เวลาบ่ายคล้อยแล้ว นักพรตชุดเขียวยังคงนำทางเจียงหลงสู่ทางลัดเข้าหุบเขาเฟิ่งเซียนเป็วันที่สี่ ก่อนนี้เจียงหลงได้ยินสตรีทระนงเรียกขานนักพรตชุดเขียวผู้นี้ว่า ‘พยัคฆ์หางขาว’ ต่อมาทราบว่ามีนามเซี่ยชินซือ เป็คนของสำนักพยัคฆ์นิทราที่อยู่ลึกเข้าไปทางเหนือของป่าไผ่เรืองรอง
คนของสำนักนี้มีธรรมเนียมประหลาดนัก กล่าวแทนตนว่า ‘ผู้น้อย’ และเรียกขานผู้อื่นว่า ‘พี่’ เสมอ คราแรกที่ได้ยินชวนให้เกรงใจยิ่ง แต่ไม่กี่ชั่วยามเจียงหลงได้สนทนามากคำเข้าค่อยคุ้นชินขึ้น
เวลานี้ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาเดินมาหลายยาม เพื่อทำลายความเงียบเจียงหลงเอ่ยขึ้นชวนสนทนา “ผู้าุโเซี่ย ท่านยังไม่ได้เล่าให้ข้าฟังว่าท่านทราบได้อย่างไรว่าข้าเป็ศิษย์ของอาจารย์กู่”
นักพรตเซี่ยก้าวเดินต่อไปพลางกล่าวโดยไม่หันมอง “มือหนึ่งกุมกระบี่ มือหนึ่งหงิกงอ ทั้งเตรียมใช้ออกเพลงกระบี่สั้นใจ หากไม่ใช่ศิษย์อาจารย์สองจะเป็ผู้ใดได้”
“ท่านแก้วิชาสกัดจุดของอาจารย์ข้าได้” การนี้เจียงหลงนึกยังประหลาดใจชอบกล อาจารย์ใช้ออกด้วยวิชาพิสดาร หาใช่ฝ่ามือไม่ ทั้งไม่ใช่วิชาหมัดมวยหรือสกัดจี้จุด ทว่านักพรตชุดเขียวเบื้องหน้ากลับแก้ไขโดยง่าย คล้ายแยกขนมจากมือทารก กล่าวแล้วรอดูท่าที
“วิชาทั้งสิ้นของอาจารย์สองนับว่าเป็ยอดวิชาแถวหน้าทั้งสิ้น” นักพรตเฒ่าเซี่ยชินซือ กล่าวต่อไป “เพียงแต่กว่าครึ่งของวิชาที่ศิษย์พยัคฆ์นิทราทุกผู้คนฝึกฝนเรียนรู้ ล้วนเป็แนวทางกดข่มแก้กระบวนในตัวอยู่แล้ว”
เจียงหลงทวีความสงสัยกอปรสนใจใคร่รู้ยิ่ง “เหตุใดถึงเป็เช่นนั้น”
“อาจารย์สองวรยุทธสูงเกินไปอย่างไรเล่า” ผู้เฒ่าเซี่ยเปล่งเสียงหัวเราะเบิกบานก่อนกล่าวต่อ “หลายสิบปีก่อน มีคำกล่าว ‘สิ้นวสันตสารท ปรากฏยอดฝีมือสี่ปรมาจารย์’ เคยได้ยินหรือไม่”
เจียงหลงครุ่นคิดอยู่ครู่ ไม่คล้ายทั้งบิดาทั้งอาจารย์เคยกล่าวไว้ จึงส่ายศีรษะ
“ยอดฝีมือสี่ปรามาจารย์ กล่าวคือ สี่พี่น้องร่วมสาบาน กัวจินเถา กู่ฉิงหรู หวางซินิ และไป๋จือ”
เมื่อนามว่า ‘ไป๋จือ’ เอ่ยขึ้น ชั่วเวลาหนึ่งไม่อาจไม่นึกถึงบิดาผู้ล่วงลับ กล่าวถาม
