Danger area : เขตก่อการรัก [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 เถ้าแก่ใหญ่รู้เรื่องแล้วหรือ? 1

             

            เหอชูซานที่ซ่อนตัวอยู่หลังป้ายของร้านรถเข็นขายบะหมี่ถูกลูกพี่ใหญ่ชย่าลากออกมาเหมือนเหยี่ยวจับลูกไก่

            “ใกล้จะถึงบ้านแล้วอย่างนั้นหรือ?” ชย่าลิ่วอีขมวดคิ้วและยิ้มเยาะอย่างเย็นชา

            เหอชูซานผู้สวมแว่นตาขอบทองบนสันจมูกอธิบายอย่างจริงจัง “ผมไม่ได้กินข้าวเย็นเลยมากินก๋วยเตี๋ยวที่นี่ เดี๋ยวก็จะกลับแล้ว”

            ชย่าลิ่วอีตบไปที่ท้ายทอยของเขาอย่างแรง “ไอ้สารเลว! ยังกล้าโกหกหน้าด้านๆ อีกอย่างนั้นหรือ! กินบะหมี่ตั้งหนึ่งชั่วโมงเลยเนี่ยนะ? แกหลอกใครกัน!!”

            เหอชูซานเซเล็กน้อยจากแรงตบแต่ยังคงตั้งสติได้ เขาจัดแว่นตาของตัวเองอย่างใจเย็นแล้วพูดกับชย่าลิ่วอี “พี่ลิ่วอี ถึงพรุ่งนี้จะเป็นวันอาทิตย์แต่ผมยังต้องทำโอที ผมไม่กวนพี่แล้วครับ”

            ชย่าลิ่วอีตบไปที่หลังของเขาอย่างแรงอีกครั้งเหมือนระบายความโกรธ “ไปให้พ้น!”

            เหอชูซานหยิบกระเป๋าขึ้นมาแล้วเดินจากไปอย่างว่าง่ายเนื่องจากเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งและมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการต้อนรับลูกค้าทำให้เขาเปลี่ยนชุดสูทเป็นชุดใหม่ที่ดูเรียบร้อยและภูมิฐาน รูปร่างของเหอชูซานเมื่อมองจากด้านหลังจึงดูสง่างามและมีกลิ่นอายของความเป็นมืออาชีพ

            เพียงแต่ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งและผอมบางทำให้เหอชูซานดูโดดเดี่ยวและอ้างว้างการก้าวเดินอย่างช้าๆ ทีละก้าวก็เหมือนกับว่าเขากลายเป็นคนพิการหลังจากถูกชย่าลิ่วอีตบไปสองทีอย่างไรอย่างนั้น

            เขาเดินนับก้าวไปเรื่อยๆจนถึงครึ่งถนนอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็ได้ยินเสียงแตรรถดัง ‘ปี๊นๆ’ สองครั้งดังมาจากข้างหลัง

            ชย่าลิ่วอีคาบบุหรี่สีหน้าหงุดหงิดของเขาโผล่ออกมาจากด้านหลังกระจกรถที่ค่อยๆ เลื่อนลง “ขึ้นมา! เดี๋ยวไปส่ง”

            ……

            อาเปียวเป็นคนขับรถคนนั้นส่วนอาหย่งนั่งข้างคนขับทำหน้าที่บอดี้การ์ด และเหอชูซานนั่งเงียบกริบไม่พูดอะไรสักคำอยู่บนเบาะด้านหลังของรถเบนซ์กับผู้มีอิทธิพล

            ชย่าลิ่วอีคาบบุหรี่ไว้ในปากแล้วเตะเขาไปหนึ่งที “ยิ้มอะไรของแก! ไอ้คนไร้ประโยชน์!”

            เหอชูซานเงยหน้ามุมปากของเขาโค้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “พี่ลิ่วอีช่วงนี้สุขภาพเป็นยังไงบ้าง?”

