สาวๆ ค่ะ
E-book 'แวมไพร์มือใหม่ หัวใจมังสวิรัติ' มาแล้วค่ะ
ราคา 199 บาท
ลิงก์ดาวน์โหลดด้านล่างนี้ค่ะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNTc4MTY0IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiNTM4OTIiO30
บทที่ 1 หน้าที่ของผู้พิทักษ์
มาศิตานอนกระสับกระส่าย ก่อนจะสะดุ้งตื่นเอาตอนตีห้า ก่อนจะรีบจับคอตัวเองทันที ฝันบ้าๆ บอๆ สงสัยวันนี้สมองจะหมกมุ่นกับซิกแพคแวมไพร์ในหนังที่ได้ดูมากไป ถึงได้ฝันเป็ตุเป็ตะว่าถูกแวมไพร์กัดคอเอาเสียได้ แถมในฝันเธอยังเต็มใจให้แวมไพร์ดูดเือีกต่างหาก คิดแล้วก็เสียวคอแปลกๆ
“บ้าไปแล้วแน่ๆ” มาศิตาส่ายหน้าให้ตัวเอง แล้วรีบลงจากเตียงก้าวยาวๆ ไปยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว และสิ่งที่เธอเห็นบนลำคอขาวๆ ก็ทำเอาหน้าซีด
นั่นเพราะมันคือจุดสีแดงสองจุดที่อยู่ห่างกันสองนิ้วคืออะไร ดาวลูกไก่หรือก็คงไม่ใช่ เรียกได้ว่าตอนนี้ตื่นเต็มๆ ตากันเลยทีเดียว มาศิตาเพ่งสายตามองจุดแดงๆ บนคออีกครั้ง มองไปมองมา รอยนี่มันเหมือนรอยเขี้ยวก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ก่อนจะได้ยินเสียงที่คาดว่าน่าจะคือตัวการใหญ่
“ไอ้ยุ่งบ้า กัดตรงไหนไม่กัด มากัดคอแถมกัดตั้งสองจุด มันน่าฉีดไบกอนให้ไปนอนชักบนพื้นนัก...ฮึ๋ย” เอ่ยคาดโทษจบก็ยกมือไล่ตบยุงไปสามสี่ครั้ง
พอจะกลับไปนอนต่อก็ไม่รู้สึกง่วง จึงก้าวเข้าไปยังห้องน้ำ อาบน้ำมันเสียเลย แม้จะมั่นใจว่ารอยแดงๆ สองรอยนี่คือรอยที่ยุงบังอาจฝากไว้ แต่ความฝันว่าถูกแวมไพร์กัดคอก็ยังคงตามมาหลอกหลอนเป็ระยะๆ
เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ มาศิตาก็ลงไปทำกับข้าว และถือโอกาสเตรียมรอใส่บาตรไปในตัวด้วย
“เดินทางดีๆ นะลูก ถึงเชียงรายจะมีคนจากไร่มารับ” อาทิตย์โอบกอดลูกสาวที่กำลังเตรียมตัวขึ้นเครื่องบินไปยังเชียงราย
“พ่อก็ดูแลสุขภาพนะ อย่าทำงานหนัก อย่านอนดึก กินยาตามที่หมอสั่ง ข้อนี้ห้ามลืมเด็ดขาด” มาศิตาร่ายยาว
“ไม่ลืมๆ รีบเข้าไปข้างในเถอะ จะได้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว”
“ค่ะ” น้ำเสียงสั่นๆ เอ่ยรับ ก่อนจะสวมกอดพ่ออีกครั้ง แล้วตัดใจเดินเข้าไปภายในอาคารผู้โดยสาร มาศิตาหันมาโบกไม้โบกมือให้อาทิตย์พร้อมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินหายเข้าไปภายในเพื่อรอขึ้นเครื่อง
มาศิตาเดินทางถึงเชียงรายราวๆ สิบโมงเช้า และเมื่อมาถึงก็มีคนมารอรับอยู่ก่อนแล้ว โดยชูป้ายชื่อซะสูงเตะตาขนาดนั้น เธอไม่เห็นก็ไม่รู้จะว่ายังไง
