ณ เมืองเล็ก ๆริมูเาที่ชื่อว่า "เอนฟอร์ด" (Enford) เมืองที่เงียบสงบและปราศจากความเจริญผู้คนในเมืองใช้ชีวิตเรียบง่าย รายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำเหมืองแร่เล็ก ๆและการเกษตร ทุกคนต่างเคยชินกับความน่าเบื่อในแต่ละวันจนแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่ไม่ใช่ในวันนี้!
ข่าวลือเกี่ยวกับการมาถึงของ "กิลด์เอเทอร์นัส"(Eternus Guild) หนึ่งในกิลด์ที่ใหญ่ที่สุดจากเมืองหลวงได้แพร่สะพัดไปทั่ว พวกเขาเดินทางมาที่เมืองเล็ก ๆนี้ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ และนั่นทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังเมืองเล็กๆ นี้กันอย่างล้นหลาม พ่อค้า นักเดินทาง และแม้แต่นักผจญภัยจากที่ต่าง ๆต่างเดินทางมาด้วยความหวังว่าจะได้รู้ความลับหรือได้รับโอกาสร่วมงานกับกิลด์ที่ทรงอิทธิพลนี้
อัสรัน เด็กหนุ่มวัย 13ปีผู้ที่เติบโตในเมืองนี้มาตลอดชีวิต มองขบวนนักผจญภัยจากกิลด์ใหญ่อย่างตื่นเต้นดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ร่างเล็กที่ซ่อนตัวอยู่หลังแผงขายผลไม้ของตลาดกลางเมืองแอบมองนักผจญภัยเ่าั้ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
"อัสรัน!อย่ายืนขวางสิ คนเขาเดินกัน!" เสียงดุจากแม่ค้าในตลาดทำให้เขาสะดุ้งเด็กหนุ่มรีบะโหลบไปหลังกำแพงทว่าดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังกลุ่มนักผจญภัยอย่างไม่ละสายตา
ในขบวนมีบุคคลที่สะดุดตาหลายคน เช่น "ไอล์รา ฟาเอลิส" (Ailra Faelis) หญิงสาวนักธนูผมสีเงินใบหน้าของเธองดงามแต่แฝงด้วยความเ็า หรือ "ริคาร์โด้ เวลาสโก้" (RicardoVelasco) ชายร่างใหญ่ผู้ถือขวานคู่ที่ดูทรงพลังจนน่าหวาดหวั่น
และที่ท้ายขบวนชายคนหนึ่งที่ต่างจากคนอื่น ๆ "จินจู คัง" (Jinju Kang) ผู้มีรอยสักลึกลับและดวงตาคมกริบมองรอบตัวด้วยสายตาที่เหมือนกำลังสำรวจบางสิ่ง
"พวกเขามาที่นี่ทำไมกัน...เมืองเล็ก ๆ แบบนี้มันมีอะไรน่าสนใจนักเหรอ?" อัสรันพึมพำกับตัวเองดวงตาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและความอยากรู้อยากเห็น
บรรยากาศในเมืองเอนฟอร์ดวันนี้ต่างจากวันอื่นโดยสิ้นเชิงฝูงชนเบียดเสียดอยู่ริมถนนสายหลักของเมืองเสียงพูดคุยและกระซิบกระซาบเต็มไปด้วยความตื่นเต้นทุกสายตาจับจ้องไปยังขบวนของนักผจญภัยจาก กิลด์เอเทอร์นัส ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา
ที่ลานกว้างหน้ากิลด์เล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง ไคลน์ โรเวลล์ (KleinRowell) หัวหน้ากิลด์แห่งเอนฟอร์ดยืนอยู่พร้อมกับสีหน้าที่บ่งบอกถึงทั้งความยินดีและความตื่นเต้นเขาเป็ชายวัยกลางคนที่ร่างกายกำยำ แม้ดวงตาจะดูดุดันเหมือนนักสู้ผู้มากประสบการณ์แต่วันนี้เขากลับดูเหมือนเด็กที่กำลังรอคอยของขวัญ