“กู่ฉิงหรูคืออาจารย์ของข้า ไป๋จือคืออาจารย์ของบิดาข้า คืออาจารย์ปู่ เช่นนี้ข้านับเป็ศิษย์น้องของบิดาข้าหรือไม่”
เซี่ยชินซือโบกมือปฏิเสธแทบจะในทันที แม้ไม่ได้หันกลับมาเจรจาทว่าปากกล่าวต่อไม่ได้เงียบงันปกปิด “มิได้ ๆ แม้อาจารย์ทั้งสี่จะเป็พี่น้อง แต่บรรดาศิษย์ทั้งสิ้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกัน”
“ผู้น้อยทราบแล้ว” เจียงหลงผงกศีรษะ “ในอาจารย์ทั่งสี่นี้ เป็ผู้ใดที่วรยุทธล้ำเลิศที่สุด”
เซี่ยชินซือคล้ายขบคิดอยู่ชั่วเวลา แต่กลับกล่าวโดยเจนจัดชัดแจ้ง “อาจารย์ทั้งสี่นับเป็ยอดฝีมือแถวหน้าที่หาไม่ได้อีกในยุทธภพ แต่หากนับความเป็เลิศในวิชาฝีมือนั้น อาจารย์หนึ่ง สมญาปรมาจารย์ลูกท้อทอง กัวจินเถา วิชาขับปราณบริสุทธิ์ที่อาจารย์หนึ่งกัวคิดค้นขึ้น สูงล้ำกว่าเพลงกระบี่และเพลงทวนทั้งสิ้นในยุทธภพ น่าเสียดายยิ่งจนถึงวันนี้สรรพวิชากระจายไปทั่วแดน ถูกดัดแปลงถูกลดทอนไม่ต่างกับรินยอดสุราลงห้วงสมุทร หยาดไหนก็หยดนั้น มาตรว่าคล้ายได้ลิ้มรู้รส ยังไม่อาจนับว่าเป็สุราได้ด้วยซ้ำ”
เจียหลงได้ยินผู้เฒ่าเซี่ยยกย่องวิชาขับปราณบริสุทธิ์ว่าลึกล้ำ หวนนึกถึงโจรชั่วผู้สังหารบิดาด้วยมือเปล่า ฝ่ามือระอุปราณร้อนแรงนั้น กระทั่งน้ำฝนที่หยดลงบนมือมันยังระเหยแปรเป็ไอ หรือคนผู้นั้นคืออาจารย์หนึ่งกัวจินเถา ครุ่นคิดแล้วเป็ไปได้ยากยิ่ง อาจารย์กู่ฉิงหรูยังเฒ่าชรากว่านักพรตชุดนี้เสียอีก อาจารย์หนึ่งสมควรคล้ายาุโกว่า ทดลองถาม “เวลานี้อาจารย์หนึ่งอยู่ที่ใด”
“อาจารย์หนึ่งกัวหายสาบสูญไปจากยุทธภพ เ้าสำนักหวางและอาจารย์สองออกตามหา สุดท้ายเกิดขัดแย้งต่อสู้กัน เื่เหล่านี้เกิดขึ้นหลายสิบปีก่อน หากอาจารย์หนึ่งยังอยู่เวลานี้สมควรอายุร้อยยี่สิบปีเศษแล้ว” คำของเซี่ยชินซือเชื่อถือได้ว่าโจรชั่วผู้นั้นย่อมไม่ใช่อาจารย์หนึ่งกัวจินเถา เมื่อครู่เกรงว่าหากเป็พี่ใหญ่ของอาจารย์ ไม่เพียงวรยุทธสูงล้ำเกินตอแย ต่อให้ไร้วรยุทธยังไม่อาจล่วงเกินแก้แค้นได้
ยามนี้เจียงหลงปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นหลายส่วน “แล้วผลการต่อสู้ของอาจารย์ทั้งสองเป็อย่างไร”
