เจียงลงประสานมือหงิกงอรับ ปีนป่ายยังรั้วเนื้อตัวสั่นไหวโอนเอน พยายามยิ่งที่จะทรงตัวอยู่บนรั้วไม้ เมื่อค่อย ๆ นิ่งขึ้นได้ ผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูลุกเดินตามมาเคาะด้ามกระบวยที่รั้วกล่าว “ก้าวขาซ้ายให้ได้ระยะ”
ยามนี้เจียงหลงพอทราบแล้วว่ากำลังเข้าสู่ห้วงฝึกฝนวิชากระบี่ ในใจลอบลิงโลดกระนั้นยังตกประหม่ายิ่ง เกรงจะทำผิดซ้ำค่อยถัดขาไปตามรั้วทีละชุ่น บดเบียดเชื่องช้าด้ามกระบวยไม้จึงตวัดลากพาขาให้เข้าที่สมควร แม้เสียหลักเกือบล้มแต่ไม่ล้ม ชั่วเวลากระชั้นพลันเกิดสมดุลขึ้นมา
“มือขวาขึ้นเหนือศีรษะ” แล้วใช้ด้ามไม้เขี่ยมือหงิกงอยกขึ้น ยื่นถ้วยดินเผาให้ถือไว้อีกมือหนึ่งกล่าว “มือซ้ายพลิกหงายออกคล้ายคร่ากุมหัวใจไว้ดึงกำลังปราณขึ้นควบคู่”
สิ้นคำ ไม้ค้ำยันแทงเข้าใส่กลางอกเจียงหลง ปลายทะลวงถ้วยดินเผาที่กั้นกลางอยู่แหลกละเอียด ยังไม่อาจทะลวงจี้ฝ่ามือได้ด้วยว่าเจียงหลงดำเนินปราณต้านไว้ กู่ฉิงหรูพลันวกกระบวยไม้ฟาดใส่ขาเสียฉาดหนึ่ง ตวาดขึ้น “ไยเ้าไม่ใช่ปราณที่อาจารย์สอน”
“สถานการณ์กระทันหัน ศิษย์บกพร่องยังไม่คุ้นชิน” เจียงหลงยืนไว้ด้วยขาหนึ่งมือเอื้อมลงมาลูบคลำขาอาการเจ็บแสบเมื่อขาหย่อนลงอีกครั้ง กู่ฉิงหรูพลันฟาดซ้ำกล่าว
“บีบคั้นกระทันหันยิ่งสำคัญ” แล้วเดินกลับไปก้มหยิบถ้วยดินเผาขึ้นมาอีกใบโยนให้เจียงหลงถือไว้ “ยืนไว้จนกว่าฟ้าสาง”
เจียงหลงเข้าใจว่าตนถูกลงโทษ ด้วยว่าใช้ออกโดยวิชาอื่นนั้นย่อมเป็การสบประมาทผู้เป็อาจารย์ โดยไม่ทราบแท้จริงแล้วกู่ฉิงหรูไม่ได้ถือสาการดังกล่าว กลับกลัดกลุ้มอยู่หลายส่วน หากปล่อยให้ยามกระทันหันยังใช้ออกปราณดังกล่าวอยู่ มาตรว่าหากเบื้องหน้าเวลานั้นเป็ชนชั้นมุสิกไร้สามารถย่อมไม่ล่วงรู้สืบทราบ แต่หากว่าเป็ยอดฝีมือผู้เฟ้นหาคัมภีร์ย่อมจะมองเห็นและเป็อันตรายแก่ตัวศิษย์ผู้นี้
ดังนั้นแสร้งขุ่นเคืองเสียเจ็ดแปดส่วน ศิษย์น้อยย่อมจะเกรงใจเสียหกเจ็ดส่วน จนไม่กล้ากระทำประการหนึ่ง ย่อมจะต้องกระทำอีกประการหนึ่ง กระทำจนเป็ปกติวิสัย กล่าวกับเจียงหลงว่า “ในเวลานี้ปราณหมื่นทุ่งหนึ่งตะวันที่ข้าสอน จะช่วยให้เ้ารุดหน้าวิชากระบี่ได้ง่ายและล้ำลึกกว่าปราณที่ซึ่งบิดาสอนเ้ามาแต่เดิม เข้าใจหรือไม่”
“ศิษย์ทราบแล้ว” เจียงหลงยามนี้เกร็งกำลังปราณทั่วร่าง คาดว่าไม่ช้าอาจารย์คงจะจี้แทงทดสอบอีกครา แต่จนแล้วจนรอดผู้เฒ่ากู่ฉิงหรูเพียงยืนมองอยู่เช่นนั้นตลอดทั้งคืน
จวบจนฟ้าสางจึงให้โดดลงจากรั้วไม้ กล่าวแก่เจียงหลงว่า “ยื่นมือเ้า”