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกเขาจะมาที่นี่...เมืองเราไม่เคยมีอะไรสำคัญขนาดนี้มาก่อน”ไคลน์พึมพำ ขณะยืนอยู่ข้าง ๆ ลอร์ดกิลฟอร์ด เฟนเดอร์ (Lord GilfordFender) เ้าเมืองเอนฟอร์ด
เ้าเมืองกิลฟอร์ดเป็ชายวัยห้าสิบปีร่างสูงใหญ่สมกับอดีตนักรบผู้เคยผ่านสมรภูมิแม้ตอนนี้เขาจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็ผู้ปกครองแต่ความสง่างามและความเคร่งขรึมยังคงเด่นชัดวันนี้เขาสวมชุดคลุมหรูสีฟ้าเข้มที่ปักลวดลายด้วยทองคำเปลวเพื่อแสดงเกียรติยศให้กับแขกผู้มาเยือน
“นี่เป็โอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับเมืองของเราถ้ากิลด์เอเทอร์นัสสนใจอะไรที่นี่อาจหมายความว่าเรามีสิ่งที่มีค่าอยู่โดยไม่รู้ตัว” กิลฟอร์ดกล่าวพลางกวาดตามองฝูงชนรอบตัวที่เริ่มสงบลงเมื่อขบวนเดินทางมาถึงใกล้ประตูเมือง
ไคลน์พยักหน้าเห็นด้วย“แต่ก็อาจนำปัญหามาให้เช่นกัน หากสิ่งที่พวกเขาตามหากลายเป็ของที่คนอื่นหมายตา”
ขณะที่ทั้งสองสนทนาขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสก็มาถึงนักผจญภัยหลายสิบคนที่อยู่ในชุดเกราะมันวาวดูสง่างามชายหญิงหลากหลายเชื้อชาติเดินอย่างมั่นใจ ท่ามกลางเสียงปรบมือของชาวเมือง
แต่เมื่อหัวหน้าขบวนลงจากม้าบรรยากาศกลับยิ่งเงียบสงัด คาเรน วัลเดรส (Karen Valdres) รองหัวหน้ากิลด์เอเทอร์นัสหญิงสาวผมสีแดงเพลิงในชุดเกราะเบาสีดำประดับด้วยลวดลายเงินก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ดูทั้งอบอุ่นและน่าเกรงขาม
“ลอร์ดกิลฟอร์ดท่านโรเวลล์” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะแต่หนักแน่น“ขอบคุณที่ให้เกียรติเราอย่างยิ่งในการต้อนรับครั้งนี้”
กิลฟอร์ดยิ้มกว้าง“เป็เกียรติของพวกเราต่างหาก ท่านวัลเดรสกิลด์เอเทอร์นัสคือหนึ่งในตำนานของโลกใบนี้ การที่พวกท่านเลือกมาที่เมืองเล็ก ๆอย่างเอนฟอร์ด เป็สิ่งที่พวกเราไม่เคยคาดฝันมาก่อน”
คาเรนพยักหน้า“เราเองก็ตื่นเต้นที่จะได้ทำงานในดินแดนที่สงบสุขเช่นนี้” เธอมองไปรอบ ๆ“อย่างไรก็ตาม ข้าหวังว่าความสงบนี้จะไม่ถูกรบกวนเพราะการมาของเรา”
คำพูดของเธอทำให้กิลฟอร์ดชะงักไปเล็กน้อยแต่ยังรักษารอยยิ้มไว้ “ข้าหวังเช่นกันแต่เมืองนี้ยินดีจะช่วยเหลือพวกท่านอย่างเต็มที่ในทุกสิ่งที่้า”
“หวังว่าเราจะได้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น”คาเรนกล่าวก่อนจะผายมือให้ผู้ติดตามของเธอเริ่มเดินเข้ามาในเมือง
สายตาของไคลน์จับจ้องไปที่นักผจญภัยคนหนึ่งในกลุ่มชายหนุ่มผู้มีรอยสักลึกลับและดวงตาที่ดูเหมือนกำลังซ่อนความลับบางอย่างไว้ “พวกเขามาด้วยคงเดินทางมาเหตุผลสำคัญบางอย่าง”เขาพึมพำเบา ๆ
ทั้งเ้าเมืองและหัวหน้ากิลด์ต่างรู้ดีว่าการมาของกิลด์เอเทอร์นัสจะนำมาซึ่งโอกาสและบางที...อาจรวมถึงภัยคุกคามครั้งใหญ่
