“...”
เฟาสท์บีบนวดซาช่าทั่วร่างกายเฟาสท์ตรวจร่างกายอย่างละเอียดแม้แต่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ หากไม่ใช่วิธีบำบัด…หรือไม่ใช่เพราะเฟาสท์เป็ผู้หญิงคงไม่ได้รับการอนุญาต
“อืมหลักๆ ก็พอเข้าใจแล้ว คำสาปของ ‘ราชินีแห่งพิษ’ เป็โรคคำสาปติดต่อน่ะ ดูท่าว่าจะโดนคำสาปรุนแรงมาก แต่ก็มีทางรักษานะถึงจะยากก็เถอะ”
“รักษาได้เหรอ!?”
เควินเผลอพูดเสียงดังไม่ว่าจะเป็แพทย์เลื่องชื่อคนไหนตรวจอาการหรือไม่ว่าจะเป็จอมเวทเก่งกาจเป็คนตรวจอาการ ต่างก็ไม่รู้วิธีรักษาซาซ่า ทว่า… แค่ตรวจร่างกายแค่ไม่กี่นาทีเฟาสท์ก็สามารถหาวิธีรักษาซาช่าได้อย่างง่ายดาย
เฟาสท์ ดันตัวเควินที่ประชิดเข้ามาออกแล้วพูดว่า“เดี๋ยวก่อนๆ” แล้วค่อยๆ ชี้แจงว่า
“ขอโทษนะที่ให้ความหวังแต่ว่า…ฉันถอนคำสาปของ ‘ราชินีแห่งพิษ’ ที่เป็ถึง ‘ระดับจอมมาร’ โดยไม่มีความเสี่ยงไม่ได้หรอกนะถ้าอยากจะถอนคำสาป จะต้องให้คนอื่นเป็ผู้เสียสละแทน”
“ให้คนอื่นเป็ผู้เสียสละแทนเหรอ…”
“รู้จัก‘วิชาเปลี่ยนถ่ายิญญา’ ไหม เป็วิชาลับที่สังเวยชีวิตของใครสักคนเพื่อชุบชีวิตคนตาย…แต่ถ้าเอามาปรับใช้ย้ายคำสาปไปให้คนอื่นก็น่าจะรักษาได้”
“...!”
เควินชะงักถ้าอยากจะช่วยซาช่า ต้องยัดเยียดคำสาปให้คนอื่น ให้คนอื่นเสียสละเพื่อช่วยภรรยา…เป็การกระทำที่เห็นแก่ตัวและดูิ่ศักดิ์ศรีเป็อย่างยิ่ง
“...เข้าใจแล้วฉันจะรับคำสาปแทนเอง”
หลังจากเงียบไปพักหนึ่งเควินก็พูดแบบนั้น เขาทำใจพร้อมสละชีวิตเพื่อภรรยาแต่เฟาสท์กลับส่ายหน้า
“เสียใจด้วยแต่นายไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหรอกนะ ‘วิชาเปลี่ยนถ่ายิญญา’น่ะใช้ได้กับคนที่มีข้อมูล ‘ิญญา’ ใกล้เคียงกัน หรือมีสายเืเดียวกันเท่านั้นคนที่จะรับคำสาปต่อได้มีแค่พ่อแม่ลูกหรือไม่ก็พี่น้องเท่านั้น”
“อ้าว…ถ้างั้นก็ช่วยไม่ได้ั้แ่แรกแล้วน่ะสิ!”
พอฟังคำอธิบายของเฟาสท์เควินก็ต่อยกำแพง
“ซาช่าน่ะไม่มีครอบครัวหรือเครือญาติพ่อแม่ก็ตายไปแล้ว พี่หรือน้องก็ไม่มี! ไม่มีคนที่จะรับคำสาปแทนได้เลย…!”
ความหวังอันริบหรี่ที่เปล่งประกายจู่ๆ ก็ไกลห่างออกไปจนเอื้อมไม่ถึง เควินจมดิ่งสู่ความสิ้นหวังอีกครั้งทันได้นั้นเฟาสท์แค่นหัวเราะแล้วดันแว่นขึ้น
“จะเป็แบบนั้นไปได้ยังไงก็มีอยู่ไม่ใช่เหรอ คนที่จะรับคำสาปไว้ได้น่ะ”
“ว่าไงนะ…?”
“ถ้าเป็ญาติร่วมสายเืก็จะถ่ายโอนคำสาปได้ส่วนกลุ่มเป้าหมายน่ะ… รวมถึงทารกที่ยังไม่เกิดด้วย”
“เอ๊ะ!?ระ หรือว่า…!?”
แม้เฟาสท์จะไม่ได้พูดแต่เควินก็รู้สิ่งที่เธอ้าจะสื่อเขาหันไปมองซาช่าโดยไม่รู้ตัว
“แฮก…แฮก…”
ภรรยาที่ถูกถอดเสื้อเพื่อการตรวจโรค…ภายในร่างกายนั้นมีอีกชีวิตหนึ่งอยู่อย่างนั้นเหรอ
“หรือว่า…ซาช่ากำลังอุ้มท้องลูกของฉันเหรอ…?”