เจียงหลงงุนงงไม่ทราบกระทำประการใดผิดอีก ยื่นมือทั้งสองให้ กู่ฉิงหรูพลิกฝ่ามือตบเข้าใส่ฉาดหนึ่งมือหงิกงอพลันคืนรูปดังเดิม ลดกำคลายออกหมุนบิดหักงอยามนี้ล้วนกระทำได้ เจียงหลงกล่าวขอบคุณ กู่ฉิงหรูยกมือปรามไว้กล่าวพลางเดินพลางฉวยคว้าด้ามไม้กวาดไว้ในมือ
“กระบี่สะบั้นใจที่เ้าจะได้เรียนมีรากฐานมาจากตำราอี้จิงโบราณ แนวทางของกระบี่มีเคล็ดพลิกแพลงเจ็ดประการ หมุนวนเก้าชั้น กระบวนท่าหลักสี่กระบวน แตกแขนงไปสู่กระบวนย่อยท่าหกสิบสี่กระบวน และวิถีกระบี่ทั้งจี้ตวัดฟันพลิกกรีดฟาดจ้วงแทงตอกตบทุบทับสับเฉือน ทั้งสิ้นรวมเป็ห้าร้อยเจ็ดสิบหกวิถี นับรวมจู่โจมกิ่งฟ้าทั้งสิบเคล็ด และปกป้องก้านดินทั้งสิบสองเคล็ด”
เจียงหลงไม่เพียงไม่ตอบคำใด แท้จริงไม่เข้าใจแม้แต่น้อยกล่าว “กระบี่ใช้ยากเย็นเช่นนี้”
สิ้นคำด้ามไม้กวาดในมือกู่ฉิงหรูพุ่งเข้าใส่ใกล้ยังคอของเจียงหลงพร้อมเอ่ยขึ้น
“กระบี่ใช้ไม่ยากเย็นเื่ประดานี้เ้าล้วนไม่ต้องจดจำ สรรพสิ่งต้องสังเกตให้ได้ ยามใช้ออกสำนึกกระบี่จะชักนำเ้าสู่วิถีกระบี่ที่เหมาะสม ยามปลายแหลมกระบี่จ่อคอเ้า ส่วนใดของกระบี่จะทำอันตรายเ้า”
“ย่อมเป็ปลายแหลมกระบี่” เจียงหลงกล่าวตอบโดยไม่ผ่านการขบคิดคำนวณ
กู่ฉิงหรูผงกศีรษะคราหนึ่ง ลดด้ามไม้กวาดลง “เช่นนี้ กล่าวได้ว่าเ้าเข้าใจ”
“ศิษย์ทราบแล้ว แท้จริงสำคัญที่ผู้ฝึกฝน่ใช้ คอยสังเกตควบคุมปรับเปลี่ยนสมดุลนอกใน ครั้นภัยภายนอกเข้ามา ภายในสอดรับ่ใช้ออกให้สมดุล เช่นนี้เช่นนี้จึงประสานเป็สำนึกกระบี่”
กู่ฉิงหรูได้ฟังดังนั้นหัวเราะยาวนานจนกระแอมไออยู่ครู่จึงกล่าว “ไม่คาดอายุเท่านี้ แตกฉานหลักวิชาฝีมือ ดูทีแดนจงหยวนจะมียอดฝีมือประดับยุทธภพเพิ่มอีกหนึ่งแล้ว”
“อาจารย์กล่าวเกินไป ศิษย์ละอายจะรับ” เจียงหลงประสานมือน้อมรับ ในใจนั้นลิงโลดยินดียิ่ง
กู่ฉิงหรูขมวดคิ้วแน่นกล่าว “สมควรละอาย แตกฉานหลักวิชานั้นจะว่าง่ายดายหรือยากเย็นนั้นกล่าวยากยิ่ง ขอเพียงกระแสปัญญาพัดวูบก็พลันกระจ่างแจ้ง กระแสปัญญานี้บางผู้บางคนชั่วชีวิตก็หาเคยััได้ไม่ สำหรับบางผู้บางคนแล้วโหมกระพือดุจฝนห่าพายุลม กระจ่างแจ้งสรรพสิ่งดั่งจอมปราชญ์ ทว่าพายุโหมลมคลื่นทะเลคลั่งยังสามารถโถมมหานาวาจมลงห้วงสมุทร กระแสปัญญาที่มากมายรุนแรงก็พัดพาผู้คนมากหน้าให้วิปลาสฟั่นเฟือน”
“ศิษย์รับทราบแล้ว” เจียงหลงก้มพลางครุ่นคิดตาม
