เสียงลมหนาวพัดผ่านช่องหน้าต่างแคบของเรือนสกุลหลิว
เกล็ดหิมะเม็ดละเอียดลอยเข้ามาช้า ๆ ก่อนละลายหายไปเมื่อแตะพื้นไม้เก่า
เยว่หลันยังคงถือกระดาษเก่าฉบับนั้นอยู่ในมือ
แผ่นกระดาษบางจนแทบโปร่งแสง
แต่หมึกที่เขียนกลับดำสนิทราวกับเพิ่งแห้งไม่นาน
"หากผู้ใดอ่านจดหมายฉบับนี้ จงรีบออกจากชิงเหอ ก่อนคืนพระจันทร์ดับจะมาถึง"
นางอ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง
แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกเรือน
ท้องฟ้ายามบ่ายยังคงสว่างมัว
แต่ดวงอาทิตย์กลับถูกเมฆสีเทากลืนกินเกือบหมด
ฤดูเหมันต์ของชายแดนทำให้ยากจะบอกเวลา
ทุกสิ่งเหมือนหยุดนิ่งอยู่ระหว่างกลางวันกับกลางคืน
“พระจันทร์ดับ...”
เหอซานพึมพำเบา ๆ
“อีกกี่วัน”
จ้าวเหวินรีบหยิบปฏิทินพกจากอกเสื้อ
เขาพลิกดูอย่างรวดเร็ว ก่อนสีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยน
“อีกสามคืน”
ความเงียบแผ่คลุมทั้งเรือน
สามคืน...
หากจดหมายฉบับนี้พูดความจริง
พวกเขาเหลือเวลาไม่มาก
แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเหตุใดต้องรีบจากไป
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้สนใจกระดาษ
เขากลับเดินไปยังหน้าต่างด้านทิศเหนือ
ปลายนิ้วแตะกรอบไม้เก่า
ก่อนใช้เล็บขูดเบา ๆ
เศษฝุ่นหลุดร่วงลงมา
แต่สิ่งที่เขาสนใจ...
ไม่ใช่ฝุ่น
หากเป็รอยขีดบาง ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นฝุ่น
“มีคนเปิดหน้าต่างนี้บ่อย”
เยว่หลันเดินเข้ามา
“แต่เรือนนี้ร้างมาสามสิบเจ็ดปี”
“ใช่”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเรียบ ๆ
“เพราะฉะนั้นคนผู้นั้น...”
เขาหันมองทุกคน
“ต้องยังมีชีวิต”
คำพูดนั้นทำให้แม้แต่เหอซานยังนิ่งไป
ชิงเหอเป็หมู่บ้านที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามา
หากมีคนอาศัยอยู่จริง
เขาอยู่ที่ใด
และเหตุใดจึงไม่เคยปรากฏตัว
เยว่หลันค่อย ๆ คลี่กระดาษออกจนสุด
ทันใดนั้น นางก็ขมวดคิ้ว
“ด้านหลัง...”
ทุกคนขยับเข้ามา
ด้านหลังของกระดาษมิได้ว่างเปล่า
แต่มีรอยหมึกจาง ๆ
หากมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น
นางยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟสีชาดส่องผ่านกระดาษบาง
อักษรที่ซ่อนอยู่จึงค่อย ๆ ปรากฏ
ไม่ใช่ข้อความ
แต่เป็...
แผนผัง
เส้นหมึกเพียงไม่กี่เส้น
แสดงตำแหน่งของหมู่บ้านชิงเหอ
ูเาด้านหลัง
แม่น้ำสายเล็ก
และเครื่องหมายวงกลมสีแดงเพียงแห่งเดียว
ตำแหน่งนั้นมิใช่เรือนสกุลหลิว
มิใช่ศาลเ้า
แต่เป็...
ป่าเหมยทางทิศตะวันตก
จ้าวเหวินเพ่งดู
“ตรงนี้ไม่มีในแผนที่ของทางการ”
เหอซานค่อย ๆ ลูบเครา
“เพราะป่าแห่งนั้น...”
“ถูกลบออกจากบันทึก”
เยว่หลันเงยหน้าทันที
“เหตุใด”
เหอซานถอนหายใจ
“ข้าเคยได้ยินเพียงข่าวลือ”
“ว่ามีสุสานเก่าแก่กว่าหมู่บ้านชิงเหอซ่อนอยู่”
“แต่ไม่มีผู้ใดหามันพบ”
ขณะที่ทุกคนกำลังสนใจแผนผัง
หลี่เฟิงเหยียนกลับยืนอยู่หน้าหน้าต่าง
สายตาของเขาจับอยู่ที่หิมะด้านนอก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขากล่าวขึ้นเบา ๆ
“เราไม่ได้อยู่ลำพัง”
เยว่หลันรีบหันไป
“มีคน?”
เขาไม่ตอบ
เพียงยกมือชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
บนลานหิมะสีขาว...
มีรอยเท้าหนึ่งแถวทอดยาว
รอยเท้าใหม่มาก
หิมะยังไม่ทันกลบ
แต่สิ่งประหลาดคือ...
รอยเท้านั้นเดินเข้าหาเรือน
แล้วหยุดตรงหน้าต่าง
ไม่มีรอยเดินกลับ
ไม่มีรอยเดินต่อ
เหมือนเ้าของรอยเท้า...
หายไปต่อหน้าต่างบานนี้
จ้าวเหวินรีบวิ่งออกไปตรวจสอบ
ทหารอีกสองนายตามไปทันที
เยว่หลันยืนมองจากในเรือน
ไม่นานนัก จ้าวเหวินก็กลับเข้ามา
สีหน้าของเขาซีดเผือด
“ไม่มีใคร...”
“แต่หิมะตรงนั้น...”
เขาหยุดกลืนน้ำลาย
“อุ่น”
ทุกคนมองหน้ากัน
หิมะที่เพิ่งมีคนเหยียบ
ย่อมเย็นกว่าเดิม
ไม่มีทาง...
อุ่นขึ้นได้
หลี่เฟิงเหยียนเดินออกไปเอง
เขาคุกเข่าลงแตะหิมะ
ครู่หนึ่งจึงยกขึ้นดม
“ไม่ใช่ความร้อน”
“เป็ไอปราณ”
เหอซานหน้าซีดทันที
“ผู้ฝึกยุทธ์?”
หลี่เฟิงเหยียนส่ายหน้า
“สูงกว่านั้น”
“ผู้ที่เดินผ่านตรงนี้...”
“ไม่ได้ใช้เท้า”
“แต่ใช้ปราณเหยียบหิมะ”
เยว่หลันมองรอยเท้านิ่ง
หัวใจของนางเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
ผู้ที่มีวรยุทธ์ระดับนี้
เหตุใดจึงไม่พบตัว
เหตุใดจึงทิ้งเพียงรอยเท้าไว้
และเหตุใด...
จึงเฝ้ามองพวกเขา
ลมเหนือพัดแรงขึ้นอีกครั้ง
กระดาษในมือเยว่หลันปลิววูบ
แผนผังด้านหลังสั่นไหว
ก่อนมีหมึกสีแดงหยดหนึ่ง...
ค่อย ๆ ซึมขึ้นจากกระดาษ
ทั้งที่เมื่อครู่ยังไม่มี
หมึกหยดนั้นไหลช้า ๆ
วาดเส้นตรงไปยังตำแหน่งวงกลมสีแดงในป่าเหมย
แล้วเขียนข้อความเพียงสั้น ๆ
"เขากำลังรออยู่"
เยว่หลันยังไม่ทันอ่านข้อความจบ
เสียงกิ่งเหมยหักก็ดังขึ้นจากด้านนอก
เป๊าะ...