“บางทีนายอาจจะไม่ใช่พ่อเด็กก็ได้นะ…ไม่สิ ขอโทษที่เสียมารยาท เื่ที่ซาช่าตั้งท้องอยู่น่ะไม่ผิดแน่นอนขอรับรองในฐานะแพทย์เลย”
“...!”
เควินทำหน้าเบ้ทั้งที่ทำใจไว้แล้วว่าแม้จะต้องเสียสละอะไรก็ยอมเพื่อช่วยภรรยาที่รักเอาไว้
ทว่าเควินคาดไม่ถึงว่าจะต้องเสียสละลูกของตนที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ
“อะไรกัน…โลกนี้ไม่มีพระเ้าหรือยังไงกัน ”
“ฉันแล้วแต่นายเลยฉันเคารพการตัดสินใจของนาย แต่จะขอเตือนนายไว้ก่อน…ว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้มีหวังได้ตายทั้งแม่ทั้งลูกนะ ”
“อึก…”
เควินหลับตาลงแล้วกำหมัดแน่น…ในที่สุดเขาก็ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ไร้มนุษยธรรม
“...ช่วยภรรยาฉันด้วยช่วยถ่ายโอนคำสาปไปที่ลูกที”
“ได้ไม่มีปัญหา ฉันเข้าใจ…”
“ดะ เดี๋ยวก่อน…!”
“ซาช่า!?”
หลังจากเควินตัดสินใจซาช่าที่กำลังหายใจรวยรินร้องห้ามเควินเอาไว้
“อย่าพูดเป็เล่นนะ…ฉันน่ะ ไม่อยากมีชีวิตรอด…ถึงขนาดเอาชีวิตลูกตัวเองมาแลกหรอกนะ…!”
“แต่ว่า…ซาช่า! ไม่มีวิธีอื่นแล้ว! ถ้าเธอตาย เด็กในท้องก็จะตายไปด้วยนะ…! เพราะอย่างนั้นอย่างน้อยขอแค่เธอยังอยู่…!”
“นี่ลูกฉันทั้งคนนะ…!ถ้าจะต้องให้เด็กคนนี้ตายอย่างโดดเดี่ยว ฉันขอกอดเด็กคนนี้ลอดผ่านประตูปรภพเองดีกว่า…!”
แม้ลมหายจะแ่เบาลงทุกทีแต่ภายในดวงตาของซาช่านั้นเปี่ยมไปด้วยปณิธานแรงกล้า
ต่อให้ไฟชีวิตของตัวเองกำลังจะมอดดับลงซาช่าก็ไม่คิดจะละทิ้งลูก ปณิธานแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าไม่มีวันสั่นคลอนสิ่งนี้คือความรักจากผู้เป็แม่อย่างแท้จริง
“หืม…เธอโอเคจริงๆ เหรอ”
เฟาสท์เอียงคอฉงนถามซาช่าที่ตัดสินใจแล้ว
“เลือกที่จะไม่ถ่ายโอนคำสาปแล้วตาย…เธอโอเคกับการตัดสินใจสุดท้ายนี้จริงๆ เหรอ”
“แน่นอนอยู่แล้วพ่อแม่คือผู้ที่คอยช่วยเหลือลูก พ่อแม่ที่ไหนเขาเอาลูกมาแลกกับชีวิตตัวเองล่ะ…!?”
“แต่ว่า…ขืนเป็แบบนี้ ทั้งเธอและเด็กๆ ก็จะตายไปด้วยนะ แค่เสียสละเพียงคนคนเดียวทุกคนก็จะรอดแท้ๆไม่เห็นจำเป็จะต้องตายทุกคนเลย ”
“ก็บอกว่า…!”
ขณะที่ซาช่าโกรธและกำลังฝืนร่างกายอันอ่อนแอเพื่อที่จะตะคอกนั้น…คำพูดของเฟาสท์สะกิดใจเธอ
“เดี๋ยวก่อนเมื่อกี้พูดว่าเด็กๆ เหรอ”
“ใช่“เด็กๆ” ยังไงล่ะ”
เฟาสท์พยักหน้ารับคำถามของซาช่าพร้อมกับกล่าวว่า
“ในครรภ์ของเธอมีเด็กแฝดอยู่ทารกมีสองคน”
“…!?”
“เอ๊ะ!?แฝดงั้นเหรอ!?”
คู่สามีภรรยาต่างใกับคำพูดของเฟาสท์เพราะหากมีเด็กอยู่สองคน เงื่อนไขการช่วยชีวิตจึงเปลี่ยนไปด้วย
“หากถ่ายโอนคำสาปไปยังเด็กคนใดคนหนึ่งในสองคนแม่เด็กกับเด็กอีกคนก็จะรอด… เป็สถานการณ์ที่จะต้องเลือกเพียงคนเดียวยังไงล่ะ”
“ไม่จริง…”
“เอาละจะเอายังไงดีล่ะ สหายเก่าของฉันเอ๋ย ฉันเคารพการตัดสินใจของพวกเธอนะจะพาเด็กทั้งสองคนตายตามไปด้วย หรือเลือกที่จะช่วย แม้จะช่วยได้เพียงแค่คนเดียว เลือกตัวเลือกที่ชอบได้เลย”
“...”