ขณะที่ขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสเดินเข้าสู่เมืองพร้อมกับเสียงต้อนรับจากชาวบ้านที่รายล้อม ดรากัน โคลวส์ (Dragan Clawes) ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในกิลด์ของเอนฟอร์ดยืนกอดอกพิงเสาไม้หน้าอาคารกิลด์ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่นักผจญภัยในขบวนด้วยแววตาแข็งกร้าว
"เ้าพวกนั้น...แข็งแกร่งจนน่าขยะแขยง"ดรากันสบถเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและขมขื่น
อัสรัน ที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนักได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจนเด็กหนุ่มหันมามองชายร่างั์ผู้เปรียบเสมือนตำนานของกิลด์เอนฟอร์ดด้วยความสนใจ
“พี่ดรากัน...พวกเขาแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”อัสรันถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ดรากันปรายตามองเด็กหนุ่มก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง “ก็แค่มองดูก็รู้แล้วเ้าพวกนี้ไม่ได้แค่เก่ง...พวกมันเหมือนสัตว์ร้ายที่อยู่เหนือสามัญสำนึกของคนอย่างพวกเราไปอีกขั้น”
อัสรันย่นคิ้วอย่างสงสัย“พวกเขาแข็งแกร่งกว่าพี่ดรากันด้วยเหรอ? พี่เป็คนที่เก่งที่สุดในเมืองนี้ไม่ใช่เหรอ?”
คำพูดของอัสรันทำให้ดรากันหลุดหัวเราะออกมาแต่ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่แสดงถึงความพึงพอใจ มันเต็มไปด้วยความขมขื่น “เ้าหนูถ้านั่นเป็ความจริง ข้าคงไม่รู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำแบบนี้”
ดรากันมองไปยังกลุ่มของกิลด์เอเทอร์นัสอีกครั้งโดยเฉพาะที่ คาเรนวัลเดรส หญิงสาวผมแดงเพลิงซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า“โดยเฉพาะนางคนนั้น...แค่ยืนอยู่ตรงนั้นข้าก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก”
คำพูดนั้นทำให้อัสรันยิ่งสงสัยและตื่นเต้นไปพร้อมกัน“แล้วทำไมถึงเป็แบบนั้นล่ะ? พวกเขามีพลังอะไรหรือเปล่า?”
ดรากันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันไม่ใช่แค่พลังมันคือบางอย่างที่คนธรรมดาไม่มีวันเข้าถึงได้...เป็สิ่งที่ข้าจะไม่มีวันััได้ต่อให้ข้าฝึกฝนไปทั้งชีวิต”
อัสรันเงียบไปเขามองดรากันที่ดูเหมือนกำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองก่อนจะเบนสายตาไปมองขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสดวงตาของเขาเต็มไปด้วยคำถามและความปรารถนาอันแรงกล้า
“แต่ว่าพี่ดรากันผมก็อยากเป็แบบนั้นบ้างนะ” อัสรันพูดอย่างแ่เบา
ดรากันได้ยินคำพูดนั้นเขาหันกลับมามองเด็กหนุ่ม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยล้า“อย่าเพ้อเจ้อไปหน่อยเลย เ้าหนูการไล่ตามบางสิ่งที่ไกลเกินไปอาจพาเ้าไปสู่หายนะที่เ้าไม่มีวันรับมือได้”
แต่อัสรันไม่ได้ตอบกลับเขายังคงจ้องมองไปยังขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสด้วยสายตาที่เปล่งประกาย…เพราะในใจของเขารู้ดีว่าเสียงในใจเขากำลังะโว่าอยากจะไปให้ถึงจุดนั้น แม้ว่ามันอาจจะยากยิ่งกว่าการปีนป่ายูเาด้วยมือเปล่าก็ตาม..
