ตลาดค้าเสรีทางตะวันออกของเมืองเป็สถานที่ซึ่งแต่ก่อนเฟิงหยางไม่เคยมาเยือนมาก่อนแม้ว่าที่นี่โดยพื้นฐานแล้วจะเป็แหล่งรวมตัวของผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณชั้นต่ำและสินค้าที่วางขายก็เป็เพียงวัตถุดิบ ศาสตราเวท หรือตำราวิชาระดับต่ำแต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่คนจน เช่นเขาจะมาได้อยู่ดี แค่หินิญญาสำหรับฝึกตนยังแทบไม่พอแล้วจะเอาที่ไหนมาซื้อของกันเล่า?
ดังนั้น เมื่อเฟิงหยางมาถึงตลาดเสรีแห่งนี้เขาจึงอดตกตะลึงกับความคึกคักของที่นี่ไม่ได้ตลาดเสรีนี้คล้ายกับตลาดนัดของเก่าบนโลกมนุษย์โดยพื้นฐานแล้วไม่มีร้านค้าที่เป็กิจจะลักษณะเป็เพียงพื้นที่ว่างให้ผู้คนมาตั้งแผงลอยกันอย่างอิสระ ผู้คนเดินขวักไขว่เสียงจอแจดังเซ็งแซ่ ช่างเป็ภาพที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาเสียจริง
นี่เป็ครั้งแรกที่เฟิงหยางได้ััด้วยตนเองว่าในเมืองเมฆาครามแห่งนี้มีผู้ฝึกตนระดับล่างมากมายถึงเพียงนี้
ในตัวของเขามีหินิญญาระดับต่ำน่าสมเพชอยู่เพียงสองก้อนของดีๆ หลายอย่างเฟิงหยางจึงไม่มีปัญญาแม้แต่จะเอ่ยปากถามราคาด้วยซ้ำเขาเมินเฉยต่อเสียงเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้นจากเ้าของแผงต่างๆ ที่เดินผ่านแล้วเดินชมสินค้าไปเรื่อยเปื่อยราวกับม้าชมบุปผา เพื่อมองหาสิ่งที่ตน้า
เหล็กกล้าชั้นหนึ่ง และแร่ธาตุชั้นหนึ่งธาตุลม นั้นหาไม่ยากนักแต่โลหิตแมงป่องอัคคีชั้นหนึ่งกลับค่อนข้างล้ำค่าของสิ่งนี้ต้องออกไปล่าสัตว์อสูรนอกเมืองจึงจะได้มาแม้จะเป็เพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณทั่วไปจะรับมือได้
หลังจากเดินอยู่ครึ่งชั่วโมงในที่สุดเฟิงหยางก็พบโลหิตแมงป่องอัคคีที่แผงแห่งหนึ่งหลังจากการต่อรองราคากันอยู่พักหนึ่งเขาก็ใช้หินิญญาระดับต่ำหนึ่งก้อนซื้อมาได้หนึ่งกระปุกเล็กขนาดเท่ากำปั้นวัตถุดิบอีกสองชนิดก็ซื้อได้จากอีกแผงหนึ่ง และต้องจ่ายไปอีกหนึ่งก้อน
เฟิงหยางเคยทำงานที่หอศาสตราล้ำค่ามานานจึงคุ้นเคยกับราคาของวัตถุดิบเหล่านี้เป็อย่างดี ดังนั้นจึงไม่ถูกโก่งราคาอีกอย่าง เขาก็ไม่มีหินิญญาเหลือพอที่จะให้ใครมาโก่งราคาได้อีกแล้ว
บัดนี้บนตัวของเฟิงหยางไม่เหลืออะไรอีกแล้วจริงๆ เงินเดือนสองเดือนของเขาถูกใช้ไปจนเกลี้ยง
ทว่าเฟิงหยางกลับไม่มีอารมณ์จะมานั่งเสียดายหินิญญาเ่าั้หลังจากซื้อของครบแล้ว เขาก็รีบรุดกลับบ้านของตนทันที
…
ในขณะเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมืองเมฆาคราม
ภายในห้องที่ค่อนข้างรกร่างหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงราวกับพระเถระเข้าฌาน กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่
บุคคลผู้นี้มิใช่ใครอื่นเขาคือชายร่างกำยำที่ดักปล้นเฟิงหยางเมื่อวานนี้นั่นเอง นามของเขาคือ หานเถี่ยเป็หัวหน้าของกลุ่มคนทั้งสี่เมื่อวานและถือเป็ผู้มีชื่อเสียงพอตัวในย่านเมืองใต้ ถูกขนานนามว่าพี่ใหญ่เถี่ย
ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดหานเถี่ยลืมตาขึ้นจากการบำเพ็ญเพียร พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาคำหนึ่งในแววตาฉายแววยินดี
“ฮี่ๆดูท่า...อีกไม่นานคงจะทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด จากนั้นข้าก็จะเข้าสู่่ปลายได้แล้วดีมาก...”
