ตอนที่ 18
ช่างไม่รู้จักคำว่ารนหาที่ตายเสียจริง!
ให้หันเหความสนใจของหุบเขาพรางอากาศ แล้วจะให้เขาหันเหเช่นไรกันเล่า หรือเขาต้องไปก่อความวุ่นวายที่ศูนย์กลางของหุบเขาพรางอากาศอย่างงั้นหรือ เกรงว่าผู้อื่นจะไม่ทราบถึงการดำรงอยู่ของตัวเขาที่กำจัดผู้สืบทอดผู้สำเร็จราชการของแคว้นเหยียน เพื่อไม่ให้หุบเขาพรางอากาศยกทัพมาบุกโจมตีแคว้นเหยียนอย่างงั้นหรือ ?
หากคิดที่จะหันเหความสนใจของหุบเขาพรางอากาศ ก็ควรที่จะทราบว่าหุบเขาพรางอากาศในตอนนี้เป็ห่วงเื่ใดมากที่สุด นี่แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยทีเดียว นอกเสียจากเขาจะเป็หนึ่งในสมาชิกของเผ่าปีศาจที่อยู่ในหุบเขาพรางอากาศ มิเช่นนั้นก็ยังมีความเป็ไปได้ที่จะยังมีสถานภาพเป็เผ่ามนุษย์ที่เข้าไปยังหุบเขาพรางอากาศ เผ่าปีศาจล้วนแต่มีกลิ่นอายแห่งมาร ตนเองหากคิดที่จะอยู่ในหุบเขาพรางอากาศ ก็คล้ายกับเป็แสงไฟที่ส่องแสงอยู่ในยามค่ำคืนที่เห็นได้ชัดก็มิปาน
ช้าก่อน เขามิใช่สามารถที่จะฝึกปรือเคล็ดวิชาอะไรก็ได้หรอกหรือ ? หากว่าฝึกปรือเคล็ดวิชาของเผ่าปีศาจ ไม่แน่ว่าจะสามารถทำให้บังเกิดกลิ่นอายมารในร่างได้หรือไม่กันนะ ?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉินิก็ได้อำลาเ้าสำนักหมื่นกระบี่ มุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ของสำนักหมื่นกระบี่ พร้อมกับดูว่าพอจะมีเคล็ดวิชาเผ่าปีศาจซุกซ่อนเอาไว้อยู่บ้างหรือไม่
เ้าสำนักหมื่นกระบี่หันไปมองเงาร่างที่จากไปของเฉินิ พึมพำอยู่กับตัวเองแล้วกล่าว : “ไม่ทราบว่าสมควรที่จะบอกข้อมูลนี้ต่อเขาดีหรือไม่ หากเขาทราบว่าหุบเขาพรางอากาศเองนั้นได้มีาามารประจำการอยู่ท่านหนึ่ง ก็ไม่แน่ว่าเขานั้นจะมีโทสะขึ้นสมองจนไปหาที่ตายกับหุบเขาพรางอากาศหรือเปล่ากันนะ”
เฉินิเดินทางไปยังหอคัมภีร์อย่างคล่องแคล่วว่องไว ผู้าุโผู้เฝ้าอยู่ในหอคัมภีร์เมื่อพบว่าเป็เฉินิ ก็หาได้คิดที่จะถามหาป้ายคำสั่งจากเฉินิไม่ ถึงอย่างไรเื่ที่เฉินิจะได้สืบทอดตำแหน่งเ้าสำนักหมื่นกระบี่ก็เป็ที่ทราบกันทั้งสำนักกันอยู่แล้ว ผู้าุโเฝ้าหอคัมภีร์เองย่อมไม่หาเื่ให้ตัวเองเดือดร้อน
เฉินิที่เข้าไปสู่หอคัมภีร์ ตรงดิ่งไปยังชั้นที่จำกัดไว้แต่เพียงเ้าสำนักเท่านั้นจึงจะขึ้นไปได้ เริ่มทำการสืบเสาะค้นหาว่ามีเคล็ดวิชาเผ่าปีศาจด้วยหรือไม่ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็พื้นที่ต้องห้ามของสำนักหมื่นกระบี่ มีแต่เพียงผู้ที่มีสถานภาพอย่างเขาเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าไปได้