คำพูดของดรากันยังคงดังก้องอยู่ในหัวของอัสรันขณะที่เขามองขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสเดินผ่านไป ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่คาเรนวัลเดรส หญิงสาวที่ดูเหมือนเป็จุดศูนย์กลางของทุกสายตาเธอยืนหยัดด้วยความมั่นใจและสง่างามจนราวกับว่าทุกย่างก้าวของเธอสามารถเปลี่ยนชะตาโลกได้
ในหัวใจของอัสรันพลันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เคยััมาก่อน มันเป็ทั้งความตื่นเต้นความอิจฉา และความอยากรู้อยากเห็นที่ผสมปนเปกันจนกลายเป็แรงผลักดัน
“สักวันเราจะต้องเป็แบบนั้นให้ได้..”เขาคิดในใจ
ดรากันยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนกำลังต่อสู้กับความคิดในหัวของตัวเองชายร่างั์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เ้าหนูข้ารู้ว่าเ้ากำลังคิดอะไรอยู่”
อัสรันหันมามองเขาใบหน้าของเด็กหนุ่มเผยความสงสัย “พี่ดรากันรู้เหรอว่าผมคิดอะไร?”
ดรากันหัวเราะเบาๆ พลางตบบ่าเด็กหนุ่มเบา ๆ ด้วยมือที่ใหญ่พอจะจับศีรษะคนได้ทั้งหัว“เ้าอยากเป็เหมือนพวกเขาใช่ไหม? อยากมีคนมองเ้าแบบนั้นอยากเป็คนที่ใคร ๆ ก็ต้องยอมรับ”
คำพูดนั้นเหมือนแทงตรงเข้ากลางใจอัสรันนิ่งไป ก่อนจะหลบสายตาแล้วพึมพำเบา ๆ “มันผิดเหรอครับที่ผมอยากเป็คนที่มีคนยอมรับบ้าง...”
ดรากันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “มันไม่ผิดหรอก แต่เ้าต้องเข้าใจนะ ว่ามันมีเส้นแบ่งแยกระหว่างคนธรรมดาที่มีเพดานของความแข็งแกร่ง กับเ้าบ้าพวกนั้นที่หากระหายในความแข็งแกร่งจนไม่สนความเป็ความตาย”
อัสรันเงยหน้าขึ้นมองชายร่างใหญ่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่เริ่มฉายชัดขึ้น “งั้นผมก็เป็พวกบ้าเพิ่มอีกคนนึงก็พอ”
ดรากันถอนหายใจยาว“เ้านี่มันบ้าจริง ๆ... แต่ถ้าคิดแบบนั้น เ้าก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพราะการก้าวไปถึงจุดนั้น เ้าจะต้องเจอกับอะไรที่โหดร้ายยิ่งกว่าที่เ้าคิดไว้”
แม้ว่าคำพูดของดรากันจะฟังดูเป็คำเตือนแต่ในใจของอัสรันกลับรู้สึกถึงเปลวไฟที่ค่อย ๆ จุดติดเขาหันกลับไปมองขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสอีกครั้ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“สักวันหนึ่ง...ผมจะไปถึงจุดนั้นผมจะเป็คนที่ทุกคนต้องยอมรับ”
หลังจากขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสเคลื่อนตัวผ่านไปความเงียบที่เกิดจากความตื่นตะลึงเริ่มถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยอย่างตื่นเต้นชาวเมืองบางส่วนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ใกล้ ๆพากันพูดถึงรูปลักษณ์และพลังที่พวกเขาััได้แม้เพียงชั่วครู่
ที่มุมหนึ่งของตลาดกลางเมืองกลุ่มสายข่าวและพ่อค้าเร่ที่มักติดตามเื่ราวจากทุกสารทิศได้จับกลุ่มกันพวกเขากำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยน้ำเสียงกระซิบแต่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น
"เห็นคนที่เดินนำขบวนไหม?"ชายคนหนึ่งในเสื้อคลุมเก่า ๆ ถามขึ้นน้ำเสียงของเขาตื่นเต้น "ผู้หญิงผมแดงคนนั้น นั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก คาเรน วัลเดรส รองหัวหน้ากิลด์เอเทอร์นัสเธอคือระดับ A สามดาวที่ว่ากันว่าใกล้เคียงระดับ S ที่สุดในกิลด์!"