ระดับของผู้ฝึกตนนั้นแบ่งออกเป็เก้าขั้นใหญ่ๆได้แก่ รวบรวมลมปราณ, สร้างฐาน, แก่นทองคำ,ิญญาแรกกำเนิด, แปลงเทวะ, หลอมสุญญตา, ผสานจิต, มหายาน,และข้ามผ่านเคราะห์์ แต่ละขั้นใหญ่ยังแบ่งย่อยออกเป็เก้าชั้นโดยสามชั้นแรกคือ่ต้น สามชั้นกลางคือ่กลาง และสามชั้นท้ายคือ่ปลายหลังจากผ่านชั้นที่เก้าจนถึงจุดสูงสุดของขั้นนั้นๆ จะเรียกว่าขั้นสมบูรณ์ หากทะลวงผ่านไปได้ก็จะเข้าสู่ขั้นต่อไป
ในตำนานเล่าว่าหลังจากข้ามผ่านเคราะห์์ขั้นสมบูรณ์แล้ว ก็จะสามารถผ่านเคราะห์์ ขึ้นไปเป็เซียนสู่แดนเซียนได้ทว่านั่นก็เป็เพียงตำนานเท่านั้น เนื่องจากบนทวีปจันทราเมฆาแห่งนี้ไม่มีผู้ใดขึ้นสู่แดนเซียนได้สำเร็จมานานกว่าสองหมื่นปีแล้ว
หานเถี่ยเป็เพียงผู้ฝึกตนอิสระที่มีพร์ธรรมดาคนหนึ่งไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงขั้นิญญาแรกกำเนิดหรือแก่นทองคำหากสามารถไปถึงขั้นสร้างฐานได้ก็นับว่าเป็โชคดีอย่างยิ่งแล้วอย่างน้อยก็จะมีชีวิตอยู่ได้กว่าร้อยปีบัดนี้เมื่อใกล้จะทะลวงสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดอารมณ์ของเขาจึงดีเป็พิเศษ
หลังจากหยุดการบำเพ็ญเพียรหานเถี่ยไม่ได้ลุกขึ้น แต่กลับล้วงแหวนสีดำวงหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแววแห่งความยินดีในดวงตายิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น
“คาดไม่ถึงจริงๆ...คาดไม่ถึงว่าข้าหานเถี่ยจะได้แหวนมิติมาหรือนี่จะเป็สิ่งที่เรียกว่าวาสนาในตำนาน? ฮ่าๆ!”
หานเถี่ยพึมพำกับตนเองอย่างภาคภูมิใจก่อนจะครุ่นคิดต่อ
“แต่ว่าแหวนมิติวงนี้กลับมีผนึกค่ายกลผนึกเอาไว้ มิน่าเล่าเ้าเด็กนั่นถึงใช้ไม่ได้ ฮี่ๆแต่ก็แสดงว่าข้างในต้องมีของดีแน่นอน แค่รอให้ข้าไปถึงขั้นสร้างฐานก็น่าจะเปิดมันออกได้แล้วสินะ? ช่างน่าตั้งตารอเสียจริง”
เกี่ยวกับผนึกบนแหวนมิติวงนี้หานเถี่ยไม่เคยคิดจะไปขอให้ใครช่วยเปิดให้ เขาไม่ใช่คนโง่ของแบบนี้แน่นอนว่าต้องเก็บไว้กับตัวหากไปขอให้ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าตนช่วยคลายผนึกให้แล้วอีกฝ่ายเกิดยึดเป็ของตนเองจะทำอย่างไร?
