แพทริคเดินสำรวจรอบเมืองด้วยความตื่นตาตื่นใจเค้าไม่เคยนึกมาก่อนว่า นอกกำแพงจะมีอะไรแบบนี้ เพราะตลอดเวลาที่เติบโตมาในกำแพง เด็กทุกคนจะถูกปลูกฝังความคิดให้รู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่อยู่ภายนอก แต่สิ่งที่เค้าเห็นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
วันนี้เป็ครั้งแรกที่เค้ามีโอกาสเข้าไปในบาร์ซึ่งเป็สิ่งต้องของนิวเวิร์ลห้ามสำหรับเด็กอายุเพิ่งจะ 18 อย่างเค้า แม้จะเคยแอบดื่มเบียร์มาบ้างในตอนเรียนมัธยม แต่ครั้งนี้น่าจะเป็เบียร์ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยดื่มมา
แพทริคนั่งมองผู้คนที่เข้าออกในบาร์บรรยากาศสลัวๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี แต่ทุกคนมีสีหน้าแววตายิ้มแย้ม มีความสุขเสียงหัวเราะ หยอกล้อกันไปมา สลับกับเสียงสบถ ของขี้เมาแต่ละคน สร้างความครื้นเครงให้กับสถานที่แห่งนี้ได้ไม่น้อย
“ครั้งแรกเหรอไอ้หนู” ขี้เมาคนนึงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแพทริคดูตื่นเต้นกับสิ่งรอบข้าง
“ครับ” แพทริคตอบกลับไป
“มา ฉันเลี้ยงเบียร์นายเอง ขอเบียร์อีกแก้ว ให้ไอ้หนุ่มนี่หน่อย” ชายคนเดิมะโสั่งเบียร์ให้แพทริค
ก่อนที่แพทริคจะเอื้อมมือไปหยิบแก้วเบียร์มาดื่มลูกน้องของโดมินิคคว้าแก้วเบียร์ยกซดทีเดียวหมดแก้วก่อนจะหันมาทำตาขวางใส่แพทริคแล้วลากมือออกมาจากบาร์
“ฉันบอกแล้วว่าห้ามคุยกับใครทุกคนที่นี่ไว้ใจไม่ได้หมดแหละ” เขาตวาดใส่แพทริคทันทีที่ออกมาจากบาร์นั่น
แพทริคดูจะไม่สนใจคำขู่ของเขาสักเท่าไหร่ยังคงเร่งฝีเท้าเดินดุ่มๆ สำรวจเมืองไปเรื่อยเหมือนพยายามจะสลัดให้พ้นจาการติดตามของอีกฝ่าย และดูเหมือนว่าความพยายามของแพทริคจะประสบความสำเร็จเมื่อเขาหลุดมาจากซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง เมื่อหันหลังกลับมาก็ไม่เห็นลูกน้องของโดมินิคอีกแล้ว แพทริคเริ่มมีรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเดินเอามือล้วงกระเป๋าอย่างมีความสุข
หลังจากที่แพทริคออกไปแล้วอเล็กซ์กับโดมินิคยังคงนั่งคุยกันอยู่ภายในห้อง ดูเหมือนแผนการที่วางเอาไว้จะพร้อมแล้วสำหรับการลงมือปฏิบัติขาดแต่เพียงว่า ถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่รู้เลยว่า การขนทองจะมีอีกครั้งเมื่อไหร่
ทั้งสองตกลงกันว่าให้เป็หน้าที่ของอเล็กซ์ที่จะต้องไปสืบมาให้ได้ว่าจะมียานขึ้นไปวันไหนส่วนโดมินิคและทีมงานของเขาจะรอฟังข่าวและเตรียมพร้อมลงมือปฏิบัติทันที่ที่ยานกลับลงมา
“เกิดอะไรขึ้นในนั้นเหรอ” โดมินิคถามขึ้น