"คาเรนวัลเดรส?!" อีกคนหนึ่งอุทานเบาๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความใ "ข้าคิดว่าเธอจะอยู่ในเมืองหลวงไม่คิดว่าจะลงมาเมืองเล็ก ๆ แบบนี้...ถ้าเธอมาด้วยตัวเองเื่นี้ต้องไม่ใช่เื่เล็กแน่ ๆ"
"แล้วเห็นชายร่างใหญ่ที่ถือขวานั์ไหม?"พ่อค้าคนหนึ่งกล่าวเสริม"เขาคือ ริคาร์โด้เวลาสโก้ นักรบระดับA อีกคนข้าจำเขาได้เพราะเคยเห็นเขาในสนามประลองที่เมืองเฟอร์เดนเมื่อสองปีก่อนเขาคือคนที่สามารถล้มคนระดับ A สามดาวได้ในการต่อสู้ตัวต่อตัว!"
กลุ่มเริ่มฮือฮาแต่เสียงของสายข่าวอีกคนที่ดูเงียบขรึมกว่ากลับเรียกความสนใจของทุกคนได้ทันที“เ้ารู้ไหมว่าพวกเขามาทำไม?”
คำถามนั้นทำให้ทุกคนหยุดพูดแล้วหันมามองชายคนนั้นที่กำลังพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความลึกลับ“มันมีข่าวลือว่า…พวกเขากำลังตามหา "ชิ้นส่วนแก่นพลัง"ของเทพและปีศาจ”
"แก่นพลัง?"พ่อค้าหนุ่มคนหนึ่งเลิกคิ้วขึ้น"ข้าเคยได้ยินแต่ในตำนานที่บอกว่าแก่นพลังเหล่านี้เป็ต้นกำเนิดของพลังอันมหาศาลแต่มันไม่ใช่แค่เื่เล่าหรอกเหรอ?"
สายข่าวคนนั้นส่ายหน้า“มันไม่ใช่แค่ตำนาน พวกมันมีอยู่จริงและข้าได้ยินมาว่าแก่นพลังบางชิ้นถูกฝังอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิดบางชิ้นอาจอยู่ในดินแดนนี้”
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้งแต่แล้วเสียงของชายชราพ่อค้าร่างเล็กที่นั่งฟังเงียบ ๆมาตลอดก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกเ้าคิดว่าเื่นี้เป็โอกาสเหรอ?แต่ข้าบอกเลยว่ามันอาจนำพาเื่เลวร้ายมาสู่เมืองนี้ถ้าแก่นพลังที่ว่าอยู่ที่นี่จริง เ้าพวกปีศาจที่หิวกระหายมันก็อาจมาด้วยเช่นกัน”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในกลุ่มตึงเครียดขึ้นทันทีทุกคนเริ่มนึกถึงข่าวลือเื่การปรากฏตัวของปีศาจกลุ่มเล็ก ๆ ในดินแดนรอบนอก“หรือบางที...” คนหนึ่งกระซิบ “การมาของกิลด์เอเทอร์นัสในวันนี้อาจไม่ใช่แค่การค้นหา แต่เป็การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
อัสรันที่แอบฟังอยู่ไม่ไกลจดจ้องกลุ่มคนเ่าั้ด้วยหัวใจที่เต้นแรง คำว่า "แก่นพลัง" และ "ปีศาจ" ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
“แก่นพลัง...ปีศาจ?ก้อนหินหน้าตาประหลาดสีดำที่เคยอ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์เก่าๆที่บ้านละมั้ง”เขาพึมพำกับตัวเอง
หลังจากขบวนของกิลด์เอเทอร์นัสผ่านพ้นไปความตื่นเต้นในเมืองเอนฟอร์ดก็กลับเข้าสู่จังหวะชีวิตปกติผู้คนพากันกลับไปทำงานของตนเอง ตลาดเริ่มคึกคักอีกครั้งเสียงค้าขายและความพลุกพล่านของชาวบ้านยังคงดำเนินไปเหมือนทุกวัน
อัสรัน กลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยเื่ราวเขารีบวิ่งไปหาพ่อแม่ที่นั่งอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กพร้อมเล่าเหตุการณ์ที่เขาได้เห็นในวันนี้ด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นใบหน้าของเขาสว่างไสว และดวงตาเปล่งประกายด้วยความฝัน
“พ่อ! แม่!พวกเขาดูเท่มากเลยนะ!” อัสรันเล่าเสียงดัง “กิลด์เอเทอร์นัส คนพวกนั้นตัวสูงใหญ่และแข็งแกร่งจนพี่ดรากันยังบอกว่าไม่มีทางชนะได้เลย! แถมคนที่ชื่อคาเรนวัลเดรสก็เป็ระดับ A สามดาวด้วย!”
