24 : งานเลี้ยง
วันหยุดสุดสัปดาห์ได้มาเยือนอีกครั้ง วันที่เนียร์จะต้องมาทำงานพิเศษกับฟิวส์ที่ห้องอาหารในโรงแรม วันนี้ทุกคนเข้ามาเตรียมตัวทำงานเหมือนทุกครั้ง แต่มีบางอย่างแปลกไปก็คือเฮียเข้ามาหาพนักงานในห้องถึงที่ เพื่อประกาศเื่สำคัญบางอย่าง
“เอาละ วันนี้พวกเราจะทำงานหนักกว่าเดิมหน่อยนะ” เขาบอก
“ทำไมเหรอครับ”
“วันนี้ตอน่เย็นจะมีบริษัทมาจัดงานเลี้ยงที่ห้องบอลลูมข้างบนนี้น่ะ แล้วก็สั่งให้ร้านอาหารในโรงแรมนี้ทำอาหารส่งไปด้วย เพราะฉะนั้น...คืนนี้ก็งานหนักกันหน่อยนะ เพราะต้องมีคนขึ้นไปส่งอาหารในงานเลี้ยงด้วย”
แต่ละคนร้องโห่ทันทีเพราะปกติแค่ในห้องอาหารอย่างเดียวก็ยุ่งกันจะตายห่าอยู่แล้ว นี่ยังต้องเจียดเวลาไปดูแลอีกงานอีก จะมีก็แต่สองคนที่ไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้นี่แหละ ที่ไม่ได้เป็เดือดเป็ร้อนอะไร เพราะต่อให้มีคนมากันเยอะขึ้น พวกเขาก็ไม่ต้องออกไปต้อนรับแขก แค่เพิ่มจำนวนครั้งการแบกของเยอะขึ้นเท่านั้นเอง
ใน่กลางวันทุกคนยังคงทำงานกันตามปกติ แต่พอใกล้เวลาเริ่มงาน ในห้องครัวก็เริ่มวุ่น พวกพนักงานเสิร์ฟเดินเข้าๆ ออกๆกันเป็ว่าเล่น เพื่อนำถาดอาหารไปวางเตรียมไว้ที่ห้องจัดงานรอแขกทั้งหลาย และเมื่อแขกค่อยๆ พากันทยอยมา งานก็วุ่นขึ้นอีกเป็เท่าตัว เพราะนอกจากต้องนำอาหารใหม่ขึ้นไปแล้ว ยังต้องคอยเติมอาหารแต่ละอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
“เห็นแบบนี้แล้วอยากไปช่วยงานคนอื่นบ้างจังแฮะ” เนียร์เห็นเพื่อนร่วมงานกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาจากบันไดเข้าไปในห้องครัวอย่างเร่งรีบจนไม่มีแม้แต่เวลาจะปริปากบ่น จนเธออยากไปช่วยงานทางนั้นบ้าง
ฟิวส์ไม่ได้แสดงความเห็นอะไร รู้ดีว่าทั้งเขาและเธอไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะไปเจอกับสีดำ-แดง หากเป็แบบนั้นแล้วที่เขาเลือกทำงานหลังร้านนี้คงไร้ความหมาย
ทว่าความวุ่นวายก็เกิดขึ้นเพียง่ต้นงาน เมื่อแเื่มากันครบได้ระยะหนึ่งแล้วทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่ เพราะบรรดาผู้ร่วมงานสนใจจับกลุ่มคุยกันมากกว่าทานอาหาร ทางห้องอาหารจึงส่งคนขึ้นไปตรวจสอบความเรียบร้อยในงานราวๆครึ่งชั่วโมงต่อครั้ง เพื่อให้พวกพนักงานได้พักกันบ้าง
“บริษัทที่มาจัดนี่ คงเป็บริษัทั์ใหญ่น่าดูเลยนะ ถึงได้มาจัดงานในโรงแรมหรูๆ แบบนี้ได้” เนียร์เดาเอา เพราะข้อมูลนี้ถือเป็เื่ส่วนตัวของผู้จัดงานกับทางโรงแรม จึงไม่อาจรู้ได้ว่าเป็บริษัทไหน
“อืม...ได้ยินจากเฮียมาบ้างเหมือนกันว่าใหญ่พอดู” ฟิวส์บอกอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ ก่อนจะเตรียมยกกล่องไปทางห้องครัวอีกรอบ “เธอน่ะหยุดสนใจเื่อื่นแล้วมาทำงานของตัวเองให้ดีเถอะ”
เนียร์แอบแปลกใจกับท่าทีของฟิวส์ที่ดูเหมือนจะเฉยเมยมากกว่าทุกครั้ง จนเกือบเรียกได้ว่าเ็า ท่าทีของเขาเหมือนไม่้าเข้ามายุ่งด้วย แม้พยายามสบตาก็ทำหลบตลอด ตอนมาถึงทักก็ไม่ยอมทักตอบ
เนียร์ไม่เข้าใจว่าตัวเองเผลอไปทำอะไรให้เขาโกรธหรือเปล่า แต่จากนิสัยของหมอนี่แล้วถ้าโกรธก็น่าจะอาละวาดนี่นา ไม่เงียบแบบนี้หรอก
ขณะตามไป เนียร์เลยถือโอกาสถามเขา “นี่นายโกรธอะไรฉันอยู่รึเปล่า”
ในใจนึกอยากให้อีกฝ่ายหันกลับมาตวาดใส่ว่า ‘ก็ใช่น่ะเซ่ ยัยเบ๊อะ!’ แล้วก็ร่ายสิ่งที่เธอทำให้เขาโมโหออกมา แต่สิ่งที่หนุ่มหัวส้มทำกลับเป็
“เปล่า ทำไมฉันต้องโกรธเธอด้วย” ฟิวส์ตอบเสียงเรียบโดยไม่หันมามอง นั่นยิ่งทำให้เด็กสาวอึดอัดขึ้นเป็ทวี แล้วได้แต่ก้มหน้าเงียบเดินตามเขาต่อไป
ภายในงานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้นในห้องบอลลูนของโรงแรม บัดนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายในชุดราตรีหรูหราเข้ากับบรรยากาศ แม้แต่เด็กบางคนที่มากับพ่อแม่ก็ยังแต่งตัวสวยหล่อกันราวกับเ้าหญิงเ้าชาย ทุกคนล้วนติดเข็มกลัดริบบิ้นสีตามที่เ้าของงานสั่งมาไว้ตรงอก เพื่อให้รู้ว่าเป็แขกของงานเลี้ยงนี้