ขณะที่หานเถี่ยกำลังดีใจอยู่นั้นพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านนอก ตามด้วยประตูห้องที่ถูกผลักเปิดออกชายร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หานเถี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไอ้สี่ เ้าทำอะไร? เกิดเื่อะไรขึ้น?”
ชายร่างสูงโปร่งมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ เมื่อครู่เ้าเด็กเฉาหยางนั่นมาส่งข่าวบอกว่าเ้าเด็กเมื่อวานมันยังไม่ตาย!! เช้านี้มันไปปรากฏตัวที่หอศาสตราล้ำค่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!แถมยังแอบซื้อศาสตราเวทระดับกลาง กับยันต์อาคมมาอย่างละชิ้นแล้วก็มุ่งหน้าไปทางตลาดเสรีทางตะวันออกของเมืองดูท่าทางเหมือนกำลังเตรียมการอะไรบางอย่างเป็ไปได้อย่างยิ่งว่ามันคิดจะมาหาเื่พวกเรา!”
“อะไรนะ?! มันยังไม่ตายงั้นรึ?แถมยังคิดจะมาล้างแค้นอีก?”
หานเถี่ยตะลึงงันไปชั่วขณะพอได้สติก็แสยะยิ้มอย่างอำมหิ
“ฮี่ๆ ช่างไม่รู้จักที่ตายจริงๆ!ในเมื่อเป็เช่นนี้...พวกเราก็แค่ฆ่ามันอีกครั้งก็สิ้นเื่!”
เมื่อรู้ว่าเฟิงหยางยังไม่ตาย แถมยังเพ้อฝันที่จะมาล้างแค้นหานเถี่ยก็บังเกิดจิตสังหารขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่มีทางยอมให้แหวนมิติถูกชิงกลับไปเด็ดขาด และที่สำคัญเขาต้องฆ่าปิดปาก!
“มันยังซื้อศาสตราเวทระดับกลางกับยันต์อาคมมาด้วยรึ?ฮี่ๆ ของพวกนี้ข้าจะรับไว้โดยไม่เกรงใจแล้วกัน! ไป!ไปเรียกไอ้สองกับไอ้สามมา เราจะไปบุกบ้านเ้าเด็กนั่นกัน!”
...
กว่าเฟิงหยางจะกลับมาถึงบ้านก็เลยเที่ยงไปแล้วเขาซื้อซาลาเปาสองสามลูกรองท้อง แล้วตรงกลับบ้านทันที
ที่ตั้งบ้านของเขานั้นอันที่จริงถือว่าไม่เลวเลยเพียงแต่ใน่สิบปีที่ผ่านมา สิ่งปลูกสร้างรอบๆ ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจนบริเวณบ้านของเขากลายเป็ที่เปลี่ยวร้าง ตอนนี้โดยพื้นฐานแล้วได้กลายเป็ย่านคนธรรมดาไปแล้วรอบๆ ล้วนเป็คนธรรมดาสามัญทั้งสิ้น หากจะพูดถึงผู้ฝึกตนก็เห็นจะมีเพียงเขาคนเดียว
การฝึกตนต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลคนธรรมดาสามัญไม่มีทางแบกรับภาระไหว อีกทั้งบางคนก็ไม่มีรากิญญาไม่สามารถฝึกตนได้
หากใช้มาตรฐานของโลกมนุษย์บ้านของเฟิงหยางก็ถือว่าไม่เล็กเลยทีเดียว สองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่นหนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำมาตรฐาน แถมหน้าบ้านยังมีสวนเล็กๆ อีกด้วย