“เป็สมญาเทพกระบี่เหมันต์ทมิฬของอาจารย์สองที่เลื่องลือทั่วยุทธภพ เป็เหตุให้ท่านเ้าสำนักหวางซินิ ทุ่มเทกำลังฝึกฝนคิดค้นวิชาจนกระทั่งสำเร็จปราณวายุเมฆา เป็รากฐานพัฒนาวิชาเพลงทวนพยัคฆาห้าสัมพันธ์รวมถึงวิชาอื่น ต่อมาก็ล้วนแนวทางดาวข่มกระบี่สะบั้นใจทั้งสิ้น จึงได้ขึ้นมาเป็แถวหน้าในยุทธภพเลื่องลือในนามพยัคฆ์เมฆา แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ได้สร้างแค้นก่อเคืองกับผู้คนไว้มากมาย ต่อมาอาจารย์สองได้พบกับมือกระบี่สตรีผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งสามารถคิดค้นวิชากระบี่สลายอานุภาพวิชาทั้งสิ้นของเ้าสำนักหวาง”
“กระบี่สะบั้นใจถูกอาจารย์สามกดข่ม สตรีผู้นั้นกลับแก้วิชาได้ หรือเป็วิชากระบี่ที่เหนือกว่ากระบี่สะบั้นใจ” เจียงหลงตะลึงลาน “เป็วิชาใดร้ายกาจเช่นนั้น”
เซี่ยชินซือส่ายศีรษะ สีหน้าพลันกลัดกลุ้มขึ้นมาอีกคราก่อนจะจางหายไป “เกรงว่าในใต้ฟ้านี้มีเพียงสตรีผู้นั้น อาจารย์สองและเ้าสำนักหวางที่ทราบนามวิชาดังกล่าว ผู้น้อยทราบแต่ว่า หากไม่ใช่เพราะนางอาจารย์ทั้งสองคงลงท้ายที่สังหารกันสักวันหนึ่ง”
เจียงหลงเห็นในท่าทีของนักพรตเฒ่ายามนี้ดูออกจะวิตกอยู่ จึงหันเหแสร้งไถ่ถามเื่อื่น “จนเวลานี้ไม่ได้ยินท่านกล่าวถึงอาจารย์สี่ไป๋จือบ้าง”
“อาจารย์สี่นั้น มีนิสัยชอบแสวงหาคัมภีร์ลึกลับตำรับตำราโบราณสนุกสนานอยู่กับการปรุงยาและสมุนไพร น้อยคนจะล่วงรู้วรยุทธที่แท้จริงของอาจารย์สี่ คนในยุทธภพเรียกขานกันว่า แพทย์ไพรเร้นลับ ก่อนนี้พี่ท่านกล่าวว่าอาจารย์สี่เป็อาจารย์ของบิดาพี่ท่าน” เซี่ยชินซือเหลียวมองแล้วถามขึ้น “ไม่ทราบพี่ชายแซ่นามใด”
“เสียมารยาทแล้ว ขอผู้าุโโปรดอภัย แซ่เจียง นามว่าหลง” เจียงหลงเพียงตอบกลับสัตย์ซื่อยึดถือวิญญูวิถีนั่งไปเปลี่ยนแซ่ยืนไม่แปรนาม ไม่คาด นักพรตเซี่ยชะงักครู่ หันกลับมาถามั์เบิกกว้างประหลาดใจปะปนยินดี
“บุตรของเจียงเหลียงฮุ่ย... ไม่ทราบเจียงไต้ฟูเป็อย่างไรบ้าง”
“ท่านพ่อ…” บุรุษหนุ่มหลุบตาลงถอนใจกล่าว “ถูกสังหารตายแล้ว”
เซี่ยชินซือสูดหายใจตระหนก “ผู้ใดกัน กล้าสังหารไต้ฟู”
“ข้ายังไม่ทราบ” เจียงหลงคล้ายซึมกระทือขึ้นมาเสียเช่นนั้น
