"โอ๊ย!"
หนูตุ่นร้องขึ้นทันทีเมื่อจู่ๆ ก็ถูกหนูไอยเรศผลักจมล้มอย่างไม่มีเหตุผล.
"พี่ศูรย์เป็พี่ชายของฉันคนเดียว"
หนูไอยเรศพูดขึ้นเมื่อผลักหนูตุ่นจนล้มแล้ว เด็กน้อยหวงพี่ชายของเธออยู่นั่นเอง
"แต่คุณพ่อบอกว่าเราเป็พี่น้องกัน พี่ศูรย์ก็ต้องเป็พี่ชายของหนูตุ่นด้วยสิ"
หนูตุ่นเถียงเพราะไม่ยอมเช่นกันพร้อมกับผลักหนูไอยเรศให้ล้มลงบนพื้นเช่นเดียวกับที่ทำกับตัวเอง
"โอ้ย!"
หนูไอยเรศร้องขึ้นทันทีและคุณหญิงปรียาที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบวิ่งเข้ามาประคองลูกสาวของนางให้ลุกขึ้น.
"นี่แกกล้าดียังไงมาทำร้ายลูกฉันห๊ะ!"
คุณหญิงปรียาบีบแขนหนูตุ่นด้วยความโกรธจนเด็กน้อยต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บ .
"โอ๊ย หนูตุ่นเจ็บนะคะ" หนูตุ่นร้องออกมาพร้อมกับบอกนาง.
"ก็พี่ไอย์มาผลักหนูตุ่นก่อนนี่"
หนูตุ่นบอกไปตามความจริง ในขณะที่หนูไอยเรศรีบหันไปบอกเหตุผลกับผู้เป็แม่เพราะกลัวถูกดุ.
"หนูไอย์ไม่อยากมีน้องค่ะ"
"หนูตุ่นกำลังแย่งพี่ศูรย์ไปจากหนูไอย์" หนูไอยเรศเริ่มเบะปากจะร้องไห้จนผู้เป็แม่ต้องรีบปลอบ .
“หนูตุ่นไม่ได้แย่งนะคะคุณแม่ใหญ่ ก็คุณพ่อบอกว่าเราเป็พี่น้องกันนี่”
หนูน้อยพยายามอธิบายให้นางกับหนูไอยเรศเข้าใจ แต่คุณหญิงปรียานั้นเกลียดชังเด็กคนนี้เกินกว่าที่จะสนใจความรู้สึกของเด็กน้อย.
“แกฟังฉันให้ดี” คุณหญิงปรียาบีบแขนหนูตุ่นแน่นขึ้นจนเด็กน้อยต้องร้องบอก
“เจ็บค่ะ หนูตุ่นเจ็บจังเลย” แต่นางก็หาสนใจไม่
“แกมันก็แค่ลูกเมียน้อย ลูกของฉันทั้งสองคนไม่มีวันลดตัวไปเป็พี่น้องกับพวกชนชั้นต่ำอย่างแกหรอก”
“แค่วันนี้ต้องทนเห็นแกมาเที่ยวด้วยฉันก็สะอิดสะเอียนจะแย่อยู่แล้ว”
พูดจบนางก็ผลักหนูตุ่นจนล้มลงและเริ่มน้ำตาคลอเมื่อเห็นรอยถลอกจนเืออกซิบๆ ที่มือ
“คุณแม่ขา ที่มือหนูตุ่นมีเืออกด้วยค่ะ”
หนูไอยเรศรีบชี้ให้คนเป็แม่ดูพลางจะเข้าไปดูแผลที่มือของหนูตุ่นเหมือนที่แม่ของตนชอบทำให้เวลาตัวเองและพี่ชายได้แผลมา.
“ไม่ต้องค่ะลูกไอย์. สมน้ำหน้ามัน” คุณหญิงปรียาพูดอย่างสะใจพลางมองหนูตุ่นที่ค่อยๆลุกขึ้นและปาดน้ำตาตัวเอง
“เมียน้อยคืออะไรหรอคะคุณแม่ใหญ่”
เด็กน้อยถามเสียงสั่น แม้จะกลัวคุณหญิงปรียาแต่เธอก็อยากรู้ว่ามันคืออะไร.
