สนามเงียบลงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ไม่ใช่เพราะความสงบ แต่เพราะผู้ที่เคยส่งเสียงไปก่อนหน้านี่ ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว เสียงหอบหายใจของผู้รอดดังแ่กระจายไปทั่วพื้นที่ พื้นหินแตกร้าวเปื้อนเืแห้ง กลิ่นคาวยังคงลอยคละคลุ้งในอากาศโดยไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย
ผู้ที่ยังยืนอยู่ มีไม่ถึงครึ่งจากจำนวนที่เข้าสนามแรก ทุกคนล้วนมีาแ และเคยผ่านการฆ่ามาแล้ว
หลัวอวิ๋นยืนอยู่ใกล้แนวกำแพงหิน เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเืผู้อื่น มือทั้งสองข้างยังมีคราบแดงติดอยู่ แม้จะเช็ดออกไปบ้างแล้ว แต่กลิ่นยังไม่หาย เขาไม่สนใจเื่นั้น สิ่งที่เขาสนใจ คือสภาพร่างกายของตัวเอง
อาการล้าเริ่มสะสม แต่ยังควบคุมได้ ลมหายใจสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อยังตอบสนอง ไม่มีอาการสั่นหรือสูญเสียการควบคุม กายโลหิตทำงานอย่างต่อเนื่อง เงียบงัน แต่มั่นคง มันไม่เร่ง ไม่ฝืน เพียงรองรับแรงกดที่สนามบีบเข้ามาทีละน้อย
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากอีกฟากของลาน ชายร่างสูงในเสื้อคลุมสีเข้มก้าวออกมา ลมปราณของเขานิ่งสงบ แต่หนักแน่นอย่างชัดเจน ผู้รอดหลายคนขยับตัวโดยไม่รู้ตัว บางคนเผลอกำอาวุธแน่นขึ้น นี่ไม่ใช่ผู้เข้าแข่งขัน แต่เป็ผู้ควบคุมสนาม
“พอแค่นี้” เสียงของเขาไม่ดัง แต่ชัดเจนพอจะกลบเสียงอื่นทั้งหมด “ผู้ที่ยังยืนอยู่ ถือว่าผ่านรอบแรก”
ไม่มีเสียงเฮไม่มีความโล่งใจ มีเพียงการรับรู้ว่า ตนเองยังไม่ตาย
ผู้ควบคุมสนามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างเชื่องช้า สายตานั้นไม่ได้มองด้วยความสนใจ แต่เป็การประเมินค่า ราวกับกำลังเลือกสินค้า ไม่ใช่มนุษย์
“การแข่งขันนี้” เขาพูดต่อ “ไม่้าจำนวนมาก”
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ประตูหินอีกฝั่งหนึ่งค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นทางเดินยาวและมืด
“จากนี้ไป จะไม่ใช่การฆ่าแบบไร้ทิศทางอีกต่อไป”
“แต่เป็การคัดเลือกผู้ที่ ‘เหมาะสม’”
คำว่า เหมาะสม ทำให้หลายคนขมวดคิ้ว แต่ไม่มีใครกล้าถาม ทุกคนรู้ดีว่า ที่นี่ไม่มีหน้าที่อธิบายให้คนอ่อนแอเข้าใจ
หลัวอวิ๋นก้าวตามฝูงชนเข้าไปในทางเดินนั้น พื้นที่เปลี่ยนจากลานเปิดโล่ง เป็โถงหินแคบ เสียงฝีเท้าสะท้อนก้อง กลิ่นเืจางลง แต่แรงกดจากสภาพแวดล้อมกลับเพิ่มขึ้นแทน
เขารับรู้ได้ทันที สนามนี้ต่อไปนี้ไม่เหมือนเดิม ผู้ควบคุมสนามหยุดอยู่หน้าประตูหินอีกบาน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
“รอบต่อไป ไม่มีการรวมกลุ่ม”
“ไม่มีการหลบอยู่ข้างหลังผู้อื่น”
“ทุกคน จะถูกทดสอบในพื้นที่ของตนเอง”
แสงสว่างวาบขึ้นฉับพลัน ประตูหินหลายบานเปิดออกพร้อมกัน ผู้เข้าแข่งขันถูกแยกออกโดยไม่ให้ตั้งตัว หลัวอวิ๋นรู้สึกถึงแรงดึงชั่วขณะ ก่อนที่ภาพรอบตัวจะเปลี่ยนไป
เขาปรากฏตัวในพื้นที่ใหม่ ห้องหินขนาดไม่ใหญ่นัก โครงสร้างภายในเต็มไปด้วยเสา หินผุพัง และทางแคบหลายทิศทาง เพดานต่ำกว่าปกติ แสงสว่างมาจากช่องแสงเล็ก ๆ ้า ทำให้เกิดเงามืดจำนวนมาก
พื้นที่นี้ไม่เอื้อให้ขยับตัวเร็ว ไม่เอื้อให้เข้าประชิด หลัวอวิ๋นก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เสียงฝีเท้าอีกชุดดังขึ้นจากด้านข้าง เขาเบี่ยงตัวหลบในจังหวะเดียวกับที่คมดาบเฉือนผ่านตำแหน่งเดิม