นักพรตเฒ่ามองดูอยู่ บังเกิดความเห็นใจยิ่ง ใจหนึ่งเห็นแก่ความหลังนึกคั่งแค้นขึ้นดุจเดียวกัน ยื่นมือัับ่าเจียงหลงกล่าวแข็งขัน “พี่ท่านไม่ต้องเป็ห่วง ผู้น้อยเซี่ยชินซือ คุ้มกฎซ้ายพยัคฆ์นิทรา เป็หนี้ชีวิตเจียงไต้ฟู หนี้แค้นนี้ไม่ชำระอย่างไรได้”
เป็เจียงหลงที่ได้ยินแล้วสมเพชตนเอง หว่างคิ้วขมวดขึ้นเหลือบตามอง เอ่ยขึ้น “หนี้เืแค้นบิดา บุตรเช่นข้าต้องชำระล้าง ไม่รบกวนท่าน”
เซี่ยชินซือเห็นเช่นนั้น การชิงแก้แค้นแทนบุตรไม่เพียงหยามเกียรติผู้มีพระคุณ ยังเป็การิ่ตระกูลเจียงว่าไร้สามารถ ผงกศีรษะรับรู้ ตบบ่าคราหนึ่งแล้วเดินหน้าต่อ ก่อนนึกถ้อยคำเหมาะสมได้กล่าวขึ้น “เช่นนี้ พี่ชาย้าให้ผู้น้อยช่วยการใด โปรดกล่าวมาเถิด แม้ต้องเป็หมูเป็หมาก็จะขอแทนคุณเจียงไต้ฟูผู้ล่วงลับ”
“บุญคุณบิดา บุตรกล้ารับตอบแทนหรือ ข้าไม่เห็นว่าสมควร” เจียงหลงแม้ตอบปัดไปแต่ใจก็เห็นสมควรดังนั้น เซี่ยชินซือจึงอ้างถึง่เวลาในกาลก่อนเพื่อโน้มน้าว
“ผู้น้อยเคยถูกพิษสี่เขี้ยวแปดเกสร ใบหน้าครู่หนึ่งแดงครู่หนึ่งดำ ผิวกายเย็นเยือกทว่ากระดูกกลับร้อนรุ่ม อาการปางตาย หากเวลานั้นไม่ได้เจียงไต้ฟูผ่านมาช่วยไว้ น่ากลัวว่าผู้น้อยเซี่ยชินชือคงไม่รอดมานำทางพี่ท่านวันนี้”
“นำทางไปถึงหุบเขาเฟิ่งเซียนก็นับว่าท่านแทนคุณแล้ว” เจียงหลงตอบกลับทันที
เซี่ยชินซือตอบกลับรวดเร็วยิ่งกว่า “นี่เป็อาจารย์สองไหว้วานไว้ปีก่อน เช่นนั้นจึงเป็หน้าที่กระทำ นับไม่ได้ นับไม่ได้”
เจียงหลงฟังแล้วลำบากใจยิ่ง พยายามหาเหตุ “ท่านช่วยชีวิตข้าจากคู่ขวัญสีชาด ไม่นับว่าทดแทนกันแล้วหรือ”
“เวลานั้นพิณเหล็กไร้เสียงเป็ผู้ช่วยพี่ชายไว้ก่อนแล้ว” ผู้เฒ่าเซี่ยหยุดเดิน แล้วหันมองเจียงหลง ยกมือขึ้นลูบเคราขาวพลางครุ่นคิด กล่าว “สิบปีมานี้ ผู้น้อยคิดค้นวิชาสกัดกระบี่ได้วิชาหนึ่ง กฎสำนักว่าไม่อาจเผยแพร่วิชาในสำนักแก่คนนอก มาตรว่าวิชานี้มีรากฐานมาจากเสี้ยวส่วนของเพลงทวนพยัคฆาห้าสัมพันธ์ ทว่าวิชาทดลองบกพร่องของผู้น้อย ย่อมไม่อาจหาญเทียบเคียงกับวิชาของเ้าสำนักหวาง”
“แล้วอย่างไร” ปากเพียงกล่าว แต่กระจ่างในความหมาย