“หึ! อยากรู้ก็ไปถามเพื่อนๆ ที่โรงเรียนแกดูสิ”
“บอกไปว่าแม่ของแกเป็เมียน้อย ถามสิว่าเมียน้อยมันแปลว่าอะไร?” นางบอกหนูตุ่นที่กำลังยืนทำตาปริบๆอยู่
“อ้อ แล้วถ้าคิดจะเอาเื่วันนี้ไปฟ้องคุณอำนวยล่ะก็....” นางเหลือบมองรอยเืที่มือหนูตุ่น
“ฉันฆ่าแกแน่ ไม่ได้ฆ่าแกแค่คนเดียวนะนังหนูตุ่น”
“แต่ฉันจะฆ่านังรัมภาแม่ของแก รวมถึงตากับยายของแกด้วย” นางขู่หนูตุ่น
“ถ้าใครถามก็บอกไปว่าแกซุ่มซ่ามล้มเอง เข้าใจมั้ย!” นางขู่หนูตุ่นอีกครั้งและนั่นก็ทำให้เด็กน้อยต้องสะดุ้งเพราะใและยิ่งกลัว
“ฉันถามว่าเข้าใจมั้ย!”
“เข้า....เข้าใจค่ะ”
ด้วยความกลัวอย่างสุดขีดในตอนนั้นทำให้หนูตุ่นต้องรีบรับปากกับนาง ครั้นพอพ่อและแม่ของเธอเห็นรอยแผลนั้นเข้าหนูตุ่นก็ไม่กล้าบอกความจริงกับใครเพราะกลัวคุณหญิงปรียาจะมาฆ่าเธอ ฆ่าแม่และคุณตาคุณยายของเธอ
แต่ซ้ำร้ายไปยิ่งกว่านั้น....หลังวันพ่อผ่านไปและด้วยความสงสัยกับคำว่าเมียน้อยอยู่แล้ว หนูตุ่นจึงเอาคำแนะนำของคุณหญิงปรียาไปถามเพื่อนๆที่โรงเรียนดู กลับกลายเป็ว่าทุกคนรู้ว่าแม่ของเธอตกอยู่ในสถานะไหนและเธอก็ถูกล้อว่าเป็ลูกเมียน้อยจนกลายเป็ผมมาจนถึงทุกวันนี้.
ไม่นานไอศูรย์ก็พาเธอมาถึงกรุงเทพฯ หนูตุ่นมองดูรถราที่ขับผ่านไปมา ในขณะเดียวกันรถที่พ่อส่งให้คนมารับเธอกับไอศูรย์ต้องจอดสนิทเพราะรถติดมาหลายนาทีแล้ว กรุงเทพฯ เป็เมืองแห่งความเจริญและแสงสีเสีย แต่ก็ขึ้นชื่อเื่รถติดจริงๆอย่างที่เธอรู้มา .
หนูตุ่นเพิ่งได้มากรุงเทพฯ เป็ครั้งแรก ที่นี่มีแต่ตึก แทบจะไม่มีต้นไม้ที่คอยให้ความสบายตาเหมือนที่บ้านของเธอเลยสักนิด
ฟู่วววววววววววววว
หนูตุ่นถอนหายใจด้วยความอึดอัด เธอไม่อยากมาอยู่กรุงเทพฯ เลยและเธอก็ไม่อยากไปอยู่บ้านใหญ่ด้วย.
“เป็อะไรไป”
ไอศูรย์หันไปถามหนูตุ่นที่เผลอถอนหายใจดังไปหน่อยจนทำให้พี่ชานได้ยินและสังเกตเห็นถึงความกังวลบางอย่าง
“เอ่อ....เปล่าค่ะ” หนูตุ่นรีบปฏิเสธ
“โกหก” แต่ไอศูรย์กลับไม่เชื่อ
“ไม่สบายใจเื่อะไรก็บอกพี่มา” ไอศูรย์คาดคั้นเธอ
"หนูตุ่น?"
"ตุ่นไม่อยากอยู่บ้านใหญ่ค่ะ" หนูตุ่นบอกไปในที่สุด.
"พี่ศูรย์ช่วยพูดกับคุณพ่อให้ท่านอนุญาติให้ตุ่นไปอยู่ที่หอพักของมหาวิทยาลัยได้รึเปล่าล่ะคะ" นั่นคือสิ่งที่เธอ้า
"เธอไม่อยากเจอแม่ของพี่กับยัยไอย์ล่ะสิ?"