เสาะหาไปได้รอบใหญ่ ในที่สุดก็เสาะพบเคล็ดวิชาสายมารมาได้เล่มหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า《ดาบมารโลหิต》 เมื่อฝึกปรือจนถึงระดับสูงสุดจะสามารถทำให้เกิดเป็ประเภทวิถีหนึ่ง เฉินิคิดไปคิดมาจึงได้เก็บ《ดาบมารโลหิต》เล่มนี้เอาไว้อยู่ภายในอกเสื้อ ไม่แน่ว่าภายภาคหน้าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
ที่้ากำแพงของชั้นบน เฉินิยังได้พบเห็นม้วนคัมภีร์หนังสัตว์อยู่เล่มหนึ่ง ดวงตาทอประกายมองไปที่้าหนังสัตว์ ที่้าหนังสัตว์ได้บรรยายถึงอีกาสีทองสามขา 《เคล็ดอีกาเพลิง》 ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดเก้าขั้น ซึ่งจัดได้ว่ามีการคงอยู่ในระดับเดียวกันกับเคล็ดัคชสารของเขา
เพื่อเป็การป้องกันมิให้ผู้าุโหอคัมภีร์พบว่าได้มีการฝึกจนเกิดไอมาร เฉินิเองจึงสะบัดมือบังเกิดพลังมนตร์ตราปกคลุมเอาไว้โดยรอบอยู่ชั้นหนึ่งเพื่อมิให้ภายนอกตรวจจับได้
เฉินิคิดในใจ : บรรลุเคล็ดอีกาเพลิงขั้นที่หนึ่ง
“ติ่ง บรรลุเคล็ดอีกาเพลิงจำเป็ที่จะต้องใช้คะแนนจริยธรรม 5 แต้ม ้าจะบรรลุหรือไม่?”
“บรรลุ บรรลุทันที!”
เฉินิััได้ถึงความอบอุ่นจากบริเวณส่วนกลางของร่างกาย ราวกับได้มีเพลิงไฟชนิดหนึ่งอยู่ภายในร่าง ภายในห้วงสมองของเฉินิ ก็ได้ปรากฏอีกาเพลิงั์ขึ้นมาตัวหนึ่ง โบกสะบัดปีกทั้งคู่ร่ายรำอยู่ใจกลางเปรวไฟ !
การบรรลุเคล็ดวิชาเผ่าปีศาจและเคล็ดวิชาของเผ่ามนุษย์นั้นถือได้ว่ามีความแตกต่างกันเป็อย่างมาก
เฉินิสอดส่องมองไปที่เต้ากงของตนเองอีกครั้ง ก็ได้พบว่ามีเต้ากงจุดที่สี่ปรากฏขึ้นมา และใจกลางเต้ากงเหล่านี้ กลับมีแสงฟืนไฟของกลิ่นอายมารอยู่ด้วยเช่นกัน !
สามารถที่จะฝึกปรือกลิ่นอายมารออกมาได้จริงๆ ด้วย !
แต่ว่าเมื่อเฉินิหันมามองไปที่ตนเองคราหนึ่ง บนกายตนเองยังคงปรากฏบรรยากาศพลังมนตร์ตราของเคล็ดัคชสารที่ฝึกปรือมาคงอยู่ หาได้เป็กลิ่นอายมารไม่
เฉินิมองไปที่เต้ากงทั้งสี่ของตนเองอย่างละเอียด ก็พบว่าเคล็ดัคช-สารนั้นตั้งอยู่ตรงส่วนทางด้านหน้าสุดในตำแหน่งเดียวกันกับเต้ากง เฉินิจึงบังเกิดความคิดขึ้นวูบหนึ่ง เมื่อได้ขยับเคลื่อนย้าย《เคล็ดอีกาเพลิง》ไว้ทางด้านหน้าสุดของเต้ากง บรรยากาศในกายของตนเองก็ได้กลายเป็กลิ่นอายมารอันเย็นเยียบ !
หากว่าเผ่าปีศาจพบเห็นเฉินิ ย่อมต้องคิดว่าเฉินินั้นเป็เผ่าปีศาจชั้นสูงที่จำแลงร่างมาแน่นอน !
หากว่าฝ่ายธรรมะพบเจอเข้า ย่อมต้องหันกระบี่ะโก้องขึ้นว่า : มารับความตายซะเถอะ เ้ามารร้าย !
ดูเหมือนว่าจะใช้ได้จริงๆ !