“ทุกอย่าง ความสงบ ความสุขชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ก็นั่นแหละ เราทุกคนถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดถึงข้างนอกนี่เมื่อเข้าไปแล้ว ทุกคนก็ถูกห้ามไม่ให้ออกมาอีก”
“แต่มันก็ 20 ปีแล้วนะ”
“ใช่ เป็ 20 ปีแห่งความสุขแต่มันคือเวลาแห่งความสุข ที่ทุกคนพร้อมจะทิ้งเื่ราวข้างนอกนี่ไว้ข้างหลังโดยไม่ได้พูดถึงมันอีก”
“มีคนอื่นอีกมั้ยที่คิดแบบนาย” โดมินิคถาม
“ถึงตอนนี้จะยังไม่มีแต่เชื่อว่าอีกไม่นาน ความโกรธแค้นของพวกชาวเมืองจะต้องปะทุขึ้นแน่ๆไม่มีใครจะทนอยู่ภายใต้ความกดขี่ได้ไปตลอดชีวิตหรอก” อเล็กซ์เอ่ยออกมาด้วยความหวังแต่เขาก็ยังคงมีบางอย่างที่สงสัยในตัวโดมินิค
“นายยังมีอะไรจะบอกเหรอ” อเล็กซ์เอ่ยถามขึ้น
“นายรู้ได้ไง” โดมินิคทำหน้างง
“ปกตินายจะไม่ไล่ไอ้เด็กนั่นไปหรอกถ้าไม่มีเื่สำคัญจริงๆ”
“ฉันห่วงว่าแผนมันจะไม่เวิร์คฉันจึงไม่อยากให้นายกับเ้าเด็กนั่นเข้ามาร่วมด้วย ข้างนอกนี่มั่นถิ่นของพวกเรายังไง พวกเราก็เอาตัวรอดได้ แต่ถ้าพวกนายเข้าร่วม”
“ฉันว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น” อเล็กซ์เริ่มสงสัย
โดมินิคทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะตอบไป
“บางทีเราอาจจะต้องใช้เ้าเด็กนั่นเป็เหยื่อล่อ”
“นั่นแหละ คือสาเหตุที่ฉันพาเ้านั่นมาที่นี่ด้วย ไปเถอะ เราออกไปหาอะไรดื่มกันดีกว่า” อเล็กซ์ตอบกลับไป
................................................
ซีรีสเดินนำวิลและไอรีนแอบหลบเข้าไปในเมืองทั้งสามคนต้องตกตะลึงกับสิ่งที่พบเห็น นิวเวิร์ลบอกว่า ข้างนอกนี้เต็มไปด้วยเชื้อโรค ภัยพิบัติและความรุนแรงแต่ส่งที่เห็นกลับเป็ความสงบสุข และความสวยงาม
ร้านค้าต่างๆ มีอยู่อย่างมากมาย ผู้คนเดินกันขวักไขว่เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีวี่แววของความทุกข์ยากลำบากเลย
“มันไม่ใช่อย่างที่เราได้ยินกันมาเลย” ไอรีนเอ่ยออกมาเบาๆ
“ใช่ มันไม่ใช่เลยนี่มันอะไรกัน” วิลออกความเห็น
“พวกนั้นหลอกเราไง เค้าหลอกเรามาตลอด” ซีรีสสบถ
“ดูนั่นสิ”วิละโพลางชี้ไปที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า “ดูรายการพวกนี้สิ ไม่เหมือนที่เราเคยดูเลย”
“ไม่มีอะไรเหมือนทั้งนั้นแหละไปเถอะ ไปต่อ” ซีรีสตอบกลับมา
ทั้งสามเดินสำรวจไปเรื่อยๆจนมั่นใจได้ว่า สถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่เหมือนกับที่เคยได้ยินมาตอนนี้ความเชื่อเกี่ยวกับนิวเวิร์ลที่พวกเค้ามีอยู่ได้มลายไปหมดแล้วสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความคับแค้นที่ฝังอยู่ในใจ