จากนั้นก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังบ้านที่พ่อเรียกว่าเ้านายใหญ่ แต่สาวเมืองกรุงก็ออกอาการเมารถเข้าให้จนหน้าซีดหน้าเซียว จะไม่ให้เธอเมารถได้ยังไง เพราะมองตรงไปตามถนนเห็นแต่โค้งเต็มไปหมด เดี๋ยวรถก็เลี้ยวโค้งซ้าย โค้งขวา โคกหักซอก โค้งๆๆๆ
“ลุง…นี่ยังไม่ถึงอีกเหรอคะ”
“ยังครับ แต่ใกล้แล้ว”
“ใกล้อีกแล้ว ลุงบอกหนูว่าใกล้ตลอด แต่นี่มันผ่านมาสามใกล้แล้ว ยังไม่ถึงเลยนะ” ที่บอกว่าสามใกล้ นั่นเพราะมาศิตาถามลุงขับรถสามครั้งว่าจะถึงที่หมายหรือยัง ลุงแกบอกทุกครั้งว่าใกล้แล้ว
“แต่คราวนี้ใกล้จริงๆ ผ่านเขาลูกนู้นก็ถึงแล้ว”
“เขาลูกนู้น ตายๆ หนูเมารถตายก่อนแน่ๆ” เขาลูกนู่นที่ว่าคือลูกที่อยู่ไกลลิบ มาศิตาถอนหายใจหนักๆ อย่างปลงๆ และอยู่กับอาการพะอืดพะอมชวนอาเจียนต่อไป
บ้านเ้านายใหญ่ของพ่อชวนเมาโค้ง แถมยังอยู่ไกลจากตัวเมืองมากซะขนาดนี้ มิน่าถึง้าให้เธอไปเป็ผู้พิทักษ์ สอนหนังสือให้
มาศิตานั่งสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ ขณะที่รถกำลังเลี้ยวโค้งนับสิบๆ โค้ง กระทั่งมองเห็นป้ายบอกทางเข้าไร่ เธอจึงอ่านมัน
“ไร่อุ่นตะวัน ชื่อน่าอยู่จัง” หญิงสาวเผลอยิ้มออกมา ถ้าปล่อยวางเื่ทางโค้งที่ทำให้สมองเบลอ จนเกือบเอาอาหารในท้องออกมาทางปากแล้วละก็ บรรยากาศรอบๆ ตัวเธอตอนนี้ก็เต็มไปด้วยความสดชื่นของพันธุ์ไม้น้อยใหญ่สีเขียวขจี
มาศิตาลดกระจกรถลงแล้วปล่อยให้ลมเย็นๆ ปะทะใบหน้า เธอสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ และนั่นก็ทำให้อาการเมารถทุเลาลงไปได้บ้าง
“ที่นี่อากาศดีจังเลยค่ะลุง”
“อากาศจะเย็นๆ แบบนี้ทั้งปีครับ”
“ดีจังเลยค่ะ ไม่เหมือนกรุงเทพฯ เพราะที่นั่นร้อนทั้งปี อ้อ...มีบางปีที่แบบร้อนมากก ร้อนที่สุด เพิ่มเข้ามาด้วย” มาศิตาบ่นสภาพอากาศของเมืองหลวงที่แสนจะศิวิไลซ์
“เลยโค้งนี้ไปก็ถึงไร่แล้วครับ”
“ไร่อุ่นตะวัน” มาศิตาเอ่ยชื่อไร่อีกครั้ง ก่อนจะมองเห็นรั้วไม้กั้นอาณาเขต กระทั่งมาถึงประตูทางเข้าไร่ พอรถขับผ่านเข้าไปข้างใน กลิ่นหอมๆ ของอะไรสักอย่างก็ลอยมาเตะจมูกจนต้องสูดกลิ่นนั้นเข้าเสียเต็มปอด
“กลิ่นอะไรคะลุง หอมชื่นใจจังเลย” เอ่ยจบก็สูดกลิ่นหอมๆ นั่นเข้าเสียเต็มปอด
“ดอกไม้ครับ ที่นี่ปลูกไม้เมืองหนาวส่งออกนอก” แค่ได้ยินว่าที่นี่ปลูกดอกไม้ มาศิตาก็ชักอยากจะเห็นดอกไม้สวยๆ พวกนั้นเสียแล้ว
