ความอดทนของทั้งสองฝ่ายได้ขาดสะบั้นลงราวกับเส้นเชือกที่ถูกดึงจนตึงเกินไป!
"ฆ่ามัน!"
เสียงคำรามของหลันเจี้ยนเปรียบเสมือนสัญญาณเปิดฉากา! ยอดฝีมือของตระกูลหลันที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วทะยานร่างเข้าใส่คฤหาสน์ตระกูลเซียวราวกับฝูงหมาป่าที่หิวกระหาย!
"ป้องกัน! ผู้ใดถอยแม้แต่ก้าวเดียว... ฆ่า!"
เซียวคังคำรามตอบโต้ด้วยความเดือดดาลไม่แพ้กัน! ยอดฝีมือของตระกูลเซียวก็พุ่งออกมาจากคฤหาสน์เพื่อตั้งรับการโจมตี!
ตูม! ตูม! ตูม!
ในชั่วพริบตา บริเวณหน้าประตูคฤหาสน์ที่เคยโอ่อ่าก็ได้กลายเป็สมรภูมิที่นองไปด้วยเื! เสียงะเิของพลังปราณที่ปะทะกันดังก้องไปทั่วจนแผ่นดินสั่นะเื! เสียงคมดาบที่เสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ, เสียงโลหะที่ฉีกกระชากเนื้อหนัง, และเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปก่อนสิ้นใจดังขึ้นระงมไปทั่ว!
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น สองผู้นำตระกูล... หลันเจี้ยน และ เซียวคัง... ได้พุ่งเข้าหาเป้าหมายเดียวของพวกมัน... ซึ่งก็คือกันและกัน!
"เซียวคัง! ไอ้ชาติชั่ว! วันนี้ข้าจะเอาเืเ้ามาล้างแค้นให้ผู้าุโจง!" หลันเจี้ยนคำรามลั่น กระบี่เหล็กเย็นในมือของเขาส่องประกายแสงสีครามเยือกเย็นออกมา พลังปราณปฐีขั้นที่แปดะเิออกจากร่างของเขาอย่างเต็มกำลัง!
"เพลงกระบี่น้ำค้างแข็งสีคราม!"
นี่คือเพลงกระบี่ประจำตระกูลหลัน! ว่ากันว่ามันถูกสร้างขึ้นจากการสังเกตผลึกน้ำแข็งที่ก่อตัวในคืนที่หนาวเหน็บที่สุด ทุกกระบวนท่าจึงรวดเร็ว, เฉียบคม, และแฝงไว้ด้วยไอเย็นที่สามารถแช่แข็งพลังลมปราณของศัตรูได้!
เงากระบี่นับสิบสายปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งเข้าใส่จุดตายทั่วร่างของเซียวคังราวกับห่าฝนน้ำแข็ง!
"คิดว่าจะทำอะไรข้าได้รึ!" เซียวคังไม่ได้ใช้ศาสตราวุธ แต่เขากลับคำรามลั่นและรวบรวมพลังปราณสีทองอร่ามไว้ที่กำปั้นทั้งสองข้าง! กล้ามเนื้อบนแขนของเขาปูดโปนขึ้นจนเสื้อผ้าแทบจะปริแตก!
"กรงเล็บหมาป่าทองคำฉีก์!"
หมัดขวาของเขาที่อาบไปด้วยพลังปราณสีทองจนดูราวกับกรงเล็บของอสูรหมาป่าในตำนาน ถูกปล่อยออกไปปะทะกับเงากระบี่นับสิบสายของหลันเจี้ยนโดยตรง!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง! ทุกครั้งที่กรงเล็บหมาป่าทองคำปะทะกับเงากระบี่น้ำค้างแข็ง จะเกิดคลื่นพลังที่รุนแรงซัดกระจายออกไปรอบทิศทาง ทำให้ศิษย์ระดับล่างที่อยู่ใกล้ๆ ต้องกระอักเืและกระเด็นถอยหลังไป!