“ไปหาที่นั่งพักหาอะไรทานก่อนดีกว่าหิวแล้ว” วิลเสนอ
“ร้านนั่นดีมั้ย”ไอรีนชี้ไปที่ร้านไอศกรีมแห่งหนึ่ง
ทั้งสามมุ่งหน้าไปร้านนั่นภายในร้านถูกตกแต่งไว้อย่างน่ารัก ระหว่างที่ยืนรอสั่งอาหารไอรีนสังเกตเห็นลูกค้าที่มายืนจ่ายค่าอาหาร ทุกคนต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส่ไอรีนส่งยิ้มให้ หนูน้อยคนนึงก็ยิ้มตอบกลับมาอย่างอบอุ่น
เมื่อได้อาหารวิลอาสาจะเป็คนจ่ายเงิน จากนั้นทั้งสามพากันไปนั่งหลบมุมอยู่ด้านในร้านพยายามไม่แสดงความพิรุธใดๆ ออกมา
“อร่อยมากเลย” วิลเอ่ยออกมาในขณะที่ตักไอศกรีมเข้าปาก
“ทำไมพวกนั้นต้องเอาเราไปขังไว้ในกำแพงนั่นด้วยนะ” ไอรีนเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย
“รู้สึกว่าเื่นี้จะไม่ชอบมาพากลอยู่หลายอย่างเลยนะ ฉันสับสนไปหมดแล้ว รีบๆ กันเถอะเราคงจะได้กลับไปถามเื่กับท่านศาสตราจารย์กัน” ซีรีสรีบบอก
“อย่าเพิ่งรีบ ฉันขอสั่งเพิ่มอีกชุด” วิลพูดพลางลุกขึ้นจะไปสั่งอาหารมาเพิ่ม
“ไม่ต้อง ฉันจะไปเอง”
ไอรีนลุกขึ้นไปสั่งอาหารแต่ตรงนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว เธอกดกริ่งเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครออกมามีลูกค้าบางคนเข้ามาสั่งอาหาร ไอรีนสังเกตเห็นอะไรบางอย่างในมือของลูกค้าคนอื่นๆก่อนละรีบวิ่งกลับมาที่โต๊ะ
“วิลเมื่อกี้เธอจ่ายเงินใช่มั้ย” ไอรีนถาม
“ใช่ มีไรเหรอ” วิลตอบ
“เธอใช้เงินที่พกติดตัวมาใช่มั้ย” ไอรีนถามอีกครั้ง
“อือ ใข่” วิลตอบแบบงงๆ
“เราต้องรีบไปแล้วละรีบเลยไปๆๆๆๆๆ” ไอรีนพูดพลางลากเพื่อนอีกสองคนวิ่งออกมาจากร้านอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ทั้งสามออกมาแล้วภายในร้านก็เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นเมื่อเ้าของร้านพร้อมกับผู้ชายสองคนออกมาตามหาเด็กๆ ทั้งสามพยานในร้านชี้บอกว่าทั้งสามได้ออกไปแล้ว จากนั้น ชายทั้งสองคนก็รีบออกวิ่งตามหาเด็กทั้งสามคน
ซีรีสสังเกตเห็นว่ามีคนตามมาเค้าจึงรีบวิ่งนำเพื่อนๆ ไป
“รีบๆ วิ่งเข้าหน่อยมีคนตามเรามาแล้ว” ซีรีสะโบอกเพื่อนๆ
“นี่มันเื่อะไรกันฉันงงไปหมดแล้ว เราจ่ายค่าอาหารไปแล้วนะ” วิลพูด
“หนีให้พ้นก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง”ไอรีนบอกพลางวิ่งตามเพื่อนๆ ไปติด
ทั้งสามคนวิ่งหนีไปตามท้องถนนสร้างความใให้กับชาวเมืองได้พอสมควร แต่ยิ่งหนีไปนานเท่าไหร่ดูเหมือนช่องว่างของพวกเขาจะใกล้เข้ามาเท่านั้น ชายสองคนไล่มาจวนเจียนจะถึงพวกเขา