และดูเหมือนไอศูรย์เองก็พอจะรู้อยู่บ้าง แม้แต่ว่าเขาจะไม่ได้อยู่เมืองไทยมาหลายปี ใช่แล้วล่ะ! เขาเป็นักเรียนนอกถูกส่งไปเรียนที่ฝรั่งเศสั้แ่เริ่มเรียนมัธยมและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนกระทั่งถูกผู้เป็พ่อเรียกตัวให้กลับมาช่วยกิจการของครอบครัวเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งประจวบเหมาะกัน่ที่หนูตุ่นต้องเรียนมหาวิทยาลัยพอดี
เื่ที่พ่อสั่งย้ายหนูตุ่นมาเรียนที่กรุงเทพฯนั้น แม่และน้องสาวของตนก็ไม่ได้พอใจนัก แต่ก็ไม่มีใครสามารถขัดคำสั่งประมุขของบ้านได้และไอศูรย์เองก็รู้ด้วยว่าหนูตุ่นไม่ได้อยากมาอยู่ที่นี่เลย.
"พี่ศูรย์ก็รู้ว่าไม่มีใครชอบตุ่น" หนูตุ่นถอนหายใจ
"เอาเถอะ เดี๋ยวพี่จะช่วยพูดกับคุณพ่อให้"
"ส่วนเื่เรียนก็ไม่ต้องเป็ห่วงนะ พี่จัดการกับทางมหาวิทยาลัยให้เธอหมดละ"
.
.
.
บรืนนนนนน บรืนนนนนนนน
เสียงรถแข่งดังอยู่เซงแซ่กลางสนามพร้อมกับเสียงกรี๊ดอย่างถูกอกถูกใจของบรรดาสาวๆ เมื่อรถ Mustang สีส้มรุ่นใหม่พิเศษขับมาจอดยังจุดเริ่มต้นในสนามเป็คันสุดท้าย
ปกรณ์มองพริตตี้สาวสวยที่ยืนถือธงอยู่กลางสนามแล้วกระตุกยิ้มอย่างพอใจในความขาวอึ๋ม เพราะชัยชนะที่ได้นอกจากเงินรางวัลแล้วเขายังจะได้เ้าหล่อนไปเป็ของเดิมพันอีกด้วย .
ปกรณ์คิดว่าเขาคงเป็คนสุดท้ายแล้วที่ขับเข้ามาเดิมพันในสนาม ซึ่งแน่นอนทุกคนต่างก็รู้ว่าเขาชอบการแข่งรถมากแค่ไหนและไม่เคยแพ้ในสนามใดๆมาก่อน แต่แล้วกลับมีรถหรูอีกคันขับมาต่อท้ายเขาก่อนสัญญาณการแข่งขันจะเริ่มขึ้น
"ไอ้เจฟฟี่!"
ศัตรูที่เป็ไม้เบื่อไม้เมากับเขามานานนั่นเอง แต่ก็ดีเหมือนกันที่มันมาลงแข่งด้วยจะได้รู้ฝีมือกันไปเลยว่าใครจะแน่กว่ากัน
การแข่งขันจึงเริ่มต้นขึ้นและเป็อย่างที่ทุกคนคาดไว้ มีเพียงรถของเขาและรถของเจฟฟี่เท่านั้นที่ขับนำมาสู่เส้นชัยอย่างสูสีกันท่ามกลางเสียงเชียร์และลุ้นของทุกคนในสนามโดยเฉพาะพวกสาวๆที่อยู่ข้างปกรณ์หนุ่มรูปหล่อพ่อรวยเป็ที่นิยมอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัย
"หึ! แกพลาดแล้วล่ะไอ้เจฟฟี่"
ปกรณ์มองรถของเจฟฟี่ที่พยายามขับขึ้นมาแซงเขาจากกระจกด้านข้าง ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยโอกาสนั้นให้แกศัตรูและขับเข้าเส้นชัยคว้าอันดับหนึ่งไปครองอย่างฉิวเฉียดแค่คนละไม่กี่วินาทีเท่านั้น
"โธ่เว้ย!" เจฟฟี่ตบพวงมาลัยรถพลางมองปกรณ์ที่โอบเอวพริตตี้สาวเข้าไปนั่งในรถอย่างอารมณ์เสีย
"วันพระไม่ได้มีคนเดียวหรอกเว้ย ไอ้ปก!"
.......................