บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรพลันเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน เมื่อบานประตูไม้แกะสลักลวดลายเมฆามงคลถูกเปิดออกอย่างแ่เบา ร่างสูงสง่าในชุดอาภรณ์สีเหลืองนวลปักลายัทะยานฟ้าเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่มั่นคงประดุจขุนเขา ทว่านุ่มนวลประดุจสายน้ำไหล
รัชทายาทหลี่เฉิง โอรสองค์รองผู้เป็ความหวังของราษฎร ก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ ปราณัฟ้าที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นต่างจากฮ่องเต้ตรงที่มันไม่ได้กดดันจนหายใจไม่ออก แต่มันกลับทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้รู้สึกถึงบารมีที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม

"เสด็จพ่อ... การเปิดทางให้แคว้นเยี่ยนตี้เข้ามาในหุบเขาพันหมอก มิเท่ากับเป็การชักศึกเข้าบ้านหรือพ่ะย่ะค่ะ?" น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่แฝงด้วยความหนักแน่นที่ทำให้แม้แต่ฉู่เฟิงยังต้องก้มหน้าลง
"เฉิงเอ๋อร์... เ้ากลับมาั้แ่เมื่อใด?" ฮ่องเต้หลี่เทียนเฉิงถาม แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงเล็กน้อยเมื่อทอดพระเนตรเห็นโอรสที่พระองค์ทรงไว้วางใจที่สุด
"กระหม่อมเพิ่งมาถึงเมื่อครู่ และได้ยินเื่ราวทั้งหมดแล้ว" รัชทายาทมองไปทางองค์ชายใหญ่หลี่เสียนที่ยืนทำหน้าบึ้งตึง "เสด็จพี่...
การใช้แต่กำลังมิใช่ทางออกที่ยั่งยืนไหนๆในเมื่อ…พวกนั้นก็ได้แก่นปราณมาแล้ว การที่เราเอาแต่จ้องทำลายจวนอ๋องหลี่ ก็เท่ากับเรากำลังบ่อนทำลายสายเืและฐานอำนาจของราชวงศ์ตัวเองนะพะย่ะค่ะ"
"น้องรองเ้าจะบอกว่าข้าควรปล่อยให้เ้านั่นถือครองพลังที่สั่นคลอนบัลลังก์งั้นหรือ!" หลี่เสียนตวาด
"บัลลังก์จะสั่นคลอนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเ้าของบัลลังก์นั้นทรงธรรมหรือไม่" รัชทายาทหลี่เฉิงตอบโต้ด้วยรอยยิ้มสงบ ก่อนจะหันไปประสานมือต่อฮ่องเต้ "เสด็จพ่อ กระหม่อมขออาสาเป็คนเจรจากับท่านอาหลี่จางเย่วด้วยตัวกระหม่อมเอง กระหม่อมเชื่อว่า.. หากเราคุยด้วยเหตุผล ความขัดแย้งนี้อาจจบลงโดยไม่ต้องเสียเืเนื้อ"
ฮ่องเต้นิ่งเงียบไปนานพักใหญ่ บรรยากาศรอบข้างบีบคั้นจนขันทีแทบหยุดหายใจ "ก็ได้... ข้าจะให้เ้าไป แต่จงจำไว้เฉิงเอ๋อร์ หลันซิงและหน่วยปักษา์จะยังคงทำหน้าที่เดิม หากการเจรจาล้มเหลว หรือพวกนั้นเริ่มแสดงท่าทีก้าวร้าว... เ้าต้องเป็คนตัดสินใจจัดการเื่นี้ตามความเหมาะสมด้วยตนเอง"
"ลูกรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ"
ณ ป่าไผ่ม่วง เส้นทางมุ่งสู่จวนอ๋อง
ขบวนกองทหารม้าของ หลี่จางเย่ว ควบตะบึงฝ่าม่านหมอกหนาทึบ เสียงกีบเท้ากระทบพื้นดินดังรัวประดุจเสียงกลองศึก เฟยหลงที่นั่งอยู่บนหลังม้ากระชับกระบี่นิลกาฬไว้แน่น าแตามตัวเริ่มทุเลาลงเพราะพลังฟื้นฟูของปราณั แต่ััพิเศษของเขากลับตื่นตัวถึงขีดสุด
"หยุดก่อน!" เฟยหลงะโบอกบิดา พร้อมกับกระชากบังเหียนม้าจนมันหยุดกะทันหัน
ฟิ้ว! วูบ!
ในวินาทีนั้นเอง ลูกศรลมที่มองไม่เห็นพุ่งผ่านหน้าเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ความแรงของมันตัดใบไผ่ขาดเป็สองท่อนนับร้อยใบในพริบตา ก่อนที่ร่างในชุดครามหลายสิบร่างจะร่อนลงมาจากยอดไม้ราวกับนกปักษา์ที่ล่าเหยื่อ
ตรงหน้าของพวกเขาคือหญิงสาวโฉมสะคราญในชุดเกราะเบาสีน้ำเงินเข้ม ดวงตาของนางเรียวยาวและคมดุจใบมีด แม่ทัพหญิง หลันซิง ยืนขวางทางอยู่ด้วยท่าทีที่สง่างามทว่าเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสังหาร

"ท่านอ๋องหลี่จางเย่ว... ทางข้างหน้าปิดตายสำหรับพวกท่าน" นางกล่าวเสียงเย็น
"แม่ทัพหลันซิง... ฮ่องเต้คงจะร้อนใจมากสินะ ถึงกับส่ง 'บุปผาเหล็กเช่นเ้า' มาต้อนรับข้าถึงที่นี่" หลี่จางเย่วยิ้ม มือของเขากุมด้ามดาบกว้างเตรียมพร้อม
"เป้าหมายของข้าไม่ใช่ท่าน... แต่เป็เ้าเด็กข้างหลังนั่น" นางชี้กระบี่วายุที่สั่นะเืด้วยความถี่สูงมาที่เฟยหลง "ส่งตัวเฟยหลงมา แล้วข้าจะยอมให้ท่านเดินทางกลับจวนอย่างปลอดภัย"
"ฝันไปเถอะ!" เฟยหลงก้าวลงจากหลังม้า เขาไม่ได้ใช้ปราณมหาศาลข่มขวัญ แต่เขากลับปล่อยให้ร่างกายผ่อนคลายที่สุด ควันสีเทาจางๆ เริ่มไหลออกมาจากแขนเสื้อ
"เ้าหนู... ข้าได้ยินว่าเ้าเร็วมากจนองครักษ์แตะต้องตัวไม่ได้" หลันซิงเหยียดพยิ้ม "งั้นมาดูหน่อยว่า 'ความเร็วของันิล' กับ 'ความเร็วของวายุ' อย่างไหนจะเหนือกว่ากัน!"
เปรี้ยง!
ร่างของหลันซิงเลือนหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินที่ม้วนตัวเป็เกลียว นางพุ่งเข้าหาเฟยหลงด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า คมกระบี่วายุวาดผ่านอากาศเกิดเป็คลื่นตัดขวางที่มองไม่เห็นนับร้อยเส้น
เฟยหลงไม่ได้ถอยหลบแบบสะเปะสะปะ สายตาของเขาเร็วพอที่จะเห็นเส้นทางปราณของหลันซิงเป็เส้นสีฟ้าจางๆ เขาเพียงแค่เบี่ยงตัววูบหนึ่ง ประดุจปลาที่แหวกว่ายในสายน้ำ คมกระบี่ที่ควรจะตัดคอของเขากลับเฉียดผิวแก้มไปเพียงนิดเดียว
"ช้าไป..." เฟยหลงพึมพำ
หลันซิงใเล็กน้อย นางหมุนตัวเตะกลางอากาศพร้อมตวัดกระบี่ซ้ำด้วยท่วงท่าที่ต่อเนื่องราวกับพายุทอร์นาโด แต่เฟยหลงกลับเคลื่อนที่ด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด เขาไม่ได้วิ่งหนี แต่เขากลับ 'ไหล' ไปตามแรงลมที่นางสร้างขึ้น ยิ่งนางฟันแรงเท่าไหร่ ลมนั้นกลับยิ่งพัดพาตัวเขาสไลด์ออกไปในทิศทางที่ปลอดภัยเสมอ
"เ้ามันตัวอะไรกัน!" หลันซิงเริ่มเสียสมาธิ นางเร่งเร้าปราณวายุจนเกิดเป็กำแพงพายุหมุนล้อมรอบตัวเฟยหลงไว้เพื่อปิดทางหนี
ในจังหวะนั้นเอง เฟยหลงยื่นมือซ้ายออกไปัักับกำแพงพายุนั้นเบาๆ แทนที่จะถูกพัดกระเด็น ปราณของเขากลับไหลเข้าไปในพายุแล้ว 'เปลี่ยนทิศทาง' ลมทั้งหมดให้หมุนกลับไปหาเ้าของอย่างน่าอัศจรรย์
"บ้าน่า! ควบคุมลมของข้างั้นหรือ?!" หลันซิงต้องะโถอยรั้งปราณกลับอย่างกระหืดกระหอบ
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง เสียงขลุ่ยหยกที่ใสราวกับแก้วและทรงพลังก็ดังกึกก้องไปทั่วป่าไผ่ คลื่นเสียงนั้นแฝงไปด้วยปราณัฟ้าที่อ่อนโยนทว่าสยบทุกสรรพสิ่ง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องชะงักงัน