เมื่อรับรู้ได้ว่าแขกมากันพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาที่เ้าของงานจะขึ้นมากล่าวอะไรเล็กๆ น้อยๆ กับทุกคน
ทันทีที่พิธีกรเชิญเ้าของงานหรือผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมากล่าว ก็มีชายคนหนึ่งเดินขึ้นมาบนเวที
เขาอายุประมาณสามสิบต้นๆ ซึ่งถือว่ายังหนุ่มมากสำหรับตำแหน่งผู้บริหารบริษัทใหญ่ั์นี้ ผมสีดำเริ่มมีสีเทาขึ้นแซมประปรายจัดเป็ทรงสุภาพแต่ไม่ถึงขั้นเนี้ยบเรียบแปล้แบบชายบางคนในงาน สีหน้าที่เหมือนผ่านอะไรมามากมายนั้น ทำให้เขากลายเป็คนสูงอายุกว่าอายุจริงมากนัก ดวงตาสีน้ำตาลแก่แลดูเด็ดเดี่ยวอย่างคนมั่นใจในตัวเองและยากที่จะเชื่อใจใครง่ายๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูโดดเดี่ยวหากมีสง่าราศี ราวกับพญาสิงโต
มือใหญ่รับไมค์มาจากผู้ติดตามในชุดสูททำงานสีดำที่เดินตามขึ้นมาด้วย ก่อนจะเอ่ยกล่าวกับทุกคนที่ปรบมือเป็การให้เกียรติ
“สวัสดียามเย็นครับ ผม ตนัย ดาราการณ์...ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดทุกคนน่าจะรู้จักผมดีอยู่แล้ว”
ไม่ผิดจากที่เขาพูด เพราะทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าชายคนนี้คือผู้ที่ก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา
“ดังนั้นผมคงจะไม่กล่าวอะไรมาก นอกจากขอให้ทุกคนสนุกกับงานเลี้ยงนี้นะครับ ขอบคุณ”
เกิดเสียงปรบมือขึ้นอีกครั้งแบบประปราย ด้วยความงุนงงว่าอีกฝ่ายพูดจบแล้วหรือ
ขณะตนัยเดินลงมาจากเวที ผู้คนเริ่มกลับไปคุยกันเหมือนก่อนหน้า บ้างก็พูดถึงงาน บ้างก็พูดถึงผู้บริหารหนุ่มคนนี้
“จะกลับแล้วหรือครับ” ผู้ติดตามที่ยังอายุน้อยเอ่ยถามเมื่อเห็นเ้านายออกจากงานทางประตูหลังที่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามีอยู่ด้วย ทั้งที่เขาเป็เ้าของงานนี้แท้ๆและที่ขึ้นไปพูดเมื่อครู่นี้ก็เช่นกัน ไม่มีเ้าของงานคนไหนเขาพูดกันสั้นๆ ห้วนๆเหมือนไม่มีความสำคัญอะไรแบบนั้นหรอกนะ
ราวกับจะรู้ความคิดอีกฝ่ายได้ ผู้บริหารหนุ่มหันมาส่งยิ้มเย็น ดวงตาสีน้ำตาลแก่จ้องมองมาราวกับจะมองอีกฝ่ายอย่างทะลุปรุโปร่ง
“ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเสวนากับคนไร้ค่าพวกนั้น” กล่าวเสียงเรียบหากเย็นะเืจนผู้ติดตามอดตัวสั่นไม่ได้ เมื่อเ้านายกำลังบอกว่าคนพวกนั้น ‘ไร้ค่า’
“อีกอย่าง...มันก็เป็แค่งานที่ตาแก่พวกนั้นเร่งเร้าให้จัดเท่านั้น”
“เอ่อ...แต่คนพวกนั้นเป็คนที่ทำงานให้กับท่านในบริษัท...ไม่ใช่หรือครับ”
ตนัยเหยียดยิ้มบางจนน่าขนลุก
“หึ ทำงานให้งั้นหรือ...คนพวกนั้นจะจัดหามาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีอะไรต่างกันนักหรอก พวกมันก็แค่...ตัวที่คอยเกาะกินความสำเร็จของฉันเท่านั้น ไม่อาจทำให้สิ่งที่ฉันฝันเป็จริงได้เลยสักนิด” ดวงตาที่แก่เกินวัยนั้นหรี่ลง ราวกับกำลังพูดว่า ‘ถึงตายไปก็ไม่เสียดายเลย’
นั่นทำให้ผู้ติดตามไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย
“หืม?” ขาที่กำลังจะก้าวลงบันไดหยุดชะงัก เมื่อดวงตาสีน้ำตาลไปสะดุดตรงร่างบางที่เดินผ่านบันไดนี้ไปพอดี เป็เด็กสาวที่คุ้นตาเป็อย่างยิ่งจนตนัยต้องหัวเราะอย่างที่นานๆทีจะทำ จนผู้ติดตามสงสัยว่าเ้านายเป็อะไร พอมองตามก็เข้าใจได้ทันที หากมีปฏิกิริยาแตกต่างกันตรงที่เขารู้สึกหวาดหวั่นต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเด็กคนนั้นคือ
“นิศาชล รัตนากุล” ตนัยส่งเสียงหึๆ ในลำคอ จ้องมองเ้าของนามนั้นอย่างคนมีแผนการในใจ
ตนัยหันมาทางผู้ติดตาม เขาพูดเหมือนจะถาม “รู้ใช่มั้ยว่าต้องทำอะไร”
“...ครับ”
“ให้ตาย...โกรธเื่อะไรก็พูดออกมาตรงๆ สิวะ แบบนี้มันอึดอัดนะโว้ย” คนบ่นพึมพำไม่สมเป็หญิงมีท่าทีหงุดหงิด เมื่อเพื่อนร่วมงานอีกคนทำตัวเงียบขรึมผิดปกติ เธอเลยต้องแกล้งทำเป็ออกมาขอเข้าห้องน้ำข้างนอกแทนที่จะใช้ห้องน้ำสำหรับพนักงาน