ทุกคนหันไปพร้อมกัน
บนลานหิมะอันว่างเปล่า
มีใครบางคนยืนอยู่ใต้ต้นเหมย
สวมเสื้อคลุมสีคราม
ใบหน้าถูกหมวกไม้ไผ่บดบังจนมองไม่เห็น
เขามิได้ขยับ
มิได้กล่าวคำ
เพียงยืนมองมายังเรือนสกุลหลิวอย่างเงียบงัน
และในวินาทีนั้นเอง
ชายผู้สวมแหวนหยกดำก็ทรุดลงกับพื้น
ริมฝีปากสั่นระริก ก่อนเปล่งคำที่ทำให้ทุกคนในเรือนเย็นวาบไปทั้งร่าง
"เขา...กลับมาแล้ว..."
จบฉากที่ 1
เสียงลมหอบหนึ่งพัดผ่านลานหิมะ
กิ่งเหมยแห้งไหวเอนช้า ๆ
กลีบดอกสีขาวสองสามกลีบหลุดลอยลงบนพื้น ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูผลิบาน
ชายในเสื้อคลุมสีครามยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้
ไม่ขยับ
ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
ราวกับเขามิใช่มนุษย์ หากเป็ส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์แห่งชิงเหอ
แต่ยิ่งเขาอยู่นิ่งมากเท่าไร
บรรยากาศโดยรอบกลับยิ่งกดดันมากขึ้นเท่านั้น
จ้าวเหวินค่อย ๆ วางมือบนด้ามดาบ
“ท่านหลี่...”
“จะให้ข้านำคนออกไปจับหรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนมิได้ละสายตาจากบุรุษใต้ต้นเหมย
เขาส่ายหน้าเพียงเล็กน้อย
“ยัง”
“เหตุใด”
“เพราะเขากำลังรอ”
“รออะไร”
“รอให้เราเป็ฝ่ายเดินเข้าไปหา”
คำตอบนั้นทำให้จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
นักรบผู้ผ่านสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วนย่อมรู้ดี
ผู้ที่รีบร้อนก่อน มักเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
เยว่หลันค่อย ๆ เดินมายืนข้างหน้าต่าง
นางยกโคมแดงขึ้นอีกครั้ง
แสงสีชาดทอดยาวออกไปบนหิมะ
แต่เมื่อกระทบถึงร่างของชายชุดคราม...
แสงกลับเบี่ยงออก
คล้ายสายน้ำที่ไหลอ้อมก้อนหิน
นางนิ่งไปชั่วครู่
“โคม...ส่องไม่ถึงเขา”
เหอซานก้าวเข้ามา
นักพรตเฒ่าหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อ
ก่อนพึมพำคาถาเบา ๆ
ยันต์ลอยขึ้นกลางอากาศ
เปล่งแสงสีทองอ่อน
แล้วพุ่งตรงไปยังต้นเหมย
แต่เมื่อเข้าใกล้ชายผู้นั้นเพียงไม่กี่ก้าว
ยันต์กลับหยุดนิ่ง
ก่อนหมุนช้า ๆ
แล้วตกลงบนพื้นราวกับหมดเรี่ยวแรง
เหอซานสูดลมหายใจลึก
“ไม่ใช่ิญญา”
“ไม่ใช่ปีศาจ”
“ไม่ใช่คนธรรมดา”
จ้าวเหวินหัวเราะแห้ง
“ท่านกำลังบอกว่าเขาเป็อะไรกันแน่”
เหอซานส่ายหน้า
“ข้าเองก็ไม่รู้”
“แต่ข้าไม่เคยเห็นยันต์...ปฏิเสธที่จะเข้าใกล้ผู้ใดมาก่อน”
ในจังหวะนั้นเอง
ชายผู้สวมแหวนหยกดำซึ่งนั่งทรุดอยู่ข้างเสาเรือน
ก็เริ่มหายใจแรงขึ้น
ดวงตาของเขาจับจ้องบุรุษใต้ต้นเหมยไม่กะพริบ
“เขา...”
“เขามาเอาของคืน”
เยว่หลันรีบหันกลับมา
“ของอะไร”
ชายผู้นั้นยกมือกุมแหวน
รอยร้าวบนหยกดำขยายกว้างขึ้นอีก
“ข้า...จำไม่ได้”
“แต่ข้ารู้ว่า...”
“เขาไม่มีวันยอมกลับมือเปล่า”
คำตอบนั้นยิ่งทำให้ทุกคนระวังตัว
หลี่เฟิงเหยียนกลับเดินออกจากหน้าต่าง
ไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ
เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา
ใช้พู่กันจุ่มหมึก
ก่อนวาดเส้นเพียงไม่กี่เส้น
เยว่หลันมองอย่างสงสัย
“ท่านกำลังทำอะไร”
“ดูระยะ”
“ระยะ?”
เขาวางกระดาษลง
ภาพที่วาดเป็เพียงตำแหน่งของเรือน
หน้าต่าง
ต้นเหมย
และจุดที่ชายชุดครามยืนอยู่
จากนั้นเขาจึงลากเส้นตรงเชื่อมระหว่างหน้าต่างกับต้นไม้
ปลายเส้น...
กลับพาดผ่านศิลาทมิฬในเรือนพอดี
หลี่เฟิงเหยียนหรี่ตา
“ไม่ใช่เื่บังเอิญ”
เยว่หลันเข้าใจทันที
ชายชุดครามไม่ได้เลือกยืนใต้ต้นเหมยเพราะสะดวก
แต่เลือกจุดที่สามารถมองผ่านหน้าต่างมายังศิลาทมิฬได้โดยตรง
หมายความว่า...
เขารู้ตำแหน่งของศิลาก้อนนั้น
ทั้งที่มันถูกซ่อนอยู่หลังกำแพงมาตลอด
ลมเหนือพัดแรงขึ้น
บุรุษใต้ต้นเหมยค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นเป็ครั้งแรก
หมวกไม้ไผ่ยังบดบังใบหน้า
แต่เยว่หลันเห็นเพียงริมฝีปาก
เขากำลังยิ้ม
เป็รอยยิ้มบางเบา
มิได้เย้ยหยัน
มิได้เป็มิตร
ราวกับผู้ใหญ่กำลังมองเด็กที่เดินเข้ามาใกล้ความจริงทีละก้าว
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นช้า ๆ
ในมือมิใช่อาวุธ
แต่เป็...
กิ่งเหมยแห้งกิ่งหนึ่ง
เขาใช้ปลายนิ้วหักกิ่งนั้นออกเป็สองท่อน
แล้วปักครึ่งหนึ่งลงบนหิมะ
ก่อนหันหลังเดินจากไป
ไม่มีเสียงฝีเท้า
ไม่มีรอยเท้าเพิ่มขึ้น
เพียงสามก้าว...
ร่างของเขาก็เลือนหายไปกับม่านหิมะ
ราวกับไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้น
จ้าวเหวินรีบผลักประตูวิ่งออกไป
ทหารสองนายตามติด
แต่เมื่อไปถึงต้นเหมย
กลับพบเพียงกิ่งไม้แห้งที่ปักอยู่บนพื้น
กับรอยเท้าชุดเดิม
ไม่มีร่องรอยของผู้จากไป
จ้าวเหวินถอนกิ่งเหมยขึ้นมา
ทันทีที่ปลายนิ้วัั
เขาก็สะดุ้ง
“อุ่น...”
กิ่งไม้ที่ควรถูกหิมะปกคลุมกลับอุ่นราวกับเพิ่งถูกจับอยู่ในอุ้งมือคน
เยว่หลันรับกิ่งไม้มาพิจารณา
นางค่อย ๆ พลิกดู
แล้วพบรอยขีดเล็ก ๆ ใกล้ข้อกิ่ง
เป็ตัวอักษรเพียงคำเดียว
"รอ"
ไม่มีชื่อ
ไม่มีข้อความอื่น
มีเพียงคำสั้น ๆ ที่เหมือนตั้งใจทิ้งไว้ให้พวกนางโดยเฉพาะ
หลี่เฟิงเหยียนมองตัวอักษรนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“เขาไม่ได้มาขู่”
“เขากำลัง...เชิญ”
เยว่หลันเงยหน้ามองเขา
“เชิญไปที่ใด”
หลี่เฟิงเหยียนทอดสายตาไปยังแผนผังบนกระดาษเก่า
ปลายนิ้วแตะตรงวงกลมสีแดงในป่าเหมย
“ที่นี่”
เสียงลมพัดผ่านเรือนอีกครั้ง
แต่คราวนี้...