จอมยุทธ์อีกคนปรากฏตัว ดวงตาเ็า อาวุธในมือมั่นคง ระดับพลังไม่ต่ำกว่าแปรปราณขั้นกลาง สนามนี้ไม่ได้สุ่มคู่ต่อสู้
มันจับคู่ให้ “เหมาะสม”
การปะทะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีคำพูด พื้นที่แคบทำให้หลัวอวิ๋นไม่สามารถใช้การเคลื่อนไหวแบบเดิมได้เต็มที่ เขาต้องถอย ต้องบิดตัว และต้องรับแรงกดจากการใช้อาคมมากขึ้น
หมัดปะทะกับดาบเสียงดังสนั่น แรงสะท้อนแล่นผ่านแขน ความเจ็บลึกเริ่มสะสมเร็วกว่าที่ผ่านมา หลัวอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ไม่ใช่เพราะเขาอ่อน แต่เพราะสนามนี้บีบให้เขาเสียเปรียบ
ในที่สุด เขาอาศัยจังหวะผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที ปิดระยะเข้าประชิด ศอกฟาด กระแทกเข่าซ้ำ เสียงกระดูกแตกดังชัด ร่างคู่ต่อสู้ล้มลงกับพื้น
หลัวอวิ๋นไม่ปล่อยให้จบแบบครึ่ง ๆ เขาเหยียบซ้ำบงตรงศีรษะอย่างแม่นยำ ร่างนั้นแน่นิ่งไปทันที
เขาถอยออกมา หอบหายใจหนักกว่าที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ความเจ็บแล่นผ่านกล้ามเนื้อและกระดูกพร้อมกัน กายโลหิตดูดซับแรงสะท้อนส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ไม่ทั้งหมด
หลัวอวิ๋นพิงเสาหิน ปรับลมหายใจ ดวงตานิ่งสงบ แต่ในใจเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ สนามนี้ไม่ได้้าให้เขา “ชนะ” มัน้าดูว่า เขาจะ “รับไหว” แค่ไหน
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความรู้สึกบางอย่างก็แล่นผ่านจิตสำนึก เป็แรงกดที่ไม่ใช่ของสนาม ไม่ใช่ของคู่ต่อสู้ แต่เป็สิ่งที่ลึกกว่า ราวกับมีบางอย่างกำลังจับตามอง
ไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่อสูร แต่เป็สิ่งที่ถูกเก็บไว้รอคนที่ “ทนได้”
หลัวอวิ๋นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบ แม้จะยังไม่เห็น ไม่รู้รูปแบบ และไม่รู้ว่าเป็อะไร แต่เขามั่นใจอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นกำลังเลือก
ความเงียบในห้องหินไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย หลัวอวิ๋นยืนพิงเสาหิน หายใจลึกช้า ๆ ปรับจังหวะลมปราณให้กลับสู่ความมั่นคง เืในร่างยังอุ่น แต่ไม่เดือดพล่านเหมือน่ปะทะก่อนหน้า
ความเจ็บลึกในกล้ามเนื้อและกระดูกค่อย ๆ คลี่คลาย กายโลหิตทำงานอย่างเป็ระบบ ซ่อมแซม บรรเทา และเสริมความแข็งแรงไปพร้อมกัน
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่า หากการปะทะเช่นนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้งโดยไม่มีอาวุธที่เหมาะสม ร่างกายของเขาจะเป็ฝ่ายรับภาระทั้งหมด สนามนี้ ไม่ได้ตั้งใจฆ่าเขา แต่มันตั้งใจบีบเขา
เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นเบา ๆ จากผนังด้านหนึ่ง ช่องหินแคบค่อย ๆ เปิดออก แสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้ามา หลัวอวิ๋นไม่รีบร้อน เขารอจนแน่ใจว่าไม่มีแรงกดแฝงอยู่ ก่อนจะก้าวออกไป
พื้นที่ด้านนอกเป็ลานหินขนาดกลาง ผู้รอดจากสนามย่อยทยอยปรากฏตัวทีละคน บางคนเดินออกมาอย่างมั่นคง บางคนลากขา บางคนมีาแสาหัสจนแทบยืนไม่ไหว แต่ไม่มีใครถูกช่วย ไม่มีใครได้รับการรักษา ผู้ที่ยืนอยู่ได้เท่านั้นที่ยังมีคุณค่า