ความจริงเนียร์ไม่ได้ปวดอะไรหรอก แค่อยากออกมาจากสภาพนั้นนานๆ เท่านั้น ไม่อย่างนั้นมีหวังทนความอึดอัดนั่นไม่ไหว ได้มีปากเสียงเืตกยางออกกันแน่
“นี่เธอ”
เสียงเรียกทำให้เนียร์หยุดชะงัก เธอเห็นผู้ชายคนหนึ่งท่าทีรีบร้อน จู่ๆ ก็เข้ามาจับแขนลากตัวเธอไปด้วยเฉยเลย
“เธอเป็คนจากห้องอาหารใช่มั้ย ทำงานแย่จริงๆ เลยนะ รู้มั้ยว่าตอนนี้อาหารในงานเลี้ยงใกล้จะหมดอยู่แล้ว ยังไม่ให้คนเอามาเติมอีก คิดจะทำให้ฉันขายหน้ารึยังไงฮึ ไป..รีบไปเลยนะ ไปดูแลอาหารในงานให้เรียบร้อย” เขาพูดออกมายาวเหยียดจนเนียร์หาจังหวะแทรกไม่ได้
“ดะ..เดี๋ยวค่ะ ฉันเป็คนในห้องอาหารก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่...” หากกล่าวไม่ทันจบว่าตัวเองไม่ได้รับผิดชอบเื่อาหาร ก็ถูกชายคนนั้นลากขึ้นบันไดเตรียมไปห้องงานเลี้ยงและใส่กลับมาอีกระลอก
“จะมามัวรออะไรอยู่ล่ะ รู้มั้ยว่าแขกในงานจะติกันมากขนาดไหนกับข้อบกพร่องอันนี้ เดี๋ยวฉันก็เอาไปพูดข้อเสียนี้กับพวกนักวิจารณ์ซะหรอก จะได้เขียนบทความให้ลดคุณภาพของโรงแรมนี้ให้เหลือเกรดสัก 2 ดาวเลยดีมั้ย”
“...ไม่ดีค่ะ” เนียร์ไม่กล้าเอาชื่อเสียงของโรงแรมมาเสี่ยง จึงทำให้ต้องยอมโดนพาไปแต่โดยดีแก้ขัดไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยรีบลงมาบอกพวกในห้องครัวอีกทีว่าให้ทำอาหารเพิ่มด้วย
ทว่าเธอไม่รู้ตัวเลยว่าเมื่อเธอเข้าไปในห้องงานเลี้ยงแล้วนั้น ก็ถูกคนที่พามาปิดและล็อกประตูทันที พร้อมๆ กับกล่าวขอโทษเสียงเบา
ทันทีที่เข้ามา เด็กสาวก็รีบไปสำรวจจานอาหารแต่ละซุ้ม และต้องพบว่าอาหารแต่ละจานแทบไม่พร่องลงไปเลยสักนิด ผิดกับที่เธอได้ยินมาลิบลับ
“อะไรกัน ก็ไหน...” เนียร์หันหาคนที่พาเธอมา เพียงแค่นั้นร่างกายของเธอก็แข็งทื่อราวกับหยุดการทำงาน เธอเพิ่งจะสังเกตว่าแขกทุกคนในงานเลี้ยงล้วนแล้วแต่ติดเข็มกลัดรูปริบบิ้นสีแดงขลิบดำ
เนียร์มองอย่างตื่นตะลึง ถอยหลังหนีแต่ไปชนกับโต๊ะวางอาหารข้างหลังเข้า จนจานอาหารกับแก้วเครื่องดื่มหล่นกระจายเต็มพื้นเสียงดัง เรียกความสนใจของทุกคนได้เป็อย่างดี
“อะไรกัน เด็กนี่เข้ามาได้ไงเนี่ย” หญิงสาวที่แต่งหน้าสีเข้มจัดมองเนียร์อย่างเหยียดหยาม เพราะอีกฝ่ายอยู่ในชุดพนักงานที่ซอมซ่อ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าเด็กคนนั้นตัวสั่นรุนแรงแค่ไหน
“ไม่...” เนียร์พึมพำ และโดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว เธอก็ออกวิ่งตรงไปยังประตูอย่างรวดเร็วอย่างไม่คิดอะไรทั้งนั้น จนชนคนมากมาย
“ว้าย! ฮึ่ม อีเด็กเวรนี่ทำชุดฉันเปื้อนหมด” คนที่โดนเนียร์ชนจนเครื่องดื่มหกใส่ชุดสวยบ่นอย่างเดือดดาล
เหล่าผู้ชายก็เริ่มไม่พอใจ “ใครปล่อยเด็กนั่นเข้ามาในงานเนี่ย เรียกรปภ. มาลากเด็กบ้านี่ออกไปซิ”
มีบางคนจะออกไปตามรปภ. แต่ก็ถูกเนียร์ผลักจนล้มไป เธอพยายามเปิดประตูออกแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมีคนล็อกจากข้างนอกไว้ราวกับจงใจขังเธอไว้กับคนพวกนี้
“เปิด! เปิดเดี๋ยวนี้ ขอร้องล่ะ” เธอพยายามร้องเรียกให้คนข้างนอกได้ยิน ในขณะที่คนในงานนั้นพากันสงสัยว่าทำไมประตูถึงล็อกได้
เนียร์พยายามหาช่องทางอื่น แต่เมื่อหันกลับมาก็เจอแต่คนติดเข็มกลัดเต็มไปหมด โดยมิอาจต้านทาน หัวใจก็เต้นเร็วขึ้นราวกับมีคนฉีดสารกระตุ้นเข้าไป กล้ามเนื้อเกร็งแน่นเป็สัญญาณ เนียร์ทรุดตัวลงก้มหน้ากุมหัวอย่างทรมาน
หนี...รีบหนีไปซะ หนีก่อนที่เธอจะควบคุมตัวเองไม่ได้
เธอร้องบอกในใจ พยายามเป็อย่างยิ่งที่จะควบคุมตัวเองไว้ แม้รู้ดีว่ามันไร้ผล ก่อนจะะโลั่น
“หนีไป!!”
ทว่า ไม่มีใครทำตาม นอกจากมองเธอเป็คนป่วยทางจิตเท่านั้น
“เด็กบ้านี่ทำงานเสียหมด” ชายคนหนึ่งบ่นออกมา ที่มีเด็กมาทำงานเลี้ยงหรูๆ ให้กลายเป็สถานที่จำอวดของพวกคนบ้า
“...งาน?”