“หากพี่ท่านไม่ยอมให้ผู้น้อยแทนคุณด้วยการถ่ายทอดวิชานี้ให้ ผู้น้อยย่อมไม่มีทางเลือก” คิ้วหงอกขาวของเซี่ยชินซือฉับพลันขยุ้มหมวดพร้อมหรี่ตาลง “ดูทีคงต้องสืบหาผู้สังหารและชำระแค้นให้ไต้ฟูเจียง”
“นี่! ท่าน!” แต่แล้วยั้งปากไว้ เวลานี้อยู่กลางป่าไผ่เรืองรอง มีประโยชน์ใดหากได้ว่ากล่าวคนแล้วต้องดั้นด้นออกจากป่าลำพัง ยามนี้ตระหนักแล้ว เื่วุ่นวายย่อมนำมาสู่เื่วุ่นวายยิ่งกว่า ถอดถอนจำใจกล่าวต่อ “วิชาใด”
“ผันแปรห้าผสาน” นักพรตชราเอ่ยปากอย่างนอบน้อม อาภรณ์เขียวต้องลมไสวเบา ดูสง่ายิ่ง “นามนี้มีที่มาจากเคล็ดวิชาทั้งห้าประการ รุกเร็วไม่รุกไล่ แข็งแกร่งไม่แข็งทื่อ อ่อนโยนไม่อ่อนแอ ยืดหยุ่นไม่ยืดเยื้อ เมตตาไม่ปรานี”
กล่าวแล้วสะบัดมือผลักส่งแส้ปัดขาวไปด้านข้าง มันปักแน่อยู่ยังไผ่เขียวต้นหนึ่ง เริ่มถ่ายทอดกระบวนท่าอยู่ครึ่งชั่วยามจึงเริ่มให้เจียงหลงฝึกฝนตาม โดยที่คอยชี้แนะอยู่ไม่ไกล ผ่านไปค่อนวันเห็นบุรุษหนุ่มรุดหน้ารวดเร็ว คิดทดสอบฝีมือ
หยิบใบไม้แห้งตามพื้นขึ้นกำหนึ่ง จัดสร้างเป็ดั่งอาวุธลับด้วยกำลังปราณของผู้ถือกุม ซัดออกใส่เจียงหลงจำนวนหนึ่ง ใบกร้านแห้งบัดนี้ทั้งแข็งทั้งคม กระบี่เมฆา์ตวัดรับด้วยใบกระบี่ เกิดเสียงเสียดหูคราหนึ่ง เหลี่ยมคมใบสอดคล้องเช่นผู้เคี่ยวกรำฝึกฝนนับปี
นี่ไม่ใช่เพียงตั้งรับ ไม่ใช่เพียงปัดป้อง หากแต่ยังสามารถวกกระบวนสวนกลับซัดตอบด้วยวิชาเคล็ดผันแปรห้าผสาน สร้างความประหลาดใจให้เซี่ยชินซืออยู่ไม่น้อย หนวดขาวนวลเหนือริมฝีปากกระดกขึ้นเล็กน้อยในใจลอบชื่นชมปฏิภาณไหวพริบบุรุษหนุ่มสามส่วน
ขณะที่ใบไม้คมเจ็ดแปดใบพุ่งตรงมา เซี่ยชินซือโบกมือซ้ายเก็บกวาดรวมกระแสที่กระจายอยู่ ลดทอนลำดับก่อนหลังด้วยกำลังปราณ แล้วหมุนมือผลักส่งใบคมทั้งสิ้นออกพ้นวิถีอันตรายตัดต้นไผ่ขนาดพอดีมือร่วงลง ยื่นรับไว้ สะบัดควง พุ่งเข้าใส่เจียงหลงดุจพยัคฆ์กระโจนใส่เหยื่อ
เจียงหลงตั้งรับด้วยกระบี่ ไม่กี่กระบวน เกิดความขัดแย้งไม่สอดคล้องในตัววิชากระบี่สะบั้นใจที่ฝึกฝนมาก่อนกับเคล็ดผันแปรห้าผสานนี่พยายาม่ใช่ออก เมื่อสบโอกาสก็จู่โจม ครั้นเมื่อถูกรุกไล่ก็ต้านรับแข็งขัน เป็วิสัยของผู้ยังไม่ชำนาญ ย่อมใช้ออกในวิชาที่สามารถกว่าเพื่อผลสัมฤทธิ์สูงสุด สิ่งนี้นับเป็อุปสรรคในการเรียนรู้สรรพศาสตร์ของผู้คนในใต้ฟ้านี้ เป็เช่นนี้มานับพันปีและจะคงเป็ต่อไปอีกพันปี