“ไม่มีตัวเลือกไหนผิดหรอกนะก็เพราะการเลือกชีวิตน่ะมันไม่มีถูกไม่มีผิดยังไงล่ะ”
เฟาสท์เร่งให้ทั้งสองตัดสินใจทำสีหน้าสงบนิ่ง หรืออาจจะบอกได้ว่าเป็สีหน้าที่แสดงถึงความเมตตาอ่อนโยน
ทว่า…หน้าตาอันสงบนิ่งนั้นสำหรับคู่สามีภรรยาฮัลส์เบิร์กแล้ว เป็เหมือนสีหน้าของมารร้ายที่เร่งมนุษย์ให้ทำพันธสัญญามากกว่า
คู่สามีภรรยาตัดสินใจในวันนั้น
สิบกว่าปีต่อมาการตัดสินใจอันยากลำบากได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้คนจำนวนมาก…แต่เื่นั้นแม้แต่คู่สามีภรรยาก็ไม่อาจคาดเดา
〇 〇 〇
ทำไมเราต้องเจอเื่พรรค์นี้ด้วยนะ
คำถามที่แม้จะคิดสักเท่าไรจะกังวล คร่ำครวญสักเพียงใด…ก็ไม่ได้คำตอบ
“อ๊ะ ‘เด็กต้องสาป’ โผล่มาอีกแล้ว!”
“อย่ามาทางนี้นะ!เดี๋ยวคำสาปมาติดฉัน!”
“โอ๊ย…”
เด็กๆปาหินใส่ท้ายทอย ไคม์ ฮัลส์เบิร์กทำสีหน้าเ็ป
ไคม์เป็เด็กหนุ่มอายุสิบสามปีมีผมและั์ตาสีเทา เครื่องหน้าสมส่วน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเขาคงจะโตเป็หนุ่มรูปงามที่ไม่มีหญิงสาวคนใดยอมปล่อยเขาให้หลุดมือไปแน่ๆ
ทว่า…ใบหน้า มือและเท้าของเขาเต็มไปด้วยรอยช้ำสีม่วง ทำเอาหน้าตาที่สง่างามเสียโฉม
สิ่งที่ปรากฏบนผิวขาวผ่องของเขาคือร่องรอยจากคำสาปรอยช้ำเหล่านี้ติดตัวไคม์มาั้แ่เกิดและเป็สาเหตุที่ทำให้เขาต้องแบกรับโชคชะตาที่ถูกคนอื่นรังเกียจในฐานะ ‘เด็กต้องสาป’
“ไสหัวไป—เดี๋ยวเอาคำสาปมาติดฉัน!”
“เ้าสัตว์ประหลาด!!รีบๆ ออกไปจากหมู่บ้านได้แล้ว!!”
เด็กชายกลุ่มนี้หัวเราะคิกคักแล้ววิ่งจากไป
“โอย…”
พอเขาเอามือแตะบริเวณท้ายทอยก็พบว่ามีเืไหลซิบๆ ไคม์แสดงสีหน้าเ็ป
ไคม์อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆอันห่างไกลในที่ดินขุนนางฮัลส์เบิร์ก ถึงจะใช้คำว่าอาศัยอยู่แต่ที่ที่ไคม์อยู่จริงๆคือกระท่อมเล็กๆ ในป่านอกหมู่บ้าน มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่เข้าเมืองมาเพื่อซื้อวัตถุดิบทำอาหารนอกนั้นไคม์ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับทางหมู่บ้านเลยแม้แต่นิดเดียว
“มันมาอีกแล้ว…‘เด็กต้องสาป’ ที่ว่าละ”
“เหยื่อของ‘ราชินีแห่งพิษ’ เหรอ น่ารังเกียจ!”
“ฉันละเกลียดจริงๆสกปรกโสโครก รีบๆ ออกไปจะได้ไหม”
ถึงผู้ใหญ่ในหมู่บ้านจะไม่ปาหินใส่เหมือนเด็กๆแต่ทุกครั้งที่เห็นไคม์เดินผ่านก็จะแอบซุบซิบนินทาไคม์อยู่ตลอด เื่ต่อไปนี้ก็เกิดขึ้นเป็ประจำ
พอมาถึงร้านค้าที่ไคม์มาอุดหนุนเป็ประจำชายเ้าของร้านเหลือบตาจ้องไคม์
“...มาอีกแล้วเหรอเนี่ยช่วยไม่ได้ละเนอะ”
“คือว่า…ขอของกิน…”
“เออหยิบไปเลยๆ หยิบอันนั้นไปแล้วรีบๆ ไสหัวไปได้แล้ว!”
เ้าของร้านปาถุงกระสอบมาที่ไคม์จนขนมปัง ผลไม้ และชีสในถุงกระเด็นตกพื้น
“เดี๋ยวฉันไปเก็บเงินจากท่านเ้าของที่ดินเองรีบๆ กลับไปได้แล้ว! เดี๋ยวลูกค้าคนอื่นหนีกันไปหมดหรอก!”