สมุดเย็บด้ายบนโต๊ะกลับเปิดเอง
หมึกสีดำค่อย ๆ ซึมขึ้นบนหน้ากระดาษอย่างช้า ๆ
ทุกคนรีบหันไปมอง
ตัวอักษรปรากฏทีละบรรทัด
ผู้ที่ยืนใต้ต้นเหมย...
หมึกหยุดไหลไปชั่วขณะ
ก่อนเขียนต่อ
อย่าตามเขาในเวลากลางวัน
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย
เพราะหากไม่ให้ตามในเวลากลางวัน...
ก็เหลือเพียงเวลาเดียวเท่านั้น
คืนพระจันทร์ดับ
และไม่มีผู้ใดรู้ว่า...
เหตุใดสมุดจึงเลือกให้พวกเขาเดินเข้าสู่ความมืด แทนที่จะหลีกหนีจากมัน
จบฉากที่ 2
หลังชายชุดครามหายลับไปกับม่านหิมะ ลานหน้าบ้านกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ความเงียบนั้นผิดธรรมชาติ
แม้แต่ลมเหนือที่พัดมาตลอดทั้งวันก็พลันสงบนิ่ง
กิ่งเหมยทุกกิ่งหยุดไหว
หิมะที่กำลังโปรยปรายราวกับแขวนค้างอยู่กลางอากาศ
จ้าวเหวินเป็คนแรกที่ััได้ถึงความผิดปกติ
เขาค่อย ๆ ยื่นมือออกไป
เกล็ดหิมะเม็ดหนึ่งตกลงบนหลังมือ
แต่กลับไม่ละลาย
มันเบาราวกับเถ้าธุลี
เมื่อใช้นิ้วแตะเบา ๆ
เกล็ดนั้นแตกออกเป็ผงสีเทา
จ้าวเหวินชะงัก
"นี่ไม่ใช่หิมะ..."
เยว่หลันก้าวเข้ามา
นางรับผงสีเทาไว้บนปลายนิ้ว สูดลมหายใจเบา ๆ
กลิ่นจาง ๆ ลอยขึ้นมา
มิใช่กลิ่นดิน
มิใช่กลิ่นไม้
แต่เป็กลิ่นที่นางไม่มีวันลืม
กลิ่นจากเชิงตะกอน
เหอซานหลับตาลงช้า ๆ
เสียงของนักพรตเฒ่าแ่เบาเสียจนแทบกลืนไปกับสายลม
"เถ้ากระดูก..."
ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน
จ้าวเหวินมองท้องฟ้าอีกครั้ง
เกล็ดสีขาวยังคงโปรยลงมาไม่หยุด
แต่บัดนี้...
ไม่มีผู้ใดมองมันเป็หิมะอีกต่อไป
เยว่หลันย่อตัวลงข้างกิ่งเหมยที่ชายชุดครามปักทิ้งไว้
ผิวเปลือกไม้แห้งกร้าน
แต่เมื่อโคมแดงส่องผ่าน
กลับเห็นเส้นสีแดงเรืองอยู่ใต้เนื้อไม้
เหมือนเส้นเืของสิ่งมีชีวิต
นางเอื้อมมือออกไป
ยังไม่ทันแตะ
หลี่เฟิงเหยียนก็จับข้อมือนางไว้
“อย่าเพิ่ง”
เยว่หลันเงยหน้ามอง
“เหตุใด”
หลี่เฟิงเหยียนไม่ตอบทันที
เขาถอดถุงมือหนังออก แล้วใช้ปลายกระบี่เขี่ยกิ่งเหมยเบา ๆ
เพียงััครั้งเดียว
กิ่งไม้ก็แตกออกเป็สองท่อน
ภายในมิใช่แก่นไม้
แต่เป็ผงสีขาวละเอียด
ไหลร่วงลงบนหิมะอย่างช้า ๆ
เหอซานสูดลมหายใจแรง
“กระดูก...”
“กิ่งนี้ทำจากกระดูก”
เยว่หลันนิ่งงัน
หลี่เฟิงเหยียนใช้นิ้วแตะผงสีขาวเพียงเล็กน้อย
“ไม่ใช่กระดูกสัตว์”
“เป็กระดูกคน”
คำตอบนั้นทำให้จ้าวเหวินกำด้ามดาบแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ผู้ใดจะทำของเช่นนี้”
ไม่มีใครตอบได้
เยว่หลันค่อย ๆ ก้มมองพื้นหิมะใต้ต้นเหมย
หากชายชุดครามตั้งใจทิ้งกิ่งนี้ไว้
ย่อมมีเหตุผล
นางใช้ปลายรองเท้าเขี่ยหิมะออกช้า ๆ
ครั้งแรก...
ไม่พบสิ่งใด
ครั้งที่สอง...
เห็นเพียงดินแข็ง
แต่เมื่อกวาดหิมะออกเป็วงกว้าง
นางกลับหยุดมือ
พื้นดินตรงนั้นมีหินก้อนเล็กเรียงเป็วงกลม
สิบสองก้อน
ทุกก้อนมีขนาดเท่ากำปั้น
จัดวางอย่างประณีต
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามา
เขามองเพียงครู่เดียวก็กล่าวว่า
“ไม่ใ่หิน”
“เป็ค่ายกล”
เหอซานรีบคุกเข่าลง
เมื่อใช้นิ้วปัดดินออก
สัญลักษณ์โบราณก็ปรากฏขึ้นเชื่อมระหว่างหินทั้งสิบสองก้อน
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“ข้าไม่เคยเห็นค่ายกลแบบนี้”
“ข้าก็ไม่เคย”
เหอซานตอบ
“แต่มันเก่า...เก่ามาก”
จ้าวเหวินมองไปรอบ ๆ
“เหตุใดไม่มีผู้ใดพบมาก่อน”
หลี่เฟิงเหยียนยกก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้น
ใต้ก้อนหินมีคราบตะไคร่เกาะเพียงบาง ๆ
เขาพลิกดูอีกด้าน
ก่อนยิ้มบาง ๆ
“เพราะเพิ่งมีคนจัดใหม่”
ทุกคนหันมองพร้อมกัน
“ใหม่?”
“ใช่”
เขาวางก้อนหินกลับตำแหน่งเดิม
“ไม่เกินเจ็ดวัน”
เยว่หลันรู้สึกหัวใจเต้นแรง
นั่นหมายความว่า
ชายชุดคราม...
มิได้เพิ่งผ่านมา
แต่กำลังใช้สถานที่แห่งนี้อยู่
ทันใดนั้น
อาหลิงซึ่งยืนเงียบมาตลอดก็เดินออกจากเรือน
เด็กหญิงก้มลงมองวงหิน
ดวงตาเลื่อนลอย
ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ตรงกลาง...”
“มีอะไรบางอย่าง”
เยว่หลันก้มลง
ตรงกลางวงหินมีเพียงดินแข็ง
แต่เมื่อโคมแดงส่องลงไป
ภาพอีกชั้นหนึ่งกลับปรากฏ
ใต้ผิวดิน...