“ถึงแล้วครับ” คนขับรถเอ่ยขึ้น เมื่อจอดรถหน้าบ้านที่ถูกออกแบบได้อย่างลงตัว มองผิวเผินราวกับอยู่ในชนบทแถวๆ ยุโรปไม่มีผิด บ้านเน้นโทนอบอุ่น ถูกสร้างให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ขุนเขาด้านหลังมีหมอกจางๆ ปกคลุมอยู่ ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวแบบนี้ทำให้มาศิตาฉีกยิ้มกว้างได้ง่ายๆ
“เชิญในบ้านก่อนครับ เดี๋ยวกระเป๋าผมถือเข้าไปให้”
“ขอบคุณค่ะ” มาศิตาเอ่ยรับ พร้อมๆ ก้าวลงไปจากรถ ยืนสูดอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์เข้าปอดให้ลึกๆ อีกครั้ง
เพราะชื่นชมกับบรรยากาศรอบตัว ทำให้เธอไม่ได้ก้าวเข้าไปในบ้านตามที่คนขับรถบอก แต่กลับเดินดูนั่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งเจอกับต้นมะยมที่ออกลูกดกเต็มต้น นั่นทำให้มาศิตาน้ำลายสอกันเลยทีเดียว
ก่อนจะหันซ้าย หันขวามองรอบๆ ตัวว่ามีใครผ่านไปผ่านมาแถวนี้บ้างไหม นั่นเพราะจะได้เอ่ยขออนุญาตเก็บมะยมเข้าปากสักลูกสองลูก ได้มะยมเปรี้ยวๆ แบบนี้ อาการเมารถคงหายเป็ปลิดทิ้งแน่ๆ
“ขออนุญาตนะคะ จ้ะ…อนุญาต” เมื่อไม่เห็นใคร มาศิตาก็เอ่ยขออนุญาตและจบด้วยการอนุญาตให้ตัวเองเสร็จสรรพ เรียกได้ว่าพูดเอง เออเอง
พิกัดของมะยมลูกที่อยู่ต่ำสุด แต่มันก็สูงจนทำให้มาศิตาต้องเอื้อมสุดปลายมือ พร้อมกับเขย่งปลายเท้าราวกับนักบัลเลต์
ระหว่างที่ตั้งหน้าตั้งตาเด็ดลูกมะยมอยู่นั้น กลับมีสายตาของใครบางคนจับจ้องมายังเธอ แววตาของเขาเปล่งประกายเมื่อเห็นเ้าของกลิ่นที่รบกวนเขาขณะอยู่ในแปลงดอกไม้ จนต้องออกมาตามหาว่าคือกลิ่นอะไร
เขาทิ้งงานที่ทำแล้วตามเธอมาเพราะกลิ่น กลิ่นกายหอมๆ ที่แตกต่างไปจากกลิ่นกายของใครๆ ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้หรืออะไรที่เขาคุ้นเคย เพราะกลิ่นนี้ช่างยั่วยวนจนทำให้เืในกายเขาสูบฉีด พลังงานบางอย่างในตัวของเขาลุกโชนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน มันร้อนเสียจนเขาไม่สามารถอธิบายได้
“เธอเป็ใคร” เสียงทุ้มเอ่ยถามกับตัวเอง ขณะที่สายตานั้นยังคงเพ่งมองไปยังหญิงสาวที่พยายามเขย่งปลายเท้าเด็ดมะยมจนสุดมือเอื้อม
นั่นทำให้เชโรม ริท เลห์มันน์ หรือคนที่นี่เรียกว่านายริทเดินเข้าไปหาเป้าหมาย โดยเวลานั้นมาศิตาเอาแต่จดจ่อกับมะยม จึงไม่ทันสังเกตว่ามีคนเดินเข้ามาหาและยืนอยู่ในระยะประชิด
ยิ่งอยู่ใกล้ กลิ่นกายของเธอก็ยิ่งทำให้เชโรมใจเต้นรัว ก่อนจะพยายามควบคุมอารมณ์แล้วเอื้อมมือไปเด็ดมะยมให้เธอ
