หลังจากที่ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านเสริมสวยชายได้ไม่นานเบื้องหน้าหญิงสาวก็มีชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทเดินเข้ามา
หญิงสาวมองพวกเขาพร้อมกับกลอกตาไปมา“ลุงหยวน ลุงอี้ พวกคุณไปไหนมา? รู้ไหมหนูเกือบโดนพวกอันธพาลทํามิดีมิร้ายแล้ว!’’
“พวกอันธพาล?’’รอบๆนี้ไม่มีใคร ชายวัยกลางคนทั้งสองจึงอดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันอย่างแปลกๆ
“เฮ้อช่างเถอะ พวกเรารีบไปที่นั่นก่อนงานจะเริ่มดีกว่า!’’รู้ดีว่าถึงเล่าไปทั้งสองก็ไม่เชื่ออยู่ดี หญิงสาวจึงถอนหายใจและไม่สนใจเื่ที่เกิดขึ้นอีก
“...’’ ชายวัยกลางคนทั้งสอง
ไม่นานหลังจากที่ทั้งสามคนจากไปมู่หลินก็เดินออกมาในชุดใหม่ซึ่งเป็ชุดยี่ห้อ Gucciด้วยเหตุนี้เขาจึงดูเหมือนโอปป้าที่มาจากเกาหลีอย่างไรอย่างนั้น
“พวกนั้นเร็วใช้ได้เหมือนกันนี่ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นไปไหนแล้วล่ะ? เฮ้อไม่คิดจะขอบคุณซักคําแย่จริงๆ!’’ขณะที่ถือของเอาไว้และสังเกตเห็นว่ารอบๆนี้ไม่มีใครอยู่อีกแล้วมู่หลินก็ยิ้มๆก่อนถอนหายใจ เพราะถึงเขาจะไม่ได้อยากช่วยเธอแต่ด้วยการที่เขาลงมือจัดการพวกอันธพาล เธอก็ควรที่จะขอบคุณเขาซักคําสิจริงไหม?
แล้วนี่เธอไหนแล้ว?
หนีไปทั้งๆที่ไม่ขอบคุณซักคํา? ช่างเป็ผู้หญิงที่แย่อะไรอย่างนี้!
ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิดและหมู่ดาวเรืองรองมากมายมู่หลินเดินไปตามทางของเขา…
…
“ซุยิมู่หลินยังไม่มาอีกเหรอ?’’เจียงหยางที่เพิ่งมาวิลล่าของซุยิเอ่ยถามด้วยความรู้สึกแปลกๆ
“เออดิ!ฉันก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าเขาจะไปก่อเื่อะไรเอาไว้อีก…’’สีหน้าของซุยิดูพะวง ไม่นานนี้เขาเพิ่งโทรไปแต่มู่หลินไม่รับสายบางทีอาจจะเกิดบางสิ่งขึ้นก็ได้ใครจะไปรู้?
หยวนอิ้นและหวู่เสินที่เห็นก็ยิ้มแห้งๆพวกเขารู้ดีว่าชายหนุ่มคนนี้ไปที่ไหนก็ล้วนต้องมีเื่ไม่อย่างนั้นแล้วเหตุการณ์ในวันนี้จะน่าทึ่งถึงขนาดนั้นได้อย่างไร?
แน่นอนว่าไม่!
“โอ้!เขารับสายฉันละ!’’ ขณะที่กําลังลองโทรดูอีกรอบ ซุยิก็พบว่ามู่หลินรับสายพอดีเขาจึงรีบถามอย่างรนราน “มู่หลินตอนนี้นายอยู่ไหน? แล้วทําไมนายไม่รับสายฉัน?นี่นายคงไม่ได้ไปก่อเื่ใช่ไหม?’’
คําถามที่รัวไม่หยุดของซุยิทําเอามู่หลินที่อยู่ปลายทางของโทรศัพท์ถึงกับอึ้งหน้าตาเหยเก
นี่เขาดูเหมือนคนขี้ก่อเื่ขนาดนั้นเลยรึ?
