วันนี้เป็วันทำงานวันแรกของจ้าวเซียนอิน
นางตื่นมาทำอาหารในปริมาณที่พอตลอดวันไว้ให้น้องน้อยทั้งสอง แล้วจึงเร่งแต่งตัวออกจากเรือนมาั้แ่เช้าตรู่ เวลาผ่านไปราวสองเค่อ นางก็เดินจากตรอกตงเจียจนไปถึงตรอกผิงเจีย แสงแดดระเรื่อส่องต้องใบหน้าเรียวจนเป็สีทึบครึ่งซีก ปรากฏร่องเงาเว้าโค้งเด่นชัด
ตรอกตงเจียที่เรือนพี่น้องสกุลจ้าวตั้งอยู่เป็ตรอกที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองปู้ชวน เน้นปลูกบ้านเรือนไว้พักอาศัยอยู่เป็หลัก มีบ้านเรือนที่เปิดเป็ร้านอาหารและร้านค้าเล็กๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่คึกคักเท่าย่านการค้าในตรอกผิงเจีย
เมื่อเดินมาถึงตรอกผิงเจียแล้ว ความเปี่ยมชีวิตชีวาของตรอกการค้าอันดับหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา
ยามนี้ร้านรวงต่างทยอยเปิดหน้าร้านกันหมดแล้ว ร้านแรกที่มองเห็นเป็ร้านขายถังหูลู่ ผลซานจาลูกกลมแดงเคลือบน้ำตาลเชื่อมไว้เป็ชั้นสีใสวาววาม เสียดายที่ในป่าส่วนกลางของเมืองนี้ไม่มีผลซานจา ไม่เช่นนั้นเซียนอินเองก็อยากเอามาทำถังหูลู่ให้เ้าตัวเล็กสองคนกินบ้าง
เดินถัดไปอีกหน่อยเป็ร้านซาลาเปาและเซาปิ่ง ร้านนี้ตกแต่งแบบเรียบง่ายสบายตา หน้าร้านมีเตานึ่งซาลาเปาตั้งอยู่ ด้านข้างๆ กันเป็เตาทอดเซาปิ่ง แป้งกลมแผ่นขาวเนื้อนวลเนียนแซมสีอร่ามอำพัน เมล็ดงาโรยทั่วเหนือผิวแป้ง กลิ่นหอมของแป้งสาลีอบอวลด้วยกลิ่นงาโชยติดตามไอร้อนมา เด็กสาวแม้เพิ่งกินอาหารเช้ามาไม่นานกลับท้องร้องอย่างไม่อาจควบคุม
ดรุณีอาภรณ์เหลืองกล้วยไม้สาวเท้าเร็วขึ้นอย่างผิดวิสัย
...อยู่ไม่ได้แล้ว อันตราย อันตรายจริงๆ
เซียนอินก้าวเข้าไปในเหลาชิงฝู เถ้าแก่หลี่ที่กำลังยืนชี้ฝุ่นบนโต๊ะให้เสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งเช็ดตามเหลือบมาเห็นเด็กสาวเข้าพอดี จึงรามือจากเด็กหนุ่มมาทางนี้แทน หวังฉวี่ตงทอดถอนลมหายใจ ในที่สุดเถ้าแก่ก็เปลี่ยนเป้าหมายไปจากเขาเสียที
“เ้า เอ่อ อะไรอินอินนะ” เถ้าแก่หลี่เกาพุงพลุ้ยอย่างนึกไม่ออก
“เซียนอินเ้าค่ะ”
เถ้าแก่หลี่พยักหน้า “อ้อๆ เซียนอินนี่เอง พ่อครัวจางเพิ่งมาเมื่อครู่พอดี” เขาหันไปหาเด็กหนุ่มร่างผอมที่กำลังยืนเช็ดโต๊ะ “อาตง เ้ามาพานางหนูคนนี้ไปครัวหลังซิ”
“ขอรับเถ้าแก่” ฉวี่ตงหันมาขานรับ ก่อนจะกุลีกุจอรี่มาทางผู้มาใหม่
เขาเป็เด็กหนุ่มร่างผอมเล็ก แต่มีท่าทีปราดเปรียวว่องไว ดูโตกว่าเซียนอินเล็กน้อย สามารถยกถาดอาหารหนักๆ ได้โดยแขนไม่สั่นแกงในชามไม่ะเืเลยสักนิด อีกทั้งเขายังเป็เสี่ยวเอ้อร์ผู้เดียวในร้านแห่งนี้อีกด้วย เพราะลูกค้าน้อยจนเถ้าแก่หลี่ต้องตัดต้นทุนลง ยามเลือกคัดเสี่ยวเอ้อร์ออก เขาก็ตัดสินใจเก็บฉวี่ตงไว้ด้วยเหตุนี้
“แม่นางน้อย ข้าชื่อหวังฉวี่ตง เรียกข้าว่าพี่ตงก็ได้ เ้ามีชื่อว่าอันใดรึ”