“อุ๊ย!” มาศิตาอุทานออกมา ก่อนจะหันขวับมามองว่าใครกันที่เด็ดมะยมให้ และทันทีที่ทั้งคู่ได้สบตากัน ทุกอย่างรอบๆ ตัวต่างหยุดนิ่ง มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่เต้นเป็จังหวะ
มาศิตาเงยหน้ามองชายตรงหน้าที่สูงกว่าเธออยู่หลายสิบเิเ หัวใจเธอเต้นโครมครามยามได้สบตาสีนิลอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน อาการนี้อาจเพราะเธอกำลังเมารถอยู่แน่ๆ ใช่...ต้องใช่
“จะกินนี่เหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมๆ กับมองมะยมลูกโตๆ ในมือ เพราะั้แ่ในบ้านมีมะยมต้นนี้ เขาก็แทบไม่เคยแตะ ทุกครั้งที่มันมีลูกเขียวๆ ก็จะปล่อยไว้จนแก่จัด จากนั้นคนงานก็จะมาเก็บไปกินบ้าง หรือบางครั้งแม่เขาก็สั่งให้มาเก็บ เพราะจะเอาไปทำมะยมเชื่อมแจกเด็กๆ ในไร่
“อื้อ” มาศิตาเอ่ยรับ อดคิดไม่ได้ว่าเธอไม่น่าเสียมารยาทมาขโมยของเขากินแบบนี้เลย
“กินได้ไหม ของนายหรือเปล่า”
“ไม่ใช่ แต่ถ้าเธอจะกิน ก็กินสิ” เชโรมเอ่ยเสียงเรียบ นั่นเพราะมะยมต้นนี้ไม่ใช่ของเขา แต่ถ้าเธอคนนี้จะกินเขาก็อนุญาตได้ ก่อนจะยื่นมะยมที่เด็ดติดมือมาเมื่อครู่ให้เธอไป
“งั้นกินแล้วนะ” แค่พูดว่าจะกิน น้ำลายของมาศิตาก็สอออกมาอีกครั้ง เธอรับมะยมเม็ดโตๆ นั่นมาจากมือของเชโรม ก่อนจะเช็ดๆ ทำความสะอาดมะยมกับเสื้อตรงหัวไหล่เสียก่อน แล้วจึงส่งมะยมเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยท่าทางที่เห็นแล้ว เชโรมนั้นเสียวฟันแทน
“กินหน้าตาเฉยแบบนั้นเนี่ยเหรอ”
“อื้อ”
“ไม่เปรี้ยวเลยหรือไงกัน” ขณะถามคิ้วหนาได้รูปก็ขมวดเข้าหากันจนยุ่ง
“ก็เปรี้ยว แต่อร่อยดี” ได้ยินแบบนี้ เชโรมจึงเด็ดมะยมให้เธออีกกำใหญ่ โดยได้แต่สงสัยว่าผู้หญิงคนนี้เป็ใครกัน ทำไมถึงมาอยู่ในไร่ของเขาได้และหนำซ้ำยังมายืนกินมะยมหน้าตาเฉยได้แบบนี้อีก
ส่วนมาศิตากินมะยมไปก็สงสัยไป ว่าผู้ชายตัวสูง หน้าตาหล่อราวกับนายแบบ ถึงจะไม่โกนหนวดโกนเคราจนดูรกรุงรัง แต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีความหล่อได้เลย จนอยากรู้ว่าเขาเป็ใครเช่นกัน ใช่เ้าที่เ้าทางหรือเปล่า เพราะถ้าคนคงไม่หล่ออะไรขนาดนี้มั้ง
“นี่คุณเป็คนหรือผี”
“เอ้า! ทำไมมาถามกันแบบนี้ล่ะครับ” คำถามของมาศิตาทำเอาเชโรมงง เพราะั้แ่เกิดมายังไม่เคยมีใครถามคำถามแบบนี้กับเขามาก่อน
“ก็แค่ถาม สรุปคนหรือผี”
“ผี…ผีดูดเืด้วย”
“อ้อ…งั้นรอตรงนี้ ฉันขอไปเอากระเทียมแป๊บ”
“เธอนี่มัน…สรุปเข้ามาทำอะไรที่ไร่นี่ครับ หรือแค่มากินมะยม” ประโยคสุดท้ายดูจะติดประชดประชันนิดๆ หน่อยๆ มาด้วย ทำเอาคนถูกถามเบ้ปากใส่เบาๆ