“ฉันเพิ่งซื้อโทรศัพท์ใหม่น่ะสิแล้วนายก็โทรไปตอนนั้นพอดี’’ มู่หลินตอบคลายความสงสัยเขาเพิ่งมาเห็นบันทึกรายชื่อโทรเข้าก็ตอนซุยิพูดถึงนี่แหละ
“เฮ้อ’’ได้ยิน ซุยิก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนถาม “แล้วนี่อีกนานไหมกว่านายจะมาถึง? เพราะมันใกล้ได้เวลาแล้วด้วย…’’
ก่อนที่ซุยิจะพูดจบมู่หลินพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “น่าจะอีกนานเลยล่ะนายไปก่อนได้เลยแล้วส่งสถานที่จัดงานเลี้ยงมา เดี๋ยวฉันจะรีบตามไป!’’
“นานแค่ไหนล่ะ?’’ซุยิไม่กล้าปล่อยให้มู่หลินไปคนเดียวเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะสร้างเื่ในงานเลี้ยง
“ราวๆหนึ่งชั่วโมงล่ะมั้ง!’’มู่หลินคาดเดาตอบออกไป เขาชักสงสัยแล้วว่าเพื่อนคนนี้ไม่เชื่อใจเขา
“โอเคฉันจะส่งที่อยู่ไปให้นายก็แล้วกัน!’’สุดท้ายซุยิต้องจําใจกัดฟันทําตามที่มู่หลินบอกเหตุผลก็เพราะเขาเป็หน้าตาของงานในคืนนี้ดังนั้นเขาต้องไปก่อนคนอื่นๆเพื่อเตรียมการบางส่วน
“ฉันส่งที่อยู่ไปละตอนนายมานายก็บอกเขาว่ามางานเลี้ยงของซุยินะแล้วถ้าเกิดเขายังไม่ให้ผ่านอีกนายก็แค่โทรหาฉัน เร็วๆเข้าด้วยล่ะเพราะที่นั่งในคืนนี้ถูกจัดเตรียมไว้พอดี ดังนั้นงานจะเริ่มได้ก็เมื่อครบทุกคน’’ส่งที่อยู่เสร็จ ซุยิก็เน้นยํ้าอีกครั้ง
“ได้เลย!’’ถึงจะรู้สึกแปลกๆแต่มู่หลินก็พยักหน้าแล้ววางสายลง
หลังจากที่มู่หลินวางสายแล้วซุยิก็ยักไหล่ให้พวกเจียงหยาง “ก็อย่างที่พวกนายเห็นถ้าเขาไปก่อเื่อะไรอีกฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงแล้ว!’’
“อืม!เตือนไปขนาดนั้นถ้ามีเื่อีกคงแปลกละ!’’เจียงหยางและพวกหยวนอิ้งต่างพยักหน้าเห็นด้วย ในความคิดของพวกเขาคงไม่มีใครบ้าบอพอจะไปก่อเื่ทั้งๆที่ถูกเตือนเน้นยํามากมายขนาดนั้นแล้วหรอก
เพราะถ้ามีเขาก็คงไม่ปกติแต่เป็คนบ้าแล้วล่ะ!
…
ทางด้านของมู่หลินหลังจากที่วางสายซุยิแล้วเขาก็นั่งรถแท็กซี่ตรงไปยังโรงแรมฉวนเสิ่งทันที
ระหว่างทางมู่หลินจึงนั่งขัดสมาธิเข้าฌานดูดซับพลังงานแห่งจักรวาลเพื่อฆ่าเวลา
‘หนุ่มคนนี้สงสัยอ่านนิยายมากไปหน่อย…’คนขับตัวอ้วนวัยกลางคนที่เห็นชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิเหมือนฝึกกําลังภายในก็ต้องส่ายหัวในความคิดของเขาเด็กสมัยนี้มัวแต่ติดนิยายและไม่สนใจงานการเอาซะเลย
เสียเวลาเปล่าประโยชน์จริงๆ!