เมื่อกลับถึงบ้าน ปิดประตูเรียบร้อยแล้วเฟิงหยางก็เข้าไปในห้องนอนของตน และนำของทั้งหมดออกมาด้วยความกระตือรือร้น
มือขวาถือยันต์อัคคีผลาญวงแหวน มือซ้ายถือกระปุกโลหิตแมงป่องอัคคีเฟิงหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนำยันต์อาคมไปวางบนฝากระปุก จากนั้นจึงตั้งจิตในใจว่าซ่อมแซม
ทันทีที่ออกคำสั่งเฟิงหยางก็รู้สึกว่าพลังปราณในกายค่อยๆ ไหลออกไปอย่างช้าๆขณะเดียวกันก็ราวกับมีพลังงานประหลาดบางอย่างมารวมตัวกันอยู่เบื้องหน้าแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น ห่อหุ้มทั้งยันต์อาคมและกระปุกเล็กๆ ไว้
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีแต่สำหรับเฟิงหยางแล้วกลับรู้สึกยาวนานนัก ไม่รู้ว่าเป็เพราะเขาคิดไปเองหรือไม่เขารู้สึกว่ายันต์อาคมในมือขวาร้อนขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังลุกไหม้
ในที่สุด เมื่อพลังปราณในกายหยุดไหลเวียนแสงสีแดงเบื้องหน้าก็สลายหายไปในพริบตาพร้อมกันนั้นข้อมูลชุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
ซ่อมแซมสำเร็จ
ระดับความเสียหายของศาสตรา: 0
ไม่จำเป็ต้องซ่อมแซม
แววแห่งความยินดีฉายวาบขึ้นในดวงตาของเฟิงหยางเขาก้มลงมองยันต์อาคมในมืออีกครั้ง ก็พบว่าทั่วทั้งแผ่นยันต์กำลังเปล่งแสงอุ่นๆออกมา อักขระที่เคยเลือนรางบนนั้นบัดนี้กลับมาคมชัดราวกับของใหม่ทั้งแผ่นยันต์ดูราวกับเพิ่งถูกสร้างขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ!
“เหลือเชื่อเกินไปแล้ว...”
เฟิงหยางอดที่จะอุทานออกมาไม่ได้แม้เขาจะสร้างยันต์ไม่เป็ แต่ก็พอจะรู้ว่าการสร้างยันต์ต้องใช้กระดาษยันต์พู่กันยันต์ชนิดพิเศษ และต้องสามารถวาดอักขระทั้งยังต้องสื่อสารกับพลังปราณฟ้าดินเพื่อนำมาสู่ยันต์ได้กระบวนการนั้นซับซ้อนและยากเย็นอย่างยิ่ง แต่พอมาถึงมือเขา กลับไม่ต้องทำอะไรเลยแค่เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม แล้วใช้ทักษะเท่านั้น!
เขาพลิกยันต์อาคมในมือไปมาอย่างตื่นเต้นอยู่ครู่หนึ่งแทบจะอดใจไม่ไหวอยากจะลองยิงลูกไฟสักสองสามลูกดูแต่สุดท้ายก็ยังคงเก็บยันต์อาคมไว้ก่อน จากนั้นจึงมองไปที่กระปุกเล็กๆก็พบว่าโลหิตแมงป่องอัคคียังเหลืออยู่กว่าครึ่งเมื่อครู่ใช้ไปเพียงสองสามส่วนเท่านั้น
นั่นหมายความว่าตราบใดที่เขาไม่ใช้พลังของยันต์จนหมดสิ้นและยันต์ถูกทำลายไปโลหิตแมงป่องอัคคีที่เหลืออยู่ก็ยังสามารถใช้ซ่อมแซมยันต์ได้อีกสามถึงสี่ครั้ง!