“ฉันชื่อศิตา มาเป็ครูสอนพิเศษที่นี่” มาศิตาละประโยคต่อท้ายไว้ ขืนบอกว่าเธอมาสอนแวมไพร์ คนตรงหน้าอาจคิดว่าเธอบ้า
“ครูสอนพิเศษ” เชโรมเอ่ยทวนประโยคที่ได้ยิน และยิ่งได้ฟังประโยคถัดมาของมาศิตาด้วยแล้วก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
“ใช่ ฉันต้องมาสอนเด็กๆ ไม่แน่ใจว่าจะใช่ลูกๆ ของคุณหรือเปล่า” มาศิตาเพ่งสายตามองคนตัวสูง แอบเสียดายนิดๆ ที่เขาอาจไม่โสดแล้ว ถ้าเธอต้องมาสอนลูกๆ ของผู้ชายตรงหน้าจริง งั้นก็แสดงว่าเขาคือเ้านายใหญ่ที่พ่อพูดถึงใช่ไหม
“ผมยังไม่มีเมีย ลูกเลยยังไม่เกิด ว่าแต่คุณชื่ออะไรนะ”
“ศิตา มาศิตาค่ะ” คำตอบที่ได้ยิน ทำไมมาศิตาถึงต้องใจเต้นแรงก็ไม่รู้ หรือเธอยังเมาโค้งอยู่ ต้องใช่แน่ๆ
“คุยอยู่กับใครน่ะริท” เสียงที่เอ่ยทักขึ้น ทำให้เชโรมหันไปมองยังต้นเสียง ก่อนจะส่งยิ้มให้ผู้เป็แม่ มาศิตาที่ถูกเขายืนบังจนมิด ค่อยๆ เอี้ยวตัวมามองเ้าของเสียง ก็พบผู้หญิงคนหนึ่ง
แวบแรกที่เห็นคำๆ เดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของมาศิตาคือสวย นั่นเพราะผู้หญิงตรงหน้าสวยจริงๆ แม้จะอายุมากแล้ว แต่ความสวยยังคงไม่สร่าง
“แขกของแม่หรือเปล่าครับ เธอบอกว่าชื่อศิตา”
“ศิตาเหรอ” ณิอรเอ่ยทวนชื่อที่ได้ยิน นั่นเพราะจดจำชื่อนี้ได้เป็อย่างดี ก่อนจะมองเลยไปยังผู้หญิงที่ยืนอยู่หลังบุตรชายแล้วส่งยิ้มที่แสนจะอบอุ่นไปให้
“ค่ะ หนูชื่อศิตา”
“หนูเป็ลูกสาวของอาทิตย์หรือเปล่า”
“ใช่ค่ะ คุณรู้จักพ่อศิตาด้วยเหรอคะ” มาศิตามีสีหน้าที่ดูจะแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่มาคิดๆ ดู พ่อเคยบอกว่าคนที่นี่รู้จักพ่อดีนี่นา
“รู้จักสิ ไม่เจอกันแป๊บเดียว ดูสิ หนูน้อยศิตาโตเป็สาวเสียแล้ว”
“ท่าทางจะท้องด้วยครับแม่ เพราะเด็ดมะยมกินหน้าตาเฉย” เชโรมเอ่ยแทรกขึ้น นั่นทำให้มาศิตารีบแก้ต่างให้ตัวเองทันที
“ไม่ได้ท้องนะคะ ศิตาแค่เมารถ เพราะกว่าจะมาถึงที่นี่นั่งรถผ่านโค้งมาตั้งเยอะ เลยพะอืดพะอม แต่ได้มะยมเปรี้ยวๆ ไปก็หายแล้วค่ะ”
“เอาเถอะๆ อย่าเพิ่งเถียงกัน ไปๆ พาน้องเข้าบ้านด้วยริท” ณิอรเดินนำไปก่อน จากนั้นเชโรมก็ผายมือเชื้อเชิญให้มาศิตาเข้าไปภายในตัวบ้าน
เมื่อมาถึง ณิอรจึงแนะนำตัวอย่างเป็ทางการว่าเธอนั้นเป็ใคร รวมทั้งแนะนำเชโรมด้วย มาศิตาถึงกับนั่งทำตาปริบๆ นั่นเพราะจุดไต้ตำตอแท้ๆ เธอคุยกับเ้าของบ้านอยู่นานสองนาน แต่ไม่รู้สักนิดว่าเขาเป็ใคร
“แล้วนี่ศิตาต้องสอนพิเศษให้ใครเหรอคะ”