เสียงเล็กเอ่ยแ่เบา ร่างบางลดมือที่กุมหัวลง เหมือนไม่เ็ปใดๆ อีกแล้ว
“มีงานเลี้ยง...ด้วยเหรอ”
เธอถาม ลุกขึ้นแม้ตัวจะเซๆแบบคนยังยืนได้ไม่มั่นคงก็ตามที ทุกคนหันมาสนใจอีกครั้ง
“เด็กนี่บ้าจริงๆ ด้วย ตัวเองเป็คนเข้ามาในงานนี้เองแท้ๆ ยังไม่รู้อีก” ผู้ชายคนเดิมพูด เขาหันมาทางเนียร์กะต่อว่าอะไรอีกครั้ง
ทว่าพอหันมาก็ถูกเด็กสาวเข้ามาประชิดตัวอย่างเร็วพร้อมกับปลายนิ้วทั้งห้าสวนเข้าไปในท้อง เขาสำลักเืออกมาทางปาก หัววางไว้บนบ่าของเธอ ร่างกระตุกเพียงครู่ก่อนจะหมดลมหายใจ ก่อให้เกิดเสียงกรีดร้องของบรรดาแขกในงานโดยพลัน
เนียร์มองภาพตรงหน้าที่เต็มไปด้วยคนพากันวิ่งหนีอลหม่าน แล้วหัวเราะออกมา
“คิกๆ มีงานเลี้ยงทั้งที ขาดฉันได้ไง”
ทุกคนพากันพร้อมใจวิ่งหนีโดยไม่ต้องมีใครบอกรอบสอง เพียงแต่มันเป็การหนีที่ไร้ทางออก เพราะทุกคนถูกขังไว้ในห้องซึ่งมีคนที่พร้อมจะปลิดชีพพวกเขาอยู่ทุกเวลา เพื่อทำการ ‘เก็บกวาด’ สิ่ง ‘ไร้ค่า’ให้หมดสิ้นไป
เขาว่ากันว่าเสียงกรีดร้องของคนที่กำลังจะตายนั้น นับเป็เสียงเลวร้ายมากที่สุด และตอนนี้ชายหนุ่มที่เป็คนขังคนเ่าั้เองต้องฟังมันด้วยความอดทนอย่างที่สุดโดยที่ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย ทั้งๆ ที่แค่เขาเปิดประตูบานนี้เท่านั้น ก็จะสามารถช่วยคนได้นับสิบแท้ๆ หากเพราะนี่คือคำสั่งของเ้านาย คนที่เขาให้สัตย์ปฏิญาณไว้แล้วว่าจะคอยรับใช้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จึงไม่อาจทำสิ่งใดได้
ผู้ติดตามของตนัยไม่กล้ามองภาพภายในห้องจากช่องเล็กๆ ตรงประตู เพียงแค่เสียงที่ได้ยินก็ทำให้เขาจินตนาการถึงภาพโหดร้ายจนน่าเอียนสุดๆแล้ว ไหนจะกลิ่นคาวเืที่ลอดออกมาอีก ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้จนแทบอาเจียน
แต่...ตนัย ดาราการณ์ กลับมองภาพเ่าั้ได้อย่างหน้าตาเฉย ทั้งยังมีรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้านั้นอีก
ใช่แล้ว เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทชื่อดังนี้ขึ้นมา และเป็คนที่ปล่อยพลังจากธรรมชาติให้ไปอยู่ในตัวเด็กพวกนั้นด้วย คนที่อยู่เื้ัเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ใช่...นายตนัย ดาราการณ์คนนี้เอง!
ร่างบางหมุนไปรอบตัวด้วยกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเื หยดน้ำสีแดงสาดกระเซ็นไปทุกฝีก้าวที่ข้ามผ่าน พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนดังราวกับเป็ดนตรีให้เด็กสาวเต้นรำด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม เสียงหัวเราะร่าเริงสะท้อนก้อง
มือเล็กเอื้อมไปหยิบมีดบางที่วางประดับอยู่บนโต๊ะอาหาร ยกขึ้นจุมพิตด้านคมราวกับกำลังให้พรกับมัน พรที่ให้เธอได้ใช้มีดเล่มนี้อย่างสุขสำราญ
“คิก ยังเหลือใครอีกกันน้า” เสียงใสถามอย่างไร้เดียงสา ขณะดวงตาเ็าเหมือนดวงตาของสัตว์เลื้อยคลานหันมองไปรอบๆห้องที่เต็มไปด้วยร่างคนนอนเกลื่อนกลาด
มองดูเหมือนไม่เหลือผู้รอดชีวิตแล้ว แต่เด็กสาวยังคงได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว แม้จะพยายามข่มเอาไว้ก็มิอาจซ่อนได้หมด
แหม อุตส่าห์อยู่ได้มาถึงตอนนี้ เห็นทีคงต้องอยู่เล่นด้วยให้สนุกนานๆ ซะแล้ว
เืแดงฉานที่นองอยู่ตามพื้นไหลมารวมกันแล้วลอยขึ้นมาพุ่งตรงกระแทกร่างหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ พร้อมกับเสียงกรีดร้องลั่น
เนียร์ปรายตามอง ใช้ปลายนิ้วััริมฝีปากอุทานเหมือนคนใ “อุ๊ย! มาหลบอยู่ตรงนี้นี่เอง”
หญิงสาวคนนั้นเห็นเนียร์เดินเข้ามาใกล้ก็รีบร้องขอชีวิต “ยะ..อย่าทำอะไรฉันเลยนะ อยากได้อะไรฉันให้หมดเลย แต่อย่าฆ่าฉันเลยนะ” นอกจากรอยเืที่เปื้อนบนเสื้อนั้นยังมีรอยด่างของเครื่องดื่มที่เคยหกใส่อยู่ เป็ผู้หญิงคนเดียวกับที่เนียร์ชนคนนั้นเอง
“ว้า เสื้อของคุณผู้หญิงเปื้อนสีแดงเลอะหมดเลย” เนียร์นั่งยองๆ เข้าไปดูใกล้ๆ มือที่เปื้อนไปด้วยเืยกขึ้นทาบหน้าของหญิงคนนั้น เธอไล้มือไปทั่วจนใบหน้าที่ตกแต่งสวยงามนั้นเปื้อนไปหมด แต่หญิงสาวยังทำใจกล้า
“ชะ..ใช่ เสื้อฉันเปื้อน จะปล่อยฉันไปได้มั้ย จะได้ไปซักให้สะอาด”
ชั่วขณะหนึ่งที่เนียร์นิ่งเงียบไปเหมือนรับฟังอีกฝ่าย ก่อนจะเผยยิ้มกว้างออกมา จนแลดูเธอน่ารักราวกับนางฟ้า ทำให้อีกฝ่ายเผลอหลงไปชั่วขณะ และอีก่เวลาหนึ่งถัดมา
คือภาพคมมีดที่จ้วงลงมากลางอก
“ไม่เป็ไรหรอกนะคะ ชุดเปื้อนแล้ว...ก็ย้อมให้มันกลายเป็สีแดงทั้งตัวเลยละกัน”
ว่าแล้วมือเล็กก็จัดการกระหน่ำแทงลงไปยังร่างของหญิงสาวไม่ยั้ง คนถูกแทงร้องเสียงกระตุกเืไหลทะลักออกมาล้นปาก