ไม่ช้าไม่นาน กระบี่เมฆา์ของบิดาพลันถูกปล้องไผ่ไร้คมแหลมต้นหนึ่งชักนำกระบวนจนหลุดมือ ปักยังพื้นดิน เวลานั้นเจียงหลงทำทีจะหยุดกล่าวยอมรับพ่ายแพ้เพื่อมานะฝึกฝนต่อไป
ทว่านี่ไม่ใช่การประลองวิชา ทั้งไม่ใช่การต่อสู้เอาตาย ลำไผ่โถมเข้าใส่เจียงหลงต่อเนื่อง ละลอกแล้วละลอกเล่า บุรุษหนุ่มทำได้เพียงหลบหลีกหาจังหวะฉวยกระบี่จากพื้น ยิ่งจดจ่อหาช่องฉกฉวยยิ่งถดถอยเสียที ยิ่งหลบเลี่ยงยิ่งจนมุม
เมื่อไร้หนทาง จำใจปล่อยวางจากกระบี่ เบื้องหน้าจึงมีแต่กระบวนท่า ประหนึ่งภาพร่างขีดเขียนบนผืนหนัง แต่ละกระบวนนั้นล้วนก่อเกิดพร้อมสอดคล้องกันและกันในแต่ละกระบวน แต่เวลาเดียวกับก็ล้มล้างกันและกันในทุก ๆ กระบวน ดังนั้นแทรกสวนออกไปด้วยสองมือเปล่า คว้าเอาลำต้นไผ่ที่พุ่งเข้ามา ยกตัวขึ้นปล่อยผ่านแรงไม่ต้านรับ เสี้ยวเวลาใช้สองเท้าถีบปลายลงพื้นตรงตามเคล็ดทั้งห้าทุกประการ
นักพรตเซี่ยมองอยู่ครู่ ผงกศีรษะคราหนึ่ง ฉับพลันถลาถอยไปยังแส้ปัดที่ปักอยู่ ก่อนนี้ กระชากมันออกจนไผ่สดต้นนั้นหักโค่นลง คว้าเอาใบไผ่ที่กำลังร่วงหล่นอยู่นั้น เป่าออกแล้วเหลือบมองใบไผ่ที่ล่องลอยรอบตัวตนเอง ถอดถอนใจเบา ก่อนกระชับแส้ในมือสะบัดขึ้นวูบหนึ่ง บังเกิดระลอกปราณขึ้นผืนใหญ่ดั่งใบเรือ เจียงหลงรวมปราณต้านรับ แต่ทั้งกระชั้นทั้งรุนแรง ไม่อาจต้านทานต่อมือ กระเด็นหงายหลังล้มลง
“ท่านไยลงมืออำมหิตเช่นนี้”
“อำมหิต ผู้น้อยเพียงทดลองใช้ปราณขับส่งให้พี่ท่านล้มลง หรือพี่ท่านาเ็”
เจียงหลงคิดคำนวณพลางขยับร่างกายกล่าว “ไม่าเ็”
“ผู้น้อยไร้สามารถยังไม่อาจคิดค้นวิธีสกัดปราณได้ เห็นพี่ท่านบุตรชายเจียงไต้ฟูมีไหวพริบดียิ่ง เผลอไผลคาดไปเองว่าอาจบางทีมีวิธี หากทำให้ขุ่นเคืองขอโปรดอภัย”
“มิกล้า มิกล้า ผู้าุโอุตส่าห์สั่งสอนชี้แนะ ข้าต้องขอบคุณท่าน”
“นี่ก็ใกล้มืดแล้ว คืนนี้พักกันที่นี้เถิด พรุ่งนี้ค่อยเดินทางกันต่อ”
เจียงหลงใช้เวลาตลอดทั้งคืนคร่ำเคร่งเรียนรู้ ยิ่งฝึกฝนยิ่งเลื่อมใสในความลึกล้ำของวิชาฝีมืออาจารย์สามหวางซินิ ไม่คาดเพียงเสี้ยวส่วนยังเปล่งอานุภาพรุนแรงร้ายกาจเช่นนี้