พ่อของอัสรันยิ้มบางๆ ขณะที่ฟังลูกชายเล่า “แล้วเ้าอยากเป็แบบนั้นหรือเปล่าล่ะ? คนที่มีคนยอมรับและแข็งแกร่งจนใครก็ไม่กล้าขัดขวาง?”
อัสรันพยักหน้าทันทีใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ใช่! สักวันหนึ่ง ผมอยากให้คนมองผมแบบนั้นบ้าง”
แม่ของเขาหัวเราะเบาๆ ขณะวางชามข้าวลงบนโต๊ะ “ถ้าเ้าอยากเป็แบบนั้นจริง ก็ต้องทำงานหนักเข้าไว้นะลูกความฝันที่ยิ่งใหญ่ต้องแลกมาด้วยความพยายามที่มากกว่าเดิม”
สามเดือนต่อมา
เวลาเหมือนผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเมืองเอนฟอร์ดเล็ก ๆ ที่เคยเงียบสงบกลับกลายเป็ศูนย์กลางของความคึกคักกิลด์จากเมืองรอบข้างหลากหลายเข้ามาพักแรมที่นี่ไม่ขาดสายโรงเตี๊ยมที่เคยว่างเปล่าก็แน่นขนัดไปด้วยนักผจญภัยที่มองหาทั้งข้อมูลและโอกาส
ตลาดกลางเมืองเต็มไปด้วยพ่อค้าที่มาตั้งแผงขายของหายากเพื่อล่อลวงเหล่านักผจญภัยที่มีกระเป๋าเงินหนักอึ้งเสียงเจรจาต่อรองและเสียงหัวเราะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณบรรยากาศในเมืองดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ในขณะเดียวกันในความคึกคักเ่าั้ มีบางสิ่งที่นิ่งเงียบเกินไปเงามืดที่ซ่อนอยู่ใต้เมืองดูเหมือนจะกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่รอคอยมานาน
ที่ป่าทิศตะวันออกของเมือง
ลมพัดผ่านอย่างแ่เบาเหมือนกระซิบเตือนถึงภัยที่มองไม่เห็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระหง่านมาหลายร้อยปีเริ่มส่งเสียงครางเบา ๆราวกับรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ค่อย ๆ ตื่นขึ้น
“เ้ารู้สึกถึงมันไหม?”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ผู้พูดเป็ชายร่างสูงใหญ่ ดวงตาเป็สีแดงเรืองรองในความมืดรอยยิ้มของเขาเผยให้เห็นเขี้ยวที่แหลมคม
“รู้สิ...มันเหมือนเสียงหัวใจที่เต้นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี”
อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ มันเป็เสียงที่เ็าและเต็มไปด้วยความกระหาย
“แก่นพลัง...มันกำลังดึงดูดเรา”
ชายดวงตาแดงพึมพำ ร่างของเขาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากเงามืดสวมเกราะสีดำสนิทที่ดูเหมือนจะกลืนแสงรอบตัว “พวกมนุษย์โง่เขลาพวกนั้นเป็แหล่งพลังานชั้นเลิศที่ไม่ต้องออกแรงมากนักก็แห่กันมาหาถึงที่”
“แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะ?”
อีกเสียงหนึ่งหัวเราะเบา ๆ“ถึงเวลาที่เราจะเคลื่อนไหวแล้ว…เวลานับพันปีนี่มันน่ารำคาญเหลือเกิน”
และในคืนที่เงียบสงัดเงามืดเ่าั้เริ่มเคลื่อนไหว ดวงตาแดงเรืองรองคู่แล้วคู่เล่าเปิดขึ้นในป่าเหมือนดวงไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า...