เด็กหนุ่มเอ่ยพูดคุยไปด้วยระหว่างนำทางเด็กสาวไปที่ครัวด้านหลัง
เซียนอินกวาดสายตารอบร้านอย่างสำรวจตรวจตรา ก่อนจะหันมาสบตาฉวี่ตงที่ถามไถ่ “ข้าชื่อจ้าวเซียนอินเ้าค่ะ”
“อ้อ แม่นางน้อยจ้าวนี่เอง” เขาพยักหน้าหงึกหงักจนหมวกผ้าบนศีรษะกระเพื่อมไหว “ที่ครัวของโรงเตี๊ยมเรามีคนครัวหลักอยู่สองคนคือพ่อครัวจางและแม่ครัวเฝิง พ่อครัวจางจะเป็พ่อครัวใหญ่คุมครัวร้อน ส่วนแม่ครัวเฝิงจะคุมครัวเย็นเป็หลัก แต่ก็มีมาทำครัวร้อนบ้างยามแขกมาเยอะ” แม้จะไม่ค่อยมีวันนั้นก็เถอะนะ
เด็กหนุ่มกระซิบ “แม่ครัวเฝิงอาจจะวาจาไม่น่าฟังหน่อยแต่จริงๆ นางไม่ได้คิดร้ายอะไร ทว่ายามนี้นางลางานยาวอีกสักพักถึงจะกลับมา ส่วนพ่อครัวจาง เอ่อ ปากร้ายยังไงนิสัยก็แบบนั้นแหละ เ้าระวังด้วยล่ะ” เขาเห็นเซียนอินยังเป็เด็กสาวไม่ประสาจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
เด็กสาวไม่แสดงท่าทีอะไรออกไป เพียงยิ้มเอ่ย “ขอบคุณพี่ตงที่ชี้แนะ”
ทั้งสองเดินมาถึงครัวของเหลาชิงฝูแห่งนี้ ด้านในมีชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งกำลังนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ ที่มุมปากคาบไม้จิ้มฟันเอาไว้ เมื่อได้ยินเสียงเดินมาจึงสะดุ้งตัวตื่น แต่พอเห็นว่าไม่ใช่เถ้าแก่หลี่ท่าทีตื่นตัวจึงสลายหายไป เหลือเพียงความเฉื่อยชาที่แผ่ออกมา
“พ่อครัวจาง นางเป็แม่ครัวที่เถ้าแก่รับมาใหม่ขอรับ เถ้าแก่บอกให้นางลองงานคอยช่วยท่านกับแม่ครัวเฝิงไปก่อน”
ชายวัยกลางคนเอนนอนพิงเก้าอี้อย่างไม่ยี่หระ เสตามองเซียนอินั้แ่หัวจรดเท้า แล้วจึงถุยไม้จิ้มฟันลงพื้น
“เด็กสาวตัวอ่อนปวกเปียกแบบนี้ จะทำงานในครัวได้รึ!”
เซียนอินทอดถอนอยู่ในใจ จะกี่ยุคกี่สมัยคนเช่นนี้ก็มีอยู่ทุกที่จริงๆ ด้วยสินะ
*************************
[่พิเศษ : ก่อนข้ามมิติเวลา]
เซี่ยงไฮ้ ปี 2012 ภายในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ ย่านซินเทียนตี้
กู้จื่อลั่วในวัยสิบแปดปี นักศึกษาสาวผู้เพิ่งสอบติดคณะเทคโนโลยีอาหารสาขาการแปรรูปอาหารในมหาวิทยาลัย A มาหมาดๆ มาเริ่มงานพิเศษที่ร้านแห่งนี้ เถ้าแก่ร้านพาเธอเดินเข้าไปที่ครัวด้านหลัง ข้างในมีชายหลายคนกำลังยืนผัดอาหารอยู่หน้าเตา ส่วนผู้หญิงจำนวนเท่าหยิบมือกำลังยืนจัดการอาหารครัวเย็นอยู่อีกด้าน
ชีวิตของกู้จื่อลั่วไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พ่อของเธอไปพบรักใหม่นอกบ้านแล้วขอหย่าขาดกับแม่ไปั้แ่เธอเพิ่งอายุได้สี่ขวบ ทิ้งแม่เธอที่กำลังตั้งท้องให้ทำงานหนักหาเลี้ยงลูกสองคนด้วยตัวคนเดียว ความจริงแล้วแม่ของเธอเพิ่งรู้ตัวว่าท้องหลังจากพ่อหย่าจากไปได้ไม่นาน แต่ก็ใจเด็ดพอที่จะไม่บอกกล่าวและไม่ทำแท้ง เลี้ยงลูกอย่างทรหดคนเดียวมาเป็เวลาหลายปี