เวลานั้นตระหนักได้ ทุกวิชามีความสอดคล้องเหมาะสม การหลอมรวมวิชาไม่ใช่เื่ที่ทำได้โดยง่าย จำเป็อย่างยิ่งต้องชำนาญอย่างยิ่งในวิชาทั้งสอง เวลานี้เพียงเลือกใช้ออกเวลาที่เหมาะควรเท่านั้น อนาคตวรยุทธกล้าแข็งอาจสามารถหลอมรวมเข้ากับกระบี่สะบั้นใจสำเร็จ หอกกระบี่อาวุธลับใดย่อมไม่อาจกร้ำกรายได้
ยามสายของวันรุ่ง มาจนถึงชายป่าไผ่
เห็นช่องเขาขาดหนทางสู่หุบเขาเฟิ่งเซียนจึงร่ำลากัน นักพรตเซี่ยกล่าวไว้ว่าสามารถตรงไปตามทางแคบนี้ เพียงสองวันก็จะถึงไหนเลยจะคาดว่า ผ่านไปคืนแล้ววันเล่าไม่เพียงไม่ถึงซ้ำยังหลงอยู่ในช่องเขาวกวนห้าแยกสิบถนน ยิ่งเดินยิ่งอ่อนล้า ยิ่งเสาะหายิ่งพบว่าที่แห่งนี้คล้ายหุบเขามรณะหลงทางเข้าไร้ทางออก มือเกาะไม้ต้นเล็กแวะพักทุกยาม คอยแหวกพุ่มหนามหาดูอาจมีเส้นทางลับ จนพบธารน้ำเล็กลึกพอพ้นข้อเท้า พอใช้บรรเทากระหายได้
ในธารนั้นสองสามยามจะมีปลาว่ายผ่านมาสักตัวหนึ่ง ลักษณะประหลาดพิสดาร เจียงหลงไม่เคยพบพานมาก่อนไหนเลยจะจำแนกแยกพันธุ์ได้ รูปร่างทรงกระบอก ครีบหางปลายมน หัวแบนปากกว้าง
เจียงหลงไม่รอช้าโดดลงน้ำคว้ามาปิ้งกิน ครั้งแล้วครั้งเล่าหลุดมือไป จากบ่ายเป็เย็นไม่นานก็ค่ำมืด ไฟถูกก่อคลายหนาวแล้ว ทว่าอาหารยังคงไม่ตกถึงท้อง คว้าเอาฟืนท่อนหนึ่ง ฉีกชายเสื้อทำคบเพลิง เหลือบมองกระบี่ที่วางไว้ ดึงออกจากฝัก ถือเดินไปยังริมธาร ปักคบเพลิงไว้ที่ตลิ่ง เมื่อจับไม่ได้ไยไม่ฟันมันให้ขาดครึ่ง หากหัวไปได้ยังเหลือหางไว้ให้กิน
รั้งรออยู่สองชั่วยามจนเห็นปลาหัวแบนนั้นว่ายมาแต่ไกล ฟาดกระบี่ลงเต็มแรงไม่ทันคาดคำนวณว่าคมกระบี่ตัดลงบนผิวน้ำเกิดซับแรง ทั้งน้ำหนักและความเร็วถูกลดทอน ฟันลงสิบส่วนจางหายกับสายธารเสียแปดส่วน ไหนเลยจะพิฆาตปลาใต้น้ำได้ ครั้งแล้วครั้งเล่าตีฟันจนน้ำกระจาย ปลาก็ห่างไกลว่ายหนีออกไปทุกที ความอดทนสิ้นสุดลง ซัดกระบี่ใส่บันดาลโทสะ ปักแน่นอยู่กลางธารห่างไปจั้งเศษ
เจียงหลงหอบหายใจอยู่ครู่ แล้วจึงเดินไปหมายจะเก็บกระบี่แล้วนอน รอจนรุ่งสางค่อยหาวิธีล่าปลาอีกครา มือกุมด้ามกระบี่เห็นมันแทงเข้ากลางลำตัวปลานั้น ถึงกับหัวเราะฮ่า เื่พิสดารในใต้หล้าล้วนเป็เช่นนี้ ์ชอบเล่นสนุกกับผู้คน พยายามครั้งแล้วครั้งเล่ากลับล้มเหลวน่าสมเพชเวทนา ครั้นถอดใจเลิกรากลับได้มาโดยง่าย