มีแผ่นไม้บาง ๆ ฝังอยู่
หลี่เฟิงเหยียนใช้ปลายกระบี่ค่อย ๆ แซะดินออก
ทุกคนช่วยกันขุดอย่างระมัดระวัง
ไม่นานนัก
แผ่นไม้เก่าก็เผยโฉม
ยาวประมาณหนึ่งศอก
กว้างเพียงฝ่ามือ
เยว่หลันค่อย ๆ ยกขึ้น
ฝุ่นดินร่วงหล่นลงอย่างช้า ๆ
เมื่อพลิกดูอีกด้าน
นางก็เบิกตากว้าง
มันไม่ใช่แผ่นไม้ธรรมดา
แต่เป็...
ป้ายิญญา
ทว่าแปลกตรงที่
ด้านหน้าว่างเปล่า
ไม่มีชื่อผู้ตาย
ไม่มีวันเดือนปี
ไม่มีคำอธิษฐาน
หลี่เฟิงเหยียนรับมาพิจารณา
ปลายนิ้วลูบผ่านเนื้อไม้
ก่อนกล่าวเสียงเบา
“เคยมีชื่อ”
“แต่ถูกขูดออกหมดแล้ว”
เหอซานหน้าซีด
“อีกแล้ว...”
“ทุกสิ่งในหมู่บ้านนี้ถูกลบชื่อ”
เยว่หลันมองป้ายิญญานั้นอย่างเงียบงัน
ในใจเกิดคำถามหนึ่งขึ้นมา
หากชื่อบนป้ายถูกลบ
แล้วิญญาของเ้าของป้าย...
จะกลับบ้านได้อย่างไร
ทันใดนั้น
เสียงกระดิ่งแ่เบาก็ดังขึ้น
กริ๊ง...
ทุกคนหันขวับ
ไม่มีผู้ใดถือกระดิ่ง
เสียงนั้นดังมาจากใต้ดิน
กริ๊ง...
กริ๊ง...
อาหลิงหน้าซีด
เด็กหญิงรีบถอยหลังสองก้าว
“เขาได้ยินแล้ว...”
เยว่หลันรีบถาม
“ผู้ใด”
อาหลิงส่ายหน้า
น้ำตาคลอเบ้า
“คนที่หลับอยู่...”
“เขารู้แล้วว่ามีคนแตะป้าย”
ทันใดนั้นเอง
พื้นดินกลางวงหินก็สั่นะเืเบา ๆ
เม็ดหิมะบนพื้นเริ่มไหลเข้าหาจุดศูนย์กลาง
ช้า ๆ
เหมือนมีบางสิ่งกำลังสูดลมหายใจอยู่ใต้พื้นโลก
หลี่เฟิงเหยียนคว้าป้ายิญญาจากมือเยว่หลันทันที
“ถอย!”
ทุกคนรีบถอยออกจากวงหิน
เพียงเสี้ยวอึดใจต่อมา
เสียงแตกร้าวก็ดังขึ้น
แกร๊ก...
แกร๊ก...
ดินตรงกลางวงหินค่อย ๆ แยกออก
แต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมา...
ไม่ใช่มือคน
ไม่ใช่ิญญา
หากเป็...
ปลายกระดิ่งทองสัมฤทธิ์เก่าแก่
ซึ่งถูกดันขึ้นมาจากใต้ดินทีละน้อย
และบนผิวกระดิ่งนั้น
มีอักษรโบราณเพียงสี่ตัว
"ห้ามเอ่ยนาม"
เยว่หลันยังไม่ทันได้อ่านซ้ำ
กระดิ่งก็ส่งเสียงขึ้นเอง
กัง...
เสียงเดียว
แต่ะเืไปทั่วทั้งป่าเหมย
พร้อมกับฝูงอีกาดำนับร้อยตัวบินแตกตื่นจากยอดไม้
และไกลออกไป...
ในม่านหิมะสีขาว
เงาของชายชุดครามปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้...
เขาไม่ได้ยืนมอง
แต่กำลังค่อย ๆ เดินกลับมาทางพวกนางอย่างช้า ๆ
จบฉากที่ 3
เสียงกระดิ่งเพิ่งสงบลง
แต่ความเงียบที่ตามมา กลับทำให้ทุกคนรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
ฝูงอีกาดำซึ่งแตกตื่นเมื่อครู่ ยังบินวนเหนือยอดไม้ไม่หยุด
เสียงร้องแหบพร่าของมันดังเป็ระยะ
คล้ายกำลังเตือนภัยให้บางสิ่ง
เยว่หลันยังคงจับตามองเงาของชายชุดคราม
เขาเดินช้า...
ช้ามาก
ทุกย่างก้าวมั่นคงราวกับมิได้เหยียบลงบนหิมะ
แต่กำลังเดินอยู่เหนือผิวน้ำแข็งที่มองไม่เห็น
สิ่งประหลาดที่สุดคือ...
ทุกครั้งที่เท้าของเขาแตะพื้น
หิมะจะไม่ยุบตัว
หากกลับผลิดอกเหมยสีขาวเล็ก ๆ ขึ้นมาหนึ่งดอก
แล้วค่อย ๆ สลายเป็ละอองสีเงิน
เยว่หลันมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจ
นางไม่เคยเห็นวิชาเช่นนี้มาก่อน
เหอซานกลับหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
ริมฝีปากของนักพรตเฒ่าขยับเบา ๆ
“เป็ไปไม่ได้...”
เยว่หลันหันมอง
“ท่านรู้จักหรือ”
เหอซานไม่ตอบทันที
สายตายังคงจับอยู่ที่ดอกเหมยซึ่งผลิบานใต้ฝ่าเท้าของบุรุษลึกลับ
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงกล่าวช้า ๆ
“ข้าเคยอ่านเจอเพียงครั้งเดียว”
“ในตำราที่ถูกสั่งให้เผาทิ้ง”
“ตำราว่าไว้ว่า...”
“ผู้ฝึกวิชาที่ทำให้ไม้แห้งผลิดอกกลางฤดูหิมะได้”
“จะไม่มีวันทิ้งร่องรอยของตนไว้บนโลก”
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร”
เหอซานถอนหายใจ
“ไม่มีผู้ใดจำหน้าเขาได้”
“ไม่มีผู้ใดวาดภาพเขาได้”
“แม้พบกันหลายครั้ง...”
“เมื่อแยกจากกัน”
“ความทรงจำเกี่ยวกับใบหน้าของเขาจะเลือนหาย”
เยว่หลันชะงัก
นางรีบหลับตา
พยายามนึกถึงใบหน้าของชายชุดคราม
แต่กลับพบเพียงเงาพร่าเลือน
ทั้งที่เมื่อครู่ยังมองเขาอยู่ตรงหน้า
นางจำได้เพียงเสื้อคลุมสีคราม
หมวกไม้ไผ่
และดอกเหมยใต้ฝ่าเท้า
ส่วนใบหน้า...
ว่างเปล่า
หลี่เฟิงเหยียนเอ่ยขึ้นอย่างสงบ
“ไม่ใช่วิชา”
ทุกคนหันมองเขา
“เป็ค่ายกล”
“ค่ายกล?”
เขาพยักหน้า
“เขาไม่ได้ซ่อนตัวเอง”
“แต่ซ่อนการรับรู้ของผู้พบเห็น”
คำอธิบายนั้นทำให้เยว่หลันเริ่มเข้าใจ
ผู้คนจึงไม่เคยตามหาชายผู้นี้ได้
มิใช่เพราะเขาหายตัว
แต่เพราะเมื่อพ้นสายตา
ทุกคนจะลืมรายละเอียดของเขาไปเอง
บุรุษชุดครามหยุดเดิน
ระยะห่างระหว่างเขากับทุกคนเหลือไม่ถึงยี่สิบก้าว
เขาไม่ได้ก้าวต่อ
เพียงยืนสงบนิ่ง
ลมหนาวพัดชายเสื้อคลุมให้พลิ้วไหว
ในที่สุด...