กู้จื่อลั่วที่เป็พี่สาวคนโต เมื่ออายุมากขึ้นพอจะทำงานได้แล้วก็เริ่มหางานทำตามร้านอาหารั้แ่อายุสิบสาม เริ่มั้แ่เสิร์ฟอาหาร เก็บกวาดล้างจาน กระทั่งเธอรู้สึกสนใจในงานครัว จึงได้ขอเ้าของร้านเข้าไปทำงานหลังร้านแทนการเสิร์ฟอาหาร
เธอเริ่มเรียนรู้การหั่นผักให้ถูกหลัก การทำความสะอาดวัตถุดิบ การเก็บถนอมอาหาร นานวันเข้าเถ้าแก่ก็อนุญาตให้เข้าไปเรียนรู้ที่ครัวร้อน จื่อลั่วจึงพบว่า การทำอาหารเป็ความสุขอย่างที่เธอไม่เคยหาได้จากสิ่งไหนๆ
เมื่อจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอตัดสินใจสอบเข้าคณะเทคโนโลยีอาหารอันเลื่องชื่อของมหาวิทยาลัย A เรียนรู้กระบวนการแปรรูปต่างๆ เพื่อเปิดบริษัทเล็กๆ ของตนเองในอนาคตพอเป็แหล่งรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว พร้อมกับฝึกฝนการทำอาหารผ่านการลงงานจริงไปด้วยเพื่อสานต่อความฝันที่อยากจะเป็เชฟมากฝีมือในสักวัน และหารายได้เสริมระหว่างเรียนช่วยครอบครัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน
หลังเถ้าแก่แนะนำเธอให้คนในครัวได้รู้จักแล้วจึงกลับไปดูหน้าร้านต่อ จื่อลั่วในชุดทะมัดทะแมงสีขาวย่างเท้าเดินเข้าไปในครัว เชฟชายวัยกลางคนผู้หนึ่งละสายตาจากเขียงหั่นเนื้อตรงหน้าหันมามองเธอหัวจรดเท้า แค่นเสียง “ผู้หญิงตัวอ่อนปวกเปียกแบบนี้จะทำงานในครัวได้เร้อ ได้ยินว่าสมัครเข้าทำครัวร้อนด้วยนี่ ไม่เจียมตัวจริงๆ”
จื่อลั่วไม่ยี่หระกับคำถากถางนั้น เธอเก็บแรงสมองไปทำเื่อื่นจะดีกว่า
“มีอะไรให้ฉันทำบ้างคะ” เด็กสาวยิ้มบาง เปลี่ยนเื่ไปราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้น
การเข้าทำงานใหม่ไม่ว่าที่ไหนๆ จะต้องเริ่มด้วยการสอนงานของรุ่นพี่ในที่นั้นๆ ก่อน เพราะหนึ่งแต่ละที่มีระบบการทำงานแตกต่างกัน สองแต่ละร้านมีสูตรการทำอาหารของตนเอง หากลงมือตามความเคยชินที่ติดตัวมาจะทำให้อาหารของร้านนั้นๆ ผิดเพี้ยนไปได้ ดังนั้นการถามเช่นนี้ของจื่อลั่วไม่ใช่เื่แปลก
เชฟคนนั้นส่งเสียงฮึ หันกลับไปหั่นเนื้อของตนต่อ “เก่งนักก็ใช้สมองคิดเอง”
เชฟชายอีกคนไม่ไกลที่เพิ่งเทอาหารลงจานพอดีหันมาส่ายหัวให้กับชายคนนั้นอย่างระอาในนิสัย ใบหน้ามากริ้วรอยเอ่ยกับเด็กสาวอย่างอารี ชี้ไปที่เนื้อหมูก้อนหนึ่งพลางจีบนิ้วบอกประมาณความหนา “หนูเอาเนื้อชิ้นนี้ไปหั่นก่อนนะ หั่นบางๆ ก็พอ เดี๋ยวเราจะเอามาทำหม้อไฟให้ลูกค้ากัน”
จื่อลั่วเผยรอยยิ้มกว้าง รับคำ “ค่ะคุณอา”
จากนั้นทุกคนในครัวก็เป็ต้องปากอ้าตาค้าง หลังลับมีดคมจนพอใจ เด็กสาวก็ลงมือหั่นเนื้อหมูเป็จังหวะถี่รัวด้วยระดับความเร็วเกินธรรมดา อีกทั้งเนื้อหมูที่หั่นออกมายังมีความบางเท่ากันทุกแผ่น และยังเป็ความบางในระดับหั่นยากที่ต้องใช้ความสามารถสูงมากอีกด้วย
มีดในมือของคนที่ค่อนแคะจื่อลั่วเมื่อครู่ชะงักค้าง หากเทียบจื่อลั่วเปรียบเหมือนรถสปอร์ต เช่นนั้นเขาก็เป็รถอีแต๋นแล้ว...
ไรท์ : อย่าบูลลี่น้องอีแต๋น…