อย่างไรก็ตามถึงมู่หลินจะไม่รู้ว่าคนขับตัวอ้วนคิดอะไรเขาก็ไม่สนใจ เพราะถึงเขาจะมาถึงระดับหลอมรวมเต๋าขั้นต้นแล้วแต่ก็ยังห่างไกลจากคําว่าสําเร็จเพราะตอนนี้เขายังไม่ถึงขอบเขตครึ่งเซียนเลยด้วยซํ้า จะมัวเอาเวลาว่างๆไปทิ้งได้อย่างไร?
ขอบเขตครึ่งเซียนคือตัวแทนสําหรับใช้เรียกระดับพลังของขั้นที่อยู่เหนือกว่าระดับหลอมรวมเต๋าขั้นสูงสุดดังนั้นมู่หลินจึงตั้งใจที่จะเข้าสู่ขอบเขตนั้นให้ได้เร็วๆเพราะถ้าเขาสามารถเข้าสู่ขอบเขตนั้นได้แล้วเขาก็จะมีความแข็งแกร่งเหนือลํ้าเกินจะหยั่งถึง
ซึ่งเมื่อเป็อย่างนั้นแล้วแม้จะถึงวันเช็งเม้งซึ่งเป็วันปลดปล่อยภูติผีจากประตูนรกมู่หลินก็ไม่จําเป็ต้องเกรงกลัวอีกต่อไป เขาสามารถผนึกพวกมันได้แตกต่างกับตอนนี้ที่เขายังเป็เพียงผู้บําเพ็ญเพียรต๊อกต๋อยคนหนึ่ง
ถึงแม้ในตอนนี้มู่หลินจะเปรียบเสมือนพระเ้าในหมู่มนุษย์และผู้ฝึกยุทธ์ทว่าเขาก็ยังห่างชั้นกับคํ่าว่าแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เหตุผลก็เพราะถ้าเกิดเขาเจอผีร้ายที่มีพลังกล้าแกร่งการจะผนึกหรือทําลายมันย่อมไม่ใช่เื่ง่าย เผลอๆเขาอาจถึงตายได้ก็ได้…
ใครจะไปรู้ล่ะจริงไหม?
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วรถแท็กซี่ก็ได้มาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่ง โรงแรมฉวนเสิ่ง!
โรงแรมฉวนเสิ่งในมาเก๊าเป็โรงแรมหรูหราที่ดีที่สุดทั้งนี้ราคาการใช้บริการของมันยังแพงเอามากๆ แต่ด้วยความที่ว่าซุยิเป็นายน้อยของบริษัทซุยกรุ๊ป การที่เขาจะเช่าส่วนหนึ่งของมันย่อมไม่ยากเกินไป
ดังนั้นในวันเกิดของเขาซึ่งเป็วันนี้เขาจึงได้จัดมันขึ้นที่นี่และเชื้อเชิญคนสําคัญต่างๆมาเข้าร่วมแน่นอนว่าในนั้นมีการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ด้วย
และนี่ก็คือเหตุผลที่ซุยิไม่อยากให้มู่หลินทําเสียเื่!
มู่หลินที่เห็นว่ามาถึงแล้วจึงจ่ายเงินกับคนขับตัวอ้วนก่อนจะรีบลงจากรถเมื่อลงมาแล้วเขาที่เห็นว่าโรงแรมนี้ใหญ่โตและรอบๆเปรียบเสมือนสวนดอกไม้แห่งชาติก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม“เงินเ้าซุยินี่เยอะจริงๆ…’’
“เฮ้ย!นั่นมันเ้ามู่หลินไม่ใช่รึ?’’ แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมันเป็เสียงแห่งความใที่เผลอหลุดออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
มู่หลินที่หันไปและพบเข้าว่าเป็ใครก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
โลกมันกลมจริงๆ!