“ลูกชายป้าเอง” คำพูดของณิอร ทำเอามาศิตาอุทานออกมาอย่างลืมตัว พร้อมๆ กับหันไปมองเชโรมตาปริบๆ
“หา!…เขาเหรอคะ” มาศิตายังคงจ้องหน้าเชโรมอย่างไม่หยุด พลอยทำให้เขารู้สึกอึดอัดไปด้วย แต่น่าแปลกที่ความอึดอัดนั้นไม่ได้ทำให้เขาอยากอยู่ห่างจากเธอสักเท่าไหร่
สิ่งที่เธอคิดมาตลอดมันผิดสินะ นึกว่าต้องมาสอนแวมไพร์ตัวน้อยให้ดื่มเื แต่พอมาถึงกับเจอแวมไพร์ตัวเท่าั์ แต่กลับกินมังสวิรัติซะนี่
“งั้นก็แสดงว่า เขาคนนี้คือเ้านายใหญ่ของพ่อศิตา”
“ก็ไม่เชิง เพราะริทเป็ลูกชายของเ้านายใหญ่พ่อศิตาน่ะจ้ะ”
“อ้อ…แต่โตขนาดนี้แล้ว ยังต้องสอนเื่นั้นให้อีกเหรอคะ” เื่นั้นที่มาศิตาเอ่ยมา ณิอรรู้ว่าเื่อะไร ส่วนเชโรม แม้จะไม่มีใครบอก เขาก็พอจะเดาออกเช่นกัน
มาศิตาถูกส่งมาที่นี่เพราะเขา เืในกายเธอทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนแปลกๆ และรู้ได้ทันทีว่าเธอคือคนที่แม่บอกว่าจะมาอยู่ที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เขาให้เธออยู่ด้วยไม่ได้
นั่นเพราะเขารู้ตัวเองดีว่า เกิดมาไม่เหมือนใคร
นั่นเพราะเขารู้ว่า มาศิตามาที่นี่เพราะอะไร
นั่นเพราะเขารู้ว่า หลังจากนี้หากมาศิตายังไม่กลับออกไป ทุกอย่างในชีวิตเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว มันจะไม่เหมือนเดิม อย่างเช่นที่เขาเป็อยู่ขณะนี้
“เธอกลับไปซะ ที่นี่ไม่้าครูสอนพิเศษอะไรทั้งนั้น”
“ริท พูดจากับน้องดีๆ” ณิอรเอ่ยปรามบุตรชายที่เสียมารยาทกับแขกคนสำคัญ คนที่ถูกส่งมาเพื่อเป็ผู้พิทักษ์และปลุกเืแห่งแวมไพร์ในตัวเชโรมให้ลุกโชน
“ผมขอตัวเข้าไปในไร่ก่อนนะครับแม่ หวังว่ากลับมาบ้าน จะไม่เห็นเธอคนนี้อีก” เอ่ยจบเชโรมก็ลุกแล้วก้าวออกไปอย่างเร็วราวกับพายุ ทำเอามาศิตานั่งทำตาปริบๆ อย่างงุนงง
“อย่าโกรธพี่เขาเลยนะศิตา พักนี้คงเครียดๆ หลายๆ เื่ อารมณ์เลยขึ้นๆ ลงๆ” ณิอรเอ่ยแทนลูกชายคนเดียว
“ค่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ที่นี่มันบ้านป้า ใครก็ไม่มีสิทธิ์ไล่หนูศิตาไปไหนได้ทั้งนั้น” มืออุ่นๆ ของณิอรััลงไปบนหลังมือเล็กๆ ของมาศิตาอย่างอ่อนโยน นั่นพลอยทำให้คนขาดแม่ หวนคิดถึงแม่ขึ้นมา
“ขอบคุณค่ะ”
“ริทเขาก็เป็เสียอย่างนี้ ปากร้ายแต่ใจดี ไม่อย่างนั้นคงไม่เข้าไปช่วยเด็ดมะยมให้หนูหรอก”
“อ้อ...ค่ะ” มาศิตาส่งยิ้มแห้งๆ ให้ ก่อนที่ณิอรจะเปลี่ยนเื่คุย
“ไปจ้ะ เดี๋ยวป้าจะพาไปห้องพัก”