เขาก็ยกมือขึ้น
ไม่ใช่ท่าคุกคาม
แต่เป็การคารวะแบบโบราณ
มือซ้ายรองมือขวา
ก้มศีรษะเพียงเล็กน้อย
เยว่หลันประหลาดใจ
ท่าคารวะนี้...
เป็ธรรมเนียมของราชสำนักเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
ปัจจุบันไม่มีผู้ใดใช้แล้ว
บุรุษชุดครามมิได้เอ่ยคำ
กลับหยิบสิ่งหนึ่งออกจากชายแขนเสื้อ
เป็ขลุ่ยไม้ไผ่สีดำ
เก่าจนผิวไม้แตกร้าว
เขาค่อย ๆ วางขลุ่ยลงบนหิมะ
จากนั้นถอยหลังหนึ่งก้าว
สองก้าว
สามก้าว
ก่อนยืนนิ่งดังเดิม
เหมือนกำลังบอกว่า...
ของชิ้นนี้
มิใช่ของเขาอีกต่อไป
จ้าวเหวินกระซิบ
“เขาจะทำอะไรกันแน่”
ไม่มีผู้ใดตอบ
หลี่เฟิงเหยียนกลับยกมือห้ามทุกคน
“อย่าเพิ่งเข้าไป”
“เหตุใด”
“เขากำลังทดสอบเรา”
เวลาผ่านไปทีละลมหายใจ
ไม่มีผู้ใดขยับ
บุรุษชุดครามก็ไม่ขยับ
ราวกับทั้งสองฝ่ายกำลังเล่นหมากกระดานที่ผู้ใดเคลื่อนก่อนจะเป็ฝ่ายแพ้
เยว่หลันจึงหันกลับมามองขลุ่ย
ขลุ่ยวางอยู่บนหิมะ
แต่ไม่มีหิมะเกาะ
และรอบ ๆ ขลุ่ย
กลับมีวงกลมเล็ก ๆ ที่หิมะละลาย
เหมือนของชิ้นนั้นกำลังแผ่ความอุ่นออกมา
หลี่เฟิงเหยียนคุกเข่าลง
ใช้ปลายกระบี่แตะขลุ่ยเบา ๆ
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขาจึงเขี่ยให้พลิกอีกด้าน
ใต้ขลุ่ยมีอักษรสลักไว้
ตัวอักษรเล็กมาก
หากไม่ตั้งใจมองคงไม่มีวันเห็น
เยว่หลันยกโคมแดงส่อง
อักษรเพียงสี่ตัวค่อย ๆ ชัดขึ้น
คืนให้เ้าของ
ทุกคนเงียบ
คืนให้เ้าของ...
หมายถึงผู้ใด
เยว่หลันเงยหน้ามองชายชุดคราม
แต่ตำแหน่งที่เขายืนเมื่อครู่...
กลับว่างเปล่า
ไม่มีรอยเท้า
ไม่มีเงา
ไม่มีแม้แต่ดอกเหมยสีขาว
ราวกับบุรุษผู้นั้นไม่เคยปรากฏตัว
เพียงแต่ครั้งนี้
หลี่เฟิงเหยียนไม่ได้มองหาตัวเขา
สายตาของเขากลับหยุดอยู่ที่ขลุ่ย
ก่อนกล่าวประโยคหนึ่งที่ทำให้เหอซานเปลี่ยนสีหน้า
“นี่ไม่ใช่เครื่องดนตรี”
เยว่หลันถามเบา ๆ
“แล้วคืออะไร”
หลี่เฟิงเหยียนพลิกขลุ่ยอีกครั้ง
ปลายขลุ่ยด้านหนึ่งมีรอยแตกเล็ก ๆ
ภายในมิใช่โพรงไม้
แต่มีแผ่นโลหะบางซ่อนอยู่
เขาค่อย ๆ ดึงออกมา
เป็แผ่นทองแดงขนาดเพียงสองนิ้ว
สลักลวดลายเดียวกับที่พวกเขาเคยเห็นบนศิลาทมิฬ
และตรงมุมล่าง...
มีสัญลักษณ์ดอกเหมยเจ็ดกลีบ
แต่หนึ่งกลีบถูกกรีดทิ้ง
เหอซานสูดลมหายใจลึก
“ตราผ่าน...”
“ตราผ่านอะไร”
นักพรตเฒ่าเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“หากข้าจำไม่ผิด”
“นี่คือสิ่งที่ใช้เปิดทางเข้าสถานที่หนึ่ง”
“สถานที่ซึ่งไม่มีอยู่ในแผนที่ของแผ่นดิน”
เยว่หลันมองแผ่นทองแดงในมือหลี่เฟิงเหยียน
ยังไม่ทันเอ่ยคำถาม
สมุดเย็บด้ายในย่ามของนางก็สั่นขึ้นเอง
ครั้งแรก...
ครั้งที่สอง...
ครั้งที่สาม...
จากนั้นหมึกสีดำก็ซึมทะลุปกหนังสือออกมา
ไหลเป็ตัวอักษรบนพื้นหิมะ
ช้า ๆ
ทีละคำ
อย่านำตรานี้...
หมึกหยุดไหล
ทุกคนเฝ้ามองอย่างลุ้นระทึก
ครู่ต่อมา ประโยคจึงสมบูรณ์
อย่านำตรานี้กลับเข้าหมู่บ้าน
ทุกคนหันกลับไปมองเรือนสกุลหลิวพร้อมกัน
เพราะเรือนหลังนั้น...
อยู่ในหมู่บ้านชิงเหอมาั้แ่แรก
คำเตือนนี้...
สายเกินไปแล้ว
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง
ประตูเรือนสกุลหลิวซึ่งไม่มีผู้ใดแตะต้อง
ก็ค่อย ๆ เปิดออกเอง
ช้า...
ช้า...
ราวกับมีเ้าของบ้านกำลังเชื้อเชิญให้พวกเขากลับเข้าไป
จบฉากที่ 4
เสียงบานประตูไม้ครางเบา ๆ
แอ๊ด...
ช้า...
ยาว...
ราวกับผ่านการเปิดและปิดมานับพันครั้ง
ทั้งที่เมื่อครู่ไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ประตูแม้แต่คนเดียว
ลมหนาวพัดออกมาจากภายในเรือน
แต่ครั้งนี้...
มิใช่ลมที่พัดเอาหิมะเข้ามา
กลับเป็ลมอุ่น
กลิ่นไม้จันทน์เผาอ่อน ๆ ลอยออกมาพร้อมสายลม
เยว่หลันชะงัก
กลิ่นนี้...
ไม่เคยมีก่อน
หลี่เฟิงเหยียนก้าวขึ้นมายืนข้างนาง
เขามิได้รีบเข้าไป
เพียงใช้สายตามองผ่านช่องประตูที่เปิดแง้ม
ภายในเรือนมืดสนิท
แต่กลับมีแสงสีส้มอ่อนส่องออกมาจากห้องโถงด้านใน
เหมือนมีผู้ใดจุดตะเกียงไว้
จ้าวเหวินขมวดคิ้ว
“เมื่อครู่...เราดับไฟหมดแล้ว”
เหอซานพยักหน้า
“ใช่”
“และก่อนออกมา ข้าปิดประตูเอง”
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟสีชาดสั่นไหวเบา ๆ
ผิดจากทุกครั้ง
ครั้งนี้โคมมิได้เตือนภัย
กลับสงบนิ่ง
ราวกับกำลังบอกให้นางเข้าไป
หลี่เฟิงเหยียนก้มลงมองธรณีประตู
เขาไม่สนใจแสงในเรือน
ไม่สนใจประตูที่เปิดเอง
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่พื้นไม้เพียงครู่เดียว
ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“เปลี่ยนไปแล้ว”
เยว่หลันก้มมองตาม
ธรณีประตูซึ่งก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยฝุ่น
กลับสะอาดหมดจด
ไม่มีแม้แต่รอยเท้าของพวกเขา
ราวกับเวลาหลายชั่วยามก่อน...