เมื่อเนียร์หยุดทำการย้อมสีให้เสร็จแล้วก็ลุกขึ้นชมผลงาน ชุดของหญิงสาวกลายเป็สีแดงฉานสมใจอยาก แต่น่าเสียดาย...ตรงที่มีจุดขาดวิ่นเยอะไปและหุ่นที่ใส่เสื้อตัวนี้ก็มีสภาพเหวอะหวะเละเทะไม่งดงามอีกแล้ว
ร่างบางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะไปตามหาเหยื่อคนต่อไปอีก
ยังมีผู้หญิงอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอกอดร่างเล็กเอาไว้แน่น แม้เธอจะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวไม่แพ้ลูกสาวของตัวเองเลยก็ตาม
เนียร์คลี่ยิ้มบาง เข้าไปกระชากร่างเล็กในอ้อมแขนคนเป็แม่อย่างไม่มีแม้แต่ความสงสาร เธอคว้าคอของเด็กน้อยแล้วยกขึ้นสูงอย่างง่ายดาย มือน้อยๆ พยายามจะแกะมืออีกฝ่ายออกแต่ก็ไร้ผล นอกจากจะอึดอัดด้วยการขาดอากาศหายใจแล้ว ร่างเล็กนั้นยังรับรู้ได้ถึงความปั่นป่วนภายในกายตนอีกด้วย ความรู้สึกที่ผิดปกติจนมีเืกำเดาไหลออกมา ร่างกระตุก ตาเหลือกอย่างคนจะชัก
“ปล่อยโมนะ” สัญชาตญาณคนเป็แม่บังคับให้เธอต้องช่วยลูกตัวเอง แม้นั่นจะเป็การสละชีวิตของตัวเองก็ตาม เธอตรงเข้าไปทุบตีอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว หวังจะช่วยลูกให้ได้
แต่เรี่ยวแรงของคนธรรมดาอย่างหญิงสาวมิอาจทำอะไรคนตรงหน้าได้ เนียร์ไม่สะดุ้งะเืเลยสักนิด หากจิตใจของเธอกลับสั่นไหวยามได้ยินชื่อเด็กในมือตน
“..โ..ม..?” ริมฝีปากทวนชื่อนั้นด้วยสีหน้าเลื่อนลอยว่างเปล่า เพียงไม่นานใบหน้านั้นก็เริ่มบิดเบี้ยวราวกับมีใครแทงใส่ด้วยของมีคม มือที่บีบคอเด็กน้อยคนนั้นอ่อนลงจนกระทั่งปล่อยให้ร่างเล็กนั้นร่วงสู่พื้นในที่สุด
“โม!” ผู้เป็แม่รีบถลาเข้าไปดูอาการลูกด้วยความเป็ห่วงทันที ในขณะที่เนียร์ยังคงค้างอยู่ท่าเดิม
“โม?” ราวกับมีบางอย่างไปปลุกส่วนลึกของจิตใจส่วนหนึ่งให้ตื่นขึ้นมา
“โม...โม!?”
เนียร์ทรุดตัวลงแล้วเหลือบไปเห็นเข็มกลัดบนตัวเด็กคนนั้นจนความกระหายการฆ่าก็พุ่งขึ้นมาอีก มือตั้งใจจะเข้าไปจับ แต่อีกมือหนึ่งก็เข้ามาหยุดไว้ ร้องลั่น “ไม่ได้! จะฆ่าโมไม่ได้นะ”
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน ความกระหายนั้นมีอยู่ แต่อีกส่วนหนึ่งก็ร้องห้ามไม่ให้ฆ่าเด็กที่มีชื่อเหมือนเพื่อนตัวเอง
“หนี...หนีไป” เนียร์บอกเด็กคนนั้นที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่ซึ่งดูแปลกใจกับสิ่งที่เธอพูด “หนีไปโม เธอ...จะถูกฉันฆ่าไม่ได้นะ หนีไปสิ!”
คำสั่งนั้นทำให้หญิงสาวคนนั้นยอมปล่อยลูกตัวเองไป อย่างน้อยเธอก็หวังว่าลูกจะต้องปลอดภัย แม้ตัวเด็กเองจะไม่อยากจากอ้อมกอดแม่ก็ตาม แต่เมื่อถูกผู้เป็แม่ส่งสายตามาแกมบังคับ ทำให้ต้องออกวิ่งไปโดยทิ้งแม่ไว้กับฆาตกร
เมื่อลับสายตาของลูก หญิงสาวก็หันมาหาเนียร์ซึ่งดูจะอดกลั้นเอาไว้ไม่ได้อีกแล้วด้วยความหวาดกลัว ราวกับจะรู้ชะตากรรมของตนเองว่าคงหนีไม่พ้นต้องตายอย่างแน่นอน
เนียร์เริ่มหัวเราะอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนจะแฝงไปด้วยความหงุดหงิด “รู้มั้ยว่าการถูกคั่นเวลามันน่าโมโหแค่ไหน” เธอตรงเข้าไปจับคออีกฝ่ายมาบีบไว้ แต่ก็ผ่อนแรงไว้ไม่ให้เผลอทำหักเสียก่อน
“ทำให้ฉันสนุกหน่อยสิ” ว่าแล้วเธอก็จับทุ่มลงกับพื้น พร้อมกันนั้นก็บิดแขนอีกฝ่ายจนเกิดเสียงดังกร๊อบลั่นพอๆกับเสียงกรีดร้อง “อะไรกัน นี่ยังแค่เบาะๆ เองนะ ทนอีกหน่อยสิ ทนให้ได้นานกว่านี้” เธอพูดพร้อมกับบิดส่วนต่างๆ ของร่างกายหญิงสาวไปด้วย จนทั้งแขนและขาตอนนี้บิดงอไปจากปกติอย่างน่ากลัว
“อ๊า!!!” หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายกรีดร้องอย่างทรมาน อย่างที่ความตายคงจะสบายกว่านี้
“คิก ไม่เป็ไรนะ” เนียร์พูดพลางลูบหน้าอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน “เดี๋ยวมันก็จบแล้วล่ะ”
เมื่อมือนั้นผละออกมาจากบริเวณแก้มของหญิงสาวคนนั้น ก็เกิดเป็รอยจ้ำแดงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ และค่อยๆ ลามไปจุดอื่นอย่างรวดเร็ว เหมือนเ้าตัวจะรับรู้ถึงความผิดปกติในร่างกายตัวเองได้ ลูกตาขยับมาจ้องตัวต้นเหตุด้วยความสงสัยและหวาดกลัวว่ามันเกิดอะไรขึ้น
เนียร์ยังคงมอบรอยยิ้มอันอ่อนโยนให้แก่หญิงสาว ในขณะที่ตัวหญิงสาวนั้นบวมขึ้นเรื่อยๆเหมือนมีน้ำถูกกักขังไว้ใต้ิั และได้แปรเปลี่ยนสีผิวขาวใสให้กลายเป็สีแดงก่ำ
แดง...ไปทั่วทั้งตัว และยังบวมจนผิวแทบจะปริแตกออกมา หญิงสาวผู้น่าสงสารได้แต่ดิ้นพร่าดๆ อยู่อย่างนั้น แม้จะอ้าปากส่งเสียงร้องก็มีเพียงเืที่พุ่งออกมาจากปาก
“อา...” เนียร์คราง “น่าเสียดายจังเลยที่พูดไม่ได้ ฉันสงสัยมานานแล้วล่ะ ว่าถ้าเส้นเืในร่างกายคนแตกหมดพร้อมๆกันจะให้ความรู้สึกยังไงบ้าง” แล้วเธอก็พิจารณาร่างที่พร้อมจะปริแตกออกมาทุกเมื่อ
อย่างน้อย...เธอก็รู้ทางด้านกายภาพละนะ
“งั้น...จบเลยละกันนะ”
โพล๊ะ!