“ค่ะ” เอ่ยรับจบ มาศิตาก็เดินตามณิอรขึ้นไปดูห้องนอนที่อยู่ชั้นบน ห้องคล้ายๆ กับห้องใต้หลังคา การตกแต่งภายในห้องก็น่าอยู่มาก ยิ่งตรงระเบียงสามารถเปิดออกรับอากาศบริสุทธิ์และยืนมองวิวได้ด้วยแล้ว มาศิตาก็ยิ่งชอบ
“ชอบห้องนี้ไหมจ๊ะ”
“ชอบค่ะ ศิตาฝันมาตลอดว่าอยากมีห้องใต้หลังคาแบบนี้มานานแล้ว ในที่สุดฝันก็เป็จริง”
“ป้าดีใจที่หนูชอบ” แม้จะเอ่ยอย่างนั้น แต่แววตาของณิอรก็แฝงความกังวล ที่มาศิตาเองพอจะััได้
“เอ่อ…ศิตาขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ”
“ถามอะไรจ๊ะ”
“คุณป้าเป็...เอ่อ…” คนถามอ้ำๆ อึ้งๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ณิอรอึดอัด
“แวมไพร์นะเหรอ” ณิอรชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน เพราะเท่าที่ได้คุยกับอาทิตย์ มาศิตานั้นรับรู้เื่การมีตัวตนของแวมไพร์มาั้แ่เด็กๆ สมแล้วที่เธอเกิดในตระกูลผู้พิทักษ์
“ค่ะ”
“ป้าไม่ได้เป็แวมไพร์หรอกจ้ะ ที่นี่มีแค่ริทคนเดียวเท่านั้นที่มีเืของแวมไพร์”
“แล้วทำไมเขาถึงไม่กลัวแสงแดดเลยล่ะคะ เพราะเท่าที่ศิตาอ่านประวัติแวมไพร์ทุกตนต้องกลัวแสงแดดนี่นา แล้วตัวเขาก็ไม่ได้ซีดเป็ไก่ต้ม แถมยังจะคล้ำแดดด้วยซ้ำไป” คำถามของมาศิตาทำให้ณิอรยิ้มในความช่างสังเกต
“นั่นเพราะริทมีเืแวมไพร์แค่ครึ่งเดียว ป้าเป็แค่มนุษย์ธรรมดา แต่พ่อของริทไม่ใช่ แต่ถึงอย่างนั้นริทกลับปฏิเสธที่จะเป็แวมไพร์ ปฏิเสธเืของพ่อมาโดยตลอด”
“อ้อ…แบบนี้นี่เอง ถึงทำให้เขาไม่ดื่มเื”
“ใช้จ้ะ ริทไม่ดื่มเืและนั่นทำให้เขาเป็แวมไพร์ที่ไม่สมบูรณ์ และถ้าเป็อยู่แบบนี้เขาก็จะไม่สามารถขึ้นนั่งบัลลังก์าาแห่งรัตติกาลต่อจากพ่อได้ ดีไม่ดี อาจถูกเหล่าแวมไพร์ที่คิดไม่ซื่อฆ่าเอาได้ง่ายๆ”
“งานใหญ่เลยนะคะเนี่ย” มาศิตาลอบถอนหายใจออกมาหนักๆ นั่นเพราะรู้สึกเหมือนแบกรับหน้าที่อันสำคัญไว้บนบ่าเสียแล้ว
“และป้าก็หมดหนทาง ถึงต้องให้หนูศิตามาที่นี่ เพื่อทำยังไงก็ได้ให้ริทดื่มเื” ณิอรมองมาศิตาอย่างมีความหวัง แต่ลึกๆ ก็รู้สึกผิดไม่น้อย ที่ต้องโยนภาระนี้ให้มาศิตาไปรับผิดชอบ
“หนูศิตามาจากตระกูลที่เป็ผู้พิทักษ์ หนูคนเดียวเท่านั้น ที่จะปลุกเืแวมไพร์ในตัวของริทให้ตื่น หนูคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยครอบครัวของป้าได้”
“คือ…หนูก็อยากช่วยนะคะ แต่ยังคิดวิธีไม่ออกเลยว่าจะช่วยยังไง” มาศิตาส่งยิ้มแห้งๆ ให้ณิอร เพราะั้แ่รู้เื่ ก็พยายามคิดวิธีอยู่นาน แต่ก็ยังไม่ได้วิธีเด็ดๆ
