบก้าวต่อหนึ่งหน่วยเดินสลับกันไปมา นางสามารถลงมือโดยที่คนไม่รู้ตัวได้อย่างไร?”

            “นี่ต้องถามอันกุ้ยเหรินแล้ว” มู่หรงฉือมองไปทางอันกุ้ยเหริน เลิกคิ้วอย่างมั่นใจ

            “องค์รัชทายาทเป็นคนแก้ปริศนาเองทั้งหมดหรือ?” อันกุ้ยเหรินถามกลับอย่างเย้ยหยัน

            “ไม่ผิด ตำหนักชิงหยวนมีทหารคอยคุ้มกันหนาแน่น ยากที่จะหลบหลีกสายตาขององครักษ์เหล่านั้นได้ อีกอย่าง การจะทาเลือดบนหลังคาจำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อย” มู่หรงฉือหรี่ตาลงน้อยๆ เย็นชาจนฆ่าคนได้ “แต่อันกุ้ยเหรินฉลาดยิ่งนัก ทั้งยังมีผู้ช่วยคนหนึ่ง คนข้างกายนางหลิวเหม่ย ก่อนที่พวกนางจะขึ้นไปบนหลังคาตำหนัก อันกุ้ยเหรินก็ใช้ยานอนหลับกับองครักษ์ทั้งหมด เพราะกำลังภายในของนางยอดเยี่ยม ในตอนที่องครักษ์พวกนั้นพบว่ามีเงาดำปรากฏขึ้นก็ถูกซัดยาสลบเข้าไปแล้ว ส่วนที่นางจะรู้ว่าเช้าวันไหนมีฝนตกนั้นไม่ยาก”

            กู้ฮวายพูดอย่างชื่นชม “เตี้ยนเซี่ยวิเคราะห์ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ฝนโลหิตที่ตำหนักชิงหยวนก็เข้ากับฝนเลือดตกเต็มฟ้าในเพลงได้พอดี เช่นนั้น การตายของซุนอวี้เหม่ยในแม่น้ำลั่วกับเสี่ยวลู่ที่บึงเสี่ยวเยว่ ก็เข้ากับปลากินคนในเพลง เรื่องนี้อันกุ้ยเหรินก็เป็นฆาตกรหรือ?”

            ใบหน้าของอันกุ้ยเหรินเงียบเหงา เหมือนกับขี้เถ้าในกองไฟ มีเพียงแสงไฟเล็กๆ ที่ใกล้จะมอดดับ

            “อันกุ้ยเหรินพบซุนอวี้เหม่ยโดยบังเอิญ นางจึงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกสังหาร เสี่ยวลู่เองก็เช่นกัน พวกนางตายอย่างไม่ยุติธรรม อันกุ้ยเหรินซัดฝ่ามือไปทีเดียวอวัยวะภายในของซุนอวี้เหม่ยก็จบสิ้นทันที ครั้นพวกนางตายแล้วก็ค่อยๆ เอาร่างของพวกนางโยนลงไปในแม่น้ำลั่วกับบึงเสี่ยวเยว่ สร้างสถานการณ์ปลากินคนแบบปลอมๆ ขึ้น” เสิ่นจือเหยียนพูด

            มู่หรงฉือกล่าวต่อ “นางจัดฉากแยกที่แม่น้ำลั่วกับบึงน้ำเสี่ยวเยว่ในวัง เป้าหมายก็คือเพื่อให้ทั้งข้าหลวงในวังกับประชาชนในเมืองลั่วหยางหวาดกลัว ให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่เพลงนั้นบอก อันกุ้ยเหริน การสันนิษฐานของเปิ่นกงไม่ผิดใช่หรือไม่”

            ใบหน้าของอันกุ้ยเหรินราวกับฤดูหนาวอันรกร้างไร้ผู้คน ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลือ มีเพียงความเงียบสงัด

            “บาดแผลบนใบหน้ากับแขนทั้งสองข้างของซุนอวี้เหม่ยกับเสี่ยวลู่ผู้ตายนั้นสร้างขึ้นมาได้อย่างไร?” มู่หรงอวี้ถามเสียงทุ้ม