ไม่เคยเกิดขึ้น
หลี่เฟิงเหยียนค่อย ๆ ชักกระบี่ออกจากฝัก
ใช้ปลายกระบี่แตะธรณีประตู
เสียงโลหะกระทบไม้ดังแ่
แต่ในวินาทีนั้นเอง...
พื้นเรือนอีกฟากหนึ่งกลับมีเสียงตอบกลับ
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
ไม่ใช่เสียงสะท้อน
แต่เหมือนมีใครบางคน...
ใช้ปลายนิ้วเคาะตอบ
จ้าวเหวินหน้าซีด
“เขา...ได้ยินเรา”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเรียบ ๆ
“ไม่”
“เขารู้ว่าเราจะกลับมา”
เยว่หลันก้าวผ่านธรณีประตูเป็คนแรก
ทันทีที่ปลายรองเท้าแตะพื้นไม้
ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป
ห้องโถงซึ่งเคยเก่าและทรุดโทรม
กลับสะอาดราวกับเพิ่งมีคนทำความสะอาด
โต๊ะไม้ถูกจัดอย่างเป็ระเบียบ
ม่านผ้าถูกมัดไว้ทั้งสองข้าง
ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอบอุ่น
เสียงน้ำเดือดดังมาจากห้องครัว
และที่สำคัญที่สุด...
โต๊ะอาหารซึ่งเคยมีชามข้าวเก่าหกใบ
บัดนี้มีอาหารวางเรียงอยู่ครบ
ยังมีไอร้อนลอยขึ้นจากแกง
ปลาย่างส่งกลิ่นหอม
ข้าวสวยในชามยังมีไอกรุ่น
เหมือนเพิ่งตักเมื่อครู่
จ้าวเหวินเผลออุทาน
“นี่มัน...”
เหอซานรีบกล่าวเสียงเข้ม
“อย่าแตะ!”
ทุกคนหยุดทันที
เยว่หลันเดินเข้าไปใกล้โต๊ะ
นางมิได้มองอาหาร
แต่ก้มลงมองพื้น
แล้วสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยน
“ท่านหลี่...”
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามา
นางชี้ลงใต้โต๊ะ
ตรงพื้นไม้มีรอยเปียกเป็วงเล็ก ๆ
ไม่ใช่น้ำ
แต่เป็หยดชา
หลี่เฟิงเหยียนใช้นิ้วแตะ
ชาอุ่น
ไม่ใช่อุ่นจากภาพลวงตา
แต่เป็ความอุ่นจริง
เขาเงยหน้าช้า ๆ
“มีคนดื่มชาเมื่อไม่นานนี้”
เหอซานส่ายหน้า
“เป็ไปไม่ได้”
“เราออกไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม”
“ไม่มีผู้ใดผ่านเราเข้าเรือนได้”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเพียงประโยคเดียว
“ใช่”
“เขาไม่ได้เข้ามา”
ทุกคนหันมองพร้อมกัน
ชายหนุ่มทอดสายตาไปยังเก้าอี้หัวโต๊ะ
เก้าอี้ตัวนั้น...
ถูกเลื่อนออกจากโต๊ะเพียงเล็กน้อย
เหมือนเพิ่งมีใครลุกขึ้น
“เขาไม่เคยออกไปั้แ่แรก”
ประโยคนี้ทำให้ความอบอุ่นภายในเรือนกลับเย็นเฉียบในทันที
ทันใดนั้น...
เสียงน้ำเดือดจากห้องครัวหยุดลง
แทนที่ด้วยเสียงฝีเท้า
ตึก...
ตึก...
ตึก...
ช้า...
หนัก...
มั่นคง...
ทุกคนหันไปยังประตูห้องครัวพร้อมกัน
เยว่หลันกำโคมแดงแน่น
หลี่เฟิงเหยียนยกกระบี่ขึ้นเพียงเล็กน้อย
แต่ยังไม่ชักออกเต็มเล่ม
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
จนหยุดอยู่หลังม่านผ้า
ทุกคนกลั้นหายใจ
ม่านสีหม่นไหวเบา ๆ
เหมือนมีคนยืนอยู่อีกฟาก
แต่ไม่มีผู้ใดเปิดออก
ผ่านไปหลายลมหายใจ
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เป็เสียงสตรีวัยกลางคน
นุ่มนวล
อบอุ่น
เหมือนแม่บ้านกำลังเรียกลูกหลานมากินข้าว
“อาหารจะเย็นแล้ว...”
จ้าวเหวินสะดุ้ง
เหอซานหลับตาลงทันที
เยว่หลันกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
เพราะเสียงนั้น...
ไม่มีความอาฆาต
ไม่มีความโกรธ
ไม่มีแม้แต่ความเศร้า
มันเป็เสียงธรรมดา
ธรรมดาเสียจน...
น่ากลัวยิ่งกว่าการได้ยินเสียงผีร้องไห้
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวขึ้นโดยไม่ลดกระบี่
“ท่านเป็ผู้ใด”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง
จากนั้นเสียงเดิมก็ดังตอบ
“เ้ามาเป็แขก...”
“เหตุใดจึงไม่เรียกเ้าของบ้านก่อน”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“เ้าของบ้าน...”
เสียงสตรีหัวเราะเบา ๆ
“ใช่...”
“เขากลับมาแล้ว”
ทันใดนั้นเอง
ชายผู้สวมแหวนหยกดำซึ่งยืนอยู่ด้านหลังทุกคน
ก็ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
ใบหน้าซีดเผือด
ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
เขามองไปยังม่านห้องครัว
ริมฝีปากสั่นระริก
ก่อนกล่าวประโยคหนึ่งที่ทำให้ทั้งเรือนเงียบงัน
“ไม่...”
“นางตายต่อหน้าข้า...”
สิ้นคำของเขา
ม่านผ้าก็ค่อย ๆ เปิดออกเอง...
ช้า...
ช้า...
เผยให้เห็นเพียงชายแขนเสื้อสีขาวของสตรีผู้หนึ่ง
แต่ก่อนที่ใบหน้าของนางจะปรากฏ
โคมแดงในมือเยว่หลันกลับดับลงในพริบตา
ทั้งเรือนตกสู่ความมืด
และในความมืดนั้น...
มีเพียงเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูของเยว่หลัน
แ่เบา
ราวกับลมหายใจ
“อย่ามองนาง...”
จบฉากที่ 5
ความมืดเข้าปกคลุมเรือนทั้งหลัง
มิใช่เพราะยามราตรีมาเยือน
แต่เป็ความมืดที่เหมือนกลืนกินแสงทุกดวง
เยว่หลันยังคงกำโคมแดงไว้แน่น
แม้เปลวไฟจะดับสนิท
แต่ตัวโคมยังอุ่นอยู่ในมือ
ราวกับกำลังสะสมพลังบางอย่าง
เสียงกระซิบเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหู
"อย่ามองนาง..."
นางสูดลมหายใจเข้าลึก
ไม่หันไปยังม่านห้องครัว
ไม่แม้แต่จะพยายามเพ่งมอง
ตรงกันข้าม...
นางหลับตาลง
อาศัยการฟังแทนการมอง
เสียงลมหายใจของจ้าวเหวินอยู่ทางซ้าย
เหอซานยืนเยื้องไปด้านหลัง
หลี่เฟิงเหยียน...
ยังอยู่ข้างหน้านางเพียงครึ่งก้าว
เขาไม่พูดอะไร
แต่เพียงการที่เขายังยืนอยู่ตรงนั้น
ก็ทำให้เยว่หลันรู้สึกมั่นคงขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ตึก...
ตึก...
ตึก...
ไม่รีบร้อน
เหมือนเ้าของบ้านกำลังเดินมาต้อนรับแขก
กลิ่นข้าวสุกหอมกรุ่นลอยมาอีกครั้ง
ตามด้วยกลิ่นปลาเผา
กลิ่นผักดอง
และน้ำแกงร้อน ๆ
กลิ่นทั้งหมดชวนให้นึกถึงบ้าน
อบอุ่น...