ร่างของหญิงสาวะเิแตกออกพร้อมกับเืและอวัยวะภายใน สาดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง และยังกระเซ็นมาถึงตัวเนียร์ด้วย เธอก้มมองดูตัวเองที่เปรอะเปื้อนแล้วแสยะยิ้มออกมา
“คิก..คิกๆ..คิก..ฮ่าๆๆ”
เธอะเิหัวเราะออกมาด้วยความสาสมใจอย่างที่สุด เป็เวลานานทีเดียว นาน...จนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่เสียงนั้นได้ผสมความเศร้าเจือปนเข้าไปด้วย
คนที่อยู่ข้างนอกซึ่งเฝ้ามองการกระทำของเด็กสาวนั้นอยู่ เกิดความประหลาดใจขึ้นมา เขาพึมพำเสียงเบา
“อะไรกัน”
ผู้ติดตามเข้ามาถามความเห็น “ท่านตนัยครับ แล้วจะเอาไงกับเด็กที่หนีไปได้นั่นดีครับ” ถ้าให้เห็นไม่ผิดคือ เด็กที่เนียร์ปล่อยให้หนีไปนั้น สามารถหาประตูหลังหนีออกมาได้พอดี
ตนัยไม่ได้คิดอะไรมาก บอกเพียงสั้นๆ “เก็บซะ”
คนถูกสั่งชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยอมออกไปทำตามแต่โดยดี
ดวงตาสีน้ำตาลแก่ยังคงจ้องไปที่เนียร์ซึ่งก้มลงมองดูมือตัวเอง และหันมองรอบๆเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองทำลงไปจริงหรือ...ด้วยความสนใจ
น้อยครั้ง...ไม่สิ เขาไม่เคยเจอเลยต่างหาก ที่ผู้มีพลังจากธรรมชาติจะยับยั้งความกระหายของตนได้แบบนั้น ถึงแม้ว่าจะชั่วครู่เดียวก็ตามที
ดูท่าว่า...ชื่อนั้นจะเป็ชื่อคนสำคัญมากแน่ๆเธอถึงได้ไม่คิดจะฆ่าแล้วควบคุมตัวเองได้
ราวกับเจอของถูกใจเข้าอย่างจัง ตนัยหัวเราะเมื่อพบแล้วคนที่เขา้า
“นิศาชล รัตนากุล”
ยัยนั่นไปเข้าห้องน้ำถึงไหนกันเนี่ย
ฟิวส์เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี ที่คนขอตัวไปห้องน้ำไปนานผิดปกติ จนเขาแอบหวั่นใจว่าอีกฝ่ายแอบไปร้องไห้อะไรเทือกนั้นหรือเปล่า เพราะวันนี้เขาทำตัวไม่ดีเลยจริงๆ อาจถึงขั้นไปทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายเข้าให้ก็ได้
เพียงชั่วครู่เดียวที่คนหัวส้มรู้สึกผิด แต่พอไปๆ มาๆ เขาก็คิดใหม่
ก็มันช่วยไม่ได้ไม่ใช่หรือไง ไม่ได้มีแต่ยัยนั่นซะหน่อยที่ถูกทำร้ายความรู้สึก ตัวเขาก็เหมือนกันนะ ถึงจะไม่รู้ว่าเป็เื่อะไรก็เถอะ แต่ที่แน่ๆ มีต้นเหตุมาจากยัยนั่นแน่นอน แล้วเื่อะไรเขาจะต้องมารู้สึกผิดด้วย อีกอย่าง...ผู้หญิงพรรค์นั้นน่ะนะ จะมาร้องไห้เพราะเื่แค่นี้ ไม่มีทางซะล่ะ
พอฟิวส์เข้ามาให้ห้องพักพนักงาน ก็พบว่าคนที่กำลังบ่นถึงอยู่นั้นได้กลับมาแล้ว เขาจึงไม่รอช้าที่จะบ่น
“นี่เธอไปไหนมาตั้งนานฮึ นึกว่าหนีไป...!?” ยังไม่ทันจบประโยคดี ฟิวส์ก็สังเกตได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในชุดธรรมดาไม่ใช่เครื่องแบบพนักงาน “เดี๋ยว ทำไมเธอถึงเปลี่ยนชุดล่ะ”
แทนคำตอบ เนียร์โยนของที่ถามถึงลงตรงหน้าฟิวส์ ที่ถึงกับทำเอาเขาผงะถอยทันที เมื่อเห็นว่ามันเปื้อนไปด้วยเื
“นี่มัน...เธอไปทำอะไรมาเนี่ย” ฟิวส์ร้อง
“.......................” เนียร์เอ่ยออกมาเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยินจนฟิวส์ต้องเข้าไปใกล้ๆ แล้วถามใหม่
“เธอว่าอะไรนะ”
“........แล้วล่ะ...”