            ชย่าลิวอีส่งเสียงขึ้นจมูก “ก็เรื่อยๆ”

            “ดีแล้วครับ” เหอชูซานพูด “ป๊าเป็นห่วงเรื่องฟันของพี่นะ ไม่กี่วันที่ผ่านมาเขายังพูดถึงพี่กับผมอยู่เลยบอกให้พี่กินขนมให้น้อยลงก่อนนอนแล้วก็อย่าลืมแปรงฟัน”

            มุมปากชย่าลิ่วอีกระตุกเขารู้สึกปวดฟันขึ้นมาทันที ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง “มันเกี่ยวอะไรกับเขา! แล้วเขาเปิดร้านขายของชำหรือยัง?”

            “เปิดแล้วครับ กิจการก็ดีนะ เขาอยากขายผลไม้ด้วย แต่ตอนนี้ที่บ้านมีสินค้ากองอยู่เต็มไปหมดแทบจะอยู่ไม่ได้แล้ว”

            “ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ออกมาอยู่ข้างนอกสิ”

            “อืม ก็มีคิดไว้เหมือนกัน เขาตื่นเช้า ส่วนผมทำโอทีจนต้องกลับดึกเป็นประจำ รบกวนเวลาพักผ่อนเขาแถมเดือนหน้าผมจะย้ายไปประจำที่ย่านจงหวน... [1]”

            “จงหวน? สุดยอดเลยนะ เหออาซาน” ชย่าลิ่วอีแซวเขา

            เหอชูซานให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เขาก้มหน้าลงด้วยท่าทางเขินอาย “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”

            ชย่าลิ่วอีจึงเตะเขาอีกทีพร้อมกับสบถ “ให้ตายเถอะ! ฉันประชดแกนะ จะมาทำท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มขี้อายให้ฉันดูทำไม!”

            ขณะนั้นเสียงกริ่งก็ดังขึ้นอาหย่งซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหญ่ที่ผู้มีอิทธิพลมักใช้ขึ้นมาแต่กลับพบว่าไม่มีเสียงใดๆ เกิดขึ้นจากมันเลย

            ทันใดนั้นจอมนักแสดงเหอก็หยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหญ่ของเขาออกมาจากกระเป๋า “ฮัลโหลครับ?”

            “เสี่ยวเหอหรือ?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            ชย่าลิ่วอีจุดบุหรี่หนึ่งมวนพร้อมกับเปิดกระจกรถเพื่อระบายอากาศ

            “กินแล้ว... ยังไม่มี อยู่ระหว่างทางกลับ พี่ลิ่วอีมาส่งผม... อืมพรุ่งนี้ผมเลิกงานแล้วจะไปรับนะ... ผมได้หมด อยากกินอะไรไหม?... ได้ ผมจะลองดู... อ้อ อาป๊าต้มซุปให้ผม เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาไปให้นะ... ได้สิเดี๋ยวผมบอกเขาให้...”

            ชย่าลิ่วอีหันสายตาไปมองนอกหน้าต่างพร้อมกับเบ้ปากแก้มของเขาเกร็งไปหมด—— นี่มันอะไรกันเนี่ย!พูดจาหวานซึ้งต่อหน้าพวกเราได้อย่างไรกัน!

            เหอชูซานโชว์ความรักอย่างน้อยห้านาทีจนบุหรี่ของพี่ใหญ่เกือบจะหมดมวน เขาจึงค่อยๆ ปิดโทรศัพท์มือถือ “พี่ลิ่วอีครับ เสี่ยวเหอฝากความคิดถึงมาให้พี่ด้วย”

            ชย่าลิ่วทำท่าทางเหมือนเป็นผู้มีอิทธิพลเขาส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอนิดหนึ่งเป็นการตอบรับ ขี้เกียจจะพูด

            รถแล่นมาถึงบริเวณใกล้บ้านของเหอชูซานพวกเขาจอดห่างออกไปจากจุดหมายสองช่วงตึกแล้วส่งเหอชูซานลงเขาบอกลาชย่าลิ่วอีแล้วเดินจากไป แต่เดินไปได้แค่สองก้าวก็เดินกลับมาเคาะกระจกรถ

            ชย่าลิ่วอีลดกระจกลง

            “พี่ลิ่วอีครับ ดูแลสุขภาพด้วยนะ ถ้าขึ้นเขาก็ระวังตัวด้วย”