            “กระหม่อมกับเตี้ยนเซี่ยได้ทำการทดลองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บาดแผลที่แมวคลุ้มคลั่งกัดคนถึงแม้จะเหมือนกับบาดแผลของผู้ตายทั้งสอง แต่กลับไม่ใช่แมว พวกเราไปเดินวนรอบตลาดทางตะวันออกของเมือง สุดท้ายก็ซื้อกระต่าย ลิงกับหนูท่อมา ใช้สัตว์สามตัวนี้ในการพิสูจน์” เสิ่นจือเหยียนตอบ

            “หนูท่อเป็นสัตว์ตัวเล็กที่มีแค่ในแคว้นซีฉิน ลักษณะคล้ายกับหนูนายิ่งนัก หลายปีมานี้เมืองหลวงมีคหบดีไม่น้อยที่ชอบเลี้ยงสัตว์ ทั้งแมว กระต่ายขาว และลิงล้วนเป็นสัตว์เลี้ยงที่พบเห็นได้ทั่วไป คหบดีเหล่านั้นเลี้ยงกันจนเบื่อหน่ายแล้ว จึงเบนความสนใจไปยังหนูท่อแล้วซื้อพวกมันมาเลี้ยง” มู่หรงฉือพูดต่อ “กระต่ายขาว ลิงกับหนูเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีนิสัยนุ่มนวล ปกติแล้วจะไม่ทำร้ายหรือกัดคน ตอนที่กระต่ายขาว ลิงกับหนูถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก ก็จะมีนิสัยเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะหนูท่อ”

            ดวงตาวางเปล่าของอันกุ้ยเหรินมีแสงวาบขึ้นเล็กน้อย

            มู่หรงอวี้สนใจเรื่องหนูขึ้นมา “จะทำให้หนูคลุ้มคลั่งจนกัดคนได้อย่างไร?”

            มู่หรงฉือยิ้มเย็น “เปิ่นกงเคยถามเจ้าของร้านมา หากจะทำให้หนูคลุ้มคลั่ง มีอยู่วิธีหนึ่ง แคว้นซีฉินมีผลชนิดหนึ่งที่เรียกว่าผลฮั่วหม่า หากนำผลนั้นมาทำเป็นผงแล้วให้หนูดม ผ่านไปไม่ถึงนาทีหนูก็จะมีนิสัยที่เปลี่ยนไป คลุ้มคลั่งกัดคน เปิ่นกงกับเสิ่นจือเหยียนได้ทำการทดลองที่ศาลต้าหลี่ ผลฮั่วหม่ามีผลต่อกระต่ายขาวและลิงด้วยเช่นกัน แต่ว่าจะส่งผลกระทบต่อหนูท่อมากที่สุด พอหนูกัดเนื้อขาหมูจนเหนื่อยแล้ว ก็เกิดเป็นแผลเหมือนกับที่พบบนใบหน้ากับแขนของผู้ตายถึงแปดเก้าส่วน”

            เสิ่นจือเหยียนพูดอย่างสดใส “อันกุ้ยเหรินสังหารคนก่อน ในตอนที่ลมหายใจของทั้งสองมอดดับไปแล้วก็ให้หนูที่คลุ้มคลั่งไปกัดพวกเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถสร้างสถานการณ์ปลากินคนได้แล้ว”

            กู้ฮวายพยักหน้าพลางลูบเคราสีดำไปด้วย “แต่ว่าอันกุ้ยเหรินไปได้หนูกับผลฮั่วหม่าจากที่ใด?”

            ”สำหรับอันกุ้ยเหรินแล้ว การออกจากวังกับเรือนชุนอู๋นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างยิ่ง หาไม่แล้วนางก็คงไม่มีทางออกจากวังไปสังหารคนได้” มู่หรงฉือมองไปทางอันกุ้ยเหรินอีกครั้ง “อันกุ้ยเหริน สถานการณ์ที่เจ้าสร้างขึ้นมานั้นชาญฉลาดและสมบูรณ์แบบมาก ไม่ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้แม้แต่น้อย เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าเหตุใดเปิ่นกงถึงได้สงสัยเจ้า?”