ครั้งที่สองเขาก็ยังคงได้ยินไม่ชัดอยู่เหมือนเดิม จนเขาเริ่มหมดความอดทน “นี่ พูดออกมาดังๆ สิ ฉันไม่ได้มีหูทิพย์นะ”
เนียร์เงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยแววตาว่างเปล่าจนน่าใ ริมฝีปากบางเผยอตอบ “ฉันฆ่าคนไปอีกแล้วล่ะ”
ฟิวส์ไม่ได้มีท่าทีใอะไรมากอย่างที่ควรจะเป็ เพราะเขาเองก็เคยฆ่าคนด้วยความ้ามาแล้ว ดังนั้นจึงไม่รู้สึกอะไรกับที่อีกฝ่ายมาบอกว่าฆ่าคน เพียงแต่...เืที่เปื้อนเสื้อบนพื้นนั่น แทบจะเรียกได้ว่าเปียกจนชุ่ม ราวกับเอาไปจุ่มถังเืมาก็ไม่ปาน หากเพียงคนเดียว...ไม่น่าทำให้เปื้อนได้ขนาดนั้น
แล้ว...เธอฆ่าไปกี่คน
“คนในงานเลี้ยงนั่น...ทุกคน ถูกฉันฆ่าตายหมดเลย” เนียร์พูดก่อนที่เขาจะทันถามเสียอีก
“แล้วเธอเข้าไปในงานนั่นได้ไง เล่ามาให้หมดซิ” เขาสั่ง แล้วเนียร์ก็เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟิวส์ฟัง น่าแปลกที่น้ำเสียงยามเล่านั้น ช่างราบเรียบอย่างน่าเหลือเชื่อ
เมื่อฟังจนจบ ฟิวส์ก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พาเนียร์ไปยังห้องงานเลี้ยงนั่นต้องรู้เื่เกี่ยวกับพลังจากธรรมชาติอย่างแน่นอน แต่เขาไม่เข้าใจ ว่าจะให้เนียร์ฆ่าคนเ่าั้เพื่ออะไร
ที่สำคัญ เขายังไม่รู้เลยว่าคนพวกนั้นจะกลบเกลื่อนเื่คนตายได้อย่างไร ในเมื่อจำนวนเยอะขนาดนั้น ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะปิดเลยสักนิด แต่...
ฟิวส์ลอบมองเนียร์ที่ราวกับคนถอดิญญาออกไปแล้ว เธอนิ่ง...นิ่งมากเสียจนเขาเริ่มรู้สึกไม่ดีว่าอีกฝ่ายช็อกกับเื่ที่เกิดขึ้นหรือเปล่า
...เื่นั้นไว้ก่อนดีกว่า ตอนนี้ควรจะทำอะไรดี
“...เธอออกไปรอฉันที่หลังร้านตรงรถฉันนะ เดี๋ยวฉันจะไปลางานแล้วก็ลาออกให้เธอเลยด้วย” เขาบอก
ความจริงวันพรุ่งนี้เป็วันทำงานวันสุดท้ายของเนียร์ตามที่ตกลงเอาไว้ แต่ในเมื่อเกิดเื่นี้ขึ้น เขาก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีใจอยากทำงานต่ออีก
แต่เนียร์ยังคงไม่มีทีท่าจะขยับไปไหน ทำให้ฟิวส์ต้องเป็ฝ่ายลากตัวออกไปข้างนอกเสียเอง เขากดบ่าเธอให้นั่งลงบนเบาะมอเตอร์ไซค์
“รอนี่เดี๋ยวนะ” ฟิวส์สั่ง หันหลังเตรียมจะเข้าไปเพื่อลางานให้ แต่ขยับได้เพียงครึ่งก้าว เขาก็ต้องหันกลับมาทางเดิม ก้มลงมองมืออีกฝ่ายที่มาจับเสื้อเขาเอาไว้ไม่ให้ไป
“นี่...” เขาเตรียมจะบ่น แต่ก็สังเกตได้ว่ามือข้างกำเสื้อแน่นจนสั่น
นั่นทำให้ฟิวส์ต้องบังคับให้เสียงอ่อนลงมา “ฉันไปแค่แป๊ปเดียว เดี๋ยวกลับมาหาเธอแน่...ไม่ทิ้งเธอไว้หรอกน่า” เขาจับมือที่กุมเสื้อไว้เพื่อให้เธอมั่นใจ ก่อนจะค่อยๆ แกะมือนั้นไปวางไว้ใกล้ๆมืออีกข้างบนตักเธอ แต่ฟิวส์ยังไม่ปล่อยในทันทีด้วยความเป็ห่วงเด็กสาวอยู่บ้าง
เพียงชั่วเสี้ยวนาทีที่ฟิวส์นึกปรารถนาให้เวลาหยุดอยู่เพียงแค่นี้ เพื่อที่จะปล่อยเื่ทุกอย่างเอาไว้เื้ั และเพื่อที่เขาจะได้อยู่กับเธอแบบนี้ต่อไป...
ตูม!!
เสียงและแรงะเิอันใกล้จนแผ่นดินที่ยืนอยู่นั้นต้องะเื ดึงฟิวส์ให้หันกลับไปมองทันทีด้วยสีหน้าตกตะลึง...ในขณะที่เนียร์นั้นยังคง...นิ่งสงบ
ในอีกทางด้านหนึ่งของชายหนุ่มดวงตาสีน้ำตาลแก่ก็กำลังมองภาพเบื้องหน้าที่ถูกะเิทำลายอยู่ในรถส่วนตัว แล้วคลี่ยิ้มออกมา
“วิธีปิดร่องรอยนั้น นั่นคือกวาดล้างให้ไม่เหลือซากไงล่ะ หึๆ”
“เฮีย!!” ฟิวส์รีบตรงเข้าไปในโรงแรมทันทีโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น แม้ที่นั่นจะเพิ่งเกิดการะเิจนอาจทำให้ทั้งตึกถล่มลงมาได้ก็ตามที
“เฮีย!” ฟิวส์ะโเรียกเ้าของห้องอาหารอย่างกังวลว่าเขาอาจโดนลูกหลงเข้า แต่การฝ่าฝูงคนที่พากันหนีออกมาด้วยความตื่นกลัวและพื้นที่ลื่นเพราะน้ำจากสปริงเกอร์นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย แต่เมื่อเขาไปถึงห้องอาหารได้ เขาก็พบว่าบุคคลที่กำลังตามหาอยู่นั้นนอนสลบอยู่บนพื้นเพียงคนเดียว ไม่มีใครสนใจหันมาช่วยเลยสักคนเดียว นั่นทำให้เขารู้สึกโมโหเป็ทวี จนแทบจะะโด่าใส่พวกที่วิ่งผ่านเขาไปอยู่แล้ว แต่เขาก็ยั้งปากเอาไว้ แล้วรีบเข้าไปหาเฮีย
“เฮีย เป็ไรมากรึเปล่า” ฟิวส์ประคองเขาขึ้นมา แต่ดูจากตามร่างกายแล้วไม่มีาแอะไร น่าจะเป็เพราะแรงกระแทกจากะเิเมื่อครู่นี้ที่ทำให้เขาใจนหมดสติไป แค่นี้ฟิวส์ก็วางใจได้ไปเปราะหนึ่ง ก่อนจะแบกร่างอีกฝ่ายขึ้นหลัง แล้วพาไปข้างนอกฝากไว้ให้คนที่รู้จักดูแลต่อไป