สายตาของหลัวอวิ๋นกวาดมองไปรอบ ๆ เขาจดจำใบหน้าได้หลายคน จอมยุทธ์ร่างสูงจากรอบแรกยังยืนอยู่ สีหน้าเรียบเฉย แต่ลมปราณยิ่งนิ่งลึกกว่าเดิม หญิงสาวผมสั้นผู้ใช้มีดสั้นคู่ยืนอยู่ไม่ไกล เสื้อผ้าเปื้อนเื แต่ดวงตายังเฉียบคม และชายวัยกลางคนที่ดูสงบผิดปกติ ยืนหลับตาเหมือนไม่สนใจสิ่งรอบตัว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
ผู้ควบคุมสนามปรากฏตัวอีกครั้ง คราวนี้มีคนอื่นยืนอยู่ด้านหลังสองคน พลังของทั้งสามคนกดทับพื้นที่โดยไม่ตั้งใจ ผู้รอดหลายคนขยับตัวอย่างไม่สบายใจ
“จากนี้ไป” ผู้ควบคุมสนามกล่าว “สนามจะไม่คัดคนด้วยความโกลาหลอีกต่อไป”
เขายกมือขึ้น พื้นหินด้านหลังสั่นะเืเล็กน้อย ประตูหินขนาดใหญ่ค่อย ๆ เลื่อนเปิด เผยให้เห็นโถงลึกที่ถูกปิดผนึกไว้ แรงกดดันบางอย่างไหลทะลักออกมาทันที
ไม่ใช่แรงของมนุษย์และไม่ใช่แรงของอสูร แต่เป็แรงของ “วัตถุ”
หัวใจของหลัวอวิ๋นเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว กายโลหิตตอบสนองทันที เืในร่างไหลเวียนเร็วขึ้น ความรู้สึกคล้ายตอนที่เขาเข้าใกล้สิ่งอันตราย แต่ครั้งนี้แตกต่าง มันไม่ใช่สัญญาณเตือนให้ถอย มันคือแรงดึงดูด
ผู้รอดหลายคนแสดงสีหน้าแตกต่างกัน บางคนถอยหลังโดยสัญชาตญาณ บางคนขมวดคิ้วด้วยความระแวง และบางคนยิ้ม
“ในโถงนั้น” ผู้ควบคุมสนามพูดต่อ “มีสิ่งที่พวกเ้า้า”
ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ไม่มีการบอกชื่อ ยิ่งไม่รู้ยิ่งน่ากลัว
“รอบถัดไป” เขากล่าวเสียงหนัก “ไม่ใช่การต่อสู้กันเอง”
“แต่เป็การพิสูจน์ว่า ใครเหมาะสมจะเข้าใกล้มัน”
ประตูโถงเปิดกว้างขึ้น แรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกระดับ หลัวอวิ๋นรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับลงบนร่าง แม้จะยังยืนได้ แต่กล้ามเนื้อเริ่มตึงโดยไม่รู้ตัว ผู้รอดบางคนเริ่มเหงื่อแตก บางคนฟันกระทบกันเบา ๆ นี่ไม่ใช่แรงกดที่วัดด้วยระดับพลัง แต่วัดด้วย “การทน”
หลัวอวิ๋นก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่เพราะร่างกายของเขาขยับเอง กายโลหิตตอบสนองแรงกดนั้นอย่างแปลกประหลาด มันไม่ต่อต้าน ไม่ผลักออก แต่รับมันไว้
ในวินาทีนั้นเอง ความเข้าใจหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน อาวุธชิ้นนี้ ไม่ได้้าพลังที่สูงกว่าใคร มัน้าร่างกายที่ไม่พัง เมื่อรับแรงกดของมัน
หลัวอวิ๋นหยุดอยู่หน้าทางเข้าโถง ไม่ได้ก้าวเข้าไป แต่ก็ไม่ถอยออกมา เขาไม่ได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ไม่ได้ััมันโดยตรง แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงหรือภาพใด ๆ มัน…รับรู้การมีอยู่ของเขา
ไม่ใช่การเรียก ไม่ใช่การบังคับแต่เป็การประเมินแบบเดียวกับสนามนี้ ผู้ควบคุมสนามมองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งสงบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“นี่แหละ”
“เหตุผลที่พวกเราจัดการแข่งขันนี้”
ไม่มีใครพูดอะไรต่อไม่มีใครกล้าขยับ ผู้รอดทุกคนรู้ดีว่าจากนี้ไป การแข่งขันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และหลัวอวิ๋นเองก็รู้เช่นกันว่า อาวุธที่เขาตามหาไม่ได้อยู่ไกล แต่มันจะไม่ยอมให้ใครที่ “ตามไม่ทันมัน” เข้าใกล้