“ป้าขอโทษนะ ที่โยนภาระเื่นี้ไปให้หนูศิตารับผิดชอบเพียงคนเดียว แต่ป้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ป้าต้องแข่งกับเวลา หนูศิตาเข้าใจป้าใช่ไหมลูก” ณิอรกุมมืออุ่นๆ ของมาศิตาไว้ สีหน้า แววตาที่ณิอรแสดงออกว่ากลัว กังวลใจ พลอยทำให้มาศิตาปฏิเสธไม่ออก
“ค่ะ…ถึงแม้ศิตาจะยังงงๆ แต่ศิตาจะพยายามทำให้ดีที่สุดนะคะ”
“ขอบใจมากจ้ะ งั้นพักผ่อนตามสบายนะ ป้าขอตัวก่อน”
“ค่ะ” น้ำเสียงสดใสของมาศิตาเอ่ยรับ ณิอรมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับออกไปและทันทีที่เดินลงมาชั้นล่าง ก็หยิบโทรศัพท์กดโทร.ไปหาอาทิตย์ทันที
“ฉันยิ่งรู้สึกผิด ที่ต้องทำแบบนี้กับหนูศิตา” ทันทีที่อาทิตย์รับสาย ณิอรก็เอ่ยออกไป พร้อมๆ กับถอนหายใจออกมาหนักๆ แต่หากไม่ใช่เืในตระกูลนี้ ก็ไม่อาจทำให้เชโรมมีพลังได้
เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เธอตกหลุมรักกับาาแวมไพร์และมีทายาทด้วยกัน ตอนนั้นเธอไม่เคยล่วงรู้ว่าชายคนรักเป็ใคร กระทั่งเชโรมอายุได้สองขวบ เขาก็ตกอยู่ในอันตราย ถูกไล่ล่าจากผู้หวังทำลายทายาทของาาแวมไพร์ แม้เด็กคนนั้นจะเป็ครึ่งแวมไพร์ครึ่งมนุษย์ก็ตามที
การไล่ล่ารุนแรงมากขึ้น กระทั่งแฟรงค์ออกอุบายว่าเธอและลูกถูกฆ่าและกลายเป็ศพในกองเพลิง พร้อมกับสร้างหลักฐานเพื่อให้ใครต่อใครเข้าใจผิดและส่งเธอกับลูกมาอยู่เมืองไทยอย่างเงียบๆ และแฟรงค์ก็เลือกที่จะหยุดการติดต่อไปด้วยความจำเป็
กระทั่งเธอได้รับจดหมายลับโดยเป็ลายมือของสามี ว่า้าให้เชโรมกลับไปเพื่อสืบทอดบัลลังก์ต่อ และกำหนดวันมาแล้ว คือวันเกิดอายุครบสามสิบปีของเชโรมที่จะมีขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ณิอรไม่อาจขัดเื่นี้ได้ แต่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงให้เชโรมยอมรับ นั่นเพราะลูกชายปฏิเสธเืแวมไพร์ที่อยู่ในตัวมาโดยตลอด
ทางเลือกเดียวที่มี คือการส่งตัวมาศิตามาอยู่ที่นี่ นั่นเพราะเืของผู้พิทักษ์อย่างเธอ มันหอมหวานกว่าเืของใครๆ
“อย่าคิดแบบนั้นครับ ตระกูลของผมคือผู้พิทักษ์ เืในกายก็มีไว้เพื่อเ้านายใหญ่ ก่อนวันสืบทอดบัลลังก์ หากฝ่ายนั้นสืบจนรู้ว่าทายาทของท่านแฟรงค์อยู่ที่ใด คุณสองคนจะยิ่งไม่ปลอดภัย ยิ่งเวลานี้คุณเชโรมไม่มีอำนาจหรือพลังใดๆ ก็ยิ่งง่ายต่อการกำจัด” อาทิตย์เอ่ยด้วยความกังวล
“แต่ศิตาไม่รู้ว่าเธอต้องเสียสละอะไรบ้าง”
“หากเธอรู้ เธอจะภาคภูมิใจครับ” อาทิตย์เอ่ยอย่างมั่นใจ นั่นเพราะมาศิตามีเืของผู้พิทักษ์อยู่เต็มตัว และเืของมาศิตาแม้เพียงหยดเดียว ก็อาจปลุกเืแวมไพร์ในตัวเชโรมให้ลุกโชนได้