เรียบง่าย...
และอันตราย
เหอซานกล่าวเบา ๆ
“ทุกคน...อย่าปล่อยให้ความคิดลอยตามกลิ่น”
“กลิ่นบางอย่างไม่ได้เข้าจมูก”
“แต่มันเข้าไปในความทรงจำ”
เยว่หลันเริ่มเข้าใจทันที
นางรีบรวบรวมสมาธิ
นึกถึงใบหน้าของอาจารย์
นึกถึงวันที่ได้รับโคมผู้ถือกรรม
นึกถึงคำสอนที่จารึกไว้ในใจ
เมื่อความคิดมั่นคง
กลิ่นหอมรอบตัวก็ค่อย ๆ จางลง
แต่จ้าวเหวินกลับไม่โชคดีเช่นนั้น
ชายหนุ่มยืนนิ่ง
ดวงตาเหม่อลอย
ริมฝีปากค่อย ๆ ยกเป็รอยยิ้ม
“ท่านแม่...”
เขาพึมพำ
“ข้ากลับบ้านแล้ว”
เยว่หลันใ
“จ้าวเหวิน!”
ไม่มีเสียงตอบ
เขาค่อย ๆ เดินไปทางม่านห้องครัว
ช้า ๆ
เหมือนคนกำลังเดินเข้าหาครอบครัวหลังจากจากบ้านมานาน
หลี่เฟิงเหยียนก้าวเดียวก็ถึงตัวเขา
แต่แทนที่จะดึงกลับ
กลับใช้สองนิ้วแตะที่ท้ายทอยของจ้าวเหวิน
พร้อมกล่าวเสียงเรียบ
“ตื่น”
จ้าวเหวินสะดุ้งสุดตัว
เหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝัน
เหงื่อเย็นไหลเต็มหน้าผาก
“ข้า...”
“เมื่อครู่...”
เขาหันมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน
“ข้าเห็นแม่กำลังตักข้าวรอ”
“ข้าได้กลิ่นกับข้าว”
“ได้ยินน้องสาวหัวเราะ...”
เขาหยุดพูด
ก่อนเงียบไปนาน
“แต่แม่ของข้า...จากไปสิบกว่าปีแล้ว”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง
หลี่เฟิงเหยียนลดมือลง
“จำไว้”
“เรือนหลังนี้ไม่สร้างภาพหลอน”
“มันดึงความทรงจำที่เ้าปรารถนาที่สุดออกมา”
เยว่หลันหันมองเขา
“ต่างกันอย่างไร”
“ภาพหลอนคือสิ่งที่ไม่มีอยู่”
“แต่ความทรงจำ...”
เขาเว้นจังหวะ
“เคยมีอยู่จริง”
ทันใดนั้นเอง
โคมแดงในมือเยว่หลันพลันอุ่นจัด
เปลวไฟสีขาวเล็ก ๆ ลุกขึ้นเอง
ไม่ใช่เปลวที่ใช้ส่องทาง
แต่เป็แสงอ่อนราวกับแสงจันทร์
มันส่องไปยังผนังด้านหนึ่งของห้องโถง
บนผนังซึ่งเคยว่างเปล่า
ค่อย ๆ ปรากฏเงาของคนหลายคน
ชายหญิง เด็ก คนชรา
นั่งล้อมโต๊ะอาหาร
หัวเราะ
พูดคุย
ส่งชามข้าวให้กัน
แต่ไม่เห็นใบหน้า
ทุกคนเป็เพียงเงาสีหม่น
ราวกับภาพวาดที่ถูกหมึกละลาย
อาหลิงจับแขนเยว่หลันแน่น
“พวกเขา...”
“ใช่คนในหมู่บ้านหรือไม่”
เยว่หลันยังไม่ทันตอบ
เสียงสตรีจากหลังม่านก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้นุ่มนวลกว่าเดิม
“แขกทุกคน...”
“ควรมีที่นั่ง”
เงาทั้งหมดบนผนังค่อย ๆ หันศีรษะมาทางพวกนางพร้อมกัน
ช้า...
พร้อมเพรียง...
แม้ไม่มีใบหน้า
แต่ทุกคนรู้สึกได้
ว่าพวกเขากำลังถูกมอง
หลี่เฟิงเหยียนกลับไม่มองเงาเ่าั้
เขาก้มลงมองโต๊ะอาหาร
นิ้วมือแตะขอบชามใบหนึ่งเบา ๆ
แล้วเอ่ยขึ้น
“มีอยู่เจ็ดที่”
เยว่หลันนับตาม
หนึ่ง...
สอง...
สาม...
จนถึงเจ็ด
แต่พวกเขามีเพียงหกคน
หมายความว่า...
ยังเหลือที่ว่างอีกหนึ่งที่
หลี่เฟิงเหยียนถอนมือกลับ
“ั้แ่เราเข้าหมู่บ้าน”
“ทุกอย่างพยายามทำให้เราเป็ ‘คนในเื่’”
“ไม่ใช่ผู้สังเกต”
เยว่หลันรู้สึกเหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจ
ใช่...
ั้แ่บ้านหลังที่ห้าสิบสี่
จากนั้นเด็กผู้ไม่มีใบหน้า
กระทั่งเรือนหลังนี้
ทุกสิ่งพยายามดึงพวกเขาให้เข้าไปมีส่วนร่วม
มิใช่เพียงให้เห็นอดีต
แต่ให้ "แทนที่" ใครบางคน
ทันใดนั้น...
เสียงเก้าอี้ตัวสุดท้ายก็ค่อย ๆ เลื่อนออกเอง
ครืด...
ไม่มีผู้ใดแตะต้อง
เก้าอี้หันตรงมายังเยว่หลัน
ราวกับกำลังเชิญให้นางนั่ง
โคมแดงในมือของนางร้อนขึ้นอีก
บนผิวโคมเริ่มมีอักษรสีทองปรากฏขึ้นเป็ครั้งแรก
ไม่ใช่หมึกดำ
แต่เป็ตัวอักษรโบราณที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละตัว
เยว่หลันเพ่งมอง
แม้อ่านได้เพียงบางส่วน
แต่ประโยคนั้นทำให้ลมหายใจของนางสะดุด
"...หากผู้ถือกรรมนั่งลง..."
อักษร่ท้ายยังไม่ทันปรากฏ
เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากใต้พื้นเรือน
กึก...
กึก...
กึก...
เหมือนโซ่เหล็กเส้นมหึมากำลังถูกดึงจากส่วนลึกใต้ดิน
หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้าขึ้นทันที
สีหน้าที่สงบนิ่งมาตลอดเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดเป็ครั้งแรก
เขาพูดเพียงประโยคเดียว
“ผนึกชั้นแรก...กำลังคลายตัว”
และนั่นคือ่เวลาที่เยว่หลันเข้าใจว่า...
การเดินทางมายังชิงเหอในครั้งนี้
อาจไม่ใช่เพราะโชคชะตาพาพวกนางมา
แต่อาจเป็เพราะ...
มีใครบางคน "รอ" ผู้ถือกรรม์มานานแสนนาน
จบฉากที่ 6
เสียงโซ่เหล็กใต้พื้นเรือนค่อย ๆ เงียบลง
ความเงียบที่ตามมา...กลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเสียงใด
ทุกคนยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถง
ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ย
เพราะต่างรู้ดีว่า ั้แ่วินาทีที่ประตูเรือนเปิดเอง พวกเขาได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งบางอย่างไปแล้ว
เยว่หลันมองโคมแดงในมือ
เปลวไฟกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
แต่คราวนี้...