            “องค์รัชทายาทไขคดีปริศนาและคดีฆาตกรรมได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเหตุใด เพียงแต่ว่าเตี้ยนเซี่ยเหมือนจะไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าเป็นข้าที่สร้างสถานการณ์สังหารคน” อันกุ้ยเหรินพูดออกมาช้าๆ น้ำเสียงนิ่งเรียบแหบพร่า

            “เจ้าไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้จริงๆ จนกระทั่งตอนนี้ เปิ่นกงกับจือหยียนหาเบาะแสเจอเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือผมสีขาวสามเส้น” คิ้วเรียวของมู่หรงฉือเลิกขึ้นเบาๆ “ตอนที่เจ้ากำลังสังหารสามัญชนไป๋กับสามัญชนโม่ ตอนที่สามัญชนโม่จะตายได้จับเส้นผมสีขาวที่เจ้าทำร่วงเอาไว้มา อีกอย่าง บนเตียงของพวกนางเจ้าเองก็ทิ้งเส้นผมไว้อีกหนึ่งเส้น เส้นที่สามก็หาเจอบนตัวของเสี่ยวยิน เพียงแต่ว่า ในตอนแรกเปิ่นกงไม่ได้สงสัยเจ้า เพราะว่าเจ้าคลุมผมกับใบหน้าเอาไว้ เปิ่นกงจึงไม่รู้ว่าผมของเจ้าขาวโพลนไปแล้ว เจ้าปกปิดได้ดีมาก”

            นี่เรียกว่าการ “ค่อยๆ หว่านแหออกไปเพื่อไม่ให้ปลาเล็ดลอด” เสิ่นจือเหยียนพูดสรุป

            “แค่เส้นผมสามเส้นก็คิดจะโยนความผิดมาให้ข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?” อันกุ้ยเหรินหัวเราะเย้ยหยัน

            “เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อน อีกเดี๋ยวเปิ่นกงจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้า” ดวงตามู่หรงฉือวาววับ “เปิ่นกงคาดเดาว่า หลังจากที่จัดฉาก ‘ปลากินคน’ แล้วเจ้าก็ไม่ได้สังหารผู้ใดอีก เป้าหมายในการจัดฉากของเจ้าในครั้งนี้ชี้ไปทางอวี้หวาง ให้ทุกคนสงสัยเขา ระวังเขา ให้เขาตกเป็นคนในข่าวลือว่าจะสังหารฮ่องเต้ชิงบัลลังก์ใช่หรือไม่?”

            อันกุ้ยเหรินไม่ได้ตอบ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเหมือนมีแต่ก็ไม่มี ลึกลับยากคาดเดา

            แม้ว่านางจะไม่ได้ตอบ แต่ทุกคนก็คิดว่าความเงียบของนางคือการยอมรับแล้ว

            ครั้นคนที่เหลือได้ยินคำว่า “สังหารฮ่องเต้ชิงบัลลังก์” จิตใจต่างสั่นสะท้าน สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            มู่หรงอวี้ยังคงนิ่งสงบ “หลายวันมานี้เปิ่นหวางได้ยินข่าวลือมากมาย เจอสายตาที่มองมาแปลกๆ ไม่น้อย ที่แท้ก็เป็นอันกุ้ยเหรินมอบให้นี่เอง”

            หัวข้อนี้ช่างกระอักกระอ่วน อ่อนไหวยิ่งนัก กู้ฮวายเบี่ยงประเด็นได้ถูกเวลาพอดี “จ้าวผินไม่ใช่อันกุ้ยเหรินสังหารหรือ?”

            เสิ่นจือเหยียนตอบ “การตายของจ้าวผินไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับอันกุ้ยเหริน แต่เรื่องนี้ค่อยพูดกันอีกที”

            สายตาของมู่หรงฉือจ้องไปที่อันกุ้ยเหริน ดวงตาที่นิ่งเฉยเปลี่ยนมาเป็นดุดัน “เจ้าลอบสังหารเสด็จพ่อ เป็นเพราะเจ้าต้องการแก้แค้น”

     

    คล้ายกับเรื่องวาดชะตา ทวงบัลลังก์รัชทายาทหญิง ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570