“เข้าซอยนี้” ซีรีสชี้บอกพลางวิ่งเข้าซอยเล็กๆ ไป
ชายสองคนวิ่งตามอย่างไม่ลดละแม้เด็กๆ จะวิ่งเร็วกว่า แต่ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ทำให้การหนีดูจะเป็เื่ยากสำหรับเด็กๆ
ซีรีสวิ่งนำเพื่อนๆเข้าซอยนู้นออกซอยนี้ วนไปวนมาอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีทีท่าจะสลัดสองคนนั้นได้พ้น จนเมื่อมาถึงซอยเล็กๆซอยหนึ่ง ที่เหมือนจะถูกจับได้แล้วอยู่ดีดีก็มีชายลึกลับโผล่มากันเด็กทั้งสามคนให้เข้าไปแอบอยู่ในซอกเล็กๆพลางเอาฝ้าใบคลุมไว้
“แอบอยู่นี่แหละเดี๋ยวฉันมา” ชายลึกลับคนนั้นกล่าวพลางเดินออกไป
ทั้งสามนั่งตัวสั่นด้วยความใจำใจยอมแอบอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าจะก้าวออกไปไหนอีกแล้ว ความเงียบทำให้ทุกคนได้ยินเสียงสนทนาที่เกิดขึ้นด้านนอก
“นายเห็นเด็กสามคนวิ่งมาทางนี้หรือเปล่า” เสียงชายคนหนึ่งถามขึ้น
“ผมเห็นวิ่งไปทางนั้นครับ”
“ขอบใจมากไอ้หนู”
จากนั้นเสียงก็เงียบไปสักพัก ก่อนที่ชายลึกลับคนดังกล่าวจะเดินกลับเข้ามาแล้วยกผ้าใบขึ้น ทำให้ทั้งได้เห็นหน้าชายลึกลับคนดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
“แพทริค” ทั้งสามอุทานพร้อมๆ กัน
“พวกนายมาที่นี่ได้ยังไง”แพทริคถามขึ้น
“เื่มันยาว ว่าแต่นายรอดมาได้ไง รู้มั้ยว่านิวเวิร์ลประกาศว่าพวกนายตายกันหมดแล้ว” ซีรีสย้อนถาม
“ของฉันมันก็ยาวกว่างั้นเราค่อยเล่าดีกว่า ตอนนี้พวกนายรีบหนีออกไปจากที่นี่เถอะก่อนที่พวกนั้นจะย้อนกลับมาอีกครั้ง” แพทริครีบบอกให้ทั้งสามคนกลับไป
“ขอบใจมาก” ทั้งสามกล่าวลาก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปจากซอยแห่งนั้นด้วยความงงๆ
แพทริครีบเดินออกมาจากซอยเล็กๆนั่นก่อนที่จะมีคนมาเห็น เดินออกมาได้สักพัก ก็พบกับชายสองคนนั่นยืนคุยอยู่กับโดมินิคและอเล็กซ์ ก่อนที่จะเลี่ยงไปทางอื่น อเล็กซ์ก็หันมาพบเข้าพอดี
“เห้ย เ้าหนู มานี่” อเล็กซ์เรียกให้ไปหา แพทริคไม่มีทางเลือก จึงจำใจเดินไปหา
“ทำไมมาเดินอยู่คนเดียวแบบนี้ละแล้วคนที่ฉันให้พามาไปอยู่ไหน” โดมินิคถามด้วยความสงสัย
“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันเราพลัดหลงกันในเมืองเมื่อกี้ นี่ผมก็พยายามเดินหาเค้าอยู่” แพทริคแก้ตัวน้ำขุ่น
“เด็กคนนี้แหละครับ ที่ผมบอก”ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ก่อนหน้าได้บอกกับโดมินิค
“คนของฉันบอกว่านายไปพบเด็กสามคนนั่นเหรอ” โดมินิคถาม
“ใช่ครับผมเห็นสามคนนั้นวิ่งผ่านผมไปในซอยนั่น” แพทริคตอบแบบไม่ต้องคิดนาน
“นายจำเด็กพวกนั้นได้มั้ย”อเล็กซ์ถาม
“ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้สนใจด้วยซ้ำผมกำลังใที่พลัดหลงกัน ไม่ได้สนใจอย่างอื่น เห็นแค่เด็กๆ วิ่งผ่านไปก็เท่านั้น มีอะไรเหรอครับ” แพทริคตอบชัดเจน
“ไม่มีอะไรหรอก เราแค่สงสัยว่าเด็กพวกนั้นแอบขโมยของในร้านขายของ คนของฉันที่อยู่แถวนั้นก็เลยวิ่งตามมาแต่ก็คลาดกันซะได้” โดมินิคบอกก่อนที่จะหันไปสั่งการให้ลูกน้องอีกสองคนออกไปค้นหาอีกรอบ
“สั่งคนของเราทั้งหมดให้ออกตามหาเด็กพวกนั้นให้พบ ฉันจะกลับไปรอฟังข่าวดีที่ห้อง” โดมินิคออกคำสั่งพร้อมกับหันมาบอกแพทริค
“นายก็กลับมากับฉันด้วย”
.........................................
ซีรีสวิ่งนำเพื่อนๆหนีออกมาจากเมืองได้สำเร็จ ดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า ความมืดทำให้ทั้งสามง่ายในการหลบหลีกจากสายตาของชาวเมือง เมื่อมาถึงแนวป่า ทั้งสามคนชะลอความเร็วลงก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเนินสูง เสียงหอบเสียงหายที่แรงบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีคนพวกนั้น
วิลแข็งใจลุกขึ้นนั่งก่อนจะหันไปถามซีรีส
“นี่มันเื่อะไรกัน ฉันงงไปหมดแล้ว คนพวกนั้นมาจากไหน”
“ก็เพราะนายนั่นแหละ” ไอรีนตอบ
“ฉันเนี่ยนะ ฉันผิดตรงไหนฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” วิลแย้ง
“ก็นายเป็คนจ่ายเงินค่าอาหารนั่นใช่มั้ยละด้วยเงินของนาย เงินที่นายพามาจากบ้าน แต่ฉันสังเกตเห็นลูกค้าคนอื่นๆที่ยืนรอจะจ่ายเงิน เค้าไม่ได้ใช้เงินเหมือนเรา แค่นี้เ้าของร้านก็รู้แล้ว ว่าเรามาจากไหน” ไอรีนตอบ
“แต่นั่นไม่ทำให้ฉันแปลกใจเท่ากับกการที่นายแพทริคนั่นโผล่มา” ซีรีสเอ่ยเสียงเบาด้วยความเหนื่อย
“นั่นสิ พวกนั้นบอกว่ายานลำนั้นสูญหาย และทุกคนตายหมดแล้ว แล้วนี่มันอะไรกัน” ไอรีนกล่าวออกมา
“พวกนั้นก็หลอกเราทุกเื่แหละ”วิลตอบออกไป
“พวกเราก็เห็นกับตาว่าแพทริคเดินขึ้นยานไปกับพวกนั้นแล้วอยู่ๆ จะมาโผล่ที่เมืองนี้ได้ยังไง” ไอรีนยังไม่หายสงสัย
“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน เราเพิ่งรู้ว่าพวกนิวเวิร์ลไม่ได้ไปสำรวจดาวนั่น วันต่อมา ก็พบว่านอกกำแพงก็ไม่ได้ต่างกับในกำแพงเลย แล้วจู่ๆ คนที่ตายไปแล้วก็โผล่มาช่วยเราซะงั้น นี่เรายังจะต้องเจอกับอะไรอีกมั้ยเนี่ย” วิลสบถออกมา
ซีรีสถอนหายใจเสียงดังก่อนจะลุกขึ้
“กลับบ้านเถอะ นี่ก็จะมืดค่ำแล้วป่านนี้พ่อฉันคงออกตามหากันวุ่น” ซีรีสกล่าวพลางออกเดินเข้าไปในป่าทึบโดยมีเพื่อนทั้งสองคนเดินตามมาติดๆ
....................................................