แสงมิใช่สีแดง
มิใช่สีขาว
หากเป็สีทองอ่อน
แสงเช่นนี้ นางไม่เคยเห็นมาก่อน
อาจารย์เคยบอกไว้เพียงประโยคเดียว
"หากวันใดโคมแดงเปลี่ยนเป็สีทอง..."
"จงอย่าเชื่อแม้แต่สิ่งที่ตนเองเห็น"
เยว่หลันกำด้ามโคมแน่น
หัวใจเต้นช้าลง
นางรู้ว่า...
ั้แ่นี้ไป ทุกภาพตรงหน้าอาจเป็ความจริง
หรืออาจเป็เพียงเศษความทรงจำของใครบางคน
หลี่เฟิงเหยียนเดินไปหยุดตรงหน้าประตู
เขามองออกไปยังลานหิมะ
ทุกอย่างว่างเปล่า
ไม่มีชายชุดคราม
ไม่มีรอยเท้าใหม่
ไม่มีแม้แต่ดอกเหมยที่เคยผลิบานใต้ฝ่าเท้าเขา
ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
แต่แทนที่จะโล่งใจ
หลี่เฟิงเหยียนกลับยิ่งระวังตัว
เขาค่อย ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้า
เมฆดำหนาทึบกำลังเคลื่อนตัวช้า ๆ
บดบังแสงอาทิตย์จนหมด
“พระจันทร์ดับมาเร็วกว่าที่คิด”
เหอซานชะงัก
“เป็ไปไม่ได้”
“ตามปฏิทินยังเหลืออีกสามคืน”
หลี่เฟิงเหยียนไม่ตอบ
เขาชี้ไปยังเงาของต้นเหมย
เงาซึ่งควรทอดไปทางทิศตะวันออก
กลับทอดไปทางทิศเหนือ
จ้าวเหวินมองตาม
สีหน้าซีดเผือด
“ทิศผิด...”
“ใช่”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเรียบ ๆ
“เราไม่ได้อยู่ในเวลาปกติแล้ว”
ทันใดนั้น
เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
ทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน
เพราะประตูบานนั้น...
เปิดอ้าอยู่แล้ว
แล้วผู้ใดกัน...
กำลังเคาะ
เยว่หลันหันไปมอง
ไม่มีใครอยู่หน้าประตู
หิมะยังคงโปรยลงมาอย่างเงียบงัน
แต่เสียงเคาะยังดังต่อ
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
หลี่เฟิงเหยียนค่อย ๆ เดินไปที่วงกบประตู
ปลายนิ้วลูบผ่านไม้เก่า
ก่อนหยุดตรงตำแหน่งหนึ่ง
“ไม่ใช่ประตูหน้า”
เขาพูดเบา ๆ
“เสียงมาจาก...”
เขาหันกลับไปมองห้องโถง
“…ประตูอีกบาน”
ทุกคนมองหน้ากัน
เรือนหลังนี้มีเพียงประตูเดียว
อย่างน้อย...
ก็เท่าที่พวกเขาเคยเห็น
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้นสูง
แสงสีทองค่อย ๆ กวาดผ่านผนังทั้งสี่ด้าน
เมื่อแสงผ่านตู้หนังสือเก่า
นางพลันชะงัก
“เดี๋ยวก่อน…”
เมื่อครั้งแรกที่เข้ามา
ตู้หนังสือมีทั้งหมดหกชั้น
แต่ตอนนี้...
กลับมีเจ็ดชั้น
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาทันที
เขาไม่แตะตู้
เพียงยืนมอง
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยิ้มบาง ๆ
“เราหาไม่เจอ...”
“เพราะมันไม่เคยอยู่ตรงนี้”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร”
“ประตูไม่ได้ถูกซ่อน”
เขาเว้นจังหวะ
“แต่มันเพิ่งปรากฏ”
สิ้นคำ
เสียงเคาะก็ดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้...
ดังมาจากด้านหลังตู้หนังสือ
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
อาหลิงถอยหลังทันที
“มีคนอยู่ข้างใน...”
เหอซานกลับส่ายหน้า
“ไม่…”
“ข้าเกรงว่า…”
เขากลืนน้ำลาย
“…จะเป็คนที่อยู่อีกด้าน”
ประโยคนั้นทำให้ทุกคนเย็นวาบไปทั้งร่าง
หลี่เฟิงเหยียนยกมือขึ้น
ทุกคนหยุดเคลื่อนไหว
เขาค่อย ๆ ใช้ปลายกระบี่เคาะตู้หนังสือเบา ๆ
หนึ่งครั้ง
เสียงตอบกลับเป็ไม้ทึบ
สองครั้ง
เสียงยังเหมือนเดิม
แต่เมื่อเคาะครั้งที่สาม
เสียงกลับเปลี่ยนไป
กลวง
ราวกับอีกฟากหนึ่งเป็ห้องว่าง
เยว่หลันยกโคมแดงเข้าใกล้
ทันใดนั้น
ตัวอักษรสีทองก็เริ่มปรากฏบนสันหนังสือทุกเล่ม
หนังสือที่เคยไม่มีชื่อ
บัดนี้กลับมีชื่อเรียงกันเป็แถว
แต่เมื่ออ่านดู
นางกลับรู้สึกเหมือนเืในกายเย็นเฉียบ
เพราะชื่อบนสันหนังสือ...
ไม่ใช่ชื่อหนังสือ
หากเป็ชื่อคน
หลี่เฟิงเหยียน
เหอซาน
จ้าวเหวิน
อาหลิง
ชายผู้สวมแหวนหยกดำ
และ...
เยว่หลัน
หนังสือทุกเล่มเรียงอยู่ครบ
เหมือนมีผู้ใดจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบงัน
คือหนังสือเล่มสุดท้าย
ไม่มีชื่อ
มีเพียงอักษรสีแดงสี่ตัว
"ยังมาไม่ถึง"
ทันใดนั้นเอง
เสียงเคาะด้านหลังตู้หยุดลง
แทนที่ด้วยเสียงเปิดหนังสือ
พรึ่บ...
พรึ่บ...
พรึ่บ...
เหมือนมีใครบางคนกำลังพลิกอ่านเื่ราวของทุกคนทีละหน้า
เยว่หลันมองหนังสือที่มีชื่อตนเองอย่างไม่อาจละสายตา
นางยังไม่ทันเอื้อมมือไปแตะ
หนังสือเล่มนั้นก็เปิดเองช้า ๆ
หน้ากระดาษพลิกผ่านอย่างรวดเร็ว
จนหยุดลงที่หน้าสุดท้าย
ทั้งหน้าว่างเปล่า
ยกเว้นประโยคเดียว...
ซึ่งหมึกกำลังเขียนขึ้นต่อหน้าต่อตา
"ผู้ถือกรรม์เดินมาถึงชิงเหอแล้ว..."
หมึกหยุดไปชั่วอึดใจ
ก่อนเขียนต่อช้า ๆ
"...เหลืออีกสี่สิบเก้าวัน"
ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าหมายถึงอะไร
แต่หลี่เฟิงเหยียนกลับกำกระบี่แน่น
เป็ครั้งแรกที่แววตาของเขาฉายความใอย่างชัดเจน
เพราะมีเพียงเขาผู้เดียวที่รู้ว่า...
สี่สิบเก้าวัน
คือจำนวนวันที่ใช้ในพิธีโบราณ
ซึ่งมีเพียงสองผลลัพธ์
"ผนึกสมบูรณ์"
หรือ
"ผนึกแตกสิ้น"
เสียงลมหนาวพัดผ่านเรือนอีกครั้ง
หน้าหนังสือทุกเล่มปิดลงพร้อมกัน
ปัง!
และเรือนทั้งหลังก็ตกสู่ความเงียบงัน...
ราวกับกำลังรอให้ผู้ใดผู้หนึ่งเป็คนเปิด "หน้าถัดไป" ของชะตากรรม
— จบตอนที่ 7 — ????