เฟิงหยางปิดผนึกกระปุกโลหิตแมงป่องอัคคีที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวังแล้วนำไปวางไว้ใต้เตียงจากนั้นก็หยิบสนับแขนวิหคหวน และแร่ธาตุชั้นหนึ่งธาตุลมขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมา
เขาตั้งจิตว่าซ่อมแซม เพียงไม่กี่ลมหายใจผ่านไปแร่ธาตุก็อันตรธานหายไป ส่วนสนับแขนวิหคหวนในมือขวาก็กลับมาใหม่เอี่ยมอ่อง
สุดท้าย กระบี่สั้นเล่มนั้นก็ถูกซ่อมแซมเช่นกัน
เขาสวมสนับแขนเข้ากับแขนขวาอีกครั้งเก็บกระบี่สั้นเข้าฝักหนังแล้วเหน็บไว้ที่เอว แววตาของเฟิงหยางฉายความพึงพอใจออกมา
“เฮ้อ ซ่อมแซมศาสตราสามชิ้นพลังปราณในกายก็แทบจะหมดเกลี้ยง ดูท่าพลังบำเพ็ญเพียรของข้ายังต่ำเกินไปจริงๆ”
เฟิงหยางััถึงพลังปราณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในกายพึมพำกับตนเอง แล้วนั่งขัดสมาธิบนเตียง เริ่มโคจรลมปราณเพื่อฟื้นฟู
...
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา เฟิงหยางลืมตาขึ้นอีกครั้งพ่นลมหายใจขุ่นมัวสีขาวราวกับแถบผ้าออกมาคำหนึ่งทั่วทั้งร่างดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอีกครั้งแถมในแววตายังฉายประกายแห่งความประหลาดใจออกมาด้วย
“พลังบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย?! หรือว่า...การใช้วิชาซ่อมแซมศาสตรา จะมีผลเหมือนกับการบำเพ็ญเพียรด้วย?ถ้าเป็เช่นนั้น ขอเพียงข้าใช้วิชาซ่อมแซมบ่อยๆความเร็วในการบำเพ็ญเพียรก็น่าจะเร็วกว่าเมื่อก่อนมากสินะ?”
เฟิงหยางคิดอย่างตื่นเต้นหัวใจพองโตด้วยความยินดี ความเร็วในการฝึกตนของเขานั้นช้ากว่าคนอื่นมากมาโดยตลอดเขาคิดว่าพร์ในการฝึกตนของตนเองคงจะย่ำแย่มาก ถึงขั้นที่เรียกว่าธรรมดาก็ยังไม่ได้เขาเก็บเื่นี้ไว้ในใจมาตลอดบัดนี้เมื่อพบว่าวิชาซ่อมแซมศาสตราสามารถช่วยในการบำเพ็ญเพียรได้แน่นอนว่าเขาย่อมดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
“ก่อนอื่นต้องหาทางชิงแหวนกลับมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยวางแผนใช้วิชาซ่อมแซมหาหินิญญาคิดว่าอย่างน้อยต่อไปคงจะไม่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกตนแล้ว ดีมาก”
เฟิงหยางกำหมัดแน่น ในใจค่อยๆ กระจ่างแจ้งขึ้นรู้สึกว่าหนทางเบื้องหน้าช่างสดใสเหลือเกิน
“ปัง!!!”
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังสนั่นมาจากด้านนอกทำให้เฟิงหยางสะดุ้งใ
ฟังจากเสียงแล้วดูเหมือนว่าประตูใหญ่หน้าสวนจะถูกใครบางคนถีบพังเข้ามา!จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังตามเข้ามา
สีหน้าของเฟิงหยางพลันเคร่งขรึมราวกับนึกอะไรบางอย่างออก เขารีบลุกขึ้นเดินออกไปทันที
และก็เป็เช่นนั้นจริงๆ เมื่อเขาเปิดประตูบ้านก็เห็นคนสี่คนยืนอยู่ในสวน และในวินาทีที่เห็นคนทั้งสี่ม่านตาของเฟิงหยางก็หดเล็กลงในดวงตาฉายแววแห่งความโกรธแค้นและชิงชังที่ยากจะเก็บงำไว้ได้!
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้มาเยือนก็คือหานเถี่ยและพรรคพวกทั้งสี่นั่นเอง!
เฟิงหยางคาดไม่ถึงว่าตนเองยังไม่ทันได้ไปหาพวกมัน พวกมันกลับเดินเข้ามาหาเสียเอง!