ฟิวส์ตัดสินใจขึ้นไปบนชั้นสองของโรงแรมที่เกิดะเิขึ้นเพื่อไปดูห้องจัดงานเลี้ยง แม้จะมีไฟลุกอยู่แต่ไม่ทำให้เขารู้สึกกลัวแต่อย่างใด กลับกันเขารู้สึกคุ้นเคยเสียด้วยซ้ำ
จะต้องกลัวไปทำไม ในเมื่อเขาเป็ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติธาตุไฟ เขาคือผู้ควบคุมมัน ดังนั้น...การที่เขาจะเข้าไปในห้องจัดงานที่อยู่ใจกลางของเปลวเพลิงจึงไม่ใช่เื่ยากอะไรเลยสักนิด
สภาพศพที่เคยถูกเนียร์ฆ่ามา บัดนี้ถูกทำลายหมดสิ้น จนไม่เหลือสภาพอะไรให้เห็นว่าเคยถูกคนฆ่ามาก่อน อีกทั้งะเิที่เกิดขึ้น ยังมีแรงทำลายแค่บริเวณส่วนของห้องนี้เท่านั้น ไม่ได้ทำให้ส่วนอื่นเสียหายไปด้วย
หากบอกว่าเป็เพียงอุบัติเหตุก็น่าสงสัยเกินไป
ฝีมือการเก็บกวาดของเ้าพวกนั้นในคราวนี้...เอิกเกริกสิ้นดี แต่ก็...เก็บได้เรียบจริงๆ ข้อนี้เขายอมรับ
ฟิวส์กลับมาหาเนียร์อีกครั้งที่ยังคงมีสภาพเดิม นิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกแปลกๆที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะโล่งใจแทน หรือ...เห็นใจเหล่าคนที่ตายไปดี
“...ไปเถอะ เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน” ฟิวส์บอกเธอ
“...ฟิวส์” เสียงเรียกอันเบา แต่ฟิวส์ก็ยังได้ยินด้วยความตกตะลึงที่เห็นว่าเธอยอมพูดอะไรออกมาบ้างแล้ว
เนียร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ก่อนจะพูดอีกครั้งว่า
“ถ้าขอให้นายฆ่าฉัน นายจะทำมั้ย”
“!!?” ฟิวส์ถึงกับตะลึง แต่สักพักความรู้สึกนั้นก็แปรเปลี่ยนมาเป็ความโกรธ เมื่อเห็นว่าคนพูดไม่ได้มีท่าทีว่าสมมติหรือล้อเล่นแต่อย่างใด “รู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา” เขากัดฟันถาม
“นั่นแปลว่า ‘ไม่’ สินะ”
“บ้ารึไง! จู่ๆ มาขอให้คนอื่นฆ่าตัวเองเนี่ยนะ คิดอะไรของเธอ”
“ก็ถ้าฉันตาย...ก็จะได้ไม่มีใครต้องตายเพราะถูกฉันฆ่าอีกไงล่ะ” เนียร์มองผ่านฟิวส์ไปยังตัวโรงแรม มีเปลวเพลิงลอดออกมาจากทางช่องหน้าต่างทางชั้นสอง ด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ารู้สึกอย่างไร
“...ความรู้สึกของฉันในตอนนั้น เหมือนจะเป็ตัวเองแต่ก็ไม่ใช่ตัวเอง ราวกับเป็อีกคนๆ หนึ่งที่ฉันเองก็ไม่รู้จัก แต่ถึงอย่างนั้น...ความรู้สึกที่รับรู้มา อยากจะฆ่าคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากรับรู้ความรู้สึกเฉียดใกล้ความตายให้ได้นานตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น....ต่อให้ฉันได้ฆ่าไปเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกว่าพอซะที เหมือนตราบใดที่คนทั้งโลกยังไม่ตาย ฉันก็ไม่มีวันพอใจ ไม่มีความรู้สึกผิด ไม่มีความเห็นใจ ไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้นนอกจากการได้ลิ้มรสความตายของคนเ่าั้...ฉัน...ฉันกลัวตัวเองจริงๆ”
เนียร์เอามือปิดหน้าด้วยความหวาดหวั่น แต่เพียงไม่นาน ดวงตาที่มองผ่านลอดช่องนิ้วนั้นก็แปรผันไป
“ไม่...ไม่สิ...นั่นไม่ใช่ตัวฉัน ฉันไม่เคยสนุกกับเื่พรรค์นี้”
“ฮะ...เฮ้?” ฟิวส์เริ่มรู้สึกไม่ดี
“ถึงฉันจะเป็คนฆ่า แต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวฉัน ใช่...ไม่ใช่ฉัน”
......เธอจะปฏิเสธแม้กระทั่งตัวเองหรืออย่างไร…..
มีเสียงเล็กๆ ดังขึ้นภายในหัวเธอโดยที่เธอไม่ทันได้คิด
เธอกล้าพูดอย่างนั้นหรือว่า สิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดนั้นไม่ได้เกิดจากความ้าของตัวเธอเองที่ปรารถนามันอยู่ลึกๆ
“ไม่ใช่...ฉันไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เป็เพราะพลังนี้ต่างหากล่ะที่เป็คนทำ ถึงจะเป็คนลงมือ แต่ก็ไม่ใช่คนที่รู้สึกอย่างนั้น เพราะมันไม่ใช่ตัวฉัน!”
ใช่แล้วล่ะ เธอไม่ใช่คนที่รู้สึกสนุกเมื่อได้ฆ่าคน
“เนียร์ เธอเป็ไรรึเปล่า” ฟิวส์มีสีหน้าวิตกกังวล แต่เนียร์ก็ยังไม่สนใจเขา
“ใช่แล้วล่ะ...ก็นั่น..ไม่ใช่ฉันนี่นา” เธอตอกย้ำตัวเองเช่นนั้น แม้กระทั่งเสียงเล็กๆที่ดังค้านในหัวถึงกับยอมเงียบหายไปเมื่อได้คำตอบชัดเจน
แน่นอนว่าฟิวส์ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เด็กสาวพูดเลยสักนิด แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงไซเรนแว่วมา ทำให้เขาต้องคิดถึงเื่ ณ ตอนนี้เสียก่อน
“รีบไปก่อนที่พวกตำรวจจะมาถึงเถอะ” เขาบอก
.....................................งั้นเหรอ....เข้าใจล่ะ………………
....................แล้วฉันจะรอนะ...................................
วันที่เธอ.............................................