“ถึงกระนั้น... วิชาฝีมือไม่ใช่อาศัยเพียงกระจ่างแจ้งเท่านั้น สิ่งสำคัญประกอบคือการคร่ำเคร่งฝึกฝนให้ชำนาญ เปรียบเปรยเช่นเ้าต่อสร้างกระท่อมไม้ ย่อมรู้เบื้องต้นว่าปลายทางคือกระท่อมไม้ เป็วาสนาหากเ้ารู้ว่าต้องต่อเสาลงคานอย่างไร แต่หากไม่ลงมือตัดไม้ตอกหมุดแล้ว กระท่อมนั้นจะเป็เพียงจินตภาพไร้ประโยชน์ให้เ้าลุ่มหลงเพ้อฝัน”
เจียงหลงได้ยินดังนั้น บังเกิดความฮึกเหิมลุกโชนกระหายฝึกฝนไม่หยุดยั้ง ประสานมือคำนับหนักแน่น กระโจนขึ้นบนรั้วอีกครากล่าว “ขอบคุณคำชี้แนะของอาจารย์ ศิษย์ทราบแล้วจะตั้งใจฝึกฝน”
กู่ฉิงหรูโบกมือปัด ก่อนหันไปก้มหยิบฟืนเติมใสกองไฟ “เ้าอยู่บนนั้นมาทั้งคืน ในการฝึกฝน การกินและนอนก็เป็เื่สำคัญเช่นเดียวกัน เวลานี้ปลาเฉาไม่เพียงสุกแล้วก้างยังนิ่มอีกด้วย ลงมาเถิด”
เจียงหลงยืนอยู่ริมธารน้ำหัวไหล่สะพายสัมภาระเล็กน้อยในถุงผ้าและกระบี่ของบิดาถือกุมอยู่ในมือข้างหนึ่ง เหม่อมองพลางถอนใจ ตลอดหลายปีที่ฝึกฝนวิชา ทั้งเวลาจับปลาและเก็บผัก หาฟืน เที่ยวมองหานางอยู่บ่อยครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบเจอ
“ยังมองหานางอยู่หรือ” เสียงสุขุมดังขึ้นจากด้านหลัง เป็อาจารย์กู่ฉิงหรูค่อยเดินเข้ามาใกล้ ก้าวต่อก้าวด้วยไม้ค้ำยันในมือเฉกเช่นเฒ่าชราผู้หนึ่ง
เจียงหลงหันมาเผยยิ้มจาง ๆ ขึ้นไม่ได้กล่าวตอบกระชับห่อผ้าให้ถนัดก้าวเดินนำไปก่อน ตายังเหลือบมองกระท่อมไม้และชายป่าเชิงเขาหวังลึก ๆ จะเห็นนางที่นั่น แม้ตลอดมาไม่ได้วิ่งเล่นกันดังที่ตั้งใจไว้ ยามนี้เพียงได้กล่าวลาสักคราคงไม่มีสิ่งใดให้ติดค้าง
“บุรุษหนุ่มเอ๋ย…” กู่ฉิงหรูปกมือที่ศีรษะเจียงหลง ลูบเบา ๆ สูดหายใจกล่าวต่อไป “ชะตาชักนำให้พบพาน และชะตาอีกเช่นกัน ที่ชักนำให้เหินห่างร้างรา บ้างลืมเลือนกัน บ้างจดจำติดตรึง”
“ลืมเลือนและจดจำ” เจียงหลงเดินพลางครุ่นคิด “อาจารย์… แท้จริงเป็สิ่งใดที่แบ่งแยกระหว่างสองสิ่ง”
กู่ฉิงหรูมองอากัปกิริยาหมกมุ่นครุ่นคิดก่อนหัวร่อลั่น ปกมือที่บ่าศิษย์หนุ่มสองครากล่าว “ตัวเ้า…” แล้วยกนิ้วขึ้นจี้ที่หว่างอกเจียงหลงแล้วกล่าวต่อไป “หัวใจของเ้า”
“หัวใจศิษย์มีเพียงแก้แค้นแทนคุณบิดา สร้างชื่อเสียงให้วิชากระบี่ของอาจารย์” เจียงหลงกล่าวตอบ แววตาฉายแววแน่วแน่องอาจ
กู่ฉิงหรูได้ยินดังนั้นแค่นหัวเราะเหอะ “วิชากระบี่นี่หรือ ไม่ต้องหรอก”
“ขอเพียงมีวิชากระบี่นี้ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว... มิใช่หรืออาจารย์”