ความจริงเฉินิเองก็แทบจะคล้ำลู่คล้ำทางจากภารกิจเหล่านี้จึงค่อยสามารถที่จะมาสู่เส้นทางสายนี้ได้ สิ่งที่เรียกกันว่าชื่อเสียง กลับต้องได้รับผ่านมาจากประสบการณ์บางส่วน แปรเปลี่ยนเื่ในปัจจุบันเพื่อมุ่งหน้าเดินต่อไป จากนั้นก็เพิ่มพูนสถานภาพของตนเอง แม้จะไร้เื่ราวแต่ก็ยังต้องทำนี้สิ ในเมื่อคิดที่จะก่อเื่ ก็ย่อมไม่ก่อเื่ที่พื้นที่ของตัวเองอยู่ หากกลายเป็ว่าไปทำลายต้นไม้ใบหญ้าเข้าก็คงจะไม่ดีนัก คิดที่จะก่อเื่ ก็ย่อมที่จะต้องไปก่อเื่ในพื้นที่ของเผ่าปีศาจ และขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่น ดูเหมือนเป็สถานที่ไม่เลวเลยทีเดียว
เปลี่ยนบรรยากาศในกายตนเองให้กลับเป็เคล็ดัคชสารอีกครั้ง เฉินิจึงนำเอาคัมภีร์หนังสัตว์เล่มนั้นเดินออกจากหอคัมภีร์ไป การประลองศิษย์เข้าสำนักใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว
เมื่อได้กลับไปสู่ภูผาราชันย์พิสุทธิ์ ก็นำพาจ้าวชิงเหยาไปด้วย สองอาจารย์ศิษย์เดินอย่างเอ้อระเหยลงมาจากภูผาราชันย์พิสุทธิ์ ในระหว่างทาง จ้าวชิงเหยาหันไปมองทางเฉินิ เอ่ยถาม : “ท่านอาจารย์ นี่ท่านกำลังคิดที่จะอ่านความคิดของศิษย์อีกแล้วใช่หรือไม่?”
เห็นได้ชัดว่า จ้าวชิงเหยายังคงสงสัยเกี่ยวกับเื่ที่เฉินิไม่ยอมเดินทางโดยใช้การเหินกระบี่อยู่ เฉินิจึงได้กล่าวขึ้นด้วยความกระอักกระอ่วน แล้วกล่าว : “ดูเหมือนว่าอารมณ์ของเ้าจะสงบได้แล้วนะ เช่นนี้เถอะ นับจากวันนี้เป็ต้นไป ข้าจะตั้งกฎสำหรับขุนเขาข้า ศิษย์ที่อยู่ภายใต้ความดูแลของข้าล้วนแต่ต้องปฏิบัติตาม ศิษย์ทุกคน ก่อนที่ยังไม่เกิดการต่อสู้ขึ้นจะมิอาจชักกระบี่มาเพื่อเหินบินได้!”
จ้าวชิงเหยาจึงได้ทราบว่าเฉินิเพียง้าจะให้นางได้สงบใจลงบ้าง จึงได้ลอบจดจำกฎที่ตั้งขึ้นมานี้จดขึ้นไว้ในใจ
ทั้งสองมาถึงยัง้าของสนามประลองยุทธ์ของสำนักหมื่นกระบี่แล้ว ในเวลานี้สนามทดสอบได้เต็มไปด้วยฝูงชนอยู่เต็มไปหมด ผู้าุโมากมายต่างได้พาศิษย์ในสังกัดของตนเองมาด้วย ต่างล้วนพากันหวังที่จะต่อสู่ได้อันดับที่ดีกันบ้าง เพื่อจะได้รับยศตำแหน่งที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และได้รับทรัพยากรจากภายในสำนักหมื่นกระบี่ได้มากขึ้น ทั้งยังจะได้รับการชุบเลี้ยงที่ดีกว่าเดิมอีกด้วย
เมื่อได้พบเห็นจ้าวชิงเหยาปรากฏตัวขึ้น ลูกศิษย์ภายในสนามต่างก็รู้สึกประหลาดใจกันขึ้น : “เป็ไปได้ยังไง? จ้าวชิงเหยาไม่เข้าร่วมมิใช่หรอกหรือ?”
“ผู้ใดจะไปทราบกันว่าหากนางเข้าร่วมการประลองแล้วจะเป็เช่นไร เมื่อหนึ่งเดือนก่อนนางยังเป็เพียงสวะไร้ค่าขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งคนหนึ่งเท่านั้น!”
“ว่ากันว่าเส้นลมปราณของจ้าวชิงเหยาผู้นี้ขาดสะบั้นไปแล้ว จนไม่มีความสามารถที่จะฝึกปรือได้อีก!”
“ดูเหมือนว่าผู้าุโเฉินเองยังเยาว์วัย ถึงแม้ว่าตนเองจะมีพลังฝึกปรืออันลึกล้ำ มีเพลงกระบี่เลิศล้ำ แต่ว่าสายตาที่ใช้ประเมินคน กลับตกต่ำเสียจริง!”