"ฝีมือเ้าก็มีเพียงเท่านี้รึ หลันเจี้ยน!" เซียวคังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งหลังจากป้องกันกระบวนท่าของหลันเจี้ยนได้ทั้งหมด
"หุบปาก!" หลันเจี้ยนใบหน้าเคร่งขรึม เขารู้ดีว่าพลังของเซียวคังนั้นเน้นไปที่ความแข็งแกร่งและการทำลายล้างโดยตรง การปะทะซึ่งๆ หน้ามีแต่จะทำให้เขาเสียเปรียบ!
ร่างของหลันเจี้ยนพลันเลือนหายไปและปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ด้านข้างของเซียวคังราวกับภูตพราย! กระบี่ในมือของเขาแทงออกไปราวกับอสรพิษที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด!
แต่เซียวคังก็ไม่ใช่คนธรรมดา สัญชาตญาณนักสู้ของเขานั้นเฉียบคมยิ่งนัก เขาบิดตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียดและสวนกลับไปด้วยหมัดซ้ายที่รุนแรง!
การต่อสู้ของสองผู้นำตระกูลนั้นดุเดือดและรุนแรงจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้!
ในขณะเดียวกัน การต่อสู้ของเหล่าผู้าุโและคนรุ่นใหม่ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน
เซียวเทียนอี้ กำลังต่อสู้อยู่กับผู้าุโของตระกูลหลันคนหนึ่ง ทุกกระบวนท่าของเขานั้นดุดันและเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย 'ไม่ใช่... นี่มันไม่ใช่... มีบางอย่างผิดปกติ... ใครกันที่กำลังได้ประโยชน์จากเื่นี้!?'
อีกฟากหนึ่งของสมรภูมิ หลันซูเหยา กำลังร่ายรำกระบี่ในมือราวกับเทพธิดาหิมะ ทุกครั้งที่นางตวัดกระบี่ออกไป จะมีไอเย็นที่เยือกเย็นแผ่กระจายออกไป ทำให้ศัตรูของนางเคลื่อนไหวช้าลงและถูกสังหารในที่สุด แม้จะกำลังต่อสู้ แต่นางกลับใช้จิตััของนางกวาดไปทั่วบริเวณ... พยายามจะค้นหา "สายตา" ที่นางรู้สึกว่ากำลังจ้องมองอยู่... แต่ก็ไม่พบอะไรเลย... ความรู้สึกไม่สบายใจนั้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
าดำเนินไปอย่างดุเดือด... เืสดๆ ไหลนองไปทั่วพื้นศิลาดำ ผสมปนเปกับหิมะที่โปรยปรายลงมาจนกลายเป็สีแดงฉาน ศพของยอดฝีมือจากทั้งสองตระกูลล้มลงทับถมกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ณ โรงฆ่าสัตว์ที่ถูกลืมเลือน ห่างไกลจากสมรภูมิที่นองเื...
เฟิงหลงนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่งอยู่บนกองฟางเก่าๆ เขากำลัง "รับชม" การต่อสู้ทั้งหมดผ่านจิตััที่แผ่ขยายออกไป... เขาสามารถ "เห็น" ทุกการเคลื่อนไหว... "ได้ยิน" ทุกเสียงกรีดร้อง... และ "รู้สึก" ถึงทุกหยาดโลหิตที่หลั่งริน
รอยยิ้มที่พึงพอใจและเย็นเยียบที่สุดปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
"กัดกันเข้าไป... ฆ่ากันให้มากขึ้น..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากอารมณ์ใดๆ "จงสาดความเกลียดชังใส่กันให้เต็มที่... จงทำลายล้างกันเองจนกว่าพวกเ้าจะไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะยืนได้อีกต่อไป..."
นี่คือาของเขา... าที่มองไม่เห็นซึ่งถูกควบคุมโดยเขาแต่เพียงผู้เดียว เขาคือผู้ชักใย... และสองตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเหมันตนคร... ก็เป็เพียงหุ่นเชิดที่กำลังเต้นรำไปตามบทเพลงแห่งความตายที่เขาเป็ผู้บรรเลง
"เมื่อพวกเ้าอ่อนแอลงจนถึงขีดสุด... ก็ถึงเวลาที่ข้าจะออกไปเก็บเกี่ยวผลผลิต"
เปลวไฟแห่งาได้ถูกจุดขึ้นแล้ว... และมันจะยังไม่มอดดับลง...
จนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเผาผลาญจนกลายเป็เถ้าถ่าน