            ชย่าลิ่วอีโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

            รถยนต์ค่อยๆขับออกไปไกลขึ้น สายตาของชย่าลิ่วอีหันกลับไปมองยังจุดที่จากมาโดยไม่ตั้งใจแล้วเห็นเจ้าเด็กเหลือขอนั่นยังคงยืนอยู่ริมถนนพร้อมทั้งมองมาที่เขาตรงๆ

            จากนั้นเขาก็หันกลับมามองไปข้างหน้าแล้วเอนหลังพิงเบาะด้วยความรู้สึกหงุดหงิด

            “หัวหน้าครับ จะขึ้นเขาหรือครับ?” อาเปียวถาม

            “ไม่ล่ะ กลับบ้าน” ชย่าลิ่วอีพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า

            เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “บอกให้คนเอาเค้กก้อนนั้นมาส่งให้ฉัน”

            ในคืนวันเกิดของเขาชย่าลิ่วอีอยู่บ้านคนเดียว เขาดื่มเบียร์ต่อหน้าป้ายวิญญาณของชิงหลงและเสี่ยวหม่านพร้อมทั้งกินเค้กผลไม้ที่เหอชูซานส่งมาไปมากกว่าครึ่งก้อนแล้วเข้านอนโดยไม่ได้แปรงฟัน เมื่อตื่นเช้ามาเขาก็ปวดฟัน—— ปวดฟันจริงๆ

            หนึ่งสัปดาห์ต่อมาอาการปวดฟันของเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แก้มของเขาบวมขึ้นจนต้องใส่แว่นกันแดดและหน้ากากอนามัยเพื่อปิดบังใบหน้าแล้วไปโรงพยาบาลชย่าลิ่วอีถูกถอนฟันกรามที่ผุออกหนึ่งซี่—— เป็นหนึ่งในฟันที่หมอฟันเหอใส่ให้เขาเมื่อปีที่แล้ว

            ชย่าลิ่วอีนอนอยู่บนเก้าอี้ผ่าตัดด้วยความทรมานจนพูดไม่ออกปากของเขาเต็มไปด้วยสำลีครึ่งหนึ่งและน้ำลายอีกครึ่งหนึ่ง เขาฟังเสียงเครื่องมือที่ดังอยู่ในปากอย่างน่ารำคาญแทบอยากจะจับเหออาซานกับพ่อของเขามัดแล้วโยนลงในกรงหมูเสียให้เข็ด...ไอ้พวกไร้ประโยชน์! หมอเฮงซวย!

            “วัสดุของซี่ฟันเหล่านี้ไม่ดี มีโอกาสอักเสบได้ง่าย” หมอพูดกับเขา “คุณชย่า เปลี่ยนทั้งหมดเลยไหมครับ?”

            ชย่าลิ่วอีส่ายหัวทันทีที่ได้ยิน “ให้ตายเถอะ! แค่ถอนฟันซี่เดียวก็แทบอยากตายแล้ว!”

            “ลูกพี่ครับ เปลี่ยนหมดเลยดีกว่า” เสี่ยวหม่าที่มากับเขาพูดขึ้น “ใส่ฟันทองไหมครับ ดูดี เท่จะตายไป!”

            ชย่าลิ่วอีจึงคว้าถาดผ่าตัดที่อยู่ข้างๆฟาดใส่เขาจนกระเด็นออกไป

            เสี่ยวหม่าวิ่งหนีออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยความหวาดกลัวแล้วก็ไประบายอารมณ์ใส่ลูกน้องที่อยู่ข้างนอก “ไอ้เจ้าเด็กแซ่เหอมันหายหัวไปไหน!นานขนาดนี้แล้วยังไม่มาเอาใจลูกพี่อีก!”

            ในขณะที่เด็กหนุ่มแซ่เหอกำลังเล่นเกม ‘รุกและรับ’ กับลูกพี่ใหญ่ อีกมุมหนึ่งเขาก็ยุ่งอยู่กับการต่อสู้เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวในหน้าที่การงานเขาทำงานในธนาคารเพื่อการลงทุนและกำลังลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีทั้งแรงกดดันที่สูง ความเสี่ยงที่สูง และผลตอบแทนที่น่าทึ่ง ในเวลานั้นเศรษฐกิจของฮ่องกงกำลังเฟื่องฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คนหนุ่มสาวต่างก็กระโจนเข้าสู่วงการการเงิน ทุกคนทำงานอย่างหนักและทุ่มเททุกอย่างเพื่อหาเงินวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในญี่ปุ่นและเหตุการณ์การล้มละลายของธนาคารต่างชาติแห่งหนึ่งในเดือนกรกฎาคมไม่ได้ส่งผลกระทบหรือเป็นสัญญาณเตือนอะไรมากนักกับวงการนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง

            เหอชูซานกินที่บริษัทนอนที่บริษัท ทำโอทีทั้งวันทั้งคืนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์วิ่งวุ่นไปทั่วเหมือนลูกข่าง เหตุผลที่เขายังไม่หัวล้านหลังจากทนทำงานหนักมาหนึ่งปีอาจเป็นเพราะเขาหาเวลาไปฝึกไทเก๊กที่ห้องชงกาแฟทุกวันก็เป็นได้

            และเมื่อถึงวันอาทิตย์ที่พอจะมีเวลาว่างบ้างเขาก็เริ่มแสดงความสามารถในการเป็นนักแสดงภาพยนตร์ผู้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง เหอชูซานสวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวเก่าของพ่อทำผมให้ยุ่งเหยิง เอาอะไรมาทาผิวให้ดำ ใส่แว่นกันแดด และติดหนวดปลอมจากนั้นก็เอาของเบ็ดเตล็ดใส่รถเข็นเล็กๆ แล้วเข็นไปขายที่ชั้นล่างของอาคารสำนักงาน ‘บริษัทใหญ่’ ของชย่าลิ่วอี—— เขาไม่อยากปรากฏตัวต่อหน้าชย่าลิ่วอีง่ายๆ แต่ถ้าไม่ได้เจอเลยก็รู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัวเขาเลยต้องใช้วิธีนี้—— เหอชูซานโดนเก็บค่าคุ้มครองไปสามครั้งแล้วพี่หม่ามาซื้อบุหรี่ด้วยตัวเองอีกหนึ่งครั้ง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครจับได้

            ชย่าลิ่วอีจะเข้าบริษัทในตอนเช้าบางครั้งก็ออกไปทานข้าวกับคนอื่นในตอนเที่ยง แล้วกลับมาที่บริษัทในตอนบ่าย จากนั้นก็ออกไปอีกครั้งในตอนเย็นเขาเห็นพฤติกรรมทั้งหมดนี้ของชย่าลิ่วอีอย่างชัดเจน เหอชูซานเคี้ยวหมากอย่างไม่ใส่ใจเพื่อพรางตาคนอื่นแต่ในใจเขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังมีความรัก—— ถือว่านี่เป็นวิธีหนึ่งในการระบายความเครียดจากการทำงานก็แล้วกัน

            แม้ใบหน้าของจอมนักแสดงเหอจะดูซื่อๆแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความลามก สิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือตอนที่ได้ดูท่าทางของลูกพี่ชย่าตอนลงบันไดตอนขึ้นรถ รวมถึงตอนที่เขาเอียงหัวสูบบุหรี่หนึ่งทีแล้วโยนทิ้ง จากนั้นก็ปลดกระดุมสูทหนึ่งเม็ดก่อนจะก้มตัวเพื่อขึ้นรถ—— สะโพกนั่นช่างเด้งเสียเหลือเกิน!

            น่าเสียดายนักครั้งที่ชย่าลิ่วอีจำต้องนอนคว่ำตัวเปลือยเปล่าอยู่บนเตียงเล็กๆ ในเมืองกำแพงเจียวหลงเมื่อนานมาแล้วตอนนั้นเขาน่าจะใช้สองมือบีบมันให้เต็มที่เสีย!