“ผู้าุโเฉินคงจะไม่ได้ฝึกปรือจนธาตุไฟเข้าแทรก แล้วเกิดปัญหาขึ้นกับหัวสมองกันหรอกนะ?”
บนใบหน้าของจ้าวชิงเหยาได้ปรากฏโทสะขึ้น เฉินิได้หันไปมองการปะทะคารมของศิษย์ ยังคงเป็พวกไม่รู้จักคำว่าถูกฟาดตายในคราเดียวจริงๆ เลยนะ อยู่เพียงแค่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่สองขั้นที่สาม ยังคิดที่จะมากลั่นแกล้งจ้าวชิงเหยาในที่แห่งนี้กันอีก !
เฉินิกลับไม่ได้สนใจถึงเื่เหล่านี้อย่างมากมาย เพียงแต่นั่งลงอยู่บนเวทีซึ่งไม่สูงมากนักอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเริ่มสาดประกายดวงตาหันไปสำรวจยัง ค่ายกลขุนเขาสายธารของสำนักหมื่นกระบี่
ทว่าไม่ทันไร หลี่ฉางเกิงก็ได้พาตัวหวังผิงมาถึงยังสถานที่แห่งนี้ หวังผิงหันไปมองทางใบหน้าของจ้าวชิงเหยาที่ชวนให้รู้สึกขัดใจอยู่ ระคนอิจฉาริษยาอยู่บ้าง และบังเกิดความเหยียดหยามขึ้นอย่างรุนแรงขิ้นพร้อมกัน
หลี่ฉางเกิงที่พึ่งจะนั่งลงบนที่นั่ง ขณะนั้นหวังผิงก็ได้เข้ามากล่าวต่อจ้าวชิงเหยา : “เ้าอย่าได้เข้าร่วมการประลองศิษย์เข้าสำนักเลย”
จ้าวชิงเหยาเอ่ยถาม : “เพราะเหตุใด ? ”
หวังผิงเผยรอยยิ้มเหยียดหยามออกมาเป็สาย : “หากว่าแม้กระทั่งศิษย์ที่ยังไม่ได้กราบอาจารย์เข้าสำนักเ้าก็ยังไม่สามารถเทียบได้ ก็มีแต่จะทำให้ผู้าุโเฉินขายหน้าจนหมดสิ้นแล้ว ! ”
จ้าวชิงเหยาเห็นได้ชัดว่าก็มิใช่คนที่ถูกรังควานได้อย่างง่ายดาย จึงได้กล่าวออกมาอย่างเฉยชา : “รอดูต่อไปเถอะ”
หลี่ฉางเกิงหันไปมองทางสองผู้เยาว์ที่กำลังต่อปากต่อคำกัน แน่นอนว่าย่อมต้องลงท้ายด้วยการใช้อำนาจในการข่มกัน แล้วหันไปมองทางเฉินิ ตลอดมานี้ เฉินิถือได้ว่าเป็บุตรที่์ส่งมามอบให้สำนักหมื่นกระบี่รวมไปจนถึงแคว้น เหยียน นี่จึงเป็โอกาสที่เขาจะได้อยู่เหนือกว่าเฉินิ: “หากว่าชิงเหยาเกิดโชคร้ายได้ปะทะกับหวังผิงขึ้นมา ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เอ่อ ข้าก็จะให้หวังผิงยอมอ่อนข้อให้ชิงเหยาเสียหน่อยก็แล้วกัน ! ”
เฉินิหาได้มีสีหน้าเปลี่ยนไปไม่ เพียงแต่ผสานมือแล้วกล่าว : “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณผู้าุโหลี่มากแล้ว”
ผู้าุโหลี่เผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลำพองใจ : “ฮาฮ่าฮ่า พูดได้ดี พูดได้ดี หวังผิงเอ่ย เมื่อต้องลงมือก็อย่าได้ลงมือหนักจนเกินไป อย่าได้ทำให้ผู้าุโเฉินกลืนไม่เข้าคายไม่ออกล่ะ!”
หวังผิงผสานมือคารวะแล้วกล่าว : “ศิษย์เข้าใจแล้ว แต่หากว่าเป็จ้าวชิงเหยาที่ไม่รู้จักถอยเอง ศิษย์ก็คงมีแต่ต้องสั่งสอนสักครา!”
ช่างไม่รู้จักคำว่ารนหาที่ตายเสียจริง!
.
.
.
.