“มีวิชาก็สิ้นวิชาได้...” กู่ฉิงหรูรำพึงขึ้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็กังวล เจียงหลงสังเกตเห็นได้ในทันทีที่มอง เป็สีหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดห้าปีที่เป็ศิษย์อาจารย์ ก่อนนี้ไม่ใช่ไม่มีแต่ครานี้คล้ายกังวลหนักหนายิ่งกว่าก่อน ไม่อาจทราบการใดในใต้ฟ้ายังทำให้อาจารย์ผู้ยามปกติมีใบหน้าเฉยชาประหนึ่งไร้ความรู้สึกบัดนี้กลัดกลุ้มขึ้นมาได้ กล่าว
“วิชาสกัดจุดสลายวรยุทธ มาตรว่าในยุทธภพมีล้วนเื่เช่นนี้ ศิษย์เข้าใจว่าเป็วิชาดรรชนีสูงล้ำใช่ว่าฝึกฝนโดยง่าย ทั่วผืนดินจะหาผู้มีวรยุทธล้ำลึกเช่นนั้นยากเย็น เป็อาจารย์ที่กล่าวกับข้าเช่นนั้น ไฉนเวลานี้อาจารย์ดูเป็กังวลยิ่ง”
“อาจารย์เป็กังวลแทนเ้า... เนื่องด้วยไม่ใช่การสกัดจุดสลายวรยุทธ” กู่ฉิงหรูคล้ายหวั่นเกรงจะกล่าว อย่างไรไม่อาจละเลยแสดงว่าคาดคำนวณดูแล้วเป็สิ่งสำคัญยิ่งต้องบอกกล่าวไว้ “หากแต่เป็กำลังปราณขุมหนึ่ง”
“เป็กำลังปราณใด”
“เป็ปราณพิษแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง มาจากความผิดปกติของเส้นชีพจรหยินสามสิบหกจุดบนฝ่ามือ ตำราแพทย์สมัยซางเรียกขานว่าปราณแยบคายเคลื่อนย้ายดารา” กู่ฉิงหรูกล่าวช้าคล้ายกำลังนึกทบทวนถ้อยความในอดีต
“เส้นชีพจรหยินผิดปกติ เช่นนั้น…” เจียงหลงครุ่นคิดตาม
“จากที่เชื่อมต่อไหลเวียน เป็ดึงรั้งลมปราณภายนอกเข้าหา บุตรเช่นนี้หากพลาดพลั้งััได้บิดามารดาพลันสิ้นปราณล้มตาย ท้ายที่สุดจะถูกทอดทิ้งให้ตายไปตามกัน”
“ไม่มีหนทางแก้ไขเลยหรือ อาจารย์”
“หากกำเนิดในครอบครัวผู้ฝึกวรยุทธมักดูดกลืนวรยุทธของบิดาหรือมารดาไปสิ้นแล้วจึงหายขาด ไม่มีผู้ใดต้องตาย เพียงแต่บิดาหรือมารดาผู้นั้น…”
“สูญสิ้นวรยุทธ” เจียงหลงกล่าวสวนขึ้น ครั้นเห็นผู้เฒ่าผงกศีรษะ จึงกล่าวต่อไป “ประการนี้วรยุทธทั้งสิ้นย่อมจะตกกับบุตรของตน นับว่า์เมตตาแล้ว เข่นนี้มีเื่ใดที่อาจารย์ยังเป็กังวลแทนศิษย์”
“เป็ธรรมดาเมื่อมีผู้ที่ไม่ล่วงรู้ ย่อมมีผู้ที่ล่วงรู้” คำกล่าวเรียบง่ายด้วยน้ำเสียงสุขุมหนักแน่นของผู้เป็อาจารย์ช่วยคลี่คลายความฉงนของเจียงหลงไปสิ้น
“ศิษย์ทราบแล้ว ทารกผู้นั้นย่อมจะเติบโตมาโดยมองหาผู้มีวรยุทธสูงล้ำเพื่อดูดกลืนมาเป็ของตน อาจารย์กังวลว่าศิษย์จะตกเป็เป้า่ชิงวรยุทธ”
ผู้เฒ่าหยุดเท้า ชายเสื้อยาวไหวช้าผมเคราขาวโพลนต้องลมแ่พลิ้วปกไหล่ คล้ายเหม่อเลยหวนนึกถึงอดีตอีกครา ครู่หนึ่งสูดลมลึกค่อยหันมากล่าวกับเจียงหลง
“ยอดผาสูงชันทั้งเปลี่ยวร้างเหน็บหนาว”
“ขอบคุณอาจารย์ชี้แนะสั่งสอน ศิษย์จะจดจำไว้” เจียงหลงหันมาประสานมือกล่าว กู่ฉิงหรูเวลานี้สีหน้าดีขึ้นเป็ปกติผ่อนคลายความวิตกลงเก้าส่วน หันกายเดินต่อไปกล่าว
“เราไปกันเถิด ฤทัยคิมหันต์ยังอีกไกล”