            ……

            ในปีนั้นอากาศในฮ่องกงอบอุ่นอย่างผิดปกติ ฤดูร้อนที่ร้อนระอุแผดเผาเหล่าอันธพาลข้างถนนจนหมดเรี่ยวแรงพวกเขาอยากจะนั่งจิบเบียร์รับลมเย็นๆ ในยามค่ำคืน เล่นไพ่เล็กๆ น้อยๆและเล่นเกมทายนิ้วไปพลางๆ ส่วนชย่าลิ่วอีและเฝยชีต่างก็หลบเลี่ยงความสนใจเก็บตัวเงียบอยู่หลายเดือน จนกระทั่งเดือนกันยายนมาถึงสภานิติบัญญัติฮ่องกงได้นำสมาชิกชุดแรกที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้ามาซึ่งก่อให้เกิดกระแสความไม่สงบขึ้นอย่างเงียบๆ

            สารวัตรหัว—— ผู้กำกับการเขตจิ่วหลงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพนับถือ อีกทั้งยังเป็นผู้มีอิทธิพลและผู้คุ้มครองของคนในโลกมืด—— ได้โทรหาชย่าลิ่วอีด้วยตัวเองเพื่อนัดเขาและเฝยชีไปทานอาหารเย็นที่บ้านของสารวัตรในวันเสาร์สองวันก่อนวันไหว้พระจันทร์ของปลายเดือนกันยายนนี่เป็นการอำลาอย่างเป็นทางการก่อนที่เขาจะเกษียณอายุ แต่จริงๆ แล้วเขาต้องการที่จะประนีประนอมทั้งสองฝ่ายและยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้

            แม้ชย่าลิ่วอีจะเบื่อหน่ายเฝยชีมากแค่ไหนแต่ในเมื่อเห็นแก่หน้าสารวัตรหัวเขาก็ต้องแต่งตัวเต็มยศไปร่วมงานในช่วงเย็นของวันนั้นเขาพาผู้คุ้มกันจำนวนสองคันรถไปยังคฤหาสน์หรูของสารวัตรหัวในย่านที่อยู่อาศัยบนเนินเขา—— สถานที่แห่งนี้แม้จะอยู่บนเกาะฮ่องกง ทว่าไม่ใช่ทั้งเขตอิทธิพลของแก๊งเซียวฉีของชย่าลิ่วอีหรือเขตอิทธิพลของแก๊งเหอเซิ่งของเฝยชี เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่เป็นกลาง

            ชย่าลิ่วอีคาบบุหรี่ลงจากรถเมื่อเห็นเฝยชีลงมาจากรถเบนท์ลีย์พร้อมกับพุงกลมโต ชย่าลิ่วอีก็หรี่ตาเยาะเย้ย มุมปากที่หย่อนคล้อยของเฝยชีสั่นระริกผู้คุ้มกันของทั้งสองฝ่ายต่างก็เอามือข้างหนึ่งกดปืนไว้ บรรยากาศตึงเครียดราวกับสามารถชักดาบออกจากฝักได้ทุกเมื่อ

            สารวัตรหัวผู้ไว้หนวดเคราสีขาวและมีพุงที่ใหญ่พอๆกับเฝยชีคาบซิการ์เดินออกมาจากด้านในบ้าน แล้วก็ตบหลังชย่าลิ่วอีที่เกร็งไปทั้งตัวอย่างแรง “เสี่ยวลิ่ว! น้องรัก!”

            “ท่านสารวัตร” ชย่าลิ่วอีตอบกลับด้วยความเคารพ

            “พี่หัว” เฝยชีก็กล่าวทักทายเช่นกัน

            “เหล่าชี!” สารวัตรหัวตบหลังเฝยชีด้วย “เข้ามาข้างในกันเถอะ! อย่ายืนจ้องตากันอยู่ข้างนอกแบบนี้ต่อเลย!”

            ตามกฎแล้วทั้งสองฝ่ายต้องวางอาวุธปืนลงและสามารถนำผู้ติดตามที่ไม่มีอาวุธเข้าไปได้เพียงแค่สองคนเท่านั้นชย่าลิ่วอีพาอาหย่งและอาเปียวไปด้วย ขณะที่เขาหยุดยืนอยู่ที่ประตูและยกแขนขึ้นให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจค้นเขาเหลือบเห็นจากหางตาว่าเฝยชีและพ่อบ้านของบ้านสารวัตรหัวสบตากัน

             

             

            เชิงอรรถ

            [1] ย่านจงหวนหรือเซ็นทรัล ตั้งอยู่บนเกาะฮ่องกง เป็นศูนย์กลางทางการเงินของฮ่องกงมีบริษัททางการเงินขนาดใหญ่มากมายตั้งอยู่ในย่านนี้

             

    คล้ายกับเรื่องDanger area : เขตก่อการรัก [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592