ดอกเตอร์เบนจามินออกจากบ้านด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ นี่ก็ใกล้จะค่ำมืดแล้วแต่ซีรีสยังไม่ได้กลับมา ปกติเค้าไม่เคยเถลไถลไปไหน ถึงแม้ใน่ 2-3 วันมานี้ ทั้งเค้ากับลูกแทบจะไม่ได้คุยกันเลยแต่นั่นก็คงจะไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ซีรีสหายไปตัวแบบนี้
นานมาแล้วที่เค้าไม่ได้ออกมาข้างนอกในเวลาแบบนี้บรรยากาศภายในเมืองยังเป็เหมือนเมื่อก่อน สภาพของเมืองเปลี่ยนแปลงน้อยมาก แทบจะไม่มีความแตกต่างกับเมื่อก่อนเลย
เขาเดินผ่านไปทางหน้าโรงเรียน ก็ไม่พบเมื่อสอบถามคนแถวๆ นั้น ก็ไม่มีใครพบซีรีสเลย
จากนั้นดอกเตอร์เบนก็เดินลัดเลาะไปในเขตตัวเมือง ก็ยังไร้วี่แววของลูกชาย เขาคิดได้ มีอีกทีนึง ที่ลูกชายของเค้าน่าจะไป นั่นก็คือร้านของคุณนายมิลิน
ดอกเตอร์เบนตัดสินใจเดินเลี่ยงออกมาจากตัวเมืองมุ่งตรงไปยังร้านของคุณนายมิลิน แม้จะไม่อยากจะไปแต่เื่ของลูกชายสำคัญกับเค้าเสมอ เหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต คงจะต้องวางไว้ก่อน
เมื่อเดินมาถึง เขาพบว่าร้านแห่งนี้มีลูกค้าอยู่แน่นขนัด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็พวกคนงานที่เพิ่งเลิกงานที่แวะทานอาหารก่อนกลับเข้าบ้าน
เขาตัดสินใจผลักประตูเข้าไปทันที่ย่างเท้าเข้าไปในร้าน ทุกๆ สายตาจับต้องมายังเขาเหมือนตัวประหลาด ก่อนที่ใครคนนึงจะะโออกมาดัง
“เฮ้.... พวกเรา ดูสิ ใครมา ดอกเตอร์เบนจามิน ฮอบส์นักวิทยาศาสตร์คนเก่งของเรานี่เอง” จากนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นกึกก้องภายในร้าน
เขาหันไปพยักหน้าตอบรับคนเหล่าแบบขอไปทีก่อนจะมุ่งหน้าไปที่เค้าน์เตอร์สั่งอาหารซึ่งมีคุณนายมิลินยืนจ้องมองเขาอยู่ตาไม่กระพริบ
“ลมอะไรหอบคุณมาถึงที่นี่เหรอเบน” เธอกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานก่อนจะหันไปรินกาแฟส่งมาให้
“ขอบคุณ” เบนกล่าวขอบคุณพลางยกกาแฟขึ้นซดทีเดียวหมดแก้ว
“แก้วที่สองจะไม่ฟรีอีกแล้ว” คุณนายมิลินหยอก พลางรินกาแฟเติมลงไปอีก
“ซีรีสอยู่ที่นี่มั้ย” เบนเอ่ยถามขึ้นทันที
“เค้าไม่ได้มาที่นี่ไอรีนก็ไม่อยู่ คงจะเดินเล่นกันอยู่ข้างนอกแหละ” คุณนายมิลินตอบ
“ผมเดินหาจนทั่วแล้วไม่พบปกติเค้าจะไม่กลับค่ำแบบนี้” เบนกล่าวพลางก้มหน้าจ้องมองแก้วกาแฟ
คุณนายมิลินจ้องมองไปที่เบนด้วยสายตาแห่งความห่วงใยจนลูกค้าคนอื่นๆ แอบอิจฉา
“เห้ ถ้าคุณจะเลี้ยงทั้งร้านพวกเรายินดีจะออกไปจากร้านเดี๋ยวนี้เลย” ใครคนหนึ่งกล่าวพร้อมกับเรียกเสียงเฮดังลั่นจากลูกค้าในร้าน
“งั้นพวกคุณก็ออกไปเลยฉันไม่คิดเงินหรอก” เ้าของร้านพูดออกไปแต่กลับไม่มีใครสักคนลุกขึ้นออกจากร้านก่อนที่เธอจะหันมาให้ความสนใจกับคนที่อยู่ตรงหน้า
“คุณนี่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะกังวลกับเื่เล็กๆ คิดมากไปได้ ซีรีสโตแล้วนะ เค้าอายุ 14 แล้ว ถ้าเค้าจะมีไปไหน หรือทำอะไรคุณก็ควรจะปล่อยๆ เค้าบ้าง ในกำแพงนี่ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงหรอก” เธอกล่าวออกมาด้วยความห่วงใย
“หรือเขาจะไปบ้านศาสตราจารย์” เบนบ่นอยู่คนเดียว
“เป็ไปไม่ได้หรอกเมื่อกี้ลูกค้าในร้านคุยกันว่า ศาสตราจารย์ออกไปประท้วง แล้วมีการปะทะกันเล็กน้อยเค้าคงไม่พร้อมจะรับแขกในตอนนี้หรอก” มาดามกล่าวตอบไป
ได้ยินดังนั้น เบนทำท่าจะลุกขึ้นเดินออกไป ก่อนที่คุณนายมิลินจะห้ามไว้
“นี่คุณจะไปดื้อๆ แบบนี้เหรอ”เสียงของเธอทำให้อีกฝ่ายต้องหยุดชะงัก
“ฉันหวังเสมอว่าคุณจะแวะมาที่ร้านบ้าง ถึงคุณจะไม่อยากมาหาฉัน แค่แวะมาทานอาหารสักมื้อก็ยังดีแต่เปล่าเลย 14 ปีมาแล้ว ที่คุณเอาแต่เก็บตัว ฉันพยายามที่จะลืมมันไปแต่มันยังคงค้างอยู่อย่างนี้ จะให้ฉันขอโทษคุณกี่ครั้งฉันก็ยอม แต่คุณเองก็ไม่น่าจะทำแบบนี้ ฉันยอมรับไอรีนคือความผิดพลาดที่ฉันทำ ในตอนที่คุณทิ้งฉันไป แต่ตอนที่ฉันเห็นคุณกับยายแม่มดนั่นแยกทางกันฉันก็แอบหวังอยู่เสมอว่าคุณจะกลับมา” คุณนายมิลินแอบเก็บเสียงสะอื้นก่อนจะกล่าวต่อไป
“วันนี้คุณมาหาฉันแค่เห็นคุณอยู่ตรงประตู หัวใจของฉันก็เต้นแรงจนบอกไม่ถูก แต่ท่าทีที่เฉยชาของคุณมันทำให้ฉันหัวใจสลาย” เธอกล่าวจบพร้อมด้วยน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม
เบนชำเลืองมองมาแว๊บเดียวก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ
“ขอบคุณสำหรับกาแฟ”เขากล่าวคำอำลาสั้นๆ แล้วเดินออกจากร้านไปท่ามกลางสายตาของลูกค้าหลายสิบคน