เมื่อดึงกระบี่ขึ้น ถึงกับผงะหงายลงนั่งในลำธารตื้น ไม่ใช่ว่าปลาที่กระบี่ของบิดาแทงทะลุมันที่ชวนผวา หากแต่ปลายคมที่ปักแน่นอยู่คือกะโหลกศีรษะมนุษย์ผู้หนึ่ง เมื่อสติคืนคงเป็ปรกติวิสัย ลุกขึ้นดึงกระบี่ออกจากกะโหลกศีรษะนั้น วางไว้ที่ริมฝั่ง เหนือจุดที่กะโหลกศีรษะอยู่นั้น เห็นเป็ร่างโครงกระดูกอยู่ใต้พุ่มไม้หนา หากไม่เพ่งมองไม่สามารถเห็นเป็กระดูกมนุษย์ได้ คนผู้นี้ดูทีจะสิ้นใจที่ริมธาร เมื่อซากร่างแห้ง กะโหลกจึงร่วงจมน้ำไปเช่นนั้น
บุรุษหนุ่มแซ่เจียงถอนใจอดสูทั้งรู้สึกผิด มาตรว่าคนนี้ผู้ไร้ชีวิตมานานแล้วก็ตามแต่การซัดกระบี่ปักศีรษะ ยังถือว่าไร้ความเคารพต่อกัน ลุกขึ้นโขกคำนับขอขมา คิดกลบฝังให้ตามสมควร แต่ยามนี้หิวโหยยิ่ง จำเป็ต้องเห็นแก่ท้องไส้ตนเอง ไม่เช่นนั้นอาจต้องกลายเป็โครงกระดูกไปอีกหนึ่งก็เป็ได้ กระชากปลาออกขอดเกล็ดแล้วเสียบไม้ย่างไฟ
กระแอมไอ ปัดมือเปื้อนมันปลากับเสื้อผ้า เดินไปที่พุ่มไม้ดังกล่าว เห็นในมือของร่างนั้นคล้ายถือกระบอกเหล็กบรรจุบางสิ่งอยู่ หยิบขึ้นพบว่ามีแผ่นหนังรัดด้วยเชือกพันอยู่ผืนหนึ่ง แกะเชือกคลี่ดู จึงนึกขึ้นได้ว่าตนอ่านหนังสือไม่ออก ได้แต่ม้วนเก็บไว้ในเสื้อ พิจารณากระบอกเหล็กถี่ถ้วนอีกคราพบว่ามีรูกุญแจลงกลอนไว้ชั้นหนึ่ง เจียงหลงควานหากุญแจไขตามเสื้อเปื่อยขาด กางเกงยุ่ยบาง จึงเจอกุญแจเหล็กที่ด้ามมีอักษรตัวหนึ่ง
เมื่อทดลองไขดูก็เปิดออกโดยง่าย ซากร่างนี้ผ่านเวลามานานเพียงใดไม่อาจทราบ ทว่ากล่องเหล็กนี้ถูกหลอมสร้างขึ้นอย่างดีเยี่ยม ข้อต่อรอบเกลียวเรียบลื่นไร้สนิม ภายในไร้กลิ่นอับ บรรจุม้วนผ้าไหมสีฟ้าอ่อนผืนหนึ่ง พบว่ามีทั้งอักษรถ้อยความและรูปวาดคล้ายคนถือก้านดอกไม้ร่ายรำ อ่อนช้อยงดงาม ทว่าแฝงความปราดเปรียวดุดัน กะเก็งว่าเป็วิชาลึกลับที่สูญหายวิชาหนึ่ง เก็บยัดไว้ในเสื้อข้างตัวด้านใน ก่อนใช้กระบี่ขุดหลุมอยู่จนฟ้าใกล้สางจึงลึกพอกลบร่างฝังดินได้ พอดีกับตะวันขึ้นเจียงหลงหมดเรี่